ภาพของมุมตึกเก่าในย่านตลาดไฟไหม้เมืองเก่าระยองที่เคยเงียบงัน กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากมีรถเข็นสีเขียวคันเล็กๆ มาจอดขายขนมปังซาวโดว์ (Sourdough) อยู่ตรงหัวมุมถนน นำพาผู้คนหลากหลายมายืนต่อแถวยาวอ้อมไปมุมตึก ขณะเดียวกันโต๊ะและเก้าอี้ที่วางเรียงหน้าร้านก็แทบไม่มีที่ว่าง มีคนนั่งกินขนมปังเต็มแทบทุกโต๊ะ บางคนยืนรอ บางคนถ่ายรูปบรรยากาศเล่น บางคนยิ้มคุยกันเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศตึกเก่าที่ยังคงมีร่องรอยของกาลเวลา
นี่กลายเป็นภาพความคึกคักที่มีขึ้นหลังจากการเปิดร้านป็อบอัพ ‘ซาวโดว์สเตชั่น’ ของ ปั๊บ – ทฤตมน เกษรศิริ จาก Crunch & Munch ที่ขายมาแล้วกว่า 5 สัปดาห์ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ความคึกคักนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้ารถเข็นซาวโดว์ แต่ยังแผ่ขยายไปถึงร้านค้าตามหัวมุมใกล้เคียง ที่ระหว่างรอคิว ลูกค้าหลายคนก็เลือกเดินไปซื้อเครื่องดื่ม ขนม หรือแวะอุดหนุนร้านอื่นๆ รอบๆ พื้นที่ ทำให้ร้านเล็กๆ ในละแวกเดียวกันมีลูกค้าเพิ่มขึ้นไปด้วย
ภาพที่เราเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เริ่มต้นมาจากการเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติ การนวดแป้ง การอบขนมปังซาวโดว์ ไปจนถึงการเตรียมหน้าขนมปังและวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาล่วงหน้าก่อนเปิดร้านทั้งสัปดาห์ และหากนับรวมเวลาที่ปั๊บใช้ฝึกทำซาวโดว์ ทดลองขาย ไปจนถึงการตัดสินใจหันมาเดินบนเส้นทางนักทำขนมปังอย่างจริงจัง เรื่องราวทั้งหมดก็คงต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก
แม้ปั๊บจะบอกว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ของเธอเป็นผลจาก ‘จังหวะที่พอดี’ คล้ายซาวโดว์ที่ถูกอบมาอย่างเหมาะเจาะ ที่ไม่อันเดอร์พรูฟ หรือโอเวอร์พรูฟเกินไป แต่ภายใต้จังหวะที่ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจ เธอก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาไม่น้อย
และที่สำคัญกว่านั้นคือตัวเธอเองที่ค่อยๆ ฝึกฝน ค่อยๆ สร้างตัวตนบนช่องติ๊กต๊อก และสะสมประสบการณ์ไว้มากพอ จนเมื่อโอกาสเดินเข้ามา เธอสามารถรับมันไว้ได้อย่างเต็มมือ และพามันเติบโตต่อไปในแบบของตัวเอง

บ้านที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหาร
การก้าวเข้าไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งพร้อมกับคนบางคนมักบอกเล่าอะไรได้มากกว่าคำพูดเสมอ กายภาพของห้อง การจัดวางข้าวของ ไปจนถึงท่าทางของเจ้าของพื้นที่ ล้วนเผยตัวตนบางอย่างออกมาอย่างซื่อสัตย์ เช่นเดียวกับวันที่เราได้มีโอกาสติดตาม ปั๊บ – ทฤตมน เกษรศิริ เข้าไปในห้องอบขนมของเธอ
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องอบขนมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเป็นธรรมชาติที่พอดิบพอดี เพราะยังไม่ทันที่เราจะรู้ตัวว่าควรพาตัวเองไปนั่งตรงไหน ปั๊บก็เคลื่อนตัวไปยังมุมประจำของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าตัวเธอเป็นส่วนหนึ่งของห้องนี้ไปแล้ว สมกับที่เธอใช้เวลาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ห้องอบขนมของปั๊บมีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ด้านขวามือเมื่อก้าวเข้าไปคือชั้นวางและที่แขวนของเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกเล่าการใช้งานจริง ตรงกลางห้องเป็นโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโต๊ะหลักที่ปั๊บใช้เตรียมและทำขนมทุกชนิด ถัดไปใกล้หน้าต่างคือ เตาอบสีสองถาด ส่วนทางซ้ายมือคือเตาอบที่ใช้อบซาวโดว์ในทุกวันนี้ วางอยู่ข้างๆ กันกับตู้แช่ขนาดสองบานประตู ทั้งหมดทำให้ห้องอบขนมของปั๊บที่ไม่ใหญ่โตนัก อบอุ่นอย่างประหลาด โดยเฉพาะเมื่อปั๊บเล่าว่า ห้องนี้สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งปี หลังตัดสินใจหันมายึดอาชีพนักทำขนมปังอย่างจริงจัง
แม้หนึ่งปีจะดูเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก แต่หากพูดถึงความผูกพันระหว่างปั๊บกับการทำขนม เรื่องราวนั้นต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก

“เหมือนปั๊บเป็นเด็กที่ชอบทำอาหารอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่ถูกเลี้ยงมาในบ้านที่มีผู้หญิงเยอะ แล้วอาชีพคนในบ้านส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการทำอาหาร อย่างคุณป้าทำโต๊ะจีน แล้วเราก็จะชอบอยู่ในครัวมาตลอดเลย แต่เพิ่งมาชอบทำขนมจริงๆ ตอนน่าจะช่วงม.ต้นค่ะ” ปั๊บเล่า
อิทธิพลจากครอบครัวที่รายล้อมด้วยผู้หญิงและกลิ่นอาหาร ทำให้เธอเริ่มทำขนมอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น ต่อเนื่องมาจนช่วงมหาวิทยาลัย
“พอเรายิ่งโตขึ้นก็ยิ่งชอบมากขึ้น แล้วปั๊บเริ่มสังเกตตัวเองว่า เวลาทำงานหรือเรียนแล้วเครียด หรือเจอเรื่องหนักๆ มา สุดท้ายปั๊บจะกลับมาจบที่ห้องครัวตลอดเลย โดยเฉพาะตอนเรียนมหาลัย จะเห็นตัวเองอยู่ในครัวเยอะมากค่ะ”
ในช่วงเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ปั๊บจึงเริ่มสร้างช่องติ๊กต๊อก ของตัวเองแล้วนำเสนอคอนเทนต์การทำขนม ชงกาแฟ และทำอาหาร จนมีผู้ติดตามจำนวนหนึ่งที่รู้จักเธอในฐานะนักศึกษาที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องครัวเล็กๆ
ต่อมาแม้จะเรียนจบและเข้าสู่การทำงานฟรีแลนซ์ในสายสื่อและเอเจนซี่ควบคู่กันไป แต่ความรู้สึกอยากทำขนมก็ไม่ได้หายไป แต่กลับยิ่งชัดเจนขึ้นประจวบกับความรู้สึกที่ไม่อยากทำงานในระบบองค์กร ปั๊บจึงตัดสินใจเริ่มขายคุกกี้ออนไลน์ ซึ่งปรากฎว่าได้ผลตอบรับดีเกินคาด และรายได้จากคุกกี้เหล่านั้นเองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของห้องครัวอบขนมอันอบอุ่นแห่งนี้ ที่ไม่เพียงสร้างขนมปังอร่อยๆ ออกมา แต่ค่อยๆ สร้างชีวิตในแบบที่เธอเลือกเองด้วย

จุดเริ่มต้นจากคุกกี้ สู่ชีวิตคนทำซาวโดว์
อย่างที่ปั๊บเล่าไปแล้วว่า จุดเริ่มต้นของการทำขนมของเธอคือ คุกกี้ แต่หากย้อนกลับไปให้ลึกลงอีกนิด เรื่องราวนั้นเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็กๆ ในห้องเรียน เมื่อเธอกับเพื่อนช่วยกันทำคุกกี้ขาย เพื่อระดมทุนให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในวิชาที่กำหนดให้นักเรียนต้องทำบางอย่างเพื่อสังคม
“แทบทุกอาทิตย์หลังเลิกเรียน เราก็จะไปบ้านเพื่อนแล้วเราก็นั่งปั้นคุกกี้ ปั้นบราวนี่กัน แล้วก็มาขายตอนตอนพักเที่ยงที่โรงเรียน เงินที่ได้มา ก็เอาไปให้เด็กกำพร้า มันก็เหมือนกับว่า ตรงนั้นเป็นจุดเล็กๆ ที่ทุกวันนี้ปั๊บมองกลับไปแล้วมันกลายเป็นพาร์ทนึงที่มีอิทธิพลกับชีวิตปั๊บในทุกวันนี้”
ต่อจากคุกกี้ขนมชนิดต่อมาที่ปั๊บทำคือ ขนมปังกรอบหรือที่เธอเรียกว่า ‘เบลดไบร์ท’ ช่วงเวลานั้นออเดอร์เข้ามามากเกินกว่าจะทำคนเดียว เธอจึงเริ่มมีลูกจ้างมาช่วยทำที่บ้าน รวมถึงให้แฟนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การแบ่งเบางาน แต่กลับทำให้โปรดักต์เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อเริ่มอิ่มตัวกับการทำคุกกี้ และเผชิญกับความเหนื่อยล้าของการขายของออนไลน์ ปั๊บจึงเริ่มมองหาแรงบันดาลใจใหม่และตัดสินใจฝึกทำซาวโดว์ ซึ่งเป็นขนมปังที่เธออยากลองทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“เราไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของซาวโดว์เป็นยังไง เรารู้แค่ว่าเราชอบกิน ก็เลยเริ่มฝึกทำด้วยตัวเอง ฝึกทำครั้งแรกแล้วก็ถ่ายลงติ๊กต็อกให้คนดูด้วย แล้วมันก็กลายเป็นว่า ทุกวันนี้คนเค้าก็จะเห็นเราตั้งแต่ที่เราทำไม่เป็นจนเราทำเป็นเลย”
ปั๊บเล่าให้เราฟังก่อนอธิบายต่อว่า แต่การทำซาวโดว์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าขนมปังทั่วไป เพราะซาวโดว์คือ ขนมปังที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติ ซึ่งต่างจากขนมปังทั่วไปที่มักใช้ยีสต์ผงซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในห้องแล็บ ยีสต์ผงจะโตเร็ว ใช้งานง่าย และควบคุมเวลาได้สะดวกกว่า แต่หากพูดถึงเรื่องสุขภาพปั๊บยืนยันว่า ยีสต์ธรรมชาติถือว่าดีต่อร่างกายมากกว่าแน่นอน เพราะยีสต์ธรรมชาติทำจากเพียงน้ำและแป้งขนมปังไม่ขัดสี
ปั๊บบอกว่าการอบซาวโดว์หนึ่งครั้งอาจใช้เวลาถึงสองวัน หรือบางสูตรอาจนานกว่านั้น เพราะธรรมชาติของยีสต์ชนิดนี้เติบโตช้า และต้องอาศัยการควบคุมหลายปัจจัย โดยเฉพาะอุณหภูมิและความชื้น การอบซาวโดว์ครั้งแรกของเธอจึงออกมาแบนและไม่มีหู ซึ่งปั๊บอธิบายเพิ่มเติมว่า ‘หู’ ของซาวโดว์ คือ คาแรคเตอร์ของขนมปังที่หมักออกมาได้พอดี ซึ่งการไม่มีหูของเธอเกิดจากการอบที่อุณหภูมิสูงเกินไป จนยีสต์โตเร็วเกินและเกิดภาวะโอเวอร์พรูฟทำให้เนื้อขนมปังยุบหรือโครงสร้างเสีย ซึ่งเป็นบทเรียนที่คนทำซาวโดว์แทบทุกคนต้องเคยเจอ
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ปั๊บค่อยๆ เข้าใจว่า ซาวโดว์ไม่ใช่แค่ขนมปัง แต่คือการทำงานร่วมกับเวลา อุณหภูมิ และธรรมชาติ ซึ่งทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป และไม่มีทางลัด

เมื่อคำตอบอยู่ที่การบาลานซ์ทุกอย่างให้อยู่ตรงกลาง
ปั๊บบอกว่าซาวโดว์ที่ดีสำหรับเธอคือ การบาลานซ์ทุกอย่างให้อยู่ตรงกลาง
ตั้งแต่เรื่องเนื้อขนมปังไม่ควรมีรูใหญ่จนเกินไป แม้รูใหญ่จะดูสวยในสายตาคนทำขนม แต่ในมุมของคนกิน มันทำให้การทานหรือการนำไปประกอบอาหารไม่สะดวก เพราะไส้หรือซอสอาจหล่นผ่านรูเหล่านั้นไป
รสเปรี้ยวก็เช่นเดียวกัน ไม่ควรเปรี้ยวจัดหรือจืดเกินไป แม้ลูกค้าบางคนจะชอบซาวโดว์รสเปรี้ยวชัดและถามหารสแบบนั้นอยู่เสมอ แต่ปั๊บมองว่า ความเปรี้ยวของซาวโดว์ก็เหมือนกาแฟ มีทั้งความเปรี้ยวที่ดีและความเปรี้ยวที่ไม่ดี สิ่งสำคัญสำหรับเธอจึง คือ การรักษาสมดุล
และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ปั๊บให้ความสำคัญคือ กลิ่น เพราะสำหรับเธอ สิ่งที่ทำให้ขนมปังอร่อยจริงๆ คือ ความหอมของแป้ง ซึ่งเธอเลือกใช้ทั้งแป้งโฮลวีทและแป้งไรย์ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังช่วยเสริมกลิ่น เนื้อสัมผัส และสีของขนมปังให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งกลายเป็นคาแรกเตอร์สำคัญของซาวโดว์ในแบบของปั๊บ
ต่อจากการทดลองทำซาวโดว์จนพอใจสูตร และทดลองขายตามบูธในห้างสรรพสินค้าในระยองมาระยะหนึ่ง สิ่งที่เห็นชัดมากคือ กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายแบบสุดขั้ว โดยร้านของเธอมีทั้งเด็กวัยรุ่นที่เดินเข้ามาซื้อคุกกี้ และผู้ใหญ่หรือคนสูงวัยที่มาหยุดดูและเลือกซื้อซาวโดว์ ภาพนั้นทำให้ปั๊บรู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อมองไปรอบๆ แต่ละร้านมักจะมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนเพียงกลุ่มเดียว แต่ของปั๊บกลับมีทั้งเด็กมากและผู้ใหญ่มากอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนั้นปั๊บยังพบว่า
“ในระยองจริงๆ ตอนนี้มีร้านที่ขายซาวโดว์ไม่ถึง 5 ร้านเลยมั้งคะ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีความต้องการจริงๆ แล้วก็คนทำมันน้อย แต่มันเป็นของที่อร่อย และที่สำคัญคือ ได้สุขภาพดี”

แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างขนมปัง ไปจนถึงการทำการตลาด สิ่งที่สำคัญในการทำงานของปั๊บที่ไม่แพ้กัน คือ จังหวะที่พอดี
“ปั๊บไม่ได้พยายามจะหาไอ้จังหวะนั้น แต่มันเป็นทุกอย่างที่มันลงตัวพอดี เป็นช่วงที่ซาวโดว์มันฮิตด้วย แล้วด้วยความไวรัลของตัวซาวโดว์เองมันเลยสื่อสารกับลูกค้าไปก่อนแล้ว แล้วพอเขามาเจอเรา เขาเลยเข้าใจทันทีเลยว่าเราคืออะไร”
“ไม่รู้ว่าแบบคิดหลงตัวเองหรือเปล่า แต่ว่าปั๊บรู้สึกว่าก่อนที่ปั๊บจะเริ่มฝึกทำซาวโดว์อ่ะ ซาวโดว์ยังไม่เป็นที่รู้จักขนาดนี้ แล้วพอปั๊บเริ่มฝึกทำ ปั๊บอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ขับเคลื่อนให้มันเป็นที่รู้จักมากขึ้นรึเปล่า? เพราะว่าเราก็มีตัวตนบนโซเชียลมีเดียเหมือนกัน”
ต่อมาด้วยการที่เธอเห็นช่องว่างทางการตลาดในระยองสำหรับซาวโดว์ และด้วยสภาพเศรษฐกิจและการลดลงของการขายออนไลน์ทำให้ปั๊บมองหาทางออกใหม่

“เราก็เริ่มรู้สึกว่าเราต้องครีเอทมูฟเมนต์อะไรสักอย่างของร้านเราแล้วนะ ตอนแรกคุยกับแฟนว่าเราจะไปขายซาวโดว์เหมือนเปิดท้ายขายของมั้ย อย่างแบบที่สวนศรีเมือง หรือไปขายชายทะเลก็ได้อะไร ด้วยความที่เราอยากมีหน้าร้าน เราอยากเสิร์ฟความสดใหม่ให้กับลูกค้า”
“แล้วก็การที่เราแบบมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง มันทำให้เราได้เจอกับคนตัวเป็นๆ แล้วปั๊บคิดว่ามันเป็นสิ่งนึงที่ปั๊บชอบมาก การได้เจอกับลูกค้าในทุกๆ วัน ถึงแม้ว่าจะแบบเหนื่อยบ้างอะไรบ้างแต่ว่ามันเหมือนกับเราได้รู้ความต้องการของเขาด้วย”
ด้วยความตั้งใจเช่นนั้น ปั๊บกับแฟนตัดสินใจนำรถเข็นเก่าของป้ามาปรับปรุงเป็นร้านรถเข็น โดยใช้พื้นที่ตึกของเพื่อนแฟนในย่านเมืองเก่าระยองเป็นพื้นที่ตั้งร้าน
และแล้วซาวโดว์ของปั๊บจึงไม่หยุดอยู่แค่ในเตาอบ แต่ขยับออกมาเป็นพื้นที่จริง ผ่านป็อบอัพซาวโดว์สเตชั่นเล็กๆ ในเมืองเก่าระยอง

ชีวิตโอเวอร์พรูฟ
ร้านซาวโดสเตชั่นของปั๊บกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ผู้คนมากมายใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมายืนต่อแถวเพื่อรอซื้อ ภาพร้านรถเข็นสีเขียวสดใส กับป้ายชื่อร้านแบบฟอนท์ยุค 90s ปรากฎเต็มโซเชียลมีเดีย พอๆ กับภาพขนมปังซาวโดว์หลากหลายหน้าที่ทุกคนต้องมาลอง ร้านซาวโดว์สเตชั่นของปั๊บกลายมาเป็นจุดเช็คอินใหม่สุดคูลของคนระยอง
ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งปั๊บเองมองว่ามาจากคอนเซ็ปต์รถเข็นสไตล์ย้อนยุคที่โดดเด่นและการเป็นที่รู้จักของปั๊บบนโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่รวดเร็วนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือน ‘ชีวิตโอเวอร์พรูฟ’ คือ ทุกอย่างเร็วจนเกินรับมือ ปั๊บเล่าว่า “วันแรกที่ขายพอกลับมาบ้าน ปั๊บก็แบบว่าช็อก เราไม่คาดฝันว่ามันจะเป็นแบบนี้ แบบไม่คิดเลยค่ะ เราไม่ได้ทำเพื่อให้มันไวรัล ปั๊บแค่ทำปกติ ก็คือเราทำโปรเจกต์อะไรสนุกๆ เราถ่ายคอนเทนต์ลงเท่ๆ คูลๆ อะไรก็ว่าไป แต่ไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แล้วหลังจากนั้นคือ ทุกอย่างมันเร็วมาก ตอนนี้ปั๊บยังไม่มีวันหยุดเลย เราขายศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แล้ววันที่เหลือนั่นแหละคือวันที่เราทำ”

และการโอเวอร์พรูฟที่เกิดขึ้นทำให้ปั๊บต้องกลับมาทบทวนจำนวนวันที่จะเปิดร้าน แต่เบื้องต้นเธอเอาตัวรอดจากสถานการณ์โดยการลงมือทำ
“เหมือนปั๊บแค่พยายามไม่ไปลึกซึ้งกับอารมณ์ของตัวเองมาก ไม่บอกตัวเองว่า โอ้โห เหนื่อย ไม่อยากทำแล้ว เราคิดว่า หน้าที่เราคือ เราต้องทำ ไม่ต้องทำโดยที่มีแพชชั่นก็ได้ แค่ทำให้มันดีที่สุด เพราะปั๊บมองว่าถ้าปั๊มทำด้วยแพชชั่น วันนึงแพชชั่นมันก็หมด เราแค่ทำมันให้ดีที่สุด เรามีเจตนาที่ดีในทุกๆ อย่างที่เราทำ ปั๊บคิดว่ามันเป็นอะไรที่ยั่งยืนกว่า”
ปัจจุบันร้านซาวโดว์สเตชั่นเปิดขายมาแล้วเดือนกว่าๆ และปั๊บตัดสินใจว่าจะลดวันเปิดขายลงมาจาก 3 วัน เป็นขายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์เพียง 2 วัน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมขนมปังที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นโดยยังคงควบคุมคุณภาพได้และเพื่อให้ทั้งเธอและทีมมีเวลาพัก

ปั๊บมองว่าซาวโดว์สเตชั่นเป็นเพียงโปรเจกต์ชั่วคราว จากความคิดตั้งต้นของการเป็นป๊อปอัพ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำไปทั้งปีหรือยึดไว้ตลอดชีวิตเธอรู้ดีว่า ทุกป๊อปอัพย่อมมีวันจบลง เหมือนงานเลี้ยงที่มีวันเลิกรา แต่ปั๊บก็ไม่ได้รู้สึกกลัวกับการจบลงครั้งนี้เลย เพราะแค่ทุกวันที่มีคนแวะมาอุดหนุนและให้การสนับสนุนขนาดนี้ ก็เกินกว่าที่เธอคาดไว้มากแล้ว
เธอไม่ได้มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เพียงแต่รู้สึกว่าการออกไปเจอผู้คนกลับได้รับมามากกว่าที่คิดไว้ ทั้งกำลังใจ การมองเห็น และการได้เจอคนจริงๆ ต่อหน้า อย่างไรก็ตาม ปั๊บเลือกปล่อยให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามจังหวะและเวลา เพราะเธอเชื่อว่า
“ถ้าไม่ยึดติดกับสิ่งที่มีอยู่มากเกินไปเราจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ วันหนึ่งรถเข็นอาจกลายเป็นโปรเจ็กต์รถซาเล้ง ฟู้ดทรัค หรือแปรรูปไปในแบบอื่น และอาจไม่ได้ใช้ชื่อ ‘ซาวโดว์สเตชั่น’ อีกต่อไป”
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน มันก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของร้าน Crunch & Munch ของเธอเสมอ และที่ปั๊บมั่นใจว่าจะไม่เปลี่ยนไป คือ การทำขนมปัง ที่เธอจะทำต่อไปเรื่อยๆ ให้มันเติบโตไปพร้อมกับตัวเองในแต่ละช่วงของชีวิต

ร้านขนมปังที่ไม่ได้เติบโตลำพัง แต่เติบโตไปพร้อมชุมชน
แม้จะน่าใจหายหลังจากรู้ว่า ร้านซาวโดว์สเตชั่นอาจจะไม่อยู่อย่างถาวร แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เกินคาดมากสำหรับปั๊บที่ร้านของเธอเข้ามาทำให้ย่านตลาดไฟไหม้กลับมาคึกคักขึ้น ปั๊บยอมรับตรงไปตรงมาว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดหวังมาก่อนเลย เพราะทั้งหมดนั้นไม่เคยอยู่ในแผน เป็นเพียงผลพลอยได้ที่เธอไม่รู้เลยว่าจะเกิดขึ้น
แต่เมื่อได้เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ได้ส่งผลดีแค่กับร้านของตัวเองเท่านั้น ปั๊บก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก และหนึ่งในความรู้สึกที่ทำให้เธอใจฟูมาก คือ การได้เห็นคนอื่นในละแวกเดียวกันทำมาหากินได้มากขึ้นไปด้วย

ปั๊บเล่าว่า “ทุกครั้งที่ปั๊บไปออกป๊อปอัพตั้งแต่แรก เราจะไม่มองเขาว่าเขาเป็นคู่แข่งเราเลย เราจะมองเขาเป็นเพื่อนบ้านตลอดเลย เพราะว่าสุดท้ายแล้วคือ มันไม่มีคู่แข่ง มีแต่คู่ค้า ในโลกออนไลน์ก็เหมือนกัน แรกๆ ที่ปั๊บเริ่มขายของออนไลน์ ปั๊บมองเขาเป็นคู่แข่งไปหมดเลย แต่แฟนบอกว่าเขาคือ คู่ค้า ถ้าเขาขายได้เราก็ขายได้ในแบบของเรา มันก็เหมือนทำให้เราเข้าใจว่า เออ จริงๆ ทุกคนก็แค่พยายามที่จะหล่อเลี้ยงตัวเองและคนในองค์กร ทุกคนก็แค่ทำมาหากินเหมือนที่เราพยายามจะหล่อเลี้ยงตัวเองเหมือนกัน”
ในย่านตลาดไฟไหม้ใกล้เมืองเก่าของยมจินดาเองก็เช่นกัน การมีรถเข็นซาวโดว์สเตชั่นตั้งอยู่ตรงนั้น ทำให้ผู้คนเดินผ่านย่านนี้มากขึ้น คอมมูนิตี้เล็กๆ ก็ค่อยๆ ขยายตัว และนั่นคือ อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ปั๊บไม่เคยคาดคิดว่า การกระทำเล็กๆ ของตัวเองจะส่งผลได้ขนาดนี้ แม้แต่ป้ายร้านซาวโดว์สเตชั่น เธอก็เลือกให้ร้านป้ายเยื้องๆ กัน เป็นคนทำ แค่เพราะอยากอุดหนุนเพื่อนบ้าน เธอย้อนเล่าคำพูดจากเจ้าของร้านป้ายว่า “มาขายก็ดีนะ จะได้มีคนมาบ้าง พี่รู้สึกว่าตรงนี้มันเงียบมากเลย” ก็ยิ่งทำให้เธอเห็นมุมมองของคนในพื้นที่มากขึ้น
เมื่อเห็นว่าลูกค้ามาที่ร้านเธอเยอะ ปั๊บกับแฟนก็เริ่มแวะไปอุดหนุนร้านอื่นในละแวกเดียวกัน และช่วยโพสต์แนะนำร้านเหล่านั้นลงช่องและเพจของตัวเอง โดยล่าสุดเธอยังถ่ายวิดีโอเล่นสเก็ตพาเที่ยวรอบย่าน พร้อมพากย์แนะนำร้านเล็กๆ แถวนั้น หรือแม้แต่เวลาลูกค้ามารอขนมปัง ปั๊บก็มักจะบอกเสมอว่า ถ้าเบื่อๆ สามารถแวะไปคาเฟ่ซอยนั้น ร้านนู่น ก่อนได้

สำหรับปั๊บเธอมองว่า “การค้าขายไม่ใช่แค่การที่เราจะต้องตักตวง แต่มันควรเผื่อแผ่คนอื่นด้วย มันควรกระจายรายได้ให้คนอื่นด้วย แล้วก็ปั๊บมองว่าเวลาค้าขาย เราควรเป็นมิตรกับละแวกที่เรา อยู่มันจะไม่ท็อกซิกกับเรา” อาจกล่าวได้ว่าซึ่งทำให้การเติบโตของร้าน เป็นการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างแท้จริง
สุดท้ายปั๊บมองว่า ระยองกำลัง ‘มา’ มากๆ แม้จะไม่มีร้านของเธอ แต่เมืองนี้ก็ยังมีพลังดึงดูดสำหรับคนกรุงเทพฯ อยู่ดี เธอเล่าว่า เพื่อนบางคนอยู่ดีๆ ก็ขับรถมาจากกรุงเทพฯ แค่เพราะเบื่อความวุ่นวาย แล้วก็เพิ่งรู้ว่าระยองไม่ได้ไกลอย่างที่คิด เพราะแค่สองชั่วโมงก็ถึง และไม่ได้กันดารอย่างที่เคยจินตนาการไว้
สิ่งที่ปั๊บมองว่าเป็นเสน่ห์ของระยอง คือการมีทุกอย่างอยู่ในที่เดียว ทั้งทะเล เขา น้ำตก ธรรมชาติครบ ในขณะที่ตัวเมืองอาจไม่ได้มีสิ่งล่อตาล่อใจเท่ากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเลย ระยองยังคงมีความจริงแท้ (authentic) เอาไว้ พร้อมๆ กับมีของใหม่ๆ ที่ค่อยๆ เข้ามาซัพพอร์ตคนรุ่นใหม่มากขึ้น และเธอก็เห็นคนในพื้นที่หลายคนที่กำลังขับเคลื่อนจังหวัดในแบบของตัวเอง ไม่ต่างจากสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่
ปั๊บเล่าว่า “เรารู้สึกว่าระยองมันเปลี่ยนไปมากๆ เลย แล้วมันไม่ใช่แค่ปั๊บคนเดียวที่จะทำให้มันเปลี่ยนไป”
เพราะการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากคนหลายกลุ่ม ทั้งคนทำร้าน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ นักรีวิว หรือคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันเล่าเรื่องดีๆ ของบ้านตัวเองออกไป จนทำให้คนทั้งประเทศเริ่มมองเห็นว่า ระยองไม่ใช่แค่เมืองอุตสาหกรรม แต่เป็นเมืองที่น่าอยู่ น่ามา และยังมีพื้นที่ให้ความฝันของคนรุ่นใหม่เติบโตได้จริง



