ก่อนอื่น เราอยากชวนคนอ่านหลับตา นึกถึงภาพจันทบุรีด้วยกัน
ภาพจันทบุรีในความทรงจำของใครหลายๆ คน คงเป็นภาพเมืองที่มีความสบายๆ เมืองน่ารักๆ เป็นกันเอง เมืองที่ไม่มีตึกสูง มีทะเล มีภูเขา มีวัฒนธรรม ซึ่งภาพเหล่านี้ทำให้ ต่อ – อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรีเห็นศักยภาพและจุดเด่นของเมืองจันท์ จนผลักดันการเป็น Living Room of the East หรือห้องนั่งเล่นแห่งภาคตะวันออก ด้วยการใช้ Creative Economy มาส่งเสริม
เพราะหากพูดถึงภาคตะวันออก ก็อาจเป็นภาพอุตสาหกรรม พื้นที่ของเหล่าคนทำงานที่เหน็ดเหนื่อย อุกฤษฏ์เลยอยากสร้างจันทบุรีเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้กับทั้งคนภาคตะวันออกและคนทั่วประเทศ นี่จึงเป็นภาพที่เขามองเห็นและอยากขับเคลื่อนจันทบุรีไปข้างหน้าด้วยความสร้างสรรค์
อะไรทำให้เขาตัดสินใจหันมาขับเคลื่อนความสร้างสรรค์ในบ้านเกิด สุดท้ายแล้วเขาอยากเห็นอะไร นี่อาจเป็นสายตาใหม่ที่ทำให้เราได้เข้าใจจันทบุรีและตะวันออกไปพร้อมๆ กัน

คุณเกิดที่จันทบุรีเลยหรือเปล่า?
พี่เป็นคนจันทบุรีแต่กำเนิดเลย ก็เรียนที่จันบุรีจนถึงป.6 แล้วพี่ก็เข้ากรุงเทพฯ เป็นเด็กภูธรที่เข้าไปเรียนในเมืองกรุงฯ อะ พอเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แล้วก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ 15 ปี
เห็นว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ทำงานเกี่ยวกับโฆษณา แล้วทำไมถึงตัดสินใจกลับมา
พี่ย้ายตัวเองกลับมาอยู่เมืองจันท์เพราะเรื่องธุรกิจของที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบเนอะ ก็ทำธุรกิจร้านอาหารต่างๆ มันเป็นจริตเรา ก็เลยตัดสินใจกลับมาช่วย ตอนนั้นพี่รู้สึกแค่ว่าพี่ก็ทำเงินให้ฝรั่งเยอะ แล้วก็เลยคิดขึ้นมาว่ากลับบ้านมาทำงานให้บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ แค่นั้นเอง คือวงการธุรกิจโฆษณามันเบิร์นเอาต์ มันเหนื่อยเร็ว เหนื่อยจนแบบต้องถามตัวเองว่าทำไมชั้นต้องมาเหนื่อยอย่างนี้ แถมเหนื่อยเสร็จปุ๊บก็ดันทำเงินให้ฝรั่งอีก งั้นกลับบ้านดีกว่า มาทำธุรกิจอาหารที่ถูกจริตเรา เราชอบ
หลังจากทำงานในวงการโฆษณา พอกลับมาบ้านแล้วคุณเห็นอะไรบ้าง
ตอนนั้นที่กลับมาบ้านก็หาวิธีคิดว่านอกจากธุรกิจของเราแล้ว ในส่วนของเมือง เราจะขับเคลื่อนไปด้วยอะไรดี แล้วพี่ก็ตกตะกอนว่าจันทบุรีเนี่ยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มากนะ เป็นเมืองที่ทำอะไรก็ได้ผลผลิตเยอะมาก ปลูกอะไรก็ขึ้น เรามีของต่างๆ นานามากมาย แต่
“กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยเอา ‘ผลผลิต’
มาทำเป็น ‘ผลิตภัณฑ์’ ต่อยอด”
อย่างเช่นอัญมณี เรามีอัญมณีจนมันกำลังจะหมดไปแล้ว แต่เราก็ไม่มีการเอาพลอยมาพัฒนานู่นนี่นั่นต่างๆ ก็ยังขายเป็นเม็ด ขายเป็นถุง เหมือนกับการทำให้วัตถุดิบทำตัวเป็นวัตถุดิบตลอดเวลา แต่ไม่เคยมองของที่มีอยู่เว่าจะสร้างโอกาสหรือพัฒนาขึ้นมาให้มันเป็นผลิตภัณฑ์
จะเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์ได้ยังไง
จริงๆ การพัฒนาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วจะถูกตาต้องใจใครได้เนี่ยมันต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อที่จะทำให้ของที่มันธรรมดาๆ ดูพิเศษขึ้นมา
ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์กอกก (Korkok) คือเสื่อก็อยู่กับเมืองจันท์มานานมากแล้ว ไปไหนก็จะเห็นเสื่อแบบเดิมตลอดเวลาเลย คำถามคือทำยังไงให้เสื่อมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งอย่างแบรนด์นี้ก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไปในเสื่อกก เอามาดีไซน์ เอามาจับมาวางให้มันดูสวยงามมากขึ้น กลายเป็นกระเป๋าที่ผลิตแทบไม่ทัน

จุดเริ่มต้นที่คุณเข้ามาผลักดันความคิดสร้างสรรค์ในจันทบุรีคืออะไร
ตอนนั้นย่านเมืองเก่ากำลังได้รับความสนใจ พี่ก็คุยกันทั้งคนรุ่นเก่าคนรุ่นใหม่ ว่าเมืองจันท์คงจะไม่ได้เป็นตลาดเก่าย้อนยุคหรอก ของเราคงเป็นเรื่องราวของวัฒนธรรมการค้าดีกว่า เพราะถ้าเปิดตลาดทุกศุกร์เสาร์อาทิตย์ สุดท้ายแล้วความสวยงาม หรือสถาปัตยกรรมรากเหง้าที่เคยอยู่ก็อาจจะหายไปเพราะว่าเอาเรื่องการค้ามานำตลอดเวลา ก็เลยทำเป็ชุมชนวัฒนธรรมที่เอา Creative Economy เข้ามา ก็ค่อยๆเริ่มจากจุดเล็กๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ Creative Economy กับของอย่างเดียว แต่รวมไปถึงวิธีคิดด้วย ตอนนั้นก็ชวนสถาบันอาศรมศิลป์มาเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็ทำวิสาหกิจเพื่อสังคมชื่อบริษัทจันทบูรรักษ์ดีที่คอยมาขับเคลื่อนตรงนี้
ตอนนั้นเราก็ชัดเจนกันนะว่าเราจะทำการอนุรักษ์แบบกินได้ คือหล่อเลี้ยงการอนุรักษ์ให้เกิดรายได้ ทำการลงทุนด้วบ Business Model แบบ Creative Economy ก็โชคดีได้เจ้าของบ้านใจดีให้เช่า คือบ้านหลวงราชไมตรี ค่าเช่าถูกมาก แต่ขอแค่มาพัฒนาพื้นที่ก็พอ
หลังจากทำในพื้นที่ริมน้ำจันทบูรแล้วคุณเห็นอะไรบ้าง
พี่เห็นว่าวิธีการพัฒนาชุมชนเนี่ยมันคงมีหลายรูปแบบ บางทีเราเจอเจ้าของบ้านดีๆ แต่บางคนก็อาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เราก็พยามหาวิธีทำให้มันเดินหน้าได้นะครับ Business Model มันก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จนเริ่มแบบอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา
แล้วสิ่งที่คุณค้นพบคืออะไร
พี่คิดว่าการพูดคุยการสื่อสารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ในการเติมเต็มชุมชน อันนี้เป็นข้อที่หลายๆ คน อาจจะมองข้าม หรือมองว่าตัวเองมีอำนาจโดยตรงก็เลยเข้าไปทำเลยอะไรแบบไม่ได้สื่อสารกัน
สมัยก่อนตอนเริ่มใหม่ๆ ยังไม่มีเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดีย พี่ก็ทำเป็นจดหมายข่าวทุกเดือนๆ ลงพื้นที่ไปคุย จนเกิดความเข้าใจกัน ซึ่งก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เช่า ที่เขาอยากทำมาค้าขาย เขาก็ตั้งคำถามว่า Creative Economy ช่วยให้ฉันขายของดีขึ้นได้ยังไง? เราก็ต้องเน้นการสื่อสาร อ่อนน้อมถ่อมตน แแล้วก็ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ถ้าไปพูดอยู่ฝ่ายเดียวเขาไม่ฟัง

อะไรคือความเป็นจันทบุรีที่คุณอยากส่งเสริมใน Creative Economy
พี่ไม่ได้อยากให้นึกถึงเมืองจันท์ นึกถึงทุเรียน แต่พี่มานั่งตกตะกอนกับทีมหลายๆ คนว่าจุดเด่น หรือจุดยืนของเมืองจันท์คืออะไร
นึกภาพพื้นที่จันทบุรีตอนนี้จะถูกล้อมรอบโดยเขตเศรฐกิจพิเศษ ไม่ว่าจะ EEC หรือตราด สระแก้วที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางการค้า ในเมื่อบริบทโดยรอบเป็นแบบนี้ เราก็มองว่าจังหวัดรอบๆ เราเป็นเหมือนห้องทำงาน (Working Room) ดังนั้นจังหวัดเราคือห้องนั่งเล่น (Living Room) คือพวกคุณอาจจะทำงานกันไป แต่ถ้าอยากพักผ่อน อยากมาใช้ชีวิต อยากมาดูแลรักษาตัวเอง จันทบุรีพร้อมเป็นห้องนั่งเล่นผ่อนคลาย หรือ Living Room of the East
จังหวัดเราคือห้องนั่งเล่น ที่แต่ละจังหวัดก็ทำงานกันไป เหนื่อยก็มากินข้าวที่นี่ มาพักผ่อนที่นี่ มาใช้ชีวิต มาดูแลรักษาตัวเองที่นี่ เพราะมันมีทรัพยากรที่จะมาตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้ มันมีภูเขา มีทะเลที่เรียกได้ว่าเป็นธนาคารอาหารทะเล เพราะมันเต็มไปด้วยสัตว์ทะเล จากการที่มีป่าโกงกางอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นจุดแหล่งอาหารของพืชพันธ์ุต่างๆ หมดเลย
ที่นี่ยังมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มี 2 โรงเรียนระดับแนวหน้า มี 3 มหาวิทยาลัย ยังไม่รวมวิทยาลัยอื่นอีก เพราะฉะนั้นเนี่ยในความครบพร้อมแบบนี้
“เมืองจันท์ก็เลยมีความเหมาะสมที่จะบอกตัวเองว่า
เป็นห้องนั่งเล่นของภาคตะวันออก
นี่คืออัตลักษณ์ของเมืองที่มีความสบายๆ มันชิล”
ปลายทางของ Creative Economy ที่คุณอยากเห็นคืออะไร
ท้ายที่สุดแล้วพี่ก็อยากผลักดันเรื่องอาหารให้เป็น Gastronomy ของยูเนสโก โดยใช้สมุนไพรเป็นตัวขับเคลื่อน
ทำไมถึงเป็นสมุนไพร เพราะว่านี่จะเป็นกลไกฟันเฟืองที่สำคัญต่อไปในอนาคตของธุรกิจพืชพันธุ์ธัญญาหารของเมืองจันท์ เราไม่รู้เลยว่าทุเรียนจะขายดีไปอีกเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นการมีสมุนไพรซึ่งปลูกในสวนก็ได้ มันสามารถที่จะปลูกแซมๆ ไว้ แล้วจริงๆ มันมีมูลค่ามากกว่าที่คิด เพราะสารสกัดจากกะเพรา จากกระวาน จากเร้ว บางทีได้กิโลกเป็นหมื่นๆ บาทก็ได้ พี่เรียกว่าเป็นการทำภูมิคุ้มกันให้จังหวัด
อย่างอัญมณีพลอย พี่ก็อยากจะมีกิจกรรมที่ทำให้คนตื่นตัวว่าหันมาทำงานด้านดีไซน์ หรืองานคราฟต์บ้าง เราจะสังเกตว่าในจันทบุรี พวกงานดีไซน์ หรือศิลปะ งานคราฟต์มีน้อยมาก ทั้งๆ ที่ต้นทุนออกจะเยอะ มันน้อยเกินไป

ทำไมงานสร้างสรรค์ในจันทบุรีมีน้อย?
เพราะมันไม่มีความกดดันในการใช้ชีวิต คือพอไม่ต้องดิ้นรน ก็ไม่ต้องใช้ความสร้างสรรค์ในการมีชีวิตรอด ลองไปดูผลิตภัณฑ์แปรรูปดูก็จะมีแต่ต้ม-กวน-ทอด เท่านั้นแหละ ไม่มีการออกแบบให้แตกต่าง มันเลยมีน้อย นอกจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจริงๆ ที่เขาทำกันอยู่แล้ว
ความท้าทายในการผลักดันความสร้างสรรค์ในจันทบุรีคืออะไร
พี่ว่ามันคือความร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้เขามาช่วยกันผลักช่วยกันเดินหน้าได้ยังไงบ้าง อันนี้สำคัญ เพื่อให้เห็นไปในเป้าหมายเดียวกัน
เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็ทำงานกับการสื่อสารนั่นแหละ การได้สื่อสารกับคนในวงกว้างว่า จุดยืนของเมืองจันท์คืออะไร เราเป็น Living Room of the East นะ
“แล้วก็เรื่องคนมันก็ท้าทายนะ
แต่จริงๆ ถ้าเราสื่อสารได้ดีพอ คนก็ไม่ใช่ความท้าทาย
แต่จะเป็นต้นทุนที่ดีให้เราด้วย”
ถ้าจันทบุรีคือ Living Room แล้ว ภาคตะวันออกคืออะไรสำหรับคุณ
ภาคตะวันออกคือขุมพลังของประเทศ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในหลายๆ อย่าง เพราะเศรษฐกิจหลายอย่างก็อยู่ในภาคตะวันออก เป็นแบตเตอรี่ของประเทศที่มีทั้ง EEC มีทรัพยากรทางทะเล แหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อน อาจจะไม่ได้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำขนาดนั้น แต่มันอยู่ในไซส์ที่พอเหมาะ 8 จังหวัด ที่ครบครันทุกส่วน มีครบทุกอย่างที่ต้องการ อยากได้ข้าวก็มี อยากได้ทะลก็มี อยากได้อุตสาหกรรมก็มี อยากได้ธรรมชาติก็มี รวมไปถึงพลังจากคนเราก็มี

อะไรที่คุณอยากเห็นเพิ่มเติมในภาคตะวันออก
สำหรับเมืองในภาคตะวันออก พี่กำลังเสนอให้ทาง CEA เขาทำ Creative Network ในภาคตะวันออก ให้เห็นว่าแต่ละจังหวัดเขามีความสร้างสรรค์ยังไงบ้าง แต่ละจังหวัดจะได้ชูศักยภาพของเขา คุณต้องมองเห็ฯศักยภาพนั้นแล้วดึงออกมาให้ภูกจุดเท่านั้นเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ไม่มีศักยภาพ มันไม่ควรมาชี้ว่าจันทบุรีต้องเป็นแบบนั้น สระแก้วต้องเป็นแบบนี้ อย่าเอากรอบของคุณไปใส่ เพราะแต่ละจังหวัดมีรากเหง้าของตัวเอง
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงวัฒนธรรมเพิ่งประกาศลายผ้าประจำจังหวัด ชื่อลายปัญจจันทบูร แล้วผู้ว่าฯ ก็อยากให้ชุมชนแถวโป่งน้ำร้อนเป็นชาวอีสานเก่าให้ทอผ้าลายนี้ ซึ่งเขาก็หนีการทอผ้าจากทางอีสาน มาทำเกษตรที่นี่ ก็ให้เขาทอผ้าอีก (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าเราทำแบบนี้ได้ไป เอาของไปแลกเปลี่ยนกัน ให้คนทางอีสานที่เขาอยากทำ ทอผ้าให้ เราเอาทุเรียน เอาผลไม้ไปแลก เพราะให้เขามาทำอะไรที่ไม่ชอบ ทำไม่สวย เขาก็อาจจะท้อได้นะ การแลกเปลี่ยนแบบนี้มันกระจายอำนาจด้วยนะ
มันคือการให้อิสระเพื่อเสริมจุดเด่นของตัวเอง แบบเป็น independent ที่หมายถึงว่าเราทำในสิ่งที่แต่ละคนต้องการ แต่ละชุมชนต้องการ แต่ปลายทางคือการได้เกื้อกูลกัน ซึ่งการจะดึงจุดเด่นขึ้นมา ส่วนกลางต้องให้อิสระเพื่อหาตัวตน จุดแข็งของตัวเอง แล้วเอาจุดแข็งแต่ละจังหวัดมาเกื้อกูลกันและกัน แล้วต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่มากขึ้น


