ภาพของศรีราชาในุมของการท่องเที่ยว นี่คือเมืองริมทะเลสุดน่ารัก บรรยากาศสบายๆ ให้ความรู้สึกแบบหมู่บ้านญี่ปุ่น และมาพร้อมกับชื่อเล่นอย่าง Little Osaka แต่สำหรับคนทำงาน ที่นี่คือเมืองแห่งอุตสาหกรรมที่มีรถบรรทุกและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ มีท่าเรือแหลมฉบังที่ขึ้นชื่อ
คำถามก็คือ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ทำไมถึงกลายเป็นจุดยุทศาสตร์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก อะไรทำให้พวกเขาเลือกลงทุนกับพื้นที่แห่งนี้ ใครคือผู้กำหนดชะตาของเมืองในแต่ละยุคสมัย
คอลัมน์ ‘เมืองไม่บังเอิญ’ ครั้งนี้ขอชวนมามองการเติบโตของศรีราชาที่ไม่ได้เป็นผลมาจากความบังเอิญ หรือเกิดจากกระแสอุตสาหกรรมที่ไหลผ่านมาเพียงชั่วคราว แต่เติบโตขึ้นจากการตัดสินใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง ราชการ ทุนต่างชาติ รวมไปถึง ทิศทางของเศรษฐกิจโลก และทุกๆ การตัดสินใจเลือกได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้อย่างสอดผสาน
และนี่คือเรื่องไม่บังเอิญของ ‘ศรีราชา’

ศรีราชา เมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์อุตสาหกรรมหรือย่านที่อยู่อาศัย
ถ้าให้นิยามว่า‘ศรีราชาเป็นเมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์อุตสาหกรรม หรือย่านที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางการค้ากันแน่?’ตามความเห็นของเราคำตอบของคำถามนี้อาจซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะในชั่วขณะหนึ่งแล้ว ศรีราชานั้นเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน
หากใครมีโอกาสขับรถเลาะลงมาทางภาคตะวันออกแล้วบังเอิญเลี้ยวเข้าสู่ใจกลางเมืองศรีราชา ภาพแรกที่เห็นเมื่อถึงบริเวณโรบินสันศรีราชาและศรีราชานคร อาจทำให้เผลอคิดไปได้ว่า ‘นี่คืออโศก สุขุมวิทเวอร์ชันชลบุรีหรือเปล่า?’ ลองนึกภาพถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ ทางเท้าที่เต็มไปด้วยผู้คน มีร้านขายของรถเข็นเรียงราย มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียมสูงเรียงติดกันรับวิวทะเล นี่คือคาแรกเตอร์แรกของศรีราชา เมืองที่อยู่อาศัยและย่านการค้าที่เติบโตเร็ว และคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก

คาแรกเตอร์ที่สองของศรีราชานั้นห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร ในฟากนี้ของเมือง เราจะได้เห็นภาพตู้คอนเทนเนอร์ถูกวางซ้อนกันนับหมื่นตู้ซึ่งเป็นฉากหลังของเครนยักษ์ที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ได้ยินเสียงของเครื่องยนต์รถบรรทุกที่วิ่งสวนกันทั้งวันทั้งคืน หรือวันดีคืนดีอาจจะได้กลิ่นน้ำมันจากโรงกลั่นและคลังน้ำมันของนิคมอุตสาหกรรมแแหลมฉบัง ซึ่งเป็นนิคมที่มีบทบาทเชื่อมต่อการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค และทำให้ศรีราชาเป็นเมืองโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมระดับประเทศที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้มาบตาพุด
ด้วยความหลากหลายนี้เอง ศรีราชาจึงเป็นเมืองที่มีสองคาแรกเตอร์ที่ทรงพลังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับ ทฤษฎีหลายจุดศูนย์กลาง (Multiple-nuclei theory) ของ ชอนซี่ ดี. แฮร์รีส และเอ็ดวาร์ด แอล. อัลล์แมน (Chauncy D. Harris and Edward L. Ullman) ที่อธิบายไว้ว่า การขยายตัวของเมืองเกิดมาจากหลายจุดศูนย์กลาง ไม่ได้เกิดมาจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว ในยุคปัจจุบันศรีราชามีการพัฒนาศูนย์กลางด้านธุรกิจ ด้านอุตสาหกรรม และด้านที่อยู่อาศัยพร้อมๆ กัน ศรีราชาจึงเป็นตัวอย่างเมืองร่วมสมัยที่ชัดเจนที่สุดเมืองหนึ่ง โดยส่วนประกอบของทั้งสองคาแรกเตอร์ต่างขับเคลื่อนพลวัตของเมือง แรงงาน และเศรษฐกิจให้หมุนไปตามจังหวะของตนเอง

บริบทของศรีราชา เมืองริมทะเลที่ถูกออกแบบโดยภูมิประเทศและโครงสร้างเศรษฐกิจ
ทำเลที่ตั้งเป็นจุดเด่นหนึ่งของศรีราชามาโดยตลอดตั้งแต่สมัยการทำเกษตรกรรมและประมงเป็นอาชีพหลัก จากนั้นจึงเติบโตเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ
ศรีราชาเป็นอำเภอในจังหวัดชลบุรี มีพื้นที่รวม 643.611 ตร.กม. นับเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 4 ของชลบุรี ทิศเหนือจรดอำเภอเมืองชลบุรี ทิศใต้จรดอำเภอบางละมุง และอำเภอปลวกแดง จ.ระยอง ทิศตะวันออกจรดอำเภอบ้านบึง และทิศตะวันตกจรดชายฝั่งและอำเภอเกาะสีชัง ซึ่งเป็นบริเวณชายฝั่งของอ่าวไทย โดยมีชายหาดยาวถึง 24 กิโลเมตร โดยครั้งหนึ่งเคยเป็นชายหาดที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยกุ้ง หอย ปู ปลา และทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ ที่เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนดั้งเดิม พื้นที่ส่วนใหญ่ของศรีราชาเป็นที่ลาดเนินเขา เหมาะสำหรับเกษตรกรรม ขณะที่บริเวณที่ลุ่มก็สามารถทำนาได้
“จริงๆ ศรีราชามันทำประมงกับเกษตรมาอยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร ด้านบกก็จะเป็นเกษตรกรรม พืชผลไร่นา ด้านล่างก็จะเป็นประมง แล้วก็มีทรัพยากรพวกปลาอะไรอย่างงี้”

อูด – อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรี นายกสมาคมประมงพื้นบ้านจังหวัดชลบุรีบอกกับเรา ประโยคสั้นๆ ทำให้เห็นภาพชัดว่าศรีราชาเป็นชุมชนริมทะเลและเกษตรกรรมที่พึ่งพาตนเองได้มาหลายชั่วอายุคน
ปัจจุบันโฉมหน้าของศรีราชาได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความที่ศรีราชาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 105 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดชลบุรีเพียง 24 กิโลเมตร ทั้งยังมีถนนสายหลักอย่างสุขุมวิทและถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 พาดผ่าน เชื่อมโยงศรีราชาเข้ากับกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออก ด้วย ‘ทำเลที่ตั้งและบริบท’ ที่ครบพร้อมและสอดรับกันนี้เองส่งผลให้เกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของเมืองศรีราชา ในขณะเดียวกันด้วยความหลากหลายของภูมิประเทศที่มีทั้งเนินเขาเกาะแก่ง และชายฝั่งที่ทอดยาว ร่วมกับการมีฤดูร้อนที่ไม่ร้อนมากนัก และมีอากาศอบอุ่นในฤดูหนาวศรีราชาจึงเหมาะแก่การพักผ่อนไปพร้อมกัน
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และเสน่ห์ในด้านการท่องเที่ยวริมทะเลอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ต่อยอดศรีราชาในอนาคต แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ในสมัยอดีตศรีราชาเองก็มีร่องรอยของการเจริญเติบโตของเมืองขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและแรงผลักสำคัญที่ทำให้เมืองเล็กๆ ริมทะเลแห่งนี้ถูกพัฒนาให้เติบโตจนมีหลายบทบาททับซ้อนกันเช่นทุกวันนี้

โรงเลื่อยไม้และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ : ความไม่บังเอิญแรกในการเติบโตของศรีราชา
จุดเปลี่ยนแรกของศรีราชาเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2443 โรงเลื่อยไม้ชื่อ บริษัท ศรีราชาทุน จำกัด (ต่อมาคือ บริษัท ศรีมหาราชา จำกัด) ถือครองโดย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้กำเนิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงศรีราชาไปตลอดกาล
หากให้เล่าถึงเรื่องราวของโรงเลื่อยไม้ต้องขอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. 2437 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ หรือการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาล พื้นที่ศรีราชาที่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางละมุง ได้ถูกแยกออกมาตั้งเป็นอำเภอโดยใช้ชื่อว่า อำเภอบางพระ
ในตอนนั้นเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้แจ้งต่อสมุหเทศาภิบาลมณฑลปราจีนบุรี ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชาด้วยเหตุผลว่าถ้ากิจการโรงเลื่อยไม้เติบโตชุมชนศรีราชาก็จะขยายใหญ่ขึ้นและจะกลายเป็นแหล่งจ้างงานจำนวนมาก ก่อเกิดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่มีอำนาจดึงดูดสูง นำพาชุมชนและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเติบโตในพื้นที่ได้ เช่น ที่พักอาศัยของคนงาน ร้านค้า บริการ
ขณะเดียวกันก็มีโครงการสร้างสะพานรถไฟเชื่อมต่อกับเกาะลอยเพื่อขนไม้แปรรูปลงเรือส่งไปยังกรุงเทพฯ และส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีทั้งหมด 7 สถานีด้วยกัน เริ่มต้นจากพื้นที่ป่าไร่กล้วย, หนองค้อ, หุบบอน, เขาคันทรง, ระเวิง ไปถึงอำเภอปลวกแดงและจังหวัดระยอง รวมเป็นระยะทางกว่า 51.775 กิโลเมตร

จากความต้องการในการขยายกิจการโรงเลื่อยไม้ของพระยาสุรศักดิ์และการคมนาคมที่ครอบคลุมมากขึ้น หากพิจารณาตามทฤษฎีทำเลที่ตั้ง (Location Theory) ที่ว่าด้วยการเลือกที่ตั้งเมืองหรือพื้นที่กิจกรรมเศรษฐกิจจากต้นทุนการขนส่ง และการเข้าถึงตลาดและแหล่งทรัพยากร ซึ่งสอดรับกับปัจจัยในการเลือกพื้นที่ศรีราชาเป็นที่ตั้งกิจการของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ทิวา แตงอ่อน ชาวบ่อวิน พื้นเพครอบครัวเป็นอดีตนายช่างรับถางป่าและตัดไม้ให้แก่บริษัท ศรีมหาราชา จำกัด เล่าว่า
“ป่าพนมสารคามเป็นป่าของผู้มีอิทธิพล แต่ป่าตะวันออก ป่าศรีราชาเนี่ยเป็นป่าของเจ้า ก็คือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นขุนพลคนสำคัญของในหลวงรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 อันนี้เลยเป็นป่าของเจ้า ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่มีใครกล้ายุ่ง”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เข้าซื้อกิจการมาดำเนินการต่อและตั้งชื่อใหม่ว่า บริษัท ศรีมหาราชา จำกัด พร้อมขยายกำลังผลิตทั้งไม้แปรรูปและไม้อัด มีการเปิด บริษัท ไม้อัดศรีราชา จำกัด ผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ อย่างเช่น แผ่นไม้สับ ฟินิชชิ่งไลน์ และแผ่นไม้ชนิดต่างๆ ทำให้บริษัทมีแรงงานรวมกว่า 1,500 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับเมืองริมทะเลขนาดเล็กๆ ในเวลานั้น ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนภาพสำคัญว่าศรีราชาในยุคโรงเลื่อยไม้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาด้วยปัจจัยภายในตัวของพื้นที่เอง หากแต่เติบโตขึ้นมาจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจนั่นคือขุนนางและราชสำนัก ที่เลือกให้พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแรกในภาคตะวันออก

การเติบโตของอุตสาหกรรมป่าไม้นำพาความเจริญเข้ามาสู่ศรีราชา และส่งผลให้ในระยะต่อมาที่แห่งนี้กลายเป็นเมืองพักผ่อนริมทะเลที่ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าบางแสน เห็นได้จากการที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ให้มาพักผ่อนที่ศรีราชา และการเสด็จมาพักผ่อนนี้เองที่ไปสู่การสร้าง โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
“ตัวเมืองศรีราชาค่อยโตมาจากเกาะลอยที่คนเขามาเที่ยวกันเยอะ แล้วก็ตลาด คือตลาดเนี่ยเขาจะมีพวกประมงเอาปลามาขาย มาส่งแล้วบางทีแม่ค้าก็จะไปส่งไปทางเมืองชลเลย
แล้วมันก็จะมีโรงพยาบาลศรีราชาอะไรพวกนี้ คนก็จะมารักษา ศรีราชาก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะสมัยก่อนเลยที่อ่าวไม่มีโรงพยาบาล มีที่ศรีราชาโรงเดียว คนก็เลยเยอะ แต่มันเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ เป็นเรือนสองชั้น แล้วก็มีห้องพิเศษอยู่สองแถวเท่านั้น”
จากประสบการณ์ของ อุไรรัตน์ สุธาสี ชาวบางพระ วัย 86 ปี ผู้ใช้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับโรงเจศรีราชาและเติบโตมาพร้อมๆ กับอำเภอศรีราชา เป็นการตอกย้ำว่า เส้นทางการเติบโตของศรีราชานั้นเริ่มต้นด้วย ‘อุตสาหกรรม’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอุตสาหกรรมนี่เองที่ส่งผลต่อการเติบโตของศรีราชามาจนจวบปัจจุบัน

โครงข่ายถนนและแผนพัฒนาฯ : 2 ปัจจัยการเปลี่ยนผ่านศรีราชาสู่การเป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมพลังงาน
เมื่อแหล่งอุตสาหกรรมถือกำเนิด การคมนาคมจึงถูกพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแผนลงทุน ถนนสุขุมวิทเป็นถนนเส้นหลักที่ใครๆ ก็ต้องเคยขับผ่านหากจะมาเยี่ยมเยียนภาคตะวันออก และถนนแห่งนี้เองที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในความไม่บังเอิญของเมืองนี้
แม้ในอดีตศรีราชาจะเติบโตตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไปปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ผลักดันให้เมืองเติบโตมากขึ้นคือ โครงข่ายถนน ในช่วงทศวรรษ 2470 – 2480 รัฐบาลวางยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยให้กองทัพเรือและหน่วยงานรัฐร่วมกันสร้างถนนสายที่ 22 ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ถนนสุขุมวิท ถนนสายนี้เชื่อมกรุงเทพฯ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ศรีราชา, และสัตหีบ ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2479 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2484 ส่งผลให้ภาคตะวันออกถูกเชื่อมเข้าหากัน ทำให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น ศรีราชาจึงพร้อมที่จะรองรับอุตสาหกรรมหนักอย่างพลังงานอย่างเต็มตัว
ดร. สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการ-นักวิจัยชุมชนแห่งกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองศรีราชาที่สัมพันธ์กับโครงถนนไว้ว่า “ไทยออยล์เข้ามาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1 ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2504 มันเป็นยุคแรกที่เราจะเริ่มมีโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของชาติ

โรงกลั่นน้ำมันเกิดมาเดี่ยวๆ เลย แต่ใช่มันมีผลทำให้ ESB มาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าคลังน้ำมัน คลังก๊าซก็มาอยู่ตรงนี้ แล้วโรงกลั่นเอสโซ่ก็ตามมา นิคมฯ ก็ตามมาในช่วงใกล้ๆ กันหมดเลย”
เห็นได้ว่าการเข้ามาของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันตามแผนพัฒนาฯ เป็นก้าวสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของศรีราชาให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมพลังงาน ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2510 ในขณะที่อุตสาหกรรมโรงเลื่อยไม้ของบริษัทศรีมหาราชาเริ่มเสื่อมถอยลง อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันเริ่มเฟื่องฟูขึ้นทีละน้อย

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ประเทศไทยได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510–2514) ออกมา ซึ่งเป็นฉบับที่สนับสนุนให้ปลูกพืชไร่และพืชอาหารสัตว์ เช่น อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ทำให้เกิดโรงงานแป้งมันสำปะหลังจำนวนมากในพื้นที่ศรีราชา พร้อมกันนั้นประมงพื้นบ้านแบบดั้งเดิมก็เริ่มถูกอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทำให้ต้องปรับตัวเป็นอุตสาหกรรมประมง ก่อนที่ในเวลาต่อมาอุตสาหกรรมเกษตรและประมงจะกลายเป็นอุตสาหกรรมกลุ่มที่สามที่เติบโตขึ้น ณ เมืองแห่งนี้
สรุปคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างแนวถนนสุขุมวิท ทำให้ศรีราชาเติบโตตามเส้นถนนมากกว่าเติบโตในแบบชุมชนดั้งเดิม เมืองจึงมีลักษณะขยายออกไปตามถนนใหญ่ (Urban Sprawl) ผู้คนเดินทางด้วยรถยนต์มากขึ้น และเริ่มมีที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวไปตามเส้นทางคมนาคม ในเวลาต่อมาโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่พร้อมครบเช่นนี้ ก็กลายเป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงและปูทางไปสู่ยุคนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศ

ท่าเรือน้ำลึก อีสเทิร์น ซีบอร์ด การเข้ามาของนายทุนญี่ปุ่นและ Little Osaka: ความไม่บังเอิญที่เปลี่ยนศรีราชาไปตลอดกาล
เมื่อเวลาผ่านไป เงื่อนแห่งอุตสาหกรรมที่ผูกโยงทิศทางการเติบโตของเมืองศรีราชาก็ดูจะยิ่งแน่นขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตของอุตสาหกรรมที่ขยายตัวระหว่างประเทศทำให้เมืองดินไปข้างหน้าอย่างไร้ซึ่งหนทางย้อนกลับ
เงื่อนที่รัดแน่นที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2530 เมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้ลงนามในสัญญาเพื่อก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 1 ขึ้น ซึ่งจากรายงานการศึกษาความเหมาะสมของการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก พบว่าพื้นท้องทะเลบริเวณแหลมฉบังเป็นดินทราย ง่ายต่อการขุดลอกทางเดินเรือ และทรายที่ขุดได้ยังนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ จึงทำให้แหลมฉบังกลายเป็นทำเลในฝันสำหรับการตั้งท่าเรือน้ำลึก เหตุนี้เองที่ส่งผลต่อเนื่องทำให้ศรีราชากลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนแห่งสำคัญของภาคตะวันออกโดยถาวร ก่อนที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะทยอยตามเข้ามาเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ หรือนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน
การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงปัจจัยภายในประเทศอย่างเดียว แต่เป็นความไม่บังเอิญอันเป็นอิทธิพลของสภาวะเศรษฐกิจโลก ในราวปี พ.ศ. 2528 ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและผลพวงของข้อตกลง Plaza Accord ทำให้ค่าเงินเยนแข็งตัวขึ้น ประจวบกับในเวลานั้นประเทศไทยมีการผลักดันให้เกิดโครงการ Eastern Seaboard ขึ้นในภาคตะวันออก จึงทำให้หลากหลายบริษัทในญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย และได้กลายเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาอาศัยอยู่ในศรีราชา

“สำหรับผมญี่ปุ่นมาเยอะจริงๆ คือ หลังปี พ.ศ. 2537 คือ เริ่มมีอุตสาหกรรม Automotive Electronics แล้วก็ฮาร์ดดิสก์ มาตั้งที่นิคมแหลมฉบัง ก่อนจะตามมาด้วยอุตสาหกรรมการต่อแท่นขุดเจาะน้ำ” ดร. สมนึกเล่า
ภายหลังการจัดตั้งโครงการ Eastern Seaboard หรือ ESB ที่ทำให้มีบริษัทและโรงงานของชาวญี่ปุ่นเกิดขึ้นในศรีราชาเป็นจำนวนมากแล้ว แต่ที่อาศัยและการบริการที่รองรับความต้องการชาวญี่ปุ่นยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ทำให้ในระยะแรกๆ บรรดาวิศกรและนายช่างชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-ศรีราชา โดยจะพักอาศัยและสังสรรค์กันที่ย่านอโศกเสียมากกว่า
กระทั่งราวปี พ.ศ. 2550 ศรีราชาเริ่มมีร้านอาหาร, คาราโอเกะ, ธุรกิจบริการสไตล์ญี่ปุ่น, คอมมูนิตี้มอลล์, และโรงเรียนสำหรับเด็กญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจึงเริ่มหลั่งไหลเข้ามาอาศัยในพื้นที่ศรีราชาโดยมีจำนวนมากกว่า 8,000 – 10,000 คน และพื้นที่ส่วนหนึ่งของศรีราชาก็ได้พัฒนาเป็นชุมชนคนญี่ปุ่นในที่สุด การเข้ามาอยู่อาศัยของคนญี่ปุ่นทำให้เมืองศรีราชามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เกิดเป็นอัตลักษณ์ของเมืองที่มีวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ามาผสมผสาน ทำให้ศรีราชามีจุดเด่นที่แตกต่างจากพัทยาหรือระยอง จนถูกเรียกขานว่า ‘Little Japan หรือ Little Osaka’ ในเวลาต่อมา
“ตอนหลังเนี่ยถึงขั้นคนญี่ปุ่นบางคนก็มาทำนำเข้าพวกวัตถุดิบเข้ามาที่ศรีราชาเลย แต่เขาก็มีคนไทยช่วยด้วยนะ อย่างศาลเจ้า หรือเจปาร์คก็ไม่ได้เกิดจากคนญี่ปุ่นเอง ก็เป็นการร่วมมือและร่วมทุนกันระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่นขึ้นมา” ดร. สมนึกอธิบายเพิ่ม

