/

‘บ้านปลาซิว’ ในถิ่นบางปลาสร้อย เมื่อกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์กลับบ้านมาสร้างพื้นที่ครีเอทีฟและปลอดภัยในเมืองชลบุรี

“เวลาเราพูดถึงบางปลาสร้อย เราหมายถึงเมืองชลบุรี”  ‘พลอย’ หรือ ‘พลอยณัฐ’ ณัฐรัตน์ อนันทนาธร หนึ่งในสมาชิกทีม ‘บ้านปลาซิว’ บอกกับเราระหว่างก้าวไปบนฟุตบาธของถนนวชิรปราการ 

เพราะถ้าอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เขาเรียกว่าเมืองบางปลาสร้อย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนเพราะการแบ่งเขตสมัยใหม่ ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน คนก็อาจจะบอกว่า ‘ฉันไม่ใช่คนบางปลาสร้อย ฉันเป็นคนมะขามหย่ง ฉันเป็นคนบางทราย’” 

และเมื่อเราเดินมาถึงลานจอดรถคอนกรีตหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งที่ตั้งอยู่เยื้องๆ กับซอยสำราญราษฎร์  ‘จีน’ พลวัฒน์ เกตุจินากูล อีกหนึ่งสมาชิกบ้านปลาซิวก็ให้ข้อมูลต่อไปว่าแต่เดิมที่ลานจอดรถตรงนี้เป็นตึกสองชั้น ซึ่งชั้นสองเป็นโรงหนัง “ผมทันนะ แต่ยังเด็กมากๆ” จีนกล่าว

หลังจากเดินลัดเลาะกันมาเรื่อยๆ ราวครึ่งชั่วโมง สมาชิกบ้านปลาซิวก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจุดต่างๆ ในย่านบางปลาสร้อยต่อไปอีก เป็นต้นว่า ที่จอดรถในซอยต้นจันทร์เคยเป็นตลาดมาก่อน ส่วนซุ้มประตูสวยๆ เหนือร้านร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ในซอยศรีมงคล คือร่องรอยความมั่งคั่งของตระกูล ‘สมุทรานนท์’ ตระกูลของอดีตเจ้าเมืองและผู้ว่าฯ จังหวัดชลบุรี รวมไปถึงการอธิบายเกี่ยวกับลักษณะอาคารบ้านเรือนตามแบบฉบับชุมชนชาวบางปลาสร้อย ที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองแห่งการทำประมงและท่าเทียบเรือกลไฟในสมัยอดีต

กิจกรรมการเดินเมือง (city walk) ถือเป็นเพียงน้ำจิ้มและเป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมของทีมงานบ้านปลาซิว กลุ่มคนรุ่นใหม่ในจังหวัดชลบุรี ที่มีความใฝ่ฝันในเรื่องของการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ  เช่น การพบปะพูดคุยของผู้คนในชุมชน รวมไปถึงการมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนภายในชุมชน

บ้านปลาซิวเกิดจากการรวมตัวของคนชลบุรี 4 คน ที่ประกอบไปด้วย พลอยณัฐ, จีน, ‘พลอยลิน’ พลอยไพลิน พานิชเจริญ และ ‘หนู’ ภัทธิ บัณฑุวนิช ซึ่งต่างคนต่างเติบโตจนจบชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดชลบุรี และได้ไปศึกษาในระดับชั้นมหาวิทยาลัยและได้ทำงานที่อื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะโคจรกลับมามีโอกาสทำความรู้จักกันอีกครั้ง ผ่านการทำธีสิสของแต่ละคนที่ล้วนแต่ก็เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ‘บางปลาสร้อย’ เช่นเดียวกัน

 

เมื่อได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเรื่องเมืองสร้างสรรค์และพื้นที่บางปลาสร้อยมาได้ระยะหนึ่ง ทั้ง 4 คนก็ตัดสินใจกลับบ้าน กลับมาที่ชลบุรี และมาร่วมกันเปิดพื้นที่ขึ้นโดยใช้ชื่อว่าบ้านปลาซิว เพื่อที่จะได้ร่วมกันทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันของพวกเขาทุกคน เป็นความฝันที่จะขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่บางปลาสร้อย 

ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจกลับบ้าน พร้อมกับนำเอาความฝันที่จะพัฒนาเมืองหรือชุมชนของตนเองให้กลับมาชีวิตชีวา ผ่านกิจกรรมความสร้างสรรค์ต่างๆ เป็นเหตุผลที่ทำให้เราสนใจว่าอะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาเลือกกลับบ้าน อะไรคือสิ่งที่พวกเขาอยากส่งต่อผ่านพื้นที่ที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นอย่างบ้านปลาซิว และการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์อย่างที่พวกเขาฝันถึงนั้นมันคือการพัฒนาเมืองไปในทิศทางไหนกัน และต่อจากนี้คือบทสนทนากับพลอยณัฐ, พลอยลิน และจีน 3 สมาชิกทีมบ้านปลาซิว 

อะไรทำให้ทั้ง 4 คนสนใจพื้นที่บางปลาสร้อย จนเกิดการรวมตัวกันเป็น ‘บ้านปลาซิว’ ?

พลอยณัฐ: เราเป็นเด็กชลบุรี แต่เป็นเด็กบางแสนนะ เราเรียนสายอนิเมชันและเรียนอาร์ตมา แต่สนใจคอนเทนต์แนวประวัติศาสตร์ ทั้งหนังและการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์ พอต้องทำวิจัย เราก็อยากทำคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมผสมกับสื่อสมัยใหม่ จึงทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของบางปลาสร้อย พอเรียนจบ ป.โท เราก็ยังอยากทำงานกับพื้นที่นี้อยู่ แต่แถวนี้ไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่มีอะไรเลย เราก็รู้สึกว่า ถ้ามันไม่มีก็สร้างเองมั้ย (หัวเราะ) คือสร้างอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ทำงานตรงนี้ต่อ ต่อมาเราจัดนิทรรศการ กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย แล้วพี่พลอยลินก็มาหาโดยที่ไม่เคยรู้จักกัน เราถึงรู้ว่าเขาเคยอยู่ตรงนี้และเคยทำงานกับพี่จีน ส่วนพี่หนู เราไม่ได้เรียนมหาลัยเดียวกัน แต่เราเรียนปีเดียวกัน แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาเราเป็นคนตรวจงานพี่หนู ซึ่งเขาทำเรื่องบางปลาสร้อยเหมือนกัน เราก็ได้แลกคอนแทคคุยกัน

จีน: ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานกับพลอยลิน เป็นศูนย์วิจัยที่ทำเรื่องเมือง เราเคยอยู่ตรงนี้ (บางปลาสร้อย) เพราะบ้านย่าอยู่ตรงนี้ พอเข้า ม.1 ก็ย้ายไปเรียนสาธิต ทำให้เราไปอยู่โซนบางแสนแทน จากนั้นเรียน ป.ตรี สถาปัตย์ เรียน ป.โท เรื่องเมือง ทำงานมาหลายที่เลย ส่วนใหญ่ทำเกี่ยวกับอีเวนต์ กิจกรรม หรือเทศกาล มีโอกาสได้ไปหลายจังหวัด เราได้เห็นความหลากหลาย ความแตกต่าง ก็คิดว่าถ้าเราทำงานมาหลายที่ขนาดนี้โดยเฉพาะกรุงเทพฯ แล้วบ้านที่เราอยู่เองล่ะ เพราะเราเห็นว่ามันมีศักยภาพ เวลาขับรถผ่านก็คิดมาตลอด เช่น หน้าห้องสมุดหรือแถวบ้านเราที่เป็นสะพานยาวมันก็น่าทำอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่มีโอกาสและเราก็ไม่ได้มีกำลัง คิดอยู่คนเดียว จนมาเจอพลอยลินที่ทำงานธีสิสที่เดียวกัน แล้วพอเจอพลอยณัฐจัดนิทรรศการ ซึ่งผมไม่ว่างไป แต่กระซิบพลอยลินให้ไปดูหน่อย ไปรู้จักกัน เผื่อเราจะได้ทำอะไรกัน ผ่านไปไม่นานมาก พลอยณัฐก็ส่งข้อความมาถามว่า ‘เฮ้ย มีงานนี้อยากลองรวมทำกันไหม’ ก็เริ่มรวมกันตั้งแต่ตรงนั้น แล้วผมกลับมาอยู่ชลบุรีพอดี ก็ลุยได้เลย

พลอยลิน: บ้านยายอยู่บางทราย แต่เราใช้ชีวิตในบางปลาสร้อยตั้งแต่เด็กๆ เรายังทันยุคที่มีสะพานไม้อยู่นิดหน่อย ยายเคยพาไปเดิน เราจำความรู้สึกนั้นได้ ชีวิตย่านนี้มีอาหารอร่อย ราคาถูก คนแถวนี้ชอบทำงาน ชอบค้าขาย ทุกคนเป็นนักทำงาน พอเราไปเรียน ป.ตรี สถาปัตย์ที่เชียงใหม่และพอไปดูเมืองอื่นๆ มันกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้อยู่เลย ตอนธีสิส ป.ตรี เราก็คิดถึงบ้านเกิด เรามาเดินศึกษาชุมชนเพื่อออกแบบสถาปัตย์เชิงชุมชนเป็นตัวจบ ซึ่งเราทำศูนย์การเรียนรู้ประมงพื้นบ้านเป็นธีสิส เพราะเราพบว่าพื้นที่ตรงนี้มาจากอาชีพประมง ซึ่งมันกำลังหายไปจากภูมิประเทศและปัจจัยอื่น พื้นที่ตรงนี้มีตะกอนพัดเข้ามาเรื่อยๆ พื้นที่ฝั่งก็เยอะขึ้น สะพานไม้กลายเป็นถนนปูนและสะพานก็กลายเป็นซอยเล็กๆ การเดินทางด้วยเรือกลายเป็นการเดินทางด้วยรถ คนเข้าถึงบ้านตัวเองยากลำบากขึ้น พอคนใช้ชีวิตตรงเนี้ยากขึ้น เขาก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น ทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม่มีคนดูแล แน่นอนการตั้งถิ่นฐานบนทะเลไม่ถูกต้องในสมัยนี้ แต่คุณค่าและวัฒนธรรมก็ควรจะมีอยู่

พลอยณัฐ: ส่วนพี่หนู เขาเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านปลาซิว บ้านเขาอยู่ย่านนี้มา 5 รุ่น เป็นครอบครัวเก่าแก่ในบางปลาสร้อย งานหรือแนวคิดของเขาคือการฟื้นฟูพื้นที่แถวนี้ (ตรอกก๊วน) ให้กลับมาคึกคัก แล้วทำโปรเจกต์ดีไซน์สเปซซึ่งเป็นธีสิส ป.โท ของเขาเหมือนกัน

พลอยลิน: จริงๆ มันไม่น่าจะมีแค่เรา 4 คนหรอก คงจะมีคนอีกเยอะที่เติบโตจากพื้นที่นี้ แล้วก็รักที่นี่ ถ้าเราตั้งกลุ่มแล้วมันเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเหล่านี้มารวมตัวกันได้ต่อๆ ไป มันน่าจะดีมากๆ

ทำไมต้องเป็น ‘ปลาซิว’ และเราจะเห็นโปรเจกต์อะไรจากบ้านปลาซิวบ้าง?

 

พลอยณัฐ: คำว่า ‘บ้านปลาซิว’ มาจาก ‘ปลาซิวปลาสร้อย’ มันเป็นการเล่นคำ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการบ้านปลาซิว คือการสื่อสารและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เราเปรียบเด็กเป็นลูกปลาซิวตัวเล็กๆ แล้วเราจะเลี้ยงดูให้เขาเติบโตจนกลายเป็นปลาสร้อย เป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่นี้ต่อไป ความตั้งใจของพวกเราคือการทำกิจกรรม ให้ความรู้ และสื่อสารให้เด็กๆ รู้จักชุมชน อยากให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนมากขึ้น ตอนแรกมีแค่แพสชัน (passion) ของคน 4 คน เราแยกกันอยู่ ก่อนมารวมตัวกัน อยากทำอะไรบางอย่างกับบางปลาสร้อย จุดเริ่มต้นของการตั้งทีมมาจากโครงการพื้นที่นี้ดีจัง ที่เป็นเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เขาทำมาประมาณ 15 ปีกับหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พอมีโครงการนี้ เราก็มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะได้มีเมนเทอร์และมีงบ โครงการเขาจะทำกับเด็ก พอยื่นขอทุนไป เขาก็เลือกเรา เพราะชลบุรีไม่เคยมีมาก่อน เขาสนใจพื้นที่เรา ให้เราผ่านเข้าไปอยู่ในกระบวนการของเขา ซึ่งเราอาจจะไม่เหมือนพื้นที่อื่นตรงที่เราเป็นเมืองที่เคยคึกคักมาก่อน เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีวัฒนธรรมที่ตายตัวเท่าพื้นที่อื่น เราจึงใช้ความเป็นเมือง วิถีชีวิตของคนชอบทำงาน คนขยันทำงาน และร้านค้าต่างๆ เป็นข้อมูลและเป็นคอนเทนต์สื่อสารกับเด็กๆ งานของบ้านปลาซิลจะเน้นเรื่องนี้ก่อน 

พลอยลิน: มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ในอนาคต เราอยากทำให้มันเป็นพื้นที่ของชุมชน ให้คนมารวมตัวกันแล้วก็มองเมืองในภาพเดียวกัน ฟังความเห็นของทุกคน แล้วใช้เด็กรุ่นใหม่เป็นตัวเชื่อมให้เขาพัฒนาเมืองต่อไป

เวลาพูดถึงการพัฒนาเมือง หลายคนอาจนึกถึงการฟื้นฟูย่านเก่าแก่ที่ต้องมีภาพลักษณ์สวยสดและตามมาด้วยค่าครองชีพที่สูง แล้วบ้านปลาซิวมองภาพการเปลี่ยนแปลงของบางปลาสร้อยไปในทิศทางไหน?

พลอยณัฐ: อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราเคยคุยเหมือนกันว่า เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น (แบบที่พัฒนาไปแล้วตามมาด้วยผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์และค่าครองชีพของคนในพื้นที่) ถ้าจะพัฒนาให้คึกคักหรือเพื่อท่องเที่ยว พื้นฐานของเรายังเป็นคนที่อยู่แถวนี้ เป็นชุมชนดั้งเดิมว่าเขาอยากจะขายอะไร ขายยังไง แล้วให้นักท่องเที่ยวมาเจอกับคนในชุมชนจริงๆ มากกว่าการที่กลายเป็นพื้นที่คึกคัก คาเฟ่ หรืออะไรแบบนั้น จริงๆ มันไม่ผิด แต่ด้วยตรงนี้ยังมีอากงอาม่าอยู่ในบ้าน และด้วยสเปซที่จอดรถหรือสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่เหมาะกับการเป็นย่านท่องเที่ยวในสไตล์นั้น

พลอยลิน: จริงๆ ที่บอกว่าไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ดีนะ แต่ว่าที่นี่อาจจะไม่เหมาะ เพราะมันคือวิถีชีวิตของคน เราไม่อยากรักษาวัฒนธรรมไว้เพื่อขายเท่านั้น แต่อยากให้คนลองดู ลองเห็น และอยากให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นต่อไปมากกว่า อยากให้มันเป็นกำลังของคนในชุมชน และเป็นทิศทางที่ทุกคนอยากจะเห็น

จีน: ในอนาคตเราจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนแถวนี้ เช่น เดินเมืองหรือให้เขามาเล่าเรื่องศาลเจ้า เล่าเรื่องร้านที่เขาเคยทำ เราจะค่อยๆ ไป เพราะฉะนั้น เราไม่รู้ว่าการปรับเปลี่ยนต่างๆ ในอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ตอนนี้เราจะไม่ไปแบบนั้น การเล่าเรื่องของคนเก่าแก่จะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเรา ก็หวังว่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ชุมชนรับรู้ เขาก็อาจจะปรับเปลี่ยนนะ แต่เราก็จะค่อยๆ ปรับไปด้วยเหมือนกัน

แล้วอะไรคือความคาดหวังของบ้านปลาซิวคาดหวังที่มีต่อการทำโปรเจกต์นี้?

พลอยณัฐ: เราไม่ได้คาดหวังผลกำไร ความคาดหวังจริงๆ คืออยากให้ชลบุรีมีกลุ่มที่ทำอะไรแบบนี้บ้าง

พลอยลิน: ถ้าถามถึงสิ่งที่คาดหวัง มันอาจไม่ใช่เงิน แต่มันคือ ‘ชีวิต’ ที่จะได้มาอยู่ที่นี่ คือการได้เติบโตจากการทำให้ที่นี่เติบโตและเราก็เติบโตไปกับมัน เรียกว่าเป็นการต่อยอดอาชีพนักสร้างสรรค์ หรืออาชีพที่เราอยากเป็นให้ชัดเจนขึ้น แต่คงไม่ทำให้รวยหรอก (หัวเราะ) ออฟฟิศที่เราทำงาน หรือหน่วยงานต่างๆ เราเห็นว่าชลบุรีมีศักยภาพ แต่ปัญหาจริงๆ คือชลบุรีขาดกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่จะมาทำงานร่วมกับภาครัฐ นี่คือปัญหาที่ทำให้ชลบุรีไม่สามารถขยับเป็นเมืองสร้างสรรค์เหมือนจังหวัดอื่นได้สักที เราเลยคิดว่าถ้าเราต่อยอดกลุ่ม ‘บ้านปลาซิว’ ให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ แล้วขยายผลไปช่วยเมืองในภาพใหญ่ขึ้น มันก็น่าจะเป็นไปได้

พลอยณัฐ: จริงๆ ชลบุรีมีคนเก่งเยอะนะ มีกลุ่มศิลปินทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ แต่ถ้านับนักสร้างสรรค์ที่ทำงานวิจัยได้ ก็ยังมีน้อย เพราะเวลาดีลงานกับรัฐมันต้องมีกระบวนการวิจัย มีกระบวนการการสื่อสาร ซึ่งเราอาจเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นส่วนหนึ่งในตรงนี้

จีน: ผมขอเสริมว่าชลบุรีมีคนเก่งเยอะมาก แต่เราเก็บเขาไว้ใม่ได้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือหัวเมืองอื่น ทั้งที่พวกเขาอาจจะอยากทำที่บ้านตัวเอง เราเลยอยากเป็นตัวแทนในมุมที่ว่า อย่างน้อยเรามีพื้นฐานจากการทำวิจัยกันมาก่อน เราช่วยเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ได้นะ เผื่อในอนาคตถ้ามีใครอยากทำอะไรด้วยกัน เราช่วยสนับสนุนกันได้ แต่มันต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ 4 คนนี้ก่อน ก็คาดหวังว่าจะมีคนช่วยเราเพิ่มขึ้น เพราะแค่ 4 คนเราช่วยไม่ไหวหรอก ตอนนี้ก็ต้องเลี้ยงตัวเองด้วย (หัวเราะ) มันเป็นงานที่ไม่ได้มีผลกำไรจริงๆ

ในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์กับชุมชน อยากทราบว่าพื้นที่ปลาสร้อยมีความหมายต่อคุณอย่างไรทั้งในเชิงการทำงานและการใช้ชีวิต?

พลอยณัฐ: ด้วยความที่เราไม่สามารถนิยามได้ว่าตัวเองเป็นคนที่ไหน เพราะย้ายบ้านบ่อย เราไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไหนเลย แต่เราโหยหาการเป็นคนของสักที่หนึ่ง แล้วการที่เรามาจมอยู่กับธีสิสที่ศึกษาเรื่องบางปลาสร้อยอย่างลึกซึ้ง มันทำให้เรารู้สึกรักที่นี่ เราอยากผูกพันกับที่นี่ ยิ่งพอเราจัดนิทรรศการ พอเราเล่าเรื่องท้องถิ่นที่ถูกคัดกรองและครอบคลุม แล้วคนในพื้นที่อย่างลุงๆ ป้าๆ พาลูกหลานมาคุยกับเราว่า “ตอนนี้เราเป็นคนชลบุรีแล้วนะ” ที่คุยเรื่องนี้กับเขาได้ เราก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน มันมีความสำคัญกับเราในฐานะที่เราอยากทำงานกับที่นี่และรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเขา มันเหมือนเป็นกระบวนการของการหาบ้าน (นิ่งคิด) หาบ้านทางจิตใจ อีกอย่างหนึ่ง ชลบุรีเป็นจังหวัดที่คนย้ายเข้าย้ายออกเยอะมาก อาจมีเด็กอีกหลายคนที่รู้สึกเหมือนเราว่า เราไม่ใช่คนเก่าแก่ในชุมชน ไม่ได้เกิดมาแล้วมีอาม่าข้างบ้านที่รู้จักเรา เพราะเราอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร เรารู้สึกล่องลอย ถามตัวเองว่าเรามีรากเหง้าจากที่ไหน การทำบ้านปลาซิวก็อาจเป็น ‘บ้านทางใจ’ ให้เด็กคนอื่นๆ ด้วยก็ได้

พลอยลิน: มีความหมายเยอะมาก เป็นทั้งพลัง เป็นชีวิต เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความคิดถึง คือมีสองเรื่องนะ 

หนึ่ง ตอนทำธีสิส ป.ตรี เราค้นหาว่าเอ๊ย พื้นที่นี้มันเป็นยังไง มันทำให้เราได้หวนถึงชีวิตตอนเด็ก เราเห็นการเติบโตของแม่ การใช้ชีวิตของยาย ตระกูลเราเคยเป็นยังไงมาก่อน พื้นที่นี้เติบโตมาได้ยังไง มันค่อนข้างลึกซึ้งมาก แล้วเราไปเจอนวนิยายเรื่องหนึ่ง เป็นนวนิยายรักเรื่อง ในวารวัน ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม เขาพยายามสอดแทรกวิถีชีวิตที่นี่ เราจึงเห็นว่ามีคนทัศนคติแบบนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน ทัศนคติที่รักบ้านเกิด แต่ไม่มีกำลัง ทำแค่ส่วนของเขา ก็คือแต่งนิยายในฐานะนักเขียน ซึ่งเราอ่านจบรอบหนึ่ง ฟังเสียงรอบหนึ่ง มันสอดแทรกวัฒนธรรม ใช้ช่วงเวลาจริง และใช้วิถีชีวิตต่างๆ จริง ตั้งแต่การทำงานบนเรือไปจนถึงการไถกระดานเก็บหอย แก่นเรื่องมันเกี่ยวกับการทำงาน เหมือนวัยเด็กคือช่วงทดลอง ตอนโตคือช่วงเริ่มทำงาน และผู้ใหญ่ตอนปลายคือช่วงเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราทำมา เราเห็นทุกคนในเมืองนี้ทำแต่งาน เราอินเพราะเราโตมาอย่างนี้ 

สอง คือ ความคิดถึงคนที่เราเติบโตมาด้วย คนที่เราไปทำความเข้าใจเขา เขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทั้งยายและน้าที่เลี้ยงเรามาก็เสียแล้ว แต่เราเพิ่งไปทำความรู้จักเขาจากตอนทำธีสิส มันเป็นแรงบันดาลใจที่อยากใช้ชีวิตตรงนี้ต่อ อยากทำพื้นที่เก่าๆ ให้มันดีขึ้น แล้วส่งผลต่อเด็กๆ รุ่นใหม่

จีน: เราค่อนข้างคุ้นเคยตรงนี้ เราเห็นย่าขายของตั้งแต่เด็ก กลางวันต้องไปกินก๋วยเตี๋ยว 2 – 3 ร้านนี้ ซึ่งก็กินวนไป ตกเย็นหน่อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปสวนสาธารณะ ไปหน้าศาล ไปเล่นเครื่องเล่น บางทีก็มาซื้อนมเย็นกินกัน มันจะวนชีวิตกันอยู่อย่างนี้ ผมค่อนข้างชินกับวิถีชีวิต พอถึงช่วงมัธยมก็ย้ายไปอยู่บางแสน แต่เราก็มาหาย่าที่นี่ทุกอาทิตย์ มีแค่ช่วงมหาวิทยาลัยที่เราหายไปเรียน ผมเรียนไป 6 ปี ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ นานๆ ทีกลับมา พอกลับมาฟีลมันก็เปลี่ยน เช่น พอหกโมงเย็นแล้วที่นี่มืดเลย เมื่อก่อนมันอาจจะมีร้านขายของอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้มันเงียบลง เหลืออยู่แค่โซนหน้าเก๋ง (หน้าศาลเจ้า) นิดๆ หน่อยๆ เราไม่รู้ว่าบรรยากาศตอนนั้นมันคึกคักจริงหรือเปล่า แต่ตอนนี้เรารู้สึกเงียบเหงามาก ซึ่งเป็นแบบนี้หลายที่นะ แทบทุกจังหวัดที่เป็นโซนเมืองเก่าจะมีลักษณะเดียวกันหมด

ผมมีคำถามเดียวตอนนั้น ผมอยากกลับมาอยู่ที่ชลบุรี เพราะครอบครัวและย่าก็อยู่ที่นี่ แต่เรื่องใหญ่คือถ้ากลับมาแล้วไม่มีงาน เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ยังไง ทำให้เราเสิร์ชหางานในชลบุรีว่ามีที่ไหนบ้าง แล้วก็เจอที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ถ้าไม่ได้งานตรงนี้เราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าที่เรียนออกแบบมา เรียนสถาปัตย์สร้างสรรค์มา จะทำงานยังไงในพื้นที่นี้ ทั้งที่คนชลบุรีเรียนอาชีพพวกนี้เต็มไปหมด อย่างที่บางแสนเราก็มีคณะศิลปกรรมศาสตร์ แล้วคนในพื้นที่อื่นๆ ล่ะ เขาจะไปอยู่ที่ไหนในเมื่อมันไม่ได้มีพื้นที่แบบนี้เลย ผมคิดว่าบ้านปลาซิวอาจเป็นจุดเริ่มให้คนด้านงานสร้างสรรค์ มันคงไม่ไปถึงขั้นเป็นระบบนิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการทำงานด้วยกันในพื้นที่ที่เราผูกพัน ประมาณนี้

คำถามสุดท้าย จำเป็นไหมที่ทุกคนต้องกลับไปหา ‘บ้าน’ ของตัวเอง?

พลอยณัฐ: คำว่า ‘จำเป็น’ อาจเหมือนการบังคับ แต่เรามองว่าเป็นเรื่องความสมัครใจมากกว่า เพื่อนเราหลายคนเป็นศิลปิน เรียนอาร์ตมาด้วยกัน เป็นเด็กบางแสนแท้ๆ แต่สุดท้ายเขาไปรู้สึกปลอดภัยหรืออยากอยู่จังหวัดอื่นมากกว่า เราไม่มีความจำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนอยู่บ้านเกิดตัวเอง แต่สำหรับเราและโปรเจกต์วิจัยที่เคยทำ มันคือการทำให้รู้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจได้มากขึ้นว่า ที่นี่มันมีต้นทุนนะ คุณยังมีแรงหรือยังอยากอยู่ต่อไหม แต่ก็ไม่จำเป็น แม้จะไปอยู่แค่ปีสองปี แต่ถ้าคุณรู้สึกสบายใจหรือเชื่อมโยงกับที่ไหน ถ้าคุณรักที่นั่นคุณก็ทำงานกับที่นั่นได้ คือเราอยากให้คนทำงานกับ ‘ท้องถิ่น’ จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไหนก็ตาม

จีน: ผมมองว่าไม่จำเป็น แต่ที่จำเป็นจริงๆ คือมันต้องมีทางเลือกให้เลือก ผมเรียนออกแบบมา แต่ผมไม่ได้มีทางเลือกว่าจะทำงานที่ไหนได้ ผมเลือกได้แค่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นผมก็ต้องเลือกบ้านเกิด ซึ่งถ้าไม่มีทางเลือกให้ เราก็คงต้องปั้นมันขึ้นมาเอง มันควรจะมีทางเลือก เช่น ผมอาจอยากไปอยู่อุบลฯ จันทบุรี หรือพังงา มันควรมีให้เราเลือกว่าอยากทำอะไรที่ไหน ทุกวันนี้คนที่เรียนจบทางสายสร้างสรรค์ ต้องไปอยู่ตามหัวเมืองอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต ส่วนเพื่อนผมหลายคนที่กลับมาอยู่บ้านเกิด เขาก็ไม่ได้ทำงานที่เรียนมา หันไปทำร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว ทำโรงงานพลาสติก นานๆ ทีถึงอาจมีโปรเจกต์ออกแบบ ซึ่งมันน่าเสียดายความรู้ความสามารถหรืองานสร้างสรรค์ที่อุตส่าห์เรียนมา พอไม่มีทางเลือก ก็ต้องไปอยู่เมืองใหญ่ พอออกจากเมืองใหญ่ เราก็อาจไม่ได้ทำงานแบบนั้น 

ดังนั้น เราอยากสร้างให้บ้านเรามีพื้นที่แบบนี้ เพื่อท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทุกที่มีพื้นที่สร้างสรรค์ เราจะได้เลือกกันได้จริงๆ ว่าเราอยากไปอยู่ที่ไหน ไม่ต้องอยู่บ้านเกิดก็ได้ แต่ไปอยู่ที่ที่เราต้องการและได้ใช้วิชาชีพที่เราเรียนมา

.

และทั้งหมดนี้ก็คือบทสนทนากับบ้านปลาซิว กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนทำงานสร้างสรรค์ผู้ตัดสินใจกลับบ้าน เพื่อมาทำพื้นที่สร้างสรรค์และทำงานขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กัน 

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหล่าลูกปลาซิวที่มีความฝันอยากพัฒนาเมืองบางปลาสร้อยให้กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์เช่นที่อื่นๆ ซึ่งก็เป็นที่ติดตามกันต่อไปว่าเหล่าลูกปลาซิวจะเติบโตกลายเป็นปลาสร้อยที่นำพาเมือง บ้าน ย่าน และชุมชนของตนเองไปสู่การเมืองสร้างสรรค์ในทิศทางใด

.

.

.

เขียนโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR