/

‘ศรีราชา’ เมืองหลวง EEC ขนส่งสาธารณะดีกี่โมง?

เคยไหม ที่ต้องรอรถขนส่งสาธารณะนานๆ รอนานไม่พอบางครั้งก็ไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการอีก แต่จะให้เลือกไปใช้แอพฯ ก็ไม่ได้อยากเสียค่าแกร็บแพงๆ ด้วย

 

แล้วทำไมการใช้ขนส่งสาธารณะถึงได้ยากนักโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เจอปัญหายิ่งกว่าแม้จะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว เมืองแห่งการลงทุนที่เทียบเท่ากับกรุงเทพฯ แต่ถึงอย่างนั้นขนส่งสาธารณะก็ยังเข้าไม่ถึงทั่วทุกพื้นที่หรืออำนวยความสะดวกแก่ชีวิตเรามากพอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่ถูกเรียกว่าเมืองหลวงของ EEC อย่างศรีราชา แต่กลับไม่มีใครสนใจเรื่องขนส่งสาธารณะในพื้นที่เลย

นี่คือปัญหาการพัฒนาที่ไม่มีผู้คนท้องถิ่นอยู่ในสมการ และอาจพามาซึ่งอีกหลายปัญหาตามมาด้วยเช่นกัน

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

ศรีราชา เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของEEC

เมื่อพูดถึงศรีราชา หนึ่งในอำเภอของจังหวัดชลบุรี เราอาจรู้จักเซ็นทรัลศรีราชา โรบินสันศรีราชา อ่าวอุดม และเกาะลอย ซึ่งเป็นแลนมาร์กสำคัญของศรีราชา คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ในอีกทางหนึ่งในสายตาของภาครัฐหรือนักลงทุน ศรีราชายังถูกมองว่าเป็น ‘เมืองหลวงของ EEC’ อีกด้วย ซึ่ง EEC หรือ Eastern Economic Corridor คือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0

โครงการนี้มีมีเป้าหมายคือการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว ดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและเทศให้เข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยในระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดคือ ชลบุรี, ระยอง, และ ฉะเชิงเทรา

ซึ่ง ‘ศรีราชา’ หนึ่งในอำเภอของจังหวัดชลบุรีถูกเล็งเห็นให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศไทยด้วยเหตุผลว่าอำเภอศรีราชาเป็นพื้นที่ที่มีความครบครันในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น แหล่งทำงาน ไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้ศรีราชานั้นกลายเป็นเมืองที่ผสมผสานการใช้ชีวิตและการทำงานได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ และที่สำคัญคือถูกโปรโมทว่ามีความพร้อมทางด้านคมนาคมที่สะดวกและหลากหลายประเภท

แต่นั่นใช่คมนาคมที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่?

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

นี่น่ะหรือ? ขนส่งสาธารณะเมืองหลวงของEEC

เวลาที่เราพูดถึงเมืองที่น่าอยู่ และการคมนาคมที่สะดวกสบาย สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องขนส่งสาธารณะ

เพราะการขนส่งสาธารณะนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “บริการสาธารณะ” ที่รัฐจะต้องอำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นภารกิจสาธารณะที่รัฐพึงกระทำเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ โดยบริการขนส่งสาธารณะนั้นมีความจำเป็นสำหรับการเดินทางสัญจร ของผู้คนและเป็นบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องอำนวยความสะดวกเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ สาธารณะ ซึ่งถือเป็นแนวคิดเชิงนโยบายและแผนในเรื่องของพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพของ เมือง (ศิริพงษ์ ลดาวัลย์ ณ อยุธยา, 2555) 

แต่จากการลงพื้นที่สำรวจขนส่งสาธารณะใน ‘เมืองหลวง EEC’ ก็ทำให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกนำเสนอกับความเป็นจริงอาจเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะหากลองมองไปรอบๆ แล้วจะพบว่าทางเลือกของขนส่งสาธาณะมีน้อย และไม่มีประสิทธิภาพ เสียเวลาในการรอ โดยสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นขนส่งสาธารณะก็คือ รถสองแถว และรถตู้เท่านั้น

จากการลงพื้นที่ สังเกตการใช้บริการรถสาธารณะในเขตอ.ศรีราชา พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งต้องการจะไปทำธุระที่หนองมน เธอต้องยืนรอรถสองแถวหน้าเซ็นทรัลศรีราชาเป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมงแม้จะมีรถตู้เข้ามาเป็นตัวเลือก แต่เธอปฏิเสธโดยสารรถตู้ ซึ่งเมื่อเข้าไปสอบถามพูดคุยพบว่า จากข่าวต่างๆ เกี่ยวกับรถตู้ที่เธอเคยได้ยินมา ทำให้เธอกังวลในการใช้บริการรถตู้ จึงเลือกที่จะรอรถสองแถว แม้จะต้องใช้เวลานานกว่า หนึ่งเพราะค่ารถสองแถวราคาถูกกว่า การใช้บริการรถโดยสารอื่นๆ และสองคือเธอรู้สึกว่ารถสองแถวขับค่อนข้างปลอดภัยแม้จะเสียเวลาในการรอ

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของคนศรีราชาที่ไร้ทางเลือกในขนส่งสาธารณะ

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

ในต่างจังหวัดนั้น ปัญหาขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะรอนาน มาช้า ไม่ปลอดภัย ค่อยๆ กลายเป็นความเคยชินของหลายๆ คนจนในบางครั้ง ก็ทำให้ลืมคำนึงถึงสวัสดิการที่ตนควรได้รับไปในฐานะประชาชนที่ควรได้รับการอำนวยความสะดวกจากรัฐ ซึ่งปัญหาขนส่งสาธารณะนี้ยังส่งผลให้คนส่วนใหญ่หันไปใช้รถส่วนตัวเพื่อที่จะเดินทางสะดวกขึ้น ไม่ต้องมายืนรอตามข้างทางเพื่อรอรถขนส่งสาธารณะที่ใช้เวลาที่ค่อนข้างนานในการรอรถ นำมาซึ่งปัญหาการจราจรติดขัด และกระทบไปถึงปัญหามลพิษจากฝุ่นควันท่อไอเสีย และนำไปสู่ปัญหาภาวะโลกร้อน

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของบุคคลใดบุคลหนึ่ง แต่คือปัญหาจากภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรถส่วนตัวได้ ทำให้เกิดภาวะจำยอมกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ภาพ ‘ศรีราชาเป็นเมืองหลวงของ EEC’ จึงอาจเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ในวันที่คนในเมืองหลวงต้องอยู่อย่างยากลำบากจากการเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่ดีพอ

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาส ปัญหาการไร้ขนส่งสาธารณะในเมือง

เคยตั้งคำถามกันไหมว่าเราเสียเวลาไปกับการรอรถสาธารณะนานจนทำให้เสียโอกาสบางอย่างไปหรือเปล่า ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนล้วนต้องเดินทาง ไปทำงาน ไปโรงเรียน ต่างต้องไปทำหน้าหน้าที่ของตน ซึ่งการใช้ขนส่งสาธารณะก็เป็นสิ่งจำเป็นที่หลายคนเลือกใช้ แต่ก็ต้องแลกกับปัญหาที่ต้องพบเจอระหว่างทาง แล้วในทางกลับกัน พื้นที่ที่ถูกโปรโมตให้เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นเมืองหลวงของอุตสาหกรรม แต่ดูเหมือนว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาขนส่งสาธารณะอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจในเมืองหยุดชะงักไปในตัว

ในเว็บไซต์ลงทุนแมน เคยวิเคราะห์ไว้ว่าปัญหาการไม่มีขนส่งสาธารณะ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขาดโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากค่าเดินทางไปเรียน เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลายครอบครัวต้องแบกรับ และการไม่มีขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้นไปอีก หรือการขาดการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเนื่องจากค่าเดินทางเป็นหนึ่งในราคาของการรักษาที่ต้องจ่าย

มากไปกว่านั้น หากมองในแง่ของการเสียเวลาทางโอกาส และเศรษฐกิจแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่ ‘เมืองหลวง EEC’ ไม่ควรมองข้าม เพราะลองนึกภาพว่าผู้คนต้องเดินทางด้วยรถโดยสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไปถึงที่ทำงานอาจเกิดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่อาจกระทบกับงาน นอกจากนี้ปัญหารถติดที่เกิดจากการไม่มีขนส่งสาธาณะ ก็ทำให้ต้องเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยใช่เหตุ

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยนำเสนอว่า ปัญหารถติดนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ปีละ 11,000 ล้านบาท นอกจากนี้การขาดขนส่งสาธารณะที่ทำให้เกิดปัญหากระทบเป็นลูกโซ่อย่างการจราจรที่ติดขัดทำให้คนต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือไฟฟ้า ซึ่งรายจ่ายในด้านต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้ของผู้คนยังคงถูกแช่แข็งไว้ และส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ที่จะช่วยหมุนเศรษฐกิจซึ่งอาจต้องชะงักไป ซึ่งนี่เป็นเพียงงานศึกษาในกรุงเทพมหานครเท่านั้น ในขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกยังไม่มีผู้เคยประเมินผลกระทบ ซึ่งหากเทียบแล้ลวภาคตะวันออกอาจต้องเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าเมื่อเทียบกับระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานคร

ปัญหาการไม่มีขนส่งสาธารณะยังพามาซึ่งปัญหาด้านมลพิษ จากการที่ผู้คนใช้รถส่วนตัวมากขึ้น ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น กลายเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย ซึ่งในวันที่อุตสาหกรรมเป็นตัวการปล่อยมลภาวะในพื้นที่มากอยู่แล้ว และยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็ไม่ควรต้องมีการซ้ำเติมกับสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่มีขนส่งสาธารณะอีก

โดยสรุปแล้วปัญหาของขนส่งสาธารณะพามาซึ่งปัญหาอีกหลายอย่างตามมา เช่นการใช้ระยะเวลานานในการรอรถที่ทำให้เสียเวลาและเสียงาน เสียรายได้ตามมา หรือคุณภาพของรถโดยสารที่ยังไม่ปลอดภัยมากพอที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน

จึงชวนตั้งคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่กันที่เมืองหลวงของ EEC อย่างศรีราชาจะมีขนส่งสาธารณะที่ดีกี่โมง? 

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

ขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีตาม

การเดินทางโดยขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เดินทางยาก ค่ารถไม่แน่นอน ดูจะสวนทางกับภาพของศรีราชา อำเภอที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของEEC เมืองน่าอยู่น่าท่องเที่ยวและน่าลงทุน ดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาลงทุนมากมาย ที่หลายๆ คนคงคิดไปแล้วว่าระบบขนส่งสาธารณะต้องทัดเทียมกรุงเทพ มีรถโดยสารครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่เป็นแน่ 

แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย 

เพราะหากเราเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปพื้นที่ที่ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ เราอาจจะเจอความลำบากในการเดินทางเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน แต่หากเราเป็นคนในพื้นที่ต้องพบเจอความลำบากเกิดขึ้นเป็นประจำ และจำเป็นต้องอยู่กับมันไปตลอดจนกว่าขนส่งสาธารณะนั้นจะพัฒนาขึ้นหรือการเก็บเงินซื้อรถส่วนตัวซึ่งในบางครั้งจำเป็นนี้ก็เกิดเป็นความจำใจ 

เราลองไปสัมภาษณ์ผู้คนในพื้นที่ถึงปัญหาขนส่งสาธาณะ และสิ่งที่พวกเขาต้องการ  หนึ่งในนั้นคือแม่ค้าที่บอกกับเราว่า “นั่งสองแถวไปขายของบ่อยที่สุด อยากให้เพิ่มรอบรถบ้างก็ดีค่ะเพราะช่วงบ่ายๆ นี่ไม่ค่อยมีรถสองแถว เป็นรถที่มักจะรอนักเรียนเนอะ ก็รอนาน”  

ในขณะที่นักศึกษาชายท่านหนึ่งที่ย้ายถิ่นฐานมาเพื่อศึกษาต่อ ใช้บริการขนส่งสาธารณะนานกว่า 4ปี กล่าวว่า “ที่ผมจำได้ใช้รถสองแถวคันสีแดงๆ บ่อยสุด ผมยากให้เพิ่มรอบรถเพราะมาช้าบ้าง หมดไวบ้าง แล้วก็อยากให้ปรับปรุงรถโดยสารบางคันที่มีสภาพเก่าแล้ว เวลาลูกค้ายืนก็อาจเป็นอันตรายได้” เป็นต้น

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

หรือหญิงสาวคนหนึ่งที่มากับลูกน้อย กล่าวว่า “โดยส่วนใหญ่ใช้งานรถส่วนตัวแต่ก็มีบางครั้งใช้รถสองแถว น้าอยากนั่งรถตุ๊กๆ นะแต่เขาก็ไม่มีราคาติดเลยไม่เคยนั่ง สิ่งที่น้าอยากให้แก้ไขคือสภาพของรถที่เก่าเกินไป”  

ส่วนหญิงสาววัยเรียนคนหนึ่ง กล่าวว่า “อยากให้ขนส่งมีการตรวจสภาพรถก่อนเอามาใช้งานให้เข้มงวดกว่านี้หน่อยนะเพราะที่เคยนั่งรถตู้บางคันมีแต่เชื้อราก็ทำให้เราไม่อยากนั่ง แต่ก็จำเป็นต้องนั่งเพราะใช้ไปไหนมาไหนเป็นประจำ”

จะเห็นได้ว่าในบางครั้ง แม้จะมีรถส่วนตัว แต่รถโดยสารสาธารณะนั้นก็สำคัญ นอกจากนี้การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยนั้นก็สำคัญไม่แพ้การพัฒนารถโดยสารให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ เพราะคนไม่มีรถส่วนตัวก็ไร้ทางเลือกและจำใจต้องใช้รถสาธารณะ และพามาซึ่งคำถามว่าทำไมเสียเงินแล้วแต่ก็ยังต้องมาเสี่ยงกับการไม่ได้รับความปลอดภัยในการเดินทางอีก

ซึ่งนอกจากความต้องการเรื่องคุณภาพรถ และตารางเวลาในการเดินรถ ยังมีข้อเสนอโดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า 

“ในแต่ละจังหวัดควรทำให้ประชาชนสามารถเดินเพียง 500 เมตรก็สามารถเข้าถึงบริการรถโดยสารสาธารณะได้ หรือแม้แต่ระยะเวลาในการรอรถโดยสารสาธารณะไม่ควรเกิน 15 นาที ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และปกติไม่ควรเกิน 30 นาที นอกจากนี้ ควรทำให้เกิดระบบขนส่งมวลชนที่ยั่งยืน ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และต้องทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เป็นภาระกับผู้บริโภค” 

จะเห็นได้ว่าการรอรถถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการเลือกหรือไม่เลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะนั้นๆ และที่สำคัญต้องคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไปของผู้ใช้บริการ 

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

แล้วถ้าอยากให้ขนส่งสาธารณะของเราพัฒนาขึ้นต้องเริ่มจากจัดการขนส่งสาธารณะในส่วนไหน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดเกิดปัญหามากมายเช่นนี้ต้นเหตุมาจากรัฐบาลกลางที่ไม่ได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากพอ

โดยในประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ 3 ฉบับประกอบด้วย

1) พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการขนส่ง และการวิศวกรรมจราจร 

2) พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ให้มีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด ยกเว้น กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีนายกเทศมนตรีในจังหวัดเป็นกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจในการกำหนดเส้นทาง กำหนดจำนวนผู้ประกอบการ และอัตราขนส่งและค่าบริการ เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการจราจรทางบกส่วนกลาง 

3) พ.ร.บ.คณะกรรมการจัดการระบบการจราจรทางบก พ.ศ. 2521 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบก (คจร.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการจราจรทางบก (อจร.) ในทุกจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเป็นกรรมการ

ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ

​อย่างไรก็ตาม นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า “แม้มีกฎหมายที่ให้บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะหากแต่ยังต้องการผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรที่มีอำนาจในพื้นที่นั้นๆ”

อดิศักดิ์ยังได้เสนอให้แก้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องการเรื่องระบบขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีตัวแทนของประชาชนหรือผู้บริโภคเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการจึงเชื่อว่า จะทำให้เสียงของประชาชนถูกสะท้อนออกมาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าขนส่งสาธารณะที่ดี ปลอดภัย และทั่วถึงนั้นต้องเริ่มที่ระบบโครงสร้างการจัดการของภาครัฐที่ส่งมาสู่ท้องถิ่น เนื่องจากแต่ล่ะพื้นที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ หากทำได้เช่นนี้ขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายก็ไม่ไกลเกิ้นเอื้อมซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตเราดีตามเช่นกัน

และนี่คือเรื่องราวของขนส่งสาธารณะในเมืองที่ถูกขนานว่าเป็น ‘เมืองหลวงของ EEC’ ที่ยังไม่รู้ว่าจะดีกี่โมง?

อ้างอิงข้อมูลจาก
ไม่มีขนส่งสาธารณะ ความเจ็บปวดของคนต่างจังหวัด
ขนส่งสาธารณะในเมืองภูมิภาค: ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับนโยบาย
วิกฤตจราจรติดขัด: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ & วิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2771)
พลิกฟื้น ระบบขนส่งสาธารณะที่คนหันหลังให้
หนุนตั้ง ‘สภาผู้บริโภคผู้ใช้บริการขนส่งฯ’ แก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ อย่างตรงจุด

บทความโดย กชพรรณ จันมาค้อ, ชุติมา ทุ่งสา และบัณฑิตา ช่วยทัด
ภาพโดย ณัฐนรี จุลเจริญม พิชญธิดา พาสร้อย และภัทรพร โตสิริ
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR