ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาจนถึงเมื่อวันที่ 10 กว่าๆ ของเดือนมิถุนายนนี้ ภาคตะวันออกของเราชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนที่เทลงมาไม่ขาด จนทำให้ถนนหลายเส้นถูกน้ำท่วมขังจนรถราไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ รวมถึงมีรายงานว่าเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากที่จันทบุรีและตราด
ซึ่งในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีทั้งสายลมและสายฝนโหมกระหน่ำเช่นนี้ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงความเชื่อโบราณอย่างการปักตะไคร้ หรือไม่ก็ตุ๊กตาไล่ฝน จากเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ การ์ตูนดังแห่งยุค 90s
แต่สำหรับคนระยองนั้น อาจจะนึกถึงวัตถุมงคลของพระเกจิคู่บ้านคู่เมืองระยองอย่าง ‘ผ้ายันต์ธงพัดโบก’ ของหลวงปู่คร่ำ ยโสธโร แห่งวัดหวังหว้า อำเภอแกลง ที่ผู้คนทั่วภาคตะวันออกต่างกล่าวขานว่ามีพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถหยุดฟ้ากันฝนได้
ปัจจุบัน ธงพัดโบกหลวงปู่คร่ำกลายเป็นที่พึ่งพิงชาวภาคตะวันออกทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คือไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสวนทุเรียน ชาวประมง พ่อค้าแม่ขายทั้งข้าราชการและเอกชนที่ต้องการจะจัดงานกลางแจ้งเรื่อยไปถึงคนรุ่นใหม่ที่ทำงานสายออร์แกไนเซอร์ ต่างก็พร้อมใจกันนำธงหลวงปู่ขึ้นสู่ยอดเสา
และเพื่อนำเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของธงพัดโบกมาเล่าสู่กันฟัง เราจึงได้ไปพูดคุยกับ ‘วัน’ ธงชัย เห็นงาม หนึ่งในนักสะสมธงพัดโบก จากบ้านวังหว้า อำเภอแกลง และยังเป็นผู้ที่ได้ใช้งานธงพัดโบกของหลวงปู่อยู่บ่อยครั้ง
ความเป็นมา อานุภาพ และรุ่นต่างๆ ของผ้ายันต์ธงพัดโบก
ธงพัดโบก หรือผ้ายันต์ธงพัดโบก เป็นธงผ้าสีแดงขาว บ้างก็สีแดงล้วน มีลวดลายยันต์ต่างๆ เต็มผืน มักจะถูกนำไปผูกติดกับต้นไผ่ 1 ลำ แล้วนำไปปักไว้ในบริเวณงานกลางแจ้งต่างๆ เช่น งานประชุม งานเทศกาล หรืแม้แต่งานคอนเสิร์ต เพราะเชื่อกันว่ามีอานุภาพในการป้องกันฝน

โดยประวัติแล้ว ธงพัดโบกเป็นวัตถุมงคลที่มีต้นกำเนิดมาจากหลวงปู่คร่ำ ยโสธโร พระเกจิสายเมตตาจากวัดวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่ง วัน นักสะสมธงพัดโบก เล่าให้ฟังว่าธงพัดโบกถูกสร้างขึ้นครั้งแรกปี พ.ศ. 2517 เพื่อให้เป็นของแจกในงานผูกพัทธสีมา วัดวังหว้า หลังจากนั้นก็มีการสร้างเรื่อยมาตามวาระการจัดงานต่างๆ ของทางวัด
“หลวงปู่คร่ำท่านสร้างผ้ายันต์มาด้วยเหตุว่าคนภาคตะวันออกบ้านเราจะทำอาชีพแรกๆ ก็คือค้าขาย กับประมง ผ้ายันต์พัดโบกก็เลยจะช่วยเรื่องของโชคลาภ เรื่องของกันฟ้ากันฝน คือให้ได้มีโชคลาภแล้วก็ได้คุ้มฟ้าคุ้มฝน” วันกล่าว

ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็สามารถเห็นได้จากลวดลายของยันต์ต่างๆ ที่นำมาประดับลงไว้บนผืนธง เช่น ยันต์นางกวัก และยันต์นกคุ้มกันไฟ
“คือยันต์ในธงที่เป็นเรื่องค้าขายตรงๆ เลยก็จะมีนางกวัก แล้วก็นกคุ้มกันไฟ อันนี้จะป้องกันอัคคีภัย ป้องกันไฟไหม้บ้าน” วันกล่าว

แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นที่เชื่อกันว่าธงพัดโบกหลวงปู่คร่ำมีอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ในหลายเรื่อง ทั้งเมตตามหานิยม ส่งเสริมอำนาจบารมี ทำให้มีโชคลาภ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่ที่เชื่อถือกันมากในปัจจุบันคือเรื่องไล่ฝน
“เมื่อก่อนชาวบ้านก็จะรู้จักหลวงปู่คร่ำเรื่องการค้าขาย ส่วนเรื่องที่ว่าไล่ฝน มันเริ่มมาจากคนที่ทำอาชีพประมง เอาธงมาติดตอนออกเรือแล้วก็ไม่เจอพายุ ไม่เจอลมฟ้าลมฝน กลายเป็นที่เล่าลือกันไปไกล คนก็เริ่มหาธงมาเก็บ มาสะสมกัน” วันกล่าว

นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2517 จนถึงปัจจุบัน ธงพัดโบกก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วหลายรุ่น มีทั้งที่หลวงปู่คร่ำเป็นผู้สร้างเอง และรุ่นที่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ซึ่งวันได้เน้นย้ำกับเราไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นธงพัดโบกรุ่นใด ล้วนแต่มีที่มาจากหลวงปู่คร่ำและถือได้ว่าศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันทั้งหมด
“ก็สร้างกันหลายรุ่น ตามวาระ เช่น วาระสมทบทุนมูลนิธิของหลวงปู่ วาระแจกทหาร วาระสร้างหอระฆัง ก็คือจะสร้างเป็นวาระๆ ไป” วันกล่าว

ธงพัดโบกรุ่นที่นิยมกันมากๆ ของวงการนักสะสมในปัจจุบัน ได้แก่ มหานิยมพัดโบก ชายยาว ปี พ.ศ. 2536 พัดโบกมหาลาก เสือกลาง ปี พ.ศ. 2537 พัดโบกมหาลาภ เสือริม ปี พ.ศ. 2538 และพัดโบกมหาลาภกันฟ้าลง ปี พ.ศ. 2539 ว่ากันว่าบางผืนที่มีประวัติความศักดิ์สิทธิ์หรือมีสภาพดีก็จะมีราคาสูงขึ้นไป

ชวนรู้จัก ‘หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร’ พระเกจิเมืองแกลงผู้ให้กำเนิดธงพัดโบก
หลวงปู่คร่ำ ยโสธโร หรือพระมงคลศีลาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดวังหว้า อดีตเจ้าคณะหมวดเนินฆ้อ และอดีตเจ้าคณะตำบลเนินฆ้อ ท่านมีนามเดิมว่า ‘คร่ำ อรัญวงศ์’ เกิดวันพุธ แรม 10 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา (วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2440) ณ บ้านวังหว้า ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
เมื่อท่านมีอายุได้ 11 ปี บิดาก็นำไปฝากให้เรียนหนังสือที่วัดวังหว้า โดยท่านได้เรียนอักษรแบบปฐม ก กา และศึกษาหนังสือขอมจนแตกฉาน ต่อมาเมื่ออายุครบ 20 ปี ท่านก็ได้อุปสมบท ในวันจันทร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็ง (วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2460) ได้รับฉายา ‘ยโสธโร’ แปลว่าผู้ไว้ซึ่งยศ โดยมีพระครูสังฆการบูรพทิศ (ปั้น อินทสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์
ซึ่งหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระนักปฏิบัติ ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้ประโยคนักธรรมโท มีความเพียรพยายามค้นคว้าตำรับตำราวิชาการต่างๆ รวมถึงได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง หรือวัดเขาชากโดน หนึ่งในพระที่เด่นในด้านสมถะ วิปัสสนากรรมญาณ มีจิตตานุภาพและวิทยาคมเข้มขลัง เป็นที่เล่าลือกันมากในยุคนั้น เพื่อเล่าเรียนพระกรรมฐานและวิทยาคุณ ก่อนที่จะออกธุดงค์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวังหว้า

แม้คนทั่วไปจะรู้จักหลวงปู่คร่ำในฐานะเกจิอาจารย์ผู้ให้กำเนิดธงพัดโลก แต่สำหรับชาวบ้านวังหว้าในอดีต หลวงปู่คร่ำจะเป็นที่รู้จักและเคารพศรัทธาในฐานะพระหมอยา เพราะท่านเป็นพระผู้มีวิชาการรักษา โดยวิชาการต่อกระดูก
“ถ้าพูดแบบคนเล่นพระ หลวงปู่คร่ำก็จะเป็นพระสายเมตตาและมีวิชารักษาโรค คือวิชาต่อกระดูก ที่อาจจะเคยได้ยินว่าน้ำมันหลวงปู่คร่ำ คือถ้าไปถามชาวบ้านแถวๆ วัดวังหว้าดู เขาก็จะบอกว่าหลวงปู่เก่งเรื่องของการต่อกระดูก เก่งถึงขนาดที่ว่าต้นหมากที่ขาดจากกันแล้ว หลวงปู่ก็สามารถต่อให้มันติดกันอีกครั้งได้ เพียงแค่ใช้ไม่ไผ่ดามแล้วก็ใช้น้ำมันมาทา” วันกล่าว
หลวงปู่คร่ำได้มรณภาพเนื่องจากอาพาธด้วยโรคชรา ในวันจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 1 ปีฉลู (วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2540) เวลา 14.20 น. ณ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา รวมอายุได้ 100 ปี 41 วัน โดยคำสอนสำคัญของท่านคือ “ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”
การใช้งานธงพัดโบกโดยทั่วไป และในฐานะ ‘นวัตกรรมไล่ฝน’ ของคนระยอง
วันกล่าวว่าโดยทั่วไปชาวบ้านจะนำธงพัดโบกไปเก็บไว้บูชาบนหิ้งพระ บ้างก็เอาติดรถไว้ เพื่อที่เวลาเดินทางไปไหนมาไหนก็จะได้รู้สึกอุ่นใจ ขณะที่บางคนทำกิจการค้าขาย ก็จะเอาธงไปใส่กรอบแล้วแขวนไว้ที่ผนัง เพื่อให้ทำมาค้าขายขึ้น
ส่วนการนำธงพัดโบกมาใช้ไล่ฝน วันอธิบายว่าจะมีขั้นตอนและข้อปฏิบัติที่ลูกศิษย์ของหลวงปู่คร่ำได้ถือเอาเป็นธรรมเนียมปฎิบัติสืบต่อกันมา
“ก่อนจะนำธงพัดโบกไปไล่ฝนก็จะมีการสวดมนต์ สวดคาถา คือ นะโมสามจบ ชุมชนเทวดา และคาถาของหลวงปู่ และที่สำคัญคือ ขั้นตอนการขึ้น จะใช้ต้นไผ่ที่เวลาตัดต้องสูงจากดินขึ้นไป 1 เมตร และเมื่อตัดมาแล้วต้องไม่เอามาวางกับดิน หรือให้ถูกดินโดยเด็ดขาด ตัดใบไผ่ออกให้เหลือแค่ช่วงปลายๆ แล้วค่อยเอาธงผูกกับปลายไผ่ บางตำราก็บอกให้มัดพวกชุดหมากพลูใส่ถุงเอาไว้ บางคนก็บอกให้เอาธูปเทียนผูกไว้ ส่วนของผมไม่ได้เอาอะไรผูกไว้ด้วย เอาธงอย่างเดียว และจุดธูปเก้าดอก ปักกลางแจ้ง” วันกล่าว
วันอธิบายเพิ่มเติมว่าเวลาจะนำลง ก็แค่บอกกล่าว ไม่ต้องมีพิธีการอะไร และโดยปกติแล้ว คนจะนิยมใช้ธงพัดโบกเป็นครั้งๆ ไป ไม่นิยมนำธงขึ้นค้างไว้ข้ามวันข้ามคืน ครั้งหนึ่งวันเคยเห็นผู้ใหญ่บางคนที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ เวลาเอาลงเขาก็แค่ตะโกนบอกว่า “หลวงปู่เดี๋ยวจะเสร็จงานแล้วนะ เตรียมตกได้เลย”

เกี่ยวกับอานุภาพด้านการไล่ฝนของธงพัดโบก วันกล่าวว่าเคยได้ยินเรื่องเล่าจากทางอำเภอบ้านค่ายว่า มีวัดหนึ่งบูรณะหลังคาโบสถ์ในช่วงหน้าฝน แล้วคนก็กลัวว่าฝนจะตกลงมาตอนที่หลังคาโบสถ์ยังไม่เสร็จ ก็เลยเอาธงพัดโบกไปขึ้น ผลปรากฏว่าบริเวณรอบๆ วัดฝนตกหนักน้ำท่วมเลย แต่ที่วัดกลับมีแดดเปรี้ยง
“ด้วยกิติศัพท์ที่ลือกันไปไกล ตอนนี้เจ้าของสวนทุเรียนแถบจันทบุรีก็เริ่มรับเอาธงพัดโบกไปใช้กันฝน กันพายุในสวนทุเรียนแล้ว จากที่เมื่อก่อนจะนิยมกันอยู่ในระยอง โดยเฉพาะแถวๆ วังหว้า” วันกล่าว
.
ณ วันนี้ เป็นเวลากว่า 51 ปีแล้ว ที่ผ้ายันต์ของหลวงปู่คร่ำ ยโสธโร ได้พัดโบกปลิวสะบัดช่วยป้องกันฟ้าฝนให้กับผู้คนในภาคตะวันออก แม้ทุกวันนี้จะเข้าสู่ยุคโลกเดือด เกิดภาวะโลกรวน สภาพอากาศแปรปรวน ทำฝนฟ้าตกต้องไม่ตรงตามฤดูกาลไปแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่าอานุภาพของธงพัดโบกจะไม่เปลี่ยนไป
อ้างอิง


