“เด็กก็ได้เรียนรู้การดูแลตัวเอง ผู้ใหญ่เองก็ได้เรียนรู้ในการสู้กับความกลัวของตัวเอง และการปล่อยวาง”
หลายครั้งที่ภาพการแล่นเรือใบอาจจะอยู่ในภาพของไฮโซที่มีชีวิตหรูหรา ฟู่ฟ่า แต่ไม่ใช่กับที่ตราด ที่ชมรมแล่นใบตราด ได้พยายามเอาเรือใบกลับมาเป็นวิถีชีวิตของคนตราด ที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้ เพราะหากเราลองมองไปยังตราประจำจังหวัดของตราด เราจะเห็นภาพเรือใบเป็นหนึ่งในองค์ประกอบนั้น
เราจึงเดินทางไปถึงปลายสุดแดนตะวันออกของไทยที่ตราด เพื่อพูดคุยกับผู้ที่หลงใหลในวิถีการแล่นเรือใบ และผลักดันวิชาเรือใบไปสู่หลักสูตรของเด็กๆ ในโรงเรียนท้องถิ่น ไปพร้อมๆ กับผลักดันนโยบายการสร้างตราดให้เป็น Sailing Destination
ภูเขา – บรรพต วิถี คือผู้ก่อตั้งชมแล่นใบตราด เขาออกตัวว่าเขาไม่ใช่คนตราดแต่กำเนิด แต่เพียงแรกพบกับเมืองตราด เขาก็ตกหลุมรักจังหวัดนี้ในทันที ซึ่งภูเขาได้เห็นภาพตั้งแต่ช่วงที่เกาะช้างยังไม่คึกคักมากนัก และได้สัมผัสธรรมชาติของตราดจนตัดสินใจย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่
“มันคือเรื่องของบรรยากาศและต้นทุนธรรมชาติ” ภูเขาบอกกับเราด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาตกหลุมรักด้วยคือเรือใบ หลังจากได้มาลองแล่นเรือใบที่เกาะช้าง เขาก็พบกับชีวิตและจุดหมายปลายทางที่เขาตามหา เพราะการแล่นเรือใบสำหรับภูเขา คือวิชาชีวิตที่ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็เรียนรู้ได้เสมอ
เราชวนแล่นใบไปในบทสนทนาที่จะพาเราทำความรู้จักกับเรือใบ ศาสตร์แห่งชีวิตที่อยู่กับผู้คนชาวตราดมาตลอด ที่แม้จะเคยหายไปตามกาลเวลา แต่กลุ่มแล่นใบตราดก็ได้พลิกฟื้นและกางใบให้เรือใบได้โลดแล่นอีกครั้งในท้องทะเลตราด

ตราด เมืองเรือใบ (มาตั้งแต่ตราประจำจังหวัด)
“เมื่อก่อนคนตราดใช้เรือใบไปทำประมงนะ” ภูเขาเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงความเชื่อมโยงของตราดกับเรือใบ ที่เป็นเมืองเกาะครึ่งร้อย การสัญจรทางน้ำจึงกลายเป็นวิถีชีวิตที่คนที่นี่คุ้นชิน แต่ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดประมงที่เพิ่มสูงขึ้น การแล่นเรือใบจึงค่อยๆ แทนที่ด้วยเครื่องยนต์ที่พามาซึ่งความเร็วมากกว่า
“แต่ก่อนทุกคนไม่ได้เร่งรีบดิ้นรนเพื่อจะเพื่อแข่งขันทำเงินทำธุรกิจกู้หนี้ยืมสิน ดังนั้นมันอาจจะไม่ได้มีวิถีชีวิตที่ต้องรีบทำทุกอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อก่อนมันเหมือนเหลือเท่าไหร่ก็แบ่งกัน แต่ปัจจุบันพอทุกอย่างมันเร็วขึ้น เขาก็ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งที่ทำให้มันเร็วได้”
ภูเขาตัดสินใจฟื้นฟูศาสตร์แห่งเรือใบ จากเดิมที่เคยมีชมรมแล่นใบตราดที่เกาะช้าง แต่ด้วยสถานการณ์หลายอย่างที่ทำให้ชมรมค่อยๆ หายไปจากเมืองตราด ซึ่งเขารู้สึกเสียดายหากการแลนเรือใบจะหายไป เขาจึงตัดสินใจทุ่มแรงให้กับชมรมนี้อีกครั้ง เขาได้เดินทางไปพูดคุยกับชาวบ้าน และผู้คนในเมืองตราด ซึ่งส่วนใหญ่ต่างมีวิถีชีวิตที่เคยผูกพันกับเรือใบมาไม่มากก็น้อย
“คนจะคิดว่าเรือใบเข้าถึงยาก เป็นของไฮโซ แต่ว่าเราก็ลองถามเขาดูว่าตอนเด็กๆ ไปหาปลายังไง เดินทางสัญจรยังไง ชาวบ้านก็เลยเหมือนเริ่มเชื่อมโยงว่าพวกเขาก็เคยใช้เรือใบเป็นวิถีชีวิตเหมือนกัน หลังจากนั้นเขาก็จะอิน จะเล่าถึงประสบการณ์เรือใบของตัวเอง”

วิชาเรือใบ คือการเข้าใจตัวเอง และธรรมชาติของโลกใบนี้
เมื่อเราถามว่าอะไรทำให้เขาหลงรักเรือใบขนาดนี้ คำตอบที่เราได้กลับมาก็ชวนให้ตกหลุมรักเรือใบไม่ยากเช่นกัน
“เรือใบมันต่างจากกีฬาอื่นๆ ตรงที่มันสอนเราเรื่องการมองเห็นสิ่งที่เราควบคุมได้ คือเหล่าอุปกรณ์ในเรือ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ลม คลื่น ธรรมชาติ และสุดท้ายคือตัวเราเองที่เป็นคนคอยตัดสินใจและประเมิน บาลานซ์สิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราปรับได้คือตัวเรากับอุปกรณ์เราเท่านั้นเอง”
“ทั้งสามสิ่งมันต้องไปด้วยกัน ถ้าคนแล่นเรือใบไม่เข้าใจสามสิ่งนี้ สุดท้ายมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง ถ้าฝืน เขาก็จะเจ็บเอง”
“มันเหมือนฝึกให้คุณได้รอให้เป็น รู้จักผ่อนให้เป็น รู้จักจัดการสถานการณ์ให้เป็น”
ซึ่งภูเขามองว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชาเรือใบ มันคือวิชาชีวิต ที่นำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่องราว ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ในวันที่โลกของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอนมากมาย การรู้จักรับมือให้เป็นจึงสำคัญ และเรือใบคือการฝึกชั้นดีที่จะพาเราไปเข้าใจชีวิต

หลักสูตรเรือใบ หลักสูตรวิชาชีวิตที่เรียนรู้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
หลังจากภูเขาได้เรียนรู้วิชาเรือใบที่นำไปสู่วิชาชีวิตแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาอยากส่งต่อทักษะเหล่านี้สู่คนตราด ที่วันนี้เรือใบอาจห่างไกลจากชีวิตของผู้คนไป
“การจะเอาเรือใบกลับสู่หัวใจผู้ใหญ่ คือการถ่ายทอดผ่านเด็ก” ภูเขามองเห็นความสำคัญของการส่งต่อศาสตร์เรือใบผ่านเยาวชนในหลากหลายแง่มุม ที่แน่นอนคือสิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้จากวิชาเรือใบ ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงจากภูเขาเอง เมื่อพาลูกมองลองแล่นเรือใบครั้งแรก และทำให้ชีวิตของเขาและลูกเปลี่ยนไปตลอดกาล
“สิ่งที่ลูกได้กลับมาคือความมั่นใจ แล้วก็ความเข้าใจในธรรมชาติ”

ภูเขายืนยันว่าการพาเด็กๆ ไปฝึกแล่นเรือใบเป็นการเรียนรู้และวัดประเมินผลได้แบบเห็นภาพ เพราะเด็กๆ ที่ผ่านการเรียนรู้ในครั้งนี้ เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เขาจะมีสายตาต่อโลกและชีวิตที่เปลี่ยนไป เขาจะกล้าตัดสินใจ พร้อมดูแลตัวเอง และภูเขามองว่านี่คือสิ่งสำคัญในการเติบโตของเด็กๆ
แต่นอกจากการเรียนรู้ของเด็กแล้ว แม้แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองที่พาลูกมาลองแล่นเรือใบก็ได้เรียนรู้กลับไปด้วย
“เวลาลูกเราออกไปทะเลหรือไปว่ายน้ำ มันเป็นความกล้าหาญของพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ใช่ของเด็กหรอกนะ คือเด็กกับธรรมชาติเขากลมกลืนกันอยู่แล้ว เขาแค่รู้สึกสนุก กระโดดตูม ไม่กลัวตายหรอก แต่คนที่กลัวคือพ่อแม่ต่างหาก”
“เพราะฉะนั้นเราอยากจะให้พ่อแม่ผู้ปกครองเนี่ยสลายความกลัวและให้โอกาสเด็ก นี่เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากในฐานะผู้ปกครอง”

จากการแล่นเรือใบ สู่หลักสูตรในโรงเรียนของเด็กตราด
หลังจากภูเขาได้ทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นว่าศาสตร์เรือใบได้มอบประสบการณ์มากมายให้กับเด็กๆ เขาจึงเริ่มขยับขยายนำหลักสูตรเรือใบไปเสนอกับโรงเรียนในท้องถิ่น
ในปัจจุบันแต่ละโรงเรียนของภาครัฐมักจะมีวิชาศึกษาท้องถิ่นบรรจุอยู่ในหลักสูตร ซึ่งภูเขาเห็นว่าวิชาเรือใบนั้นคือการศึกษาท้องถิ่นของจริงที่จับต้องได้ วัดประเมินผลได้ชัดเจน
“บางทีเนี่ยเราเสียเวลาไปกับการศึกษา แต่ว่าเราไม่ได้สร้างทัศนคติให้เด็กๆ บางคนต้องไปกวดวิชาอะไรมากมาย แล้วในสมองเขาก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ค่อยได้ใช้จริง วิชาเรือใบที่เราเอาเข้าไปในหลักสูตรเลยเป็นเหมือนวิชาเบื้องต้นที่ชวนเขาเรียนรู้วิชาเรือใบไปพร้อมกับวิชาชีวิต เป็นเรื่องทัศนคติ”

ภูเขามองว่าการศึกษาในปัจจุบัน เมื่อเด็กๆ อยู่ในห้องเรียนก็มีหน้าที่แค่คอยรับคำสั่ง ครูเองก็เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ทางเอกสารมากมายจนไม่มีเวลามาดูแลเด็กๆ ได้เต็มที่ ซึ่งหลักสูตรเรือใบจะเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมถึงการเรียนรู้ตรงนี้
“เด็กๆ จะได้ลองตั้งแต่วิธีดูลม วิธีติดตั้งอุปกรณ์ การเตรียมตัว เขาก็ต้องทำเองทุกอย่าง รับผิดชอบด้วยตัวเอง มันฝึกทั้งวินัย ความใส่ใจในรายละเอียด ที่สำคัญคือพาเขาออกห่างจากหน้าจอบ้าง”
“เราเชื่อว่าพออยู่ในหลักสูตรแล้วปีหนึ่งมีเด็กที่มาเรียนสัก 50 คน มันเหมือนการสืบต่อศาสตร์เรือใบไปในตัว แม้ว่าเด็กที่สนใจต่อยอดอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยเด็กเขาได้รู้จักแล้ว บางคนอาจจะไปจริงจังเรื่องนี้ขึ้นก็ดีมากแล้ว”

แล่นใบตราด สู่อนาคต
“ก่อนหน้านั้นหลายคนอาจจะเห็นภาพตราด เป็นแบบคำขวัญคือสุดแดนบูรพา แต่ถ้าลองไปดูแผนที่โลก ตราดอยู่ตรงศูนย์กลางโลกเลยล่ะ ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่ามาจนสุดทางแล้ว ไม่มีอะไรน่าสนใจ ซึ่งใช่ มันอาจจะเป็นสุดเขตประเทศไทย แต่อีกทางหนึ่งมันคือประตูสู่นานาชาติ อุษาคเนย์ด้วยนะ มันอาจช่วยทำให้เรามองเห็นตราดในมุมที่กว้างขึ้นได้”
ภูเขาเล่ามุมมองของเขาต่อเมืองตราดที่เขาหลงรัก และศักยภาพเมืองตราดที่เขามองเห็นมาเสมอ
“เราอยากให้ที่นี่เป็น Sailing Destination เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเรือใบ เพราะมันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเยอะมาก การล่องเรือใบมันมีทรัพยากรเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนซ่อมเรือ คนทำใบเรือ ร้านอาหาร ที่พัก หรือแม้แต่ล่าม สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตราดได้แบบยั่งยืน เพราะสิ่งแวดล้อมก็เป็นเทรนด์โลกด้วย และเรือใบใช้พลังงานสะอาด เพราะมันคือการใช้ลม”

“ต้นทุนภาคตะวันออกสูงมากนะ และเราต่างเชื่อมโยงกันด้วยทะเล เหมือนถูกหวยเลย” เมื่อเราถามภูเขาว่าเขาคิดอย่างไรกับภาคตะวันออก นี่คือคำตอบที่เราได้รับ
“สิ่งที่เราต้องไปต่อคือการสร้างแต่ละจังหวัดให้เป็นต้นแบบในด้านที่เขาถนัด การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของตราดก็ต้องไม่เหมือนเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบหนองคาย แบบแม่สอด แต่เราต้องจุดแข็งคือเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาชูให้ได้”
และนั่นคือการพาเมืองตราดแล่นใบไปสู่ความยั่งยืน ทั้งกับผู้คน วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน



