/

จากโกโก้ 100 ต้น สู่วิสาหกิจชุมชนโกโก้ที่ขยายความฝันคนระยอง คุยกับ อาร์ม ปฤญจ์ นิพัทธโกศลสุข ผู้ก่อตั้ง Infinite Cacao

เมื่อพูดถึงผลไม้ในภาคตะวันออก หลายคนอาจนึกถึงทุเรียน เงาะ หรือมังคุด ผลไม้ขึ้นชื่อที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคมานาน แต่ในขาลงของสวนผลไม้เหล่านั้น มีพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละนิด และกำลังเปลี่ยนภาพระยองและจันทบุรีให้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเพาะปลูกโกโก้คุณภาพดีของไทย

เรื่องราวของสวนโกโก้ในภาคตะวันออกเริ่มมาจากการโค่นต้นยางเก่าในสวนเพื่อปลูกใหม่ แต่แทนที่จะเดินตามรอยวิถีการเพาะปลูกตามเดิม อาร์ม – ปฤญจ์ นิพัทธโกศลสุข กลับตัดสินใจทดลองสิ่งที่ต่างออกไป 

เขาเริ่มปลูกโกโก้เพียง 100 ต้นในพื้นที่เล็กๆ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะปลูกได้จริงหรือไม่ และจากการลองผิดลองถูก จนกระทั่งได้ผลผลิตชุดแรก นั่นจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Infinite Cacao วิสาหกิจชุมชนและแบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลต ที่ไม่ได้หยุดเพียงแค่การทำช็อกโกแลต แต่ต้องการที่จะสร้างระบบนิเวศเล็กๆ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งคนปลูก คนทำ และคนกินช็อกโกแลตเข้าไว้ด้วยกัน

มาจนถึงวันนี้ Infinite Cacao ไม่เพียงแค่เป็นชื่อ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าโกโก้ไทยสามารถไปไกลถึงเวทีโลก คือการยืนยันว่าเกษตรกรไทยสามารถสร้างผลิตผลที่มีคุณภาพระดับสากลได้จริง ที่สำคัญ มันคือความฝันเล็กๆ ที่กำลังหล่อเลี้ยงทั้งผู้คนในชุมชนและผู้ที่เชื่อว่า ‘รสชาติของความเป็นไปได้’ มีอยู่จริง

และนี่คือเรื่องราวของโกโก้ในภาคตะวันออก ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของพืชเศรษฐกิจใหม่ แต่คือการเดินทางของคนรุ่นใหม่ที่กล้าจะลาออกจากงานประจำ แล้วกลับบ้านมาพลิกฟื้นสวนยางเก่าให้กลายเป็นความหวังใหม่ของทั้งชุมชน

จากสวนยางเก่าสู่โลกโกโก้จุดเริ่มต้นของ Infinite Cacao

ปลายฤดูมรสุมที่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มและสายฝนยังคงโปรยปราย เราเดินทางสู่ระยองผ่านถนนเส้น 36 ตรงไปยังอำเภอแกลงที่อยู่ติดกับจังหวัดจันทบุรี ขับเลยจากตัวเมืองแกลงมาไม่ไกล สังเกตทางซ้ายมือ เราก็พบกับโรงแปรรูปขนาดใหญ่ที่ มีป้ายสีน้ำตาลเขียนเด่นชัดว่า ‘วิสาหกิจชุมชนโกโก้ จังหวัดระยอง’ โดยที่ทางขวามือของโรงแปรรูปเป็นอาคารปูนร่วมสมัย ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ผลิต จัดแสดงสินค้า และที่ตั้งของ Infinite Cacao แบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไกลไปทั่วโลก

เมื่อก้าวลงจากรถ สิ่งแรกที่โอบกอดเราไว้คือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเมล็ดโกโก้คั่วใหม่คลอเคลียไปกับกลิ่นดินยามฝนตก และภาพต้นของโกโก้สีเขียวชอุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางไม้ประดับตรงทางเข้า ที่เหมือนย้ำให้เรารู้ว่า มา ‘ถูกที่แล้ว’

จากนั้น เมื่อเข้ามายังด้านในของอาคาร กลิ่นคั่วเมล็ดโกโก้ก็แปรแปลี่ยนไปเป็นกลิ่นละมุนของช็อกโกแลตจากโกโก้บัตเตอร์ที่กำลังถูกบดกวนอย่างใจเย็นอยู่ในหม้ออัติโนมัติ 

ที่นี่เราได้พบกับ อาร์ม – ปฤญจ์ นิพัทธโกศลสุข ผู้ก่อตั้ง Infinite CaCao ในชุดสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มเป็นกันเอง จากนั้นบทสนทนาที่นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่พาอาร์มก้าวเข้าสู่โลกของโกโก้และคราฟต์ช็อกโกแลต ก็เริ่มต้นขึ้น

“เดิมที่บ้านเรามีสวนยางอยู่ครับ เป็นสวนของคุณพ่อ แล้วอายุยางค่อนข้างเยอะ 40 – 50 ปี แล้วเราก็จําเป็นต้องแบบโค่นเพื่อปลูกใหม่ ทีนี้เรารู้สึกว่าเราไม่อยากปลูกยางเหมือนเดิม เพราะว่าเคยไปที่โรงน้ํายางกลิ่นมันฉุนมาก” 

และในฐานะคนที่แพ้สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการทำยางพารา อาร์มเลยมองหาพืชทางเลือกที่ธรรมชาติกว่า เขาเล่าว่าตัวเองเคยลองปลูกทั้งทุเรียนและมะนาวนอกฤดู จนกระทั่งมาเจอโกโก้ที่ก็เพิ่งรู้ว่าสามารถปลูกในอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเราได้โดยไม่จําเป็นต้องปลูกในที่หนาวๆเหมือนยุโรป 

“เราก็เลยสนใจมากๆเลย เราทดลองปลูกประมาณ 100 ต้น ในช่วงนั้นก็ทํางานประจําไปด้วยทดลองปลูกไปด้วยครับ”

แต่เรื่องราวไม่ง่ายอย่างนั้นเมื่ออาร์มได้พบว่า แม้เขาจะสามารถปลูกโกโก้จนมันออกดอกออกผลได้สำเร็จแต่กลับไม่มีตลาดรับซื้อ! 

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

“มันก็เจอทางตันว่า เอ้า!! มัน (โกโก้) ไม่เหมือนผลไม้อื่นนี่หว่า ถ้าเป็นผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจแค่เราขับไปข้างทางก็จะเห็นล้งรับซื้อแล้ว แต่ว่าพอเป็นโกโก้ คือไม่มี ไม่รู้จะหันไปหาใคร เขารับซื้อกันที่ไหนเราไม่รู้เลย ขนาดว่าเราเด็กยุคใหม่ที่พยายามหาแหล่งซื้อในออนไลน์แล้ว มันก็ยังยาก ไม่ค่อยมีใครเขาซื้อกัน เราก็เลยคิดว่าถ้าจะให้มันอยู่รอดก็ต้องทําอะไรกับมันแล้วล่ะ”

และนี่เองคือจุดที่ทำให้ Infinite Cacao เกิดขึ้น และกลายเป็นแบรนด์คราฟช็อกโกแลต รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโกโก้เจ้าแรกๆ ของภาคตะวันออก และสำหรับชื่อแบรนด์อาร์มบอกกับเราว่าก็คิดกันอยู่นาน จนสุดท้ายมาลงตัวที่คำว่า Infinite 

“ที่มาจากคำว่า Infinity เพราะโกโก้มันไม่ใช่แค่อาหารหรือเครื่องดื่ม แต่มันต่อยอดไปได้อีกมาก จะเป็นเค้ก เป็นชา หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอาง มันไม่มีวันสิ้นสุดพอคิดได้แบบนี้ เราก็รู้เลยว่า อินฟินิท คือชื่อที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา”

จากช็อกโกแลตโฮมเมดสู่ความเป็นไปได้และผลิตภัณฑ์หลากหลายอันไร้ขีดจำกัดของโกโก้

หลังจากที่ค้นพบว่า เส้นทางการขายผลสดและเมล็ดโกโก้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาร์มจึงเลือกเดินอีกทางหนึ่ง เป็นเส้นทางที่ยากแต่ชัดเจนกว่าเก่า นั่นคือ การสร้างแบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตและการต่อยอดจากโกโก้ไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ 

“จริงๆ แล้ว โกโก้มีหลายทางนะครับ” อาร์มเล่าพร้อมรอยยิ้ม “เราสามารถขายเมล็ดหรือโกโก้นิบส์ส่งออกได้เลย แต่ปริมาณของเรายังน้อยเกินไป แล้วตลาดก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะขายให้ใคร เราเลยตัดสินใจกลับไปที่จุดเริ่มต้นแล้วลองทำทุกอย่างเองที่บ้านแบบโฮมเมด”

จากพื้นที่ครัวเล็กๆ ในบ้านเกิด อาร์มทดลองหมัก คั่ว บด ด้วยมือของตัวเองทีละขั้น จนได้ช็อกโกแลตออกมา เป็นช็อกโกแลตที่มีแค่ความหอมหวาน หากแต่มีเทสโน๊ต (test note) ที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพราะมันเต็มไปด้วยรสชาติของการลองผิดลองถูกและการไม่ยอมแพ้ 

การลองผิดลองถูกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาร์มสร้างแบรนด์ Infinite Cacao ขึ้นมา และที่ Infinite Cacao ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมล็ดโกโก้เล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ ถูกแปรรูปเป็นรสชาติที่ไร้ขอบเขต

“หลักๆ เราแบ่งออกเป็นสองพาร์ทครับ พาร์ทแรกคือ วัตถุดิบจากผลโกโก้จนได้เมล็ดโกโก้แห้ง ส่วนพาร์ทที่สองคือ การต่อยอดจากเมล็ดเหล่านี้ไปเป็นผลิตภัณฑ์”

ผลิตภัณฑ์ที่ว่าไม่ได้มีเพียงแค่ช็อกโกแลตบาร์ แต่ยังรวมถึงผงโกโก้ โกโก้บัตเตอร์ โกโก้แมส หรือดาร์กช็อกโกแลตที่ทำจากโกโก้ 100% และโกโก้นิบส์ ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยังเชฟและคนรักโกโก้ให้ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ อย่างผงโกโก้ที่ใช้ชงดื่ม โกโก้แมสที่กลายเป็นขนมอบ หรือโกโก้นิบส์ที่โรยบนสลัดและอาซาอิโบลว์ เมนูอาหารเช้าสไตล์ใหม่ที่ใช้โกโก้ในฐานะซูเปอร์ฟู้ด

แต่เส้นทางการสร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายก็ไม่ได้ง่ายตามแบบสูตรสำเร็จ อาร์มเล่าว่าไม่มีใครบอกได้ว่าต้องทำอะไรแล้วถึงจะปังหรือจะขายดี ทุกอย่างเริ่มต้นจากการทดลอง

“ไม่มีใครรู้ครับ แต่ว่าที่ทําหลายๆ อย่างเพราะต้องการดูว่าลูกค้าชอบอะไร เราอาจจะมีผลิตภัณฑ์ 100 ชิ้นในใจ แต่แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ฮีโร่ไม่ใช่ร้อยตัว เราต้องทําทีละหนึ่งตัวไปเรื่อยๆ  จนรู้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ซื้ออะไร คนอายุเท่านี้ ชอบอะไร แล้วเราจะเริ่มตกผลึกได้ว่าแต่ละกลุ่มชอบอะไร เราจะเริ่มหาสินค้าแล้วก็ไปทดลองแล้วก็พัฒนา แล้วเราก็จะได้ผลิตภัณฑ์ฮีโร่มาของแต่ละกลุ่มมา”

ทุกวันนี้ ผลิตภัณฑ์ฮีโร่ของ Infinite Cacao คือ ช็อกโกแลตบาร์ที่ผสมวัตถุดิบไทย เช่น น้ำตาลโตนด ที่เพิ่งคว้ารางวัลมาไม่นานนี้ แต่สำหรับอาร์มแล้ว ยังมีอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เขารักไม่แพ้กัน

“ผมชอบของที่คนมองว่าเป็นของเสีย แต่เราสามารถเอามาต่อยอดให้มันมีคุณค่าได้ ชอบมาก อย่างเช่นเปลือกโกโก้ ปกติเขาจะทิ้งกัน แต่เราเอามาทำเป็นคราฟต์โซดา เป็นเทียนหอม หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มสปาร์คกลิ้ง” 

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Infinite Cacao ไม่ใช่แบรนด์ที่ขายแค่ช็อกโกแลต แต่ยังขายความเชื่อว่าทุกเมล็ด ทุกเปลือก และทุกไอเดียเล็กๆ สามารถกลายเป็นสิ่งที่มีค่าได้เสมอ ถ้าเราไม่หยุดที่จะลอง

จากเวทีประกวดสู่การยืนยันศักยภาพโกโก้ตะวันออกและวิสาหกิจชุมชนโกโก้

นอกจากการปลูกและแปรรูปโกโก้แล้ว อีกหนึ่งเส้นทางที่อาร์มเลือกใช้เพื่อพิสูจน์และเผยแพร่โกโก้ของตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็คือการลงสนามประกวด และสามารถคว้าแชมป์ Thailand Chocorista Championship 2022 กลับมาได้สำเร็จ

“รู้สึกว่ามันท้าทายมากเลยครับ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าคนจะกินไหม โกโก้เราปลูกได้แหละ เราอาจจะเก่งเรื่องการปลูก แต่ต่อให้ผลผลิตสวยแค่ไหน ถ้าคนกินไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือมันอร่อยยังไง มันก็ไม่มีเครื่องการันตีหรอกครับ ผมอาจจะอร่อยอยู่คนเดียวก็ได้” อาร์มเล่าพลางหัวเราะ ก่อนจะอธิบายว่าการไปลงประกวดเป็นเหมือนการออกไปเก็บฟีดแบ็กจริงจากตลาด ไม่ใช่แค่การฟังเสียงชมจากคนในวงใกล้ตัวเท่านั้น

การลงประกวดและคว้าแชมป์นักชงโกโก้มาได้สำเร็จ กลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของอาร์ม 

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

“จากเดิมเราคิดว่าเราเป็นแค่เกษตรกรปลูกอย่างเดียว ไม่ได้คิดว่าจะมาทำปลายน้ำ แต่พอมีโอกาสนั้น เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเฮ้ย เรารู้เรื่องต้นน้ำเยอะมากนะ จนบางทีเรามีแต้มต่อในสิ่งที่หลายคนไม่มี มันทำให้เรารู้เลยว่าคนปลายน้ำชอบกินแบบไหน แล้วก็ส่งต่อให้เราต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น”

ชัยชนะครั้งนี้ของอาร์มไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลหรือความภูมิใจ แต่คือการทำให้ Infinite Cacao ได้มองเห็นเส้นทางใหม่ที่จะพัฒนาโกโก้ของภาคตะวันออกให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย

เมื่อแปรรูปเองไปได้ดี อาร์มก็เริ่มมองเห็นสิ่งใหญ่กว่าตัวเอง นั่นคือ ชุมชนเกษตรกรรอบๆ 

“จริงๆ มันก็เริ่มจากตัวผมเองก่อน ที่เริ่มแบบไม่รู้จักใคร  เพราะว่าผมก็ไม่ได้ใช่เกษตรกรด้วย เราก็เลยทดลองทําคนเดียว จนถึงวันที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีผลผลิตมากพอ ในวันที่เราเริ่มเห็นแล้วว่าโกโก้มันไปได้ ช็อกโกแลตมันขายได้จริงๆ ทีนี้ก็เลยเริ่มไปหาเกษตรกรครับ ว่ามีใครปลูกบ้างไหม”

และคำตอบที่อาร์มค้นพบนั้นอยู่ใกล้กว่าที่คิด เพราะภาคตะวันออกเป็นเมืองที่ปลูกผลไม้อยู่แล้ว โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด 

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

“บ้านเราเลยมีโนว์ฮาว (Know How) ในเรื่องของการปลูกค่อนข้างเก่ง แล้วถ้าเราปลูกโกโก้ได้เนี่ย มันก็น่าจะช่วยส่งเสริม หรือว่าทําให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้น แล้วก็เราก็จะมีของด้วยในเวลาเดียวกัน” 

อาร์มเรียกสิ่งนี้ว่า ‘อีโคซิสเต็มส์เล็กๆ’ ที่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีเพราะว่าพืชหลัก อย่างทุเรียนสามารถเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน แต่โกโก้สามารถเก็บได้ทั้งปี และสามารถออกลูกได้หลายรอบต่อปี

“อย่างน้อยๆ มันก็เป็นค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้นะ ทําให้เขาอยู่ได้ในช่วงที่เขาไม่มีรายได้เข้า” 

ปัจจุบัน Infinite Cacao มีสมาชิกในวิสาหกิจเกือบร้อยคน ถึงแม้แต่ละสวนจะปลูกไม่มาก ปลูกแซมกับผลไม้อื่นบ้าง ปลูกแยกบ้าง แต่เมื่อรวมเหล่าผลผลิตเล็กๆ เข้าด้วยกัน ก็เพียงพอที่จะป้อนเข้าสู่โรงแปรรูปของ Infinite Cacao ได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน

“เรารับซื้อรอบนึงก็อยู่ประมาณ 10 กว่ารายครับ ปริมาณคร่าวๆ ช่วงโลว์ซีซั่นจะมีเกษตรกรมาส่งประมาณรอบละ 500 กิโลกรัม ส่วนถ้าไฮซีซั่นก็จะได้ประมาณ 4 ตันต่อรอบ สองรอบต่อเดือน เดือนหนึ่งๆ เราก็รับซื้ออยู่ประมาณ 8 ตัน”

ซึ่งนอกจากการทำวิสาหกิจชุมชนจะทำให้ Infinite Cacao มีผลโกโก้ไปแปรรูปเพียงพอแล้ว การสร้างวิสาหกิจชุมชนยังสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรได้ในอีกทางหนึ่ง 

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

“เพราะผลผลิตทั้งหมดมาแปรรูปที่นี่หมดเลย หลักๆ บางทีชาวบ้านรู้สึกว่า เขายังไม่ค่อยเชื่อมั่นครับว่าจะขายได้ไหม ตลาดเราแน่นอนไหม เราก็เลยอยากให้เขามีความเชื่อมั่น เลยเป็นที่มาของการตั้งวิสาหกิจขึ้นมา โดยคนในชุมชน”

ทุกวันนี้โกโก้จากสวนเล็กๆ ในชุมชน กำลังหลอมรวมเป็นรากฐานใหญ่ของ Infinite Cacao และเป็นหลักประกันว่าการปลูกโกโก้ ไม่ใช่ความฝันลอยๆ แต่คือรายได้ที่หมุนเวียนอยู่จริงในทุกครัวเรือน

เมื่อเริ่มโฟกัสที่การทำวิสาหกิจชุมชนและรับซื้อผลโกโก้จากหลากหลายสวน อาร์มก็เริ่มสังเกตว่าโกโก้จากภาคตะวันออกมีเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำใคร

“โกโก้ไทยจะมีเทสโน้ตฟรุตตี้ที่โดดเด่น มันมีเทสโน๊ตที่ออกเป็นทางฟรุ้ตตี้และมีความเปรี้ยวในช็อกโกแลต แต่เป็นความเปรี้ยวที่ดี คล้ายผลไม้สุก ซึ่งจะไม่มีเลยในช็อกโกแลตเชิงพาณิชย์ทั่วไป เพราะในตลาดใหญ่เขาจะผ่านกระบวนการที่ทำให้รสชาติช็อกโกแลตคงที่ทุกล็อต ในตลาดใหญ่ที่จะต้องเน้นเสถียรทั้งปริมาณ แล้วก็ความนิ่งของรสชาติ แต่พอทำแบบนั้นรสชาติพิเศษของโกโก้ก็จะหายไปหมด”

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

ในทางตรงกันข้าม Infinite Cacaoเลือกที่จะโอบรับเอกลักษณ์เหล่านี้ แม้ว่าบางล็อตจะเปรี้ยวจัด บางล็อตจะบาลานซ์มากกว่า แต่ทุกความต่างล้วนมีเรื่องราวที่ทำให้ช็อกโกแลตหนึ่งบาร์ หรือหนึ่งแก้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสำหรับคนที่หลงใหลในรสชาติแบบคราฟต์

อาร์มยอมรับว่าความสนุกของการทำสวนโกโก้และคราฟต์ช็อกโกแลตคือ การไม่เคยรู้เลยว่าผลผลิตล็อตต่อไปจะให้รสแบบไหน อาร์มรู้สึกว่าสิ่งนี้คล้ายกับการได้พบคนใหม่ตลอดเวลา แล้วค่อยๆ หาวิธีแต่งรสชาติให้โดดเด่นที่สุด หากโกโก้ล็อตหนึ่งมีรสเปรี้ยวก็ใช้เทคนิคการคั่วและคัดเมล็ดอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงศักยภาพที่ดีที่สุดออกมา และรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้แหละที่กำหนดรสชาติช็อกโกแลตให้พิเศษไม่เหมือนใคร 

ที่มาภาพ: Infinite Cacao

อาร์มยังเล่าถึงความต่างระหว่างโกโก้จันทบุรีกับระยองว่า รสชาติของระยองจะเหมือนผลไม้โทนสีม่วงอย่างลูกเกด หรือลูกพรุน แล้วก็ผลไม้ที่สุกเป็นสีเหลืองอย่างกล้วย หรือสับปะรด เป็นรสชาติโทนหวานฉ่ําแล้วก็มีติดเปรี้ยวนิดหน่อย ในขณะที่จันทบุรีจะให้โทนเปรี้ยวฉูดฉาดกว่าเหมือนพวกองุ่น หรือไวน์แดง

“แตกต่างกันนิดหน่อยแต่ไม่มาก ทางจันทบุรีที่มีพื้นที่เป็นภูเขาสูงเยอะกว่าในขณะที่ระยองจะมีพื้นที่ราบมากกว่า”

สำหรับ Infinite Caoco อาร์มเป็นทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป และสุดท้ายคือนักชง แต่เมื่อถามว่าบทบาทไหนสำคัญที่สุด คำตอบคือทุกส่วน 

“ผมจะแยกย่อยง่ายๆ เป็น 3 พาร์ทแล้วกัน พาร์ทของต้นน้ํา พาร์ทกลางน้ํา แล้วก็พาร์ทของปลายน้ํา ขาดอันใดอันนึงไม่ได้ เหมือนเก้าอี้สามขาเลย ถ้าต้นน้ําดีหมายถึงว่า ถ้าเกษตรกรคนปลูกเนี่ยเขาทํามาดี มันจะได้โปรดักส์ที่ดีต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่กลางน้ําก็สําคัญเพราะว่าถ้าไม่มีคนแปรรูปดี  คนก็จะไม่รู้ว่าจะไปส่งให้ใครใช่ไหมครับ ส่วนปลายน้ําก็สําคัญเพราะว่าถ้าปลายน้ําไม่ดีอันนี้ก็ไม่รู้จะไปขายใครเหมือนกัน หรือว่าก็ไม่มีตลาดเกิดขึ้นจริงก็ไม่รู้”

อาร์มอธิบายต่อว่าปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมโกโก้โลกทุกวันนี้อยู่ที่การกดราคาฝั่งต้นน้ำ เพื่อให้ปลายน้ำทำกำไรสูง 

“เราจะเห็นภาพนี้ในตลาดโลกชัดมาก อย่างแบรนด์ช็อกโกแลตใหญ่ๆ จากยุโรป ประเทศเหล่านั้นปลูกโกโก้ไม่ได้ แต่ใช้วัตถุดิบจากแอฟริกา ซึ่งคนปลูกมักถูกกดราคา จนภาพที่เราเห็นคือเกษตรกรหรือเด็กตาดำๆ ที่ต้องทำงานหนักในไร่”

แต่ในประเทศไทย สถานการณ์นั้นต่างออกไป 

“เราไม่มีวัฒนธรรมการกินช็อกโกแลตบาร์แบบยุโรป แต่เรามีวัฒนธรรมการกินในรูปแบบเครื่องดื่ม ผมเลยมองว่า ถ้าอย่างนั้นก็ลองต่อยอดให้คนรู้จักโกโก้คุณภาพในแบบที่เข้าถึงง่ายกว่า”

เขายอมรับว่ามันไม่ง่ายเลยกับการต้องสื่อสารให้คนเข้าใจว่าเหตุผลที่ โกโก้คราฟต์หนึ่งแก้วราคาเกินร้อยบาท’ ไม่ใช่เพราะความพิเศษแบบลอยๆ แต่เพราะเบื้องหลังเต็มไปด้วยเรื่องราว ตั้งแต่คนปลูก แหล่งปลูก วิธีแปรรูป จนถึงความปลอดภัยและรสชาติที่ไม่ซ้ำใคร 

“คนต้องรู้ว่าหนึ่งแก้วที่เขาซื้อ มันมาจากไหน และทำไมมันถึงมีคุณค่าแบบนั้นจริงๆ”

จากวันที่เริ่มต้นสู่วันที่ความฝันที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จากวันที่เริ่มปลูกโดยแทบไม่รู้เลยว่าโกโก้จะไปได้ไกลแค่ไหน ในวันนี้อาร์มได้เห็นศักยภาพของโกโก้ไทยอย่างเต็มตา เขาเห็นคนไทยคว้าเหรียญทองจากเวทีระดับนานาชาติ ทั้งในหมวดเครื่องดื่มและช็อกโกแลตบาร์ แม้ในประเทศเรายังไม่ได้มีวัฒนธรรมการกินช็อกโกแลตมากเท่าต่างชาติ แต่การยอมรับเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าโกโก้ไทยอร่อยในสายตาคนทั่วโลก

“สิบปีก่อนยังไม่มีรางวัล แต่วันนี้รางวัลของไทยมีเต็มไปหมด” 

อาร์มบอกอย่างภาคภูมิใจ เขาเชื่อว่าศักยภาพนี้จะทำให้โกโก้เติบโตได้ทั่วประเทศ เพราะไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกพืชร้อนอย่างโกโก้ไม่ต่างจากแถบเส้นศูนย์สูตร เพียงแต่ในอดีตคนยังให้ความสำคัญกับพืชเศรษฐกิจอื่นมากกว่า

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่ปลูกโกโก้มากที่สุดในภาคตะวันออก อาร์มตอบทันทีว่า “จันทบุรีครับ” แล้วบอกเพิ่มเติมว่าในอนาคตทั้งระยองและจังหวัดใกล้เคียงก็จะปลูกโกโก้กันมากขึ้น เพราะสำหรับเกษตรกรไทยที่คุ้นเคยกับงานเกษตรอยู่แล้ว โกโก้ไม่ได้ปลูกยากไปกว่ากล้วย แถมยังปลูกง่ายกว่าทุเรียนเสียอีก

 

 

จากวันที่เริ่มต้น อาร์มมองว่าโกโก้คือ ‘โอกาสใหม่’ ของเกษตรกรไทย เพราะปลูกได้ทั้งปี และแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เขาไม่ได้ตั้งเป้าแค่ให้ Infinite Cacao เป็นแบรนด์ช็อกโกแลต เพราะมันอาจจะกลายเป็นร้านอาหาร เป็นแฟรนไชส์หรืออะไรก็ได้ ที่ทำให้โกโก้ไทยไปไกลกว่าเดิม และเขายังหวังอีกว่ามันจะกลายเป็นรากฐานของเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน 

และสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้ก็คือ วิสาหกิจชุมชนโกโก้ ที่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรรอบข้าง โดยพวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะปลูกแล้วขายไม่ได้ ไม่ต้องเผชิญปัญหาแบบในอดีตที่ถูกสนับสนุนให้ปลูก แต่กลับไม่มีใครรับซื้อ 

“พอเราสร้างระบบให้มันเดินได้ เกษตรกรก็ไม่เคว้ง อย่างน้อยพอเขาปลูกได้ทั้งปี มันก็ช่วยซัพพอร์ตชีวิตได้ ตลอดปีมีรายได้ค่าน้ำค่าไฟ มีเงินใช้จ่าย หรืออย่างน้อยก็มีเงินซื้อหวยทุกเดือน (หัวเราะ)” 

และก่อนจะจบบทสนทนา อาร์มบอกกับเราว่าลึกๆ แล้วเขาแอบคาดหวังไว้เล็กๆ ว่าคนไทยจะหันมากินของโกโก้ไทยมากขึ้น คงเพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว  ความหมายของการทำโกโก้สำหรับอาร์มไม่ได้มีแค่เรื่องอาชีพของตนเอง แต่มันคือการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้คนในชุมชน

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR