หลายครั้งที่เราอาจจะรู้สึกผูกพันกับสถานที่หนึ่ง เสมือนว่านั่นคือบ้านของเรา แม้ว่าเราอาจจะไม่เกิดหรือเติบโตขึ้นมา ณ ที่แห่งนั้น และดูเหมือนว่าความรู้สึกจะยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเราได้รู้จักเรื่องราว ได้รับรู้ภูมิหลังหรือประวัติศาสตร์ของมัน
เช่นเดียวกับ ‘พลอย’ ณัฐรัตน์ อนันทนาธร ที่แม้จะไม่ได้เป็นคนบางปลาสร้อย แต่กลับรู้สึกผูกพันกับที่แห่งนี้ และได้ตัดสินใจทำวิจัยโดยเลือกใช้บางปลาสร้อยเป็นพื้นที่ในการศึกษา กระทั่งเกิดมาเป็นผลงานธีสิสถ่ายทอดความทรงจำของบางปลาสร้อย ผ่านสื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 4 อย่าง คือหนังสือนิทาน, วิดีโอขนาดสั้นในช่อง TikTok, ฟิลเตอร์ AR และบอร์ดเกมประเพณีวิ่งควาย ที่ได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการ ‘กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย’ ที่จัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ หอสมุดแห่งชาติชลบุรี
แม้จะฟังดูเหมือนเป็นงานที่อัดแน่นไปด้วยความเป็นวิชาการ แต่ผลงานที่ถูกนำมาจัดแสดงกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป และหลังจากที่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความเจ๋งของแต่ละสื่อแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาของการพูดคุยกับผู้เป็นเจ้าของผลงาน
และต่อจากนี้คือบทสนทนาที่ว่าด้วย ‘กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย’
.
พลอยคือใคร และทำไมต้องเป็นบางปลาสร้อย?
เราเป็นเด็กอ่างศิลาที่สนใจประวัติศาสตร์ ชอบอ่านการ์ตูนและดูหนังประวัติศาสตร์ เรียนจบปริญญาตรีสาขา Digital Art และสนใจเรื่องการเล่าเรื่อง แต่ที่ผ่านมาก็ได้รับรู้แต่เรื่องราวของคนอื่น ประวัติศาสตร์ของชาติอื่น ถ้าเป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็จะเป็นเรื่องราวของเมืองหลวง เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาว่าแล้วชลบุรีที่เป็นบ้านของเรามีความหลังอะไรบ้าง
บางปลาสร้อยถือได้ว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่มาก มีอายุราว 600 ปี เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์เยอะ เป็นเมืองที่พระเจ้าตากสินเคยเสด็จมา เป็นเมืองท่าที่สำคัญ ในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ก็เคยมาที่นี่ แต่ปัจจุบันถ้าพูดถึงบางปลาสร้อย ก็เป็นแค่ย่านเมืองเก่า ไปถามใครๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของบางปลาสร้อย คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยรู้

เพราะตอนนี้เราถือว่าบางปลาสร้อยเป็นสังคมเมือง มีความเจริญ ซึ่งคนเราก็จะสนใจความเจริญและความเป็นสมัยใหม่มากกว่า พอไม่มีคอนเทนต์เรื่องเก่าๆ เรื่องท้องถิ่นที่ผ่านตา คนก็เลยไม่รับรู้กัน ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกมาทำวิจัยที่นี่
เราก็ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ของบางปลาสร้อยได้เข้าไปอยู่ในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ ต้องใช้สื่อแบบใด เพราะถ้าจะสอนประวัติศาสตร์กันตรงๆ ก็คงทำให้ข้อมูลไปถึงแค่กลุ่มคนที่สนใจเท่านั้น แต่ถ้าใช้สื่อเข้ามาช่วยเสริม ทำเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของบางปลาสร้อยให้เป็นที่รับรู้ในหมู่คนทั่วไป ก็อาจจะสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่ศึกษาเพิ่มเติม หรืออาจทำให้เกิดสำนักรักในท้องถิ่น เกิดการหยิบเอาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดทำธุรกิจหรืออื่นๆ ก็เป็นได้
ดังนั้น สำหรับเราแล้ว เหตุที่ต้องเป็นบางปลาสร้อยก็เพราะอยากให้คนที่นี่ได้รู้จักบ้านของตนเอง และวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยไม่ใช่การสอนประวัติศาสตร์ แต่คือการสร้างสำนึกรักท้องถิ่นบางปลาสร้อยผ่านสื่อที่เราออกแบบ
ช่วยขยายความหน่อยว่า ‘สำนึกรักท้องถิ่น’ คืออะไร?
สำนึกรักท้องถิ่นในงานของเรามาจากทฤษฎีท้องถิ่นนิยม (Localism) ของทางฝั่งเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งเด็กออกแบบอย่างเราก็ได้หยิบยืมมาใช้เป็นไอเดียออกแบบสื่อทั้ง 4 อย่างที่จัดแสดงอยู่ในงาน
โดยตัวทฤษฎี ถ้าพูดง่ายๆ ก็หมายถึงการให้คนมาใช้ทรัพยากรท้องถิ่น แต่ในการวิเคราะห์ของเราคือ ก่อนที่จะใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นได้ จำเป็นต้องรู้จักท้องถิ่น ต้องมีสำนักรักและผูกพันกับท้องถิ่นก่อน นิยามของสำนึกรักท้องถิ่นในงานของเราก็คือ ความรู้สึกผูกพันกับท้องถิ่น
ส่วนคนที่จะมีสำนึกรักท้องถิ่น เราก็มองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแค่คนที่เกิดและเติบอยู่ในพื้นที่ แต่หมายถึงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ย้ายบ้านออกไปจากพื้นที่แล้ว แต่ยังอยากที่รักษาความรู้สึกผูกพันหรือการรู้จักท้องถิ่นเอาไว้ หรือคนจากที่อื่นที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคนได้รู้จักกับท้องถิ่นแล้ว ความรู้สึกผูกพันและสำนึกรักในท้องถิ่นก็จะตามมา
แล้วสื่อทั้ง 4 ประเภทมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร?
ก่อนจะมาเป็นสื่อ 4 รูปแบบ เราก็ศึกษามาว่ามีสื่อแบบใดบ้างที่ถูกใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ แล้วก็สรุปออกมาได้เป็น
สิ่งพิมพ์ ก็คือพื้นฐานเลย เช่น หนังสือ นิทาน หรือแผนที่วัฒนธรรม (cultural map)
สื่อแบบมีส่วนร่วม อันนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือสื่อที่ให้ผู้รับสารได้มีส่วนร่วมกับการรับรู้ ของเราก็ทำออกมาเป็นบอร์ดเกม
โซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งเราเลือกใช้ TikTok
สื่อบันเทิงที่เป็นการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการร้อยเรียงใหม่ผ่านสื่อต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า Entertainment Media หรือEdutainment Media เช่น การ์ตูนหรือละครที่ไม่ใช่สารคดีประวัติศาสตร์ แต่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจจะไม่ใช้ข้อมูลข้อมูลทางวิชาการแบบ 100% แต่ว่าก็อ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์
และสื่อสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น AR

เราเลือกให้เป็นหนังสือนิทานเด็ก โดยออกแบบให้มีภาพประกอบเยอะๆ มีข้อความน้อยๆ และใช้ตัวละคร ‘พี่ปลาตีนและน้องควาย’ มาเป็นผู้เล่าเรื่อง เพราะว่าปลาตีนคือสัตว์ท้องถิ่นของบางปลาสร้อย ส่วนควายก็คือพาหนะของพ่อค้าและชาวไร่ชาวสวนที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับบางปลาสร้อย
สำหรับ TikTok เราใช้วิธีการตัดต่อคลิปที่ต่างจากวิดีโอสารคดีทั่วไป มีการเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เข้าไป และเสริมด้วยฟิลเตอร์ AR ซึ่งที่เราทำออกมา AR ออกมามี 2 ตัว คือ เรือสำเภาจีน และอาคารท่าเกวียน จะเป็นฟิลเตอร์ใน TikTok คือถ้ายกกล้องมาถ่ายรูปทะเลบางปลาสร้อย ก็จะเห็นภาพเรือสำเภาขึ้นมา และถ้ายกกล้องมาถ่ายรูปพื้นที่ที่เคยเป็นท่าเกวียน ก็จะเห็นเป็นตัวตึกท่าเกวียนหรือสถานที่ที่เคยเป็นจุดพักของพ่อค้าที่ใช้เกวียนบรรทุกสินค้าขึ้นมา
ที่เลือกใช้ฟิลเตอร์ AR ก็เพราะอยากให้ผู้รับสารมีส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องราวของบางปลาสร้อย โดยรับรู้ผ่านการได้เห็น ได้ฟังเสียงคลื่น เสียงลม ได้กลิ่นเค็มๆ ของทะเล

ส่วนตัวบอร์ดเกม เราอ้างอิงมาจากประเพณีวิ่งควาย คือเราหยิบเรื่องราวและข้อมูลประวัติศาสตร์ของบางปลาสร้อยมาย่อยแล้วใส่ลงไปในเกม อ้างอิงแผนที่จริงของตัวเมืองชลบุรีที่ได้ข้อมูลมาจากเว็บไซต์ OpenStreetMap แล้วก็เอามาเติมสถานที่สำคัญๆ เช่น วัดใหญ่อินทาราม หรือศาลเจ้าฮกเกี้ยน เพื่อให้คนเล่นได้ไปวิ่งควายของตัวเองไปในที่ต่างๆ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนเล่นอาจจะยังไม่เคยไปสถานที่จริง แต่เมื่อเล่นบอร์ดเกมส์ของเราแล้ว เขาก็ได้รู้จัก ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบางปลาสร้อย แล้วก็อาจจะตามไปยังสถานที่จริงได้
วิธีการเล่นก็คล้ายคลึงกับบอร์ดเกมในตำนานอย่างเกมเศรษฐี คือจะต้องทอยลูกเต๋าเพื่อพา ‘น้องควาย’ วิ่งไปในแต่ละช่องตามแผนที่ของบอร์ดเกม เมื่อวิ่งไปเรื่อยๆ ผู้เล่นก็จะได้การ์ดเกมที่มีอยู่ 3 แบบ
แบบแรก การ์ดตอบคำถาม ก็จะเป็นคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวของบางปลาสร้อย เราออกแบบให้มี 4 ตัวเลือก เพราะไม่ใช่ทุกคนจะรู้เรื่องเกี่ยวกับบางปลาสร้อย
แบบที่สอง การ์ดท้าทาย ก็จะมีการ์ดโชคดี การ์ดโชคร้าย ตัวอย่างเช่น การ์ดโชคร้าย ควายวิ่งเฉี่ยวแผงขายอาหารทะเล ผู้เล่นก็ต้องเสียเงินหรือโดนหักแต้ม หรือการ์ดโชคดีได้เจอสถานที่สำคัญและได้รับพร ผู้เล่นก็จะได้รับเงินหรือรับแต้มเพิ่มขึ้น
และสุดท้าย การ์ดทั่วไปก็จะเป็นคำสั่ง เช่น ให้พูดคำขวัญของจังหวัดชลบุรี การ์ดพวกนี้จะทำให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ค่อนข้างมาก เพราะเวลาผู้เล่นคนหนึ่งได้การ์ดอะไร คนที่เหลือก็จะให้ความสนใจ ร่วมลุ้นไปด้วย

งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราเปิดให้คนทั่วไปมาลองเล่นเกม ซึ่งผลตอบรับเป็นทิศทางที่ดี ดีมากจนเรารู้สึกตกใจ (หัวเราะ) คือเราค่อนข้างกังวล
ก่อนหน้านี้เราทดลองเล่นกันเองภายในกลุ่มเพื่อนๆ ที่เป็นวัยรุ่น แต่งานนี้ต้องมาทดลองกับกลุ่มคนทั่วไป โดยเฉพาะเด็กประถม เราก็กังวลว่าพวกเขาจะเข้าใจไหม เนื้อหาเกมมันจะยากไปหรือเปล่า แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลายเป็นว่าเด็กๆ สนุกกับบอร์ดเกมมาก พวกเขาสนุกกับการลุ้นว่าเพื่อนจะตอบการ์ดคำถามถูกไหม คือมันเกิดเป็นบรรยากาศการร่วมกันเรียนรู้แบบที่ตั้งใจเอาไว้เลย
สุดท้ายแล้ว อะไรคือความยากของ กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย?
จุดที่ยากที่สุดคือ การศึกษาและรวบรวมประวัติศาสตร์บางปลาสร้อย เพราะหนังสือ งานวิจัย หรือเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่แห่งนี้เป็นของหายากมาก คือช่วงแรกที่เริ่มทำวิทยานิพนธ์ เราก็สงสัยว่าในพื้นที่ชลบุรี ทำไมไม่มีใครเลือกทำพื้นที่บางปลาสร้อยเลย แต่มีคนเลือกทำที่พนัสนิคม ที่อ่างศิลา แล้วเราก็ได้คำตอบว่าเป็นเพราะความยากในการค้นหาข้อมูล
แต่ในความยากก็มียังโชคดี คือยายของเราเป็นสมาชิกศูนย์กายภาพบำบัดผู้สูงวัยแห่งหนึ่ง และบังเอิญว่าเจ้าของศูนย์นั้นมีแม่เป็นคนบางปลาสร้อย เขาก็เลยบอกกับเราว่า “มาคุยกับอาม่าสิ” และเราก็ได้สัมภาษณ์เขาเป็นคนแรก
ตอนที่คุยกัน เราสังเกตนะว่าเขาดูมีความสุขมากเลยนะที่มีเด็กรุ่นใหม่อยากรู้เรื่องเก่าๆ มีการเปิดหนังสือเกี่ยวกับชลบุรีที่เขาสะสมไว้ให้เราดู และบอกให้เราถ่ายภาพเก็บไว้ แล้วเขาก็ยังได้ชวนเพื่อนๆ ของเขามาให้เราสัมภาษณ์เพิ่มด้วย แบบแนะนำต่อๆ กันไปว่ามีคนนั้นคนนี้อีกนะ ที่ให้เราไปสัมภาษณ์ได้
อีกอย่างหนึ่งที่เรามองว่าเป็นทั้งอุปสรรคและความน่าเสียดาย คือการไม่ได้พูดคุยกับชาวบางปลาสร้อยที่บ้านสะพาน พวกเขาเป็นกลุ่มชาวประมงสร้างบ้านที่สร้างยื่นเข้าไปในทะเล และที่เราไม่ได้คุยกับพวกเขาก็เพราะข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรและระยะเวลาการทำวิจัย

.
กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย และวิทยานิพนธ์ของพลอย ถือเป็นการปลุกให้บางปลาสร้อยได้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอยู่ใต้สายธารของประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ทำให้เมล็ดพันธุ์ของสำนึกรักท้องถิ่น ความเป็นท้องถิ่นนิยม และความกระหายใคร่รู้เรื่องราวเกี่ยวท้องถิ่นได้เจริญเติบโตขึ้นในความคิดของใครหลายๆ คน
เมื่ออ่านกันมาจนถึงตรงนี้แล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสนทนากับพลอยและเรื่องราวของนิทรรศการ กาลครั้งหนึ่ง ณ บางปลาสร้อย จะสามารถแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ความเป็นท้องถิ่นนิยมและความกระหายใคร่รู้เรื่องราวของท้องถิ่น ให้แก่คุณผู้อ่านทั้งหลายได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

.