พื้นที่ในศรีราชาที่ได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นแบ่งได้เป็น 2 ย่านหลัก ได้แก่ ย่านใกล้ศูนย์การค้าโรบินสันในรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเป็นไข่แดงหรือศูนย์กลางธุรกิจใหม่ของศรีราชา (Central Business District : C.B.D.) ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และบริการสไตล์ญี่ปุ่นที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน อีกย่านนั้นใกล้ท่าเรือแหลมฉบังและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นทำเลที่สะดวกต่อผู้ที่ทำงานในท่าเรือและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
หากมองผ่านกรอบของทฤษฎีวงแหวน (Concentric Zone Theory) ของ เออร์เนสต์ เบอร์เจส ศรีราชาในช่วงหลังการเข้ามาของชาวญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าเมืองขยายตัวออกเป็นวงแหวนรอบ C.B.D. ใหม่อย่างเห็นได้ชัด โดยมีพื้นที่ชั้นในสุดเป็นย่านการค้าและบริการ ชั้นกลางเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทาง และชั้นนอกสุดเริ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพดีตามแนวสุขุมวิทและมอเตอร์เวย์เพื่อรองรับผู้บริหารที่มีรายได้สูง ขณะเดียวกันในย่านที่สอง ซึ่งเป็นย่านท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมก็เติบโตตามรูปแบบวงแหวนของตนเองเช่นกัน เมืองศรีราชามีจุดแกนกลางเป็นท่าเรือและโรงงานหนัก ขยายวงออกมาเป็นเขตอุตสาหกรรมเบาและพื้นที่ขนส่ง จากนั้นจึงล้อมด้วยย่านอาศัยของแรงงานรายได้ต่ำ และขยายออกสู่ย่านที่อยู่อาศัยของแรงงานรายได้สูงในชั้นนอก
เมื่อรูปแบบการขยายตัวทั้งสองชุดซ้อนทับอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน เมืองศรีราชาจึงกลายเป็นเมืองที่มีหลายจุดศูนย์กลาง (Multiple nuclei) ไม่ได้เติบโตจากศูนย์กลางเดียว แต่เติบโตมาจาก ‘ศูนย์กลางคู่ขนาน’ อย่างเมืองอยู่อาศัยและเมืองอุตสาหกรรมซึ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และเมื่อเราไล่เรียงตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าความเจริญของศรีราชาไม่เคยเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับเป็นผลลัพธ์ของการ ‘ถูกเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า’ บนฐานการตัดสินใจโดยอาศัยปัจจัยทาง ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และยุทธศาสตร์ ซึ่งทำให้เมืองริมทะเลแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดของภาคตะวันออก

แม้ในปัจจุบัน ภาพรวมเมืองศรีราชายังคงเป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเมืองที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานเหมือนเดิม แต่โดย ‘เนื้อใน’ แล้ว หน้าตาของอุตสาหกรรมและกลุ่มทุนในพื้นที่ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในช่วงหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) และการกำเนิดของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งผลักดันให้ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ และนี่เองคือความท้าทายใหม่ที่น่าจับตากันต่อไปว่าศรีราชาจะเติบโตต่อไปอย่างไรในอนาคต
อ้างอิงเพิ่มเติม
โรงงานต่างๆ ภายในพื้นที่บริษัทศรีมหาราชา
ประวัติบริษัทศรีมหาราชา ชมรมคนรักศรีราชา
บริษัทศรีมหาราชา พ.ศ.๒๔๙๐ ชมรมคนรักศรีราชา
ภาพเล่าอดีต-คุณสมพงษ์ ชมรมคนรักศรีราชา
ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองต่อโครงสร้างพื้นที่สีเขียว ของอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี


