หากใครเคยได้ไปเดินตลาดปลา อาจเคยได้พบกับปลาตัวใหญ่สีเงินยวงขนาดยาวกว่า 1 ช่วงแขน ที่บ้างถูกแขวนห้อยหัว บ้างถูกหั่นเป็นแว่นสวยงามอยู่ในแผงขายปลา นั่นคือ ‘ปลาอินทรี’ หนึ่งในบรรดาสุดยอดอาหารทะเลที่ล่าได้จากอ่าวระยอง ซึ่งนับเป็นปลาที่ทั้งอร่อย ราคาสูง และยังมีสารอาหารดีไม่ต่างไปจากปลาแซลมอนอีกด้วย
ในมุมของระบบนิเวศเอง ปลาอินทรียังมีความว่องไว เก่งกาจ แข็งแรง และฉลาด จนถูกนับเป็น ‘ปลานักล่า’ ที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหารในอ่าวระยอง ทำให้การจับปลาอินทรีนั้นเป็นความท้าทายที่ดึงดูดให้เหล่านักตกปลาต่างออกไปตามหาปลาชนิดนี้กันไม่น้อย
เช่นเดียวกับ ลุงเจิด – บรรเจิด ล่วงพ้น ในวัย 72 ปี และ เจมส์ – ปฏิภาณ เขียวหวาน ในวัย 29 ปี คนสองรุ่นที่อายุห่างกันถึง 43 ปี หรือถ้านับไปแล้วคืออายุห่างกันเกือบครึ่งหนึ่งของช่วงชีวิตมนุษย์ พวกเขาคือหนึ่งในยอดฝีมือ ‘นักล่าปลาอินทรี’ แห่งอ่าวระยองที่หลายๆ คนนับถือ
แม้ว่าในมุมของลุงเจิดเอง จะนิยามอาชีพนี้ให้ฟังสั้นๆ ว่า “ทุกคนก็เป็นนักล่าทั้งนั้น” ขณะที่เจมส์บอกเราอย่างเรียบง่ายว่า “ถ้าจะเรียกว่า ‘ฝีมือถึง’ ก็คือ การออกทะเลแล้วได้เงิน ได้ปลากลับมา”
คำบอกเล่าที่ถ่อมตัวและฟังเหมือน ‘ล่าอะไรก็ได้ จับปลาอะไรก็เหมือนกัน’ แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น ก็ชวนให้เกิดคำถามว่า อะไรคือมนตร์เสน่ห์ของการล่าปลานักล่าชนิดนี้ อะไรทำให้คนสองวัยเลือกยังชีพด้วยวิถีชีวิตเดียวกัน และทำไมพวกเขาจึงเลือกท้าทายตัวเองกับปลาที่อยู่จุดสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารของอ่าวระยอง
เราขอพาทุกคนดำดิ่งลงไปใต้ทะเลสีคราม โต้คลื่นเคียงไปกับเรือลากเบ็ด เพื่อสำรวจวิถีชีวิตของ ‘นักล่าปลาอินทรี’ แห่งทะเลตะวันออก และการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นไปด้วยกันในบทความนี้

ลุงเจิดแห่งเรือลาภสามฤดู
ท่ามกลางฝนกระหน่ำในเดือนกันยายนที่ท่าเทียบเรือของกลุ่มประมงพื้นบ้านโบสถ์ญวน มีเรือประมงพื้นบ้านจอดเรียงราย ท้องเรือเอียงพิงกันในน้ำตื้น เสากระโดงเรือ ปลายคันเบ็ด และธงเล็กๆ โบกไหวเบาๆ ตามลม ในขณะที่สายเชือกและสมอทอดยึดเรือไว้กับหลักอย่างมั่นคง
ที่นี่เราพบนักล่าปลาอินทรีคนแรกที่เราได้พูดคุยด้วย ลุงเจิด – บรรเจิด ล่วงพ้น ผู้ใส่หมวกแก๊ปสีน้ำเงินซีดรับกับใบหน้าที่ผ่านแดดลมมาหลายทศวรรษ เสื้อยืดสีหม่นเปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝน เพิ่งมองผืนน้ำที่ทอดยาวออกไปด้วยแววตาของผู้มีประสบการณ์อาชีพประมงพื้นบ้านร่วม 60 ปี
วันนี้ลุงเจิดอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ทะเลยังคงเป็นหน้าบ้าน ในขณะที่ตัวเขาพลิกบทบาทจากการเป็นผู้พึ่งพิงอาศัยกลายมาเป็นหนึ่งในคนที่ลุกขึ้นมาปกป้องทะเลผืนนี้

ย้อนกลับไปสู่เส้นทางการเป็นนักล่าปลาอินทรีของลุงเจิด ลุงเจิดเล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่เด็กเขาหากินกับทะเลด้วยการทำประมงชายฝั่งมาตลอด ก่อนจะไปเป็นลูกเรือในเรือประมงพาณิชย์ที่ทำทั้งอวนดำและอวนลอยอินทรี จากนั้นได้เข้ารับราชการทหารถึง 2 ปี ก่อนจะเลือกกลับมาทำประมงพื้นบ้านเต็มตัว
วิธีการล่าปลาอินทรีของลุงเจิดเป็น ‘การลาก’ คำว่าลากคือการปล่อยลวดราวตากผ้าที่ถูกประยุกต์มาใช้แทนเอ็นออกไปพร้อมเหยื่อ แล้วขับเรือด้วยความเร็วราว 3-4 ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อให้เหยื่อเคลื่อนไหวเหมือนปลากำลังว่ายน้ำ
“แล้วเราก็วิ่งเฉยๆ รอดูว่ามันจะกินเหยื่อไหม ถ้ากินปั๊บก็เก็บกู้เลย พูดง่ายๆ นอนอ่านหนังสือพิมพ์รอได้”
แม้จะฟังดูสบายแต่ความจริงคือต้องใช้เวลาทั้งวัน ถ้ายิ่งวันไหนที่หาฝูงไม่เจอ เพราะปลาอินทรีเป็นปลาน้ำลึกและนักล่าขนาดใหญ่พบได้ทั่วไปในทะเล แต่ฤดูกาลที่ปลาอินทรีจะเข้ามาใกล้ฝั่งหนาตัวจริงๆ คือช่วงที่ห่วงโซ่อาหารพื้นฐานเริ่มเข้ามาในอ่าวระยอง ซึ่งลุงเจิดอธิบายเพิ่มเติมว่า
“เมื่อกุ้งเคยเข้ามา ปลากระตัก, ปลาสันเขียว, ปลาโม่ง, ทู, รัง, ข้างเหลือง, ปลาหมึกจะตามมา แล้วนักล่าก็จะตามมาเป็นทอดๆ ทั้งอินทรี โฉมงาม ปลาช่อนทะเล และปลาสาก มันมาเป็นวงรอบของเขา” ลุงเจิดยังเสริมอีกว่า “การลากปลาอินทรีนอกจากราคาสูง มันเป็นศาสตร์เป็นศิลป์ และทดสอบความอดทนเราด้วย”

ยิ่งไปกว่านั้นการล่าปลาอินทรีไม่ใช่แค่แรงหรือโชคแต่คือการอ่านเกม เกมของนักล่าคนละเผ่าพันธุ์ที่ต่างฝ่ายต่างท้าทายและรอจังหวะของกันและกัน “บางทีเราสงสัยว่าทำไมมันไม่กินเบ็ด เลยสาวเหยื่อมาดู ปรากฏว่าปลามันตามเหยื่อมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่กัด อันนี้เรารู้เลยว่าแอ็กชัน เราไม่ดี” คำว่าแอ็กชันของลุงเจิดหมายถึงจังหวะในการลากเหยื่อถ้าจังหวะไม่เหมือนเหยื่อจริง ปลาอินทรีจะตามอย่างสงสัยแต่ไม่กิน
“ทีนี้เราก็จะประยุกต์ เราจะค่อยๆ ผ่อนลวดระหว่างหย่อนเหยื่อ พอเห็นตัวปลาว่ายตาม เราก็เร่งเครื่องเรือ ปลาอินทรีก็จะเห็นเหมือนเหยื่อจะกระโจนหนี เขาก็จะงับเลย” ลุงหัวเราะเบาๆ ก่อนบอกว่านี่แหละคือเทคนิคที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
ในอดีตสมัยที่ทะเลยังสมบูรณ์ลุงเจิดเล่าว่า ปลาอินทรีที่เขาเคยลากได้มีขนาดถึง 15 กิโลกรัม และในหนึ่งวันสมาชิกในกลุ่มประมงพื้นบ้านโบสถ์ญวนก็เคยล่าปลาอินทรีได้สูงสุดถึงวันละ 60 ตัว
ในสมัยนั้นทะเลสำหรับลุงเจิดไม่ใช่แค่พื้นที่ทำมาหากิน แต่คือสนามประลองระหว่างคนกับ ‘นักล่าแห่งห่วงโซ่อาหาร’ และในสนามนั้นประสบการณ์คืออาวุธสำคัญที่สุด

ห้องเรียนกลางท้องทะเล
การเรียกตัวเองว่า ‘นักล่าปลาอินทรี’ สำหรับลุงเจิดแล้วไม่ใช่คำที่ใครๆ ก็ใช้ได้เพราะถือเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บางคนตกปลาอินทรีเป็นครั้งคราว ถ้าได้ก็ถือว่าโชคดี แต่คนที่เน้นล่าปลาชนิดนี้เป็นหลักต้องรู้มากกว่านั้น โดยเขายกตัวอย่างว่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องรู้ว่าปลาจะเข้าตอนไหน แหล่งฝูงอยู่ตรงไหนบ้าง วันนี้ปลาอินทรีชอบเหยื่ออะไร น้ำเป็นอย่างไรบ้าง
“สมมติขึ้น 8 ค่ำ น้ำตายน้ำไม่ไหล ปลาก็ไม่ค่อยอยากกินแต่ถ้าน้ำไหลดี อย่างช่วงแรม 1 – 2 ค่ำ ปลาจะกินดุเลย” ยังไม่รวมถึงเรื่อง ‘สีของน้ำ’ ถ้าน้ำขุ่นเหยื่อต้องมีสีสันชัดขึ้น ลุงเจิดเล่าอย่างคนที่เรียนรู้เรื่องนี้มาทั้งชีวิตและขยายความต่อว่า “เชิงวิทยาศาสตร์เลยนะ ปลาอินทรีเห็นสีฟ้ากับสีน้ำเงินชัด เหยื่อที่เราจะเลือกใช้ในช่วงน้ำขุ่นก็ต้องเป็นสีฟ้าๆ หรือน้ำเงินๆ”
สำหรับลุงเจิดแล้ว ‘เหยื่อ’ และ ‘การผ่าเหยื่อ’ คือจุดตัดสินสำคัญ
“เกี่ยวอย่างไรไม่ให้ปลาหมุน ทำอย่างไรให้เหยื่อเหมือนยังมีชีวิต เพราะปลาอินทรีไม่ได้กินทุกอย่างที่ลอยผ่านหน้า”

สูตรการผ่าและเกี่ยวเหยื่อจึงเป็นเคล็ดลับเฉพาะนักล่าปลาอินทรีในยุคเก่า ถึงขั้นต้องสมัครเป็นลูกศิษย์กัน เพราะแต่ละคนมีสูตรของตัวเอง ลุงเจิดมีสูตรที่เรียกว่า ‘ปลาทูซิ่ง’ นอกจากนี้ยังมีสูตร ‘นกกระจอก’ หรือบางคนใช้วิธีผ่าข้าง วิธีผ่าจะกำหนดท่าทางการว่ายของเหยื่อและท่าทางนั้นเองตัดสินว่าปลาอินทรีจะกินเบ็ดหรือไม่
ทั้งหมดไม่ใช่แค่การตกปลาผ่านไปวันๆ แต่คือการเรียนรู้ สั่งสมและส่งต่อองค์ความรู้ที่ไม่ต่างอะไรกับการเรียนหนังสือในห้องเรียน เพียงแต่ห้องเรียนของลุงเจิดอยู่กลางทะเล ท่ามกลางแดด ฝน และคลื่นลม
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอาชีพประมงมักมีคนสานต่อน้อยลง เราจึงเกิดคำถามว่าคนรุ่นใหม่เองยังมีคนประกอบอาชีพเป็นนักล่าปลาอินทรีไหม? ซึ่งลุงเจิดตอบทันทีว่า
“มีไม่น้อย ทางปากน้ำระยองก็มีอยู่หลายสิบลำ ส่วนถัดๆ ไปอีกทางแหลมแม่พิมพ์ เพที่มีอยู่อีกก็ประมาณ 7-8 ลำ”

นักล่ารุ่นใหม่หลายคนได้พื้นฐานการล่ามาจากคนรุ่นลุงเจิด ก่อนจะนำไปพลิกแพลงเอง หลายคนยังใช้เหยื่อสัตว์น้ำจริงๆ อยู่ แต่เปลี่ยนจากการตกด้วยเหยื่อตาย มาใช้เหยื่อเป็นแทน
ส่วนอุปกรณ์ได้เปลี่ยนจากการใช้เบ็ดที่ประยุกต์จากลวดราวตากผ้ามาเป็นสายเอ็นเบอร์ 40 หน้าตัดราว 12 – 15 ปอนด์ คันเบ็ดมีการลดขนาดลงและแนบเนียนขึ้น
หนึ่งในนักล่าปลาอินทรีรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจนทั้งคนรุ่นลุงเจิดและนักล่าปลาอินทรีในรุ่นเดียวกันเองยังยอมรับคือ ไต๋เจมส์ ชายหนุ่มวัย 29 ผู้เลือกเป็นนักล่าปลาอินทรีและสืบทอดศาสตร์การล่านี้ต่อไปในทะเลระยอง
ไต๋เจมส์ แห่งเรือบิ๊กเจมส์
เราได้พบ ไต๋เจมส์ – ปฏิภาณ เขียวหวาน ในเช้าที่แสงแรกค่อยๆ ละลายลงบนผิวน้ำอ่าวระยอง คลื่นเล็กๆ ซัดทรายเบาๆ เรือประมงลำเล็กถูกเข็นลงทะเลลำแล้วลำเล่า บางลำแล่นออกไปไกลจนเหลือเพียงเงาตัดกับเส้นขอบฟ้า และลำที่เรากำลังจะออกไปล่าปลาอินทรีกับไต๋เจมส์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ไต๋เจมส์ในวัย 29 ปี เติบโตมากับคลื่นลมของทะเลระยองตั้งแต่จำความได้ เขาออกเรือตั้งแต่ ป.6 ในวันหลังเลิกเรียนที่เด็กคนอื่นอาจไปเที่ยวเล่นหรือทำการบ้าน ไต๋เจมส์เลือกที่จะไปตกปลา

ถ้าถามว่าเส้นทางอาชีพนักล่าปลาอินทรีของไต๋เจมส์เริ่มชัดเจนขึ้นตอนไหน คำตอบอาจเป็นตั้งแต่ตอนที่เขาใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ตามลุงออกทะเล ถึงแม้จะเมาคลื่นและอาเจียนอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังอยากไปออกเรืออยู่ดี
ไต๋เจมส์เล่าว่า ที่บ้านของเขาทำประมงวางอวนปูเป็นหลัก มีเพียงเขาที่เลือกออกล่าปลาอินทรี จากเด็กชายวัย 12 ปี จนตอนนี้อายุใกล้ 30 ปี ชีวิตของเขาอยู่กลางทะเลมาเกือบค่อนชีวิต
เมื่อเราถามว่าไต๋เจมส์สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นนักล่าปลาอินทรีได้ไหม? เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า ‘เรียกได้’
“เพราะผมหาชนิดนี้เป็นหลัก ทำเป็นอาชีพเลย ปีหนึ่งได้สักสามสี่ร้อยตัว มันก็หลายแสนบาท” ซึ่งเพียงพอที่จะเลี้ยงชีพได้ด้วยอาชีพนี้จริงๆ อย่างไม่เพ้อฝัน และนี่เป็นหลักฐานที่เด่นชัดว่าทำไมหลายคนสามารถเรียกไต๋เจมส์ว่าเป็นนักล่าปลาอินทรีได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ออกตามหาราชาแห่งอ่าวระยอง
ถ้าความยากคือเสน่ห์ของการล่าปลาอินทรี จังหวะจึงเป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้ สำหรับไต๋เจมส์ ปลาอินทรีไม่ใช่แค่ปลาราคาสูง แต่เป็นปลาที่ ‘ฉลาด’ และนี่คือ ‘ราชาในอ่าวระยอง’
ไต๋เจมส์บอกว่า “เขาสายตาดีมาก บางทีก็จะกระโดดให้เห็น และไม่ใช่ว่าเกี่ยวอะไรไปก็จะกินง่ายๆ และเมื่อกินแล้วแรงดึงก็หนักหน่วง ช่วงแรกต้องผ่อนให้เป็น ถ้าฝืนดึงทันที สายอาจขาดได้”

จากประสบการณ์ของไต๋เจมส์ ปลาอินทรีจะกินเหยื่อเมื่อมันกำลังไล่ฝูงปลาตัวเล็ก หากลากเบ็ดผ่านถูกจังหวะ ถูกกระแสน้ำ หรือเป็นช่วง ‘น้ำดี’ เหมือนที่ลุงเจิดเล่าไปก่อนหน้า ทักษะเหล่านี้ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการจะเป็นนักล่าปลาอินทรีนั้นมีเรื่องราวมากมายที่ต้องเรียนรู้
แม้ปลาอินทรีจะเป็นปลาราคาสูงถึงกิโลกรัมละประมาณ 200 บาท ตัวหนึ่งหนักเฉลี่ย 3-4 กิโลกรัม โดยตัวใหญ่ที่สุดที่ไต๋เจมส์เคยได้หนักถึง 8-9 กิโลกรัม แต่รายได้ที่เห็นก็ไม่ได้มาง่ายๆ เพราะต้องแลกกับการตื่นตีสี่ครึ่งและกลับเข้าฝั่งเกือบค่ำ ซึ่งทำให้มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ
ไต๋เจมส์ยอมรับว่า “บางทีก็รู้สึกว่ามันไม่คุ้มกับที่เหนื่อยไป” แต่กระนั้นการออกเรือคนเดียว ลากเบ็ดฝ่ากระแสน้ำ และวัดฝีมือกับ ‘ราชาแห่งอ่าวระยอง’ ยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และเป็นความท้าทายที่ไต๋เจมส์เลือกทำต่อไป

การเปลี่ยนแปลงของอ่าวระยอง และการเปลี่ยนแปลงของนักล่าปลาอินทรี
หลังออกเรือมาพักใหญ่ ผ่านการตกปลาเหยื่อมาพอสมควร ก็มาถึงช่วงเวลาที่รอคอย นั่นก็คือการลากปลาอินทรีของจริง ยอมรับว่าเราเคยจินตนาการไว้ว่ามันคงจะน่าตื่นเต้น รวดเร็ว และเร้าใจ แต่ความจริงกลางทะเลนั้นมีแต่การรอคอยที่ยาวนาน ผิดกับที่จินตนาการไว้ว่าจะได้ปลาอย่างรวดเร็ว
หลังเราออกทะเลและตกปลาเหยื่อจนถึงราว 10 โมงเช้า ไต๋เรือเริ่มเกี่ยวเหยื่อ ปล่อยสายเบ็ดและเดินเรือลากผ่านกระแสน้ำ แต่ผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นถึงกลางหัวและคล้อยไปใกล้ขอบฟ้าอีกฝั่ง เราก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะล่าปลาอินทรีได้ เวลาล่วงเลยจนถึงบ่ายสามโมง จากเรือลากสามลำที่ออกตกปลาเหยื่อด้วยกัน มีเพียงเรือไต๋เจมส์ลำเดียวที่ได้ปลาอินทรีขึ้นมา 2 ตัว ตลอดเวลากว่า 8 ชั่วโมงที่ลอยอยู่กลางทะเล
ภาพตรงหน้าสอดคล้องกับที่ไต๋เจมส์เล่าให้เราฟังก่อนหน้าว่า ทุกวันนี้การล่าปลาอินทรียากขึ้นกว่าตอนที่เขาเด็กๆ อย่างเห็นได้ชัด
“มันยากขึ้นครับ เพิ่งมายากปีที่แล้วกับปีนี้ ปกติแล้ว ปลาอินทรีจะเริ่มเข้ามาช่วงปลายเดือนกันยายน ยาวไปถึงปลายเดือนมกราคม
ก่อนหน้านั้นผมยังได้เกือบ 400 ตัวต่อปี แต่ปีที่แล้วกับปีนี้มาเหลือเพียง 270 กว่าตัว”
ในอดีตเขาแล่นเรือจากฝั่งไปเพียงหนึ่งไมล์ทะเลก็เริ่มเจอปลาแล้ว แต่ปัจจุบันไต๋เจมส์จะต้องออกทะเลไปไกลถึง 5-7 ไมล์ทะเล เพราะลูกเหยื่ออย่างปลากระตักหรือปลาหางเขียวลดลง

การล่าปลาอินทรีในยุคของไต๋เจมส์จึงต่างจากรุ่นลุงเจิดโดยสิ้นเชิงเพราะไม่ใช่แค่ต้องอาศัยฝีมือ แต่ต้องรับมือกับทะเลที่เปลี่ยนไปด้วย
ไต๋เจมส์เล่าถึงสาเหตุที่ปลาอินทรีน้อยลงว่าในมุมมองเขาอาจจะเป็นเรื่องของอากาศและคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลงทำให้แพลงก์ตอนหายไป พอแพลงก์ตอนไม่เข้าเคยก็จะไม่เข้า พอเคยไม่เข้าปลากระตักและลูกปลาเหยื่อก็ไม่เข้ามา สุดท้ายส่งผลให้ปลาอินทรีลดลงเช่นกันตามวัฏจักร
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไต๋เจมส์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าใจหายของทะเลระยอง และบางครั้งสิ่งที่ลงแรงไปอาจไม่คุ้มเหนื่อย แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะเดินหน้าเป็น ‘นักล่าปลาอินทรี’ ต่อไป
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ไต๋เจมส์กังวลที่สุดไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องอาชีพนักล่าปลาอินทรีที่อาจหายไปแต่คือระบบนิเวศทะเลระยองทั้งระบบ เพราะถ้าวันหนึ่งไม่มีปลาอินทรีที่เป็นห่วงโซ่สูงสุดแล้ว อาจหมายความว่าไม่มีแพลงตอน ไม่มีกุ้งเคย ไม่มีปลากระตัก ไม่มีปลาหางเขียว รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศด้วย
และหากเราเดินทางไปถึงจุดนั้นแล้ว อาชีพประมงในอ่าวระยองก็อาจถึงคราวล่มสลาย



