เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักตลาดโรงเกลือ ตลาดที่เป็นแหล่งรวมสินค้า โดยเฉพาะสินค้ามือสองที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในภาคตะวันออก แต่ 10 กว่าปีผ่านไปตลาดโรงเกลือที่เคยรุ่งโรจน์ คึกคัก พลุ่งพล่านกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ตลาดโรงเกลือตั้งอยู่ที่ชายแดนบ้านคลองลึก อําเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ชายแดนมิตรภาพไทยกัมพูชา และเป็นที่รู้จักดีในชื่อ ‘แหล่งเสื้อผ้ากระสอบ’
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า ภาพคุ้นชินที่เห็นได้ที่ตลาดโรงเกลือคือเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะพากันมาเลือกเสื้อผ้า หรือรองเท้ามือสอง
ใส่กระสอบแล้วนำไปขายต่อนั่นเอง
ส่วนคำพูดที่ว่าตลาดโรงเกลือเป็นตลาดค้าชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก และอาจจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ไม่
เกินจริง ถ้าถามว่าตลาดโรงเกลือใหญ่ขนาดไหน คำตอบคือ ใหญ่ขนาดที่ว่าลำพังแค่เดิน และอาศัยกำลังสองขาของเราไม่สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าได้ครบ จนต้องมีบริการให้เช่ารถมอเตอร์ไซด์หรือรถไฟฟ้าขับพาชมและเลือกซื้อสินค้าภายในตลาดกันเลยทีเดียว
ชวนไปทำความรู้จักกับแต่ละยุคสมัยของตลาดโรงเกลือ ตั้งแต่แต่อดีตถึงปัจจุบัน และอนาคตของตลาด ที่เคยเป็นหนึ่งใน
หมุดหมายของภาคตะวันออกไปด้วยกัน

รู้จักตลาดโรงเกลือ
ตลาดโรงเกลือ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดคลองลึก ตั้งอยู่ที่บ้านโรงเกลือ ตำบลคลองลึก อำเภออรัญประเทศ ห่างจาก
ตัวอำเภออรัญประเทศไปทางทิศตะวันออกด้วยถนนลาดยางอย่างดี มีลักษณะเป็นโครงหลังคาเหล็กคล้ายโรงยิมขนาดใหญ่
ที่แบ่งเป็นล๊อกๆ มีจำนวนร้านราว 1500 แผง บรรยากาศในตลาดโรงเกลือคล้ายตลาดนัดขนาดใหญ่ทั่วๆไป ผู้คนพลุกพล่าน
ทั้งแม่ค้าลูกค้าและนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่
สินค้าส่วนใหญ่มาจากฝั่งกัมพูชา เวียดนาม จีน รัสเซียและไทยบางส่วน มีทั้งสินค้าพื้นเมืองและสินค้าทั่วไป เช่น เครื่องทองเหลืองทั้งเก่าและใหม่ขัดเงา เครื่องกระเบื้อง ถ้วยชาม ผ้าราคาถูก รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง
แต่ที่คนนิยมซื้อคือ รองเท้าแบรนด์เนมมือสอง โดยพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาและชาวไทยจะเอารองเท้าแบรนด์เนมมือสอง
มาจากโกดังในต่างประเทศแล้วมาคัดเลือกคุณภาพรวมถึงทำความสะอาด ซ่อมแซมให้กลับมาดูดีคล้ายของใหม่อีกครั้ง
แล้วก็จะแพ็คขายส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าต่อไป
ตลาดโรงเกลือขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดชายแดนที่มีขนาดใหญ่ มีสินค้าราคาถูกนานาชนิดให้กับประชาชนทั่วๆไปและนักท่องเที่ยว
ได้เลือกซื้อกัน ในช่วงรุ่งเรืองแต่ละวันเคยมีประชาชนเข้ามาจับจ่าย ซื้อของในตลาดโรงเกลือสูงถึงเฉลี่ยวันละ 10,000 คน
เป็นอย่างน้อยซึ่งถือได้ว่าเป็นตลาดการค้าชายแดนที่ทำเงินรายได้เข้าประเทศที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้

ก่อนจะมาเป็นตลาดสินค้ามือสองที่คนรู้จัก
ในอดีต บริเวณตลาดโรงเกลือเป็นสถานที่ใช้เก็บเกลือเพื่อนำไปขาย ให้กับชาวกัมพูชานำไปใช้ทำปลาเค็ม ต่อมาความจำเป็นต้องใช้เกลือลดน้อยลง ประกอบกับเกิดภัยการสู้รบภายในประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 – 2536
ทำให้ตลาดปอยเปตซึ่งเป็นตลาดการค้าชายแดนสำคัญและเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ของฝั่งกัมพูชาซบเซาลง เมื่อเหตุการณ์สงบลงปอยเปตกลับพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแต่กลับกลายเป็นแหล่งบ่อนกาสิโนอย่าง
ถูกต้องตามกฎหมายของกัมพูชา ขณะเดียวกันตลาดการค้าขายชายแดนจึงขยับย้ายข้ามมายังฝั่งไทยในบริเวณที่เป็นโกดัง
เก็บเกลือ ชาวบ้านจึงเรียกตลาดค้าชายแดนนี้ว่า ‘ตลาดโรงเกลือ’ โดยมีการสร้างอาคารปรับปรุงเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. พ.ศ.2534 บริหารจัดการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว
ต่อมามีการจัดตั้งชมรมชาวโรงเกลือขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ด้วยการรวมตัวกันของผู้ค้า และผู้ที่ได้รับสิทธิในร้านค้าและให้ผู้อื่นเช่าภายในตลาดโรงเกลือ มีสมาชิกประมาณ 60 ราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจการบริหารงานของรัฐจากการพัฒนาพื้นที่ตลาดโรงเกลืออย่างไม่เป็นธรรม จากความต้องการที่จะปรับผังตลาดใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ตลาดโรงเกลือถูกเพลิงไหม้คือใน
ปี พ.ศ.2536 และปี พ.ศ.2537

อดีตที่รุ่งโรจน์ของตลาดโรงเกลือ
ปี พ.ศ. 2555 – 2558 หรือยุคที่การค้าที่ตลาดโรงเกลือเฟื่องฟูถึงที่สุด ตลาดโรงเกลือมีมูลค่าการเก็บภาษีศุลกากรมากเป็นลำดับที่ 2 รองจากท่าเรือคลองเตยเท่านั้นเอง
โดยตลาดโรงเกลือทำรายได้จากการส่งออกให้ด่านศุลกากรอรัญประเทศปีละจำนวนมหาศาล และยังมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% ด่านศุลกากรอรัญประเทศรายงานว่า ปี 2555 มูลค่าส่งออสินค้ามียอดพุ่งสูงถึง 51,127 ล้านบาท สูงขึ้นจาก
ปี 2554 ที่มีมูลค่า 41.611 ล้านบาท
ในช่วงนั้นสินค้าที่น่าสนใจในตลาดโรงเกลือมีมากมายหลากหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกันดี คือ เสื้อผ้า/รองเท้า
มือสองคุณภาพดีที่มีผู้ศรัทธาจากประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกาบริจาคให้แก่ผู้ยากไร้ในกัมพูชา มีทั้งกางเกงยีน
เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว รองเท้าหนัง เป็นต้น
สำหรับแม่บ้านทั้งหลายนอกจากสินค้าแฟชั่นแล้วที่น่าสนใจซื้อหาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าชนิดอื่นคือ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างเครื่องจักสาน ทั้งที่ทำจากไผ่และหวายจากเขมร มีทั้งกระบุง ตะกร้า กระจาด ผลิตภัณฑ์ปลาน้ำจืดจากทะเลสาบเขมร
อย่างปลาเนื้ออ่อน ปลาแดง ซึ่งมีทั้งแบบที่ย่างรมควันจนเป็นปลาแห้งและแบบขายเป็นปลาสด ปลาย่าง
นอกจากนี้ยังมีของเล่นเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องกระเบื้อง ทั้งถ้วยชาม ชุดน้ำชาจากจีนและเวียดนาม ให้เลือกซื้อเลือกหา
กันเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ต่อมาสินค้าประเภทของเก่าบริจาคมีขายน้อยลง เปลี่ยนไปเป็นสินค้าของเก่ามือสองที่ถูกขายมาเป็นขยะและของใหม่เลียนแบบสินค้ายี่ห้อดังซึ่งผลิตในกัมพูชาและเวียดนามมาวางขายมากขึ้น

คดีฆาตกรรมเจ้าแม่ตลาดโรงเกลือ
แต่แล้วความรุ่งโรจน์ก็เริ่มเป็นที่จับตา จนกระทั่งเกิดคดีฆาตกรรม ‘เจ๊สายันต์’ เจ้าแม่ตลาดโรงเกลือสุดสะเทือนขวัญขึ้น
กลางดึกของวันที่ 29 ม.ค. ปี 2561 เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดแทงสองสามีภรรยาเสียชีวิตในบ้านพักหรู ภายในบ้านพบคราบเลือดเป็นทางยาว ซึ่งอาจเกิดจากการลากหรือผู้ตายพยายามดิ้นรนออกมาขอความช่วยเหลือ โดยผู้เสียชีวิต คือ นางสายันต์ จันทา อายุ 64 ปี หรือที่เรียกกันว่า “เจ๊สายันต์” เจ้าแม่ตลาดโรงเกลือและตลาดเขาดิน และเป็นเจ้าของตลาดเบญจวรรณ และ
นายพิพัฒน์ ตั้งพงศ์ทอง อายุ 71 ปี สามีของนางสายันต์ ทั้งสองเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว
ทั้งคู่ถูกแทงด้วยอาวุธมีดปลายแหลมบริเวณด้านหลังหลายแผลจนถึงแก่ความตาย ตำรวจแกะรอยจากกล้องวงจรปิดในบ้าน
จนสามารถจับกุมนายวิชัย พุ่มเรือง พนักงานเทศบาลตำบลคลองหาด เป็นผู้ต้องหา 1 ใน 4 คน ที่ตำรวจระบุว่าปรากฏภาพอยู่
ในกล้องวงจรปิด จากนั้นติดตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมคือ ร.อ.สุเทพ มากสาคร นายกเทศมนตรีตำบลคลองหาด ร.อ.ทองทศ หรือทองวราห์ มากสาคร ส.อบจ.สระแก้ว รวมผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด 6 คน โดยตำรวจสันนิษฐานว่ามูลเหตุของการฆาตกรรมครั้งนี้มาจากความต้องการปลดหนี้เนื่องจากเจ๊สายันต์เป็นเจ้าหนี้จำนวน 10 ล้านบาน หรือใบสั่งทางการเมืองเนื่องจากเจ๊สายันต์ไปเป็นหัวคะแนนเสียงให้ฝ่ายตรงข้าม
วันที่ 15 มิ.ย. 2565 คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำสั่งศาลฎีกาในคดีแดงที่ อ.540/2562 ที่พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้วและ น.ส.วิภาวดี จันทรา ลูกสาวผู้ตายเป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยในความผิดร่วมกันฐานจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมถึงความผิดพกอาวุธปืนตามพ.ร.บ.อาวุธปืน โดยมีคำตัดสินให้ประหารชีวิตนายวิชัย พุ่มเรือง , ร.อ.สุเทพ มากสาคร . ร.อ.ทองทศ มากสาคร ให้จำคุกตลอดชีวิตนายวิชิต อินทร์แก้ว และให้ยกฟ้องนางมณีรัตน์ โกทัณย์ ส่วนนายนพรุจ
รุประมาณ จำเลยที่ 2 เสียชีวิตในระหว่างการพิจารณคดี

COVID-19 และความเงียบเหงาที่เริ่มคืบคลาน
ปัจจุบันบรรยากาศของตลาดโรงเกลือไม่ได้คึกคักเหมือนกับเมื่อก่อน อาจเรียกได้ว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ต้องยอมรับว่า หลังช่วง COVID-19 ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดโรงเกลือหายไปกว่าครึ่งโดยเฉพาะในการค้าปลีก
ซึ่งลดลงมาก ตามคำบอกเล่าของแม่ค้าขายรองเท้ามือสองในตลาดโรงเกลือที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับนักข่าว PPTV
โดยเธอบอกว่า “ประชาชนจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น จะซื้อของแต่ละครั้งก็คิดแล้วคิดอีก เอาอย่างนี้ละกันง่ายดี เพราะว่าแต่ก่อนขายดี ทุกคนมาก็คือกล้าจับของ กล้าซื้อของ หลายๆ คู่ก็เอา แต่อย่าลืมว่าที่เขาด็ผ่านอะไรมาเหมือนกันใช่ไหม ผ่านทั้งโควิด ผ่านทั้งเรื่องราวเยอะแยะ ก่อนที่จะซื้อ ก่อนที่จะจับอะไรต่อมิอะไร มันก็ต้องคิดเยอะหน่อย เพราะว่ามีค่าใช้จ่ายในบ้านก็เยอะ”
แม้บรรยากาศหลัง COVID-19 จะดีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ดูเหมือนจะยังไม่กลับมาดีเหมือนเดิม โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่
ช่วยต่อชีวิตให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดโรงเกลือคือ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มาซื้อสินค้าไปขายต่อ โดยเฉพาะตลาดรองเท้ามือสอง และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดทางภาคอีสานก็เริ่มกลับมาซื้อสินค้าจากตลาดโรงเกลืออีกครั้ง
แน่นอนว่าปัจจัยที่ทำให้ตลาดโรงเกลือเงียบเหงามาจากการระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลพ่วงทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนต้องลดการใช้จ่าย แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ราคาสินค้าที่ตลาดโรงเกลือแพงขึ้น เพราะตำรวจไทยเพิ่มความ
เข้มข้นในการตรวจตราสินค้าแบรนด์เนมที่ลักลอบนำเข้ามากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของการขายสินค้าออนไลน์ และความขัดแย้งบางอย่างระหว่างคนไทยและคนกัมพูชาในหลายประเด็น เช่น มวยไทย

สุสานขยะรองเท้ามือสอง
นอกจากเรื่องคดีและความเงียบเหงาจากเศรษฐกิจที่หดตัวแล้วอีกหนึ่งปัญหาที่พูดถึงในโลกโซเชียลคือ ‘สุสานขยะรองเท้า
มือสองที่อยู่ใกล้กับตลาดโรงเกลือ’
สุสานรองเท้ามือสองเหล่านี้คือรองเท้าที่คุณภาพไม่ผ่านและถูกพ่อค้าแม่ค้าตลาดโรงเกลือคัดทิ้งกลายเป็นขยะมากองไว้บนที่ดินเอกชนข้างรางรถไฟเนื่องจากไม่รู้ว่าจะนําขยะไปทิ้งที่ไหน เอกชนเจ้าของพื้นที่จึงอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของตนเป็นที่ทิ้งชั่วคราว
เพื่อรอส่งต่อไปยังโรงงานบดขยะและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงโดยจะรับทิ้งกระสอบละ 20 บาท และหากชาวบ้านต้องการนําไป
ขายต่อมือสองจะต้องมานั่งคัดและจับคู่เองโดยจะคิดราคาที่กระสอบละ 100 บาท
ซึ่งกองสุสานนี้ไม่ได้มีแต่รองเท้าเท่านั้นยังมีกระเป๋ารวมถึงเสื้อผ้าที่ถูกนํามาทิ้งไว้ที่สถานที่แห่งนี้ด้วย แม้หลายคนจะมองว่าที่นี่เป็นกองขยะแต่ชาวบ้านกลับมองว่านี่คือแหล่งรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องที่สารถเข้ามาคัดเลือกที่ยังพอใช้งานได้มาทําความ
สะอาดนําไปขายหรือใส่เองก็ได้
แน่นอนว่าต้องเกิดคําถามว่าสิ่งเหล่านี้สร้างมลพิษหรือเป็นการจัดการที่ถูกวิธีหรือไม่ หรือไทยจะกลายเป็นถังขยะโลก นําเข้าขยะสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศเข้ามาในบ้านเรา
โดยเทศบาลเมืองอรัญประเทศให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้พ่อค้าแม่ค้าจะคัดรองเท้าที่ขายไม่ได้ทิ้งและลักลอบเผาตามพื้นที่ว่างเปล่าจนสร้างความเดือดร้อน ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่สารถหาวิธีจัดการที่ถูกต้องได้จนเอกชนเสนอว่าต้องการนําสินค้าขยะเหล่านี้
ไปเป็นเชื้อเพลิง เป็นวิธีช่วยแก้ไขปัญหาชั่วคราวเพื่อไม่ให้ขยะเหล่านี้กระจายปนเปื้อนไปยังสิ่งแวดล้อมอื่น

ภาพตลาดโรงเกลือในอนาคต ผ่านสายตารัฐ
ตามแผนพัฒนาตลาดโรงเกลือเดิม ภาครัฐและองค์กรเอกชนได้มีแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนการค้าขายบริเวณชายแดนให้กลายเป็นเขตการค้าเสรี ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาตลาดการค้า การเงิน การธนาคาร การขนส่งแลกเปลี่ยนสินค้า รวมถึงการ
ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยว สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก – ปอยเปต อำเภออรัญประเทศ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญ
ในการเปิดประตูระหว่างประเทศ และเป็นตลาดการค้าแหล่งใหญ่ระหว่างกรุงเทพฯ กับประเทศกัมพูชา
นอกจากนั้นภาครัฐยังมีการเตรียมพัฒนาพื้นที่ตำบลป่าไร่ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมขนาดย่อม ธุรกิจพาณิชยกรรมที่
ต่อเนื่องจากตลาดโรงเกลือ เช่น กิจการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และการทำความสะอาดสินค้ามือสอง หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสินค้ามือสอง และที่สำคัญจะต้องมีแนวทางพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโรงเกลือให้มีการเปลี่ยนแปลง
ในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงด้านภูมิทัศน์สาธารณูปโภค การจัดระเบียบการค้า เพื่อกระตุ้นความอยากเข้ามาท่องเที่ยว
และหาซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวและผู้ค้าต่อไป
ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเรียกคืนความรุ่จโรจน์ให้กลับมาสู่สระแก้ว และชาวตะวันออกอีกครั้ง
.
อ้างอิง
ผู้ต้องหาฆ่า “เจ๊สายันต์” นักธุรกิจตลาดโรงเกลือ เข้ามอบตัวกองปราบ
7 เหตุผลที่คุณต้องไปซื้อของที่ตลาดโรงเกลือ
หมายจับ 3 จำเลย ไม่ฟังฎีกา ฆ่า 2 ศพ เศรษฐีเจ้าของตลาดโรงเกลือ อุทธรณ์ประหาร
ตลาดโรงเกลือยังเงียบเหงา บุกตลาดรองเท้ามือสอง | เข้มข่าวค่ำ | 6 ม.ค. 67
“สุสานรองเท้า” กองเท่าภูเขา ตลาดโรงเกลือ l TNNประเด็นใหญ่ 21-02-2566


