ไอศกรีมกับหน้าร้อนดูจะเป็นของคู่กันอยู่เสมอไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบปี
และที่ภาคตะวันออกนี่เองที่มีไอศกรีมเก่าแก่แบบที่คนอายุ 30 ขึ้นไปต้องร้องอ๋อ! เพราะเรากำลังจะพาทุกคนไปย้อนวัยกับ ร้านไอศกรีมตราจรวด ไอศกรีมที่อยู่คู่คนจันทบุรีมากว่า 65 ปี
ใครที่ได้เดินทางมาเที่ยวชุมชนริมน้ำจันทบูร อาจจะเคยเห็นผู้คน ทั้งนักท่องเที่ยว และคนในพื้นที่เดินถือไอศกรีมมาคนละแท่ง นั่นก็เป็นเพราะว่าที่นี่เองเป็นที่ตั้งของ ร้านไอศกรีมตราจรวด และโรงงานผลิตไอศกรีมด้วยเครื่องจักรแห่งแรกของเมืองจันท์ ที่เริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 และยังเปิดอยู่จนถึงปัจจุบัน
นี่คือธุรกิจท้องถิ่นที่ส่งต่อมาสู่ ญู – กาลัญญู กตัญญูกุล ทายาทรุ่นสองเติบโตมากับโรงงานผลิตไอศกรีม จนมาถึงวันที่ไอศกรีมตราจรวดกลายเป็นของคู่ชุมชนริมน้ำจันทบูรอย่างทุกวันนี้
หากใครได้แวะมาชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี แล้วไม่ได้ลองชิมไอศกรีมตราจรวดก็คงเรียกได้ว่า มาไม่ถึง!
เราชวนย้อนอดีตกลับไปพูดคุยถึงเรื่องราว ความทรงจำ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร้านไอศกรีมตราจรวด ร้านเก่าแก่ที่ยังมอบความสดชื่นให้ผู้คนอยู่เสมอ

วันแรกที่ไอศกรีมตราจรวดทยานสู่โลกกว้าง
ถ้าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของไอศกรีมตราจรวด ญูเล่าให้ฟังว่าคุณปู่ของเขามาจากประเทศจีนและมาตั้งรกรากทำกิจการโรงยาสูบอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎหมายยกเลิกโรงยาสูบ ทำให้ครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายจากต่างอำเภอเข้ามาเช่าบ้านของหลวงราชไมตรี ผู้เป็นคหบดีใหญ่ในชุมชนริมน้ำจันทบูรแห่งนี้ ก่อนที่รุ่นคุณพ่อของเขาจะเริ่มทำโรงงานไอศกรีมในเวลาต่อมา
“คุณพ่อสนใจทําไอศกรีมครับ ก็เลยไปหาข้อมูลว่าต้องไปหาที่ไหน ทําอะไรยังไง ซื้อเครื่องจักรที่ไหน เริ่มแรกแกก็ตั้งใจทําแบบอุตสาหกรรมเลย ไม่ได้ทำแบบเล็กๆ ในครัวเรือนอะไรอย่างนั้น สูตรอะไรพวกนี้ก็ได้มาจากหลายๆ แหล่ง จากคนที่ขายส่วนประกอบ พวกกลิ่นสีอะไรพวกนี้ เค้าก็จะให้สูตรมาด้วย ให้เราเอาไปปรับแต่งเอาเอง แล้วก็พาไปดูงานตามต่างจังหวัดสมัยก่อน”
ซึ่งทำให้ไอศกรีมตราจรวดกลายเป็นไอศกรีมแบรนด์แรกที่ผลิตโดยเครื่องจักรในเมืองจันท์

ตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ ไอศกรีมตราจรวดกลายเป็นของที่อยู่คู่ชุมชนริมน้ำจันทบูร มานานกว่า 65 ปี เกิดเป็นความผูกพันและผ่านการเปลี่ยนแปลงมาด้วยกัน
“เมื่อก่อนชุมชนริมน้ำจันทบูรเป็นถนนค้าขายสายหลักของจังหวัดจันทบุรี ถัดไปจากร้านไอศกรีมเป็นท่าเรือที่เก็บค่าจอดเรือหลวง ก็เลยเรียกกันว่า ท่าหลวง ทำให้ภายในถนนริมน้ำ หรือชื่อดั้งเดิมชาวบ้านเรียกกันว่า ถนนเลียบนที มีพวกยางพารา ผลไม้ป่ามาขาย แถวๆ นี้คือ จะมีร้านรับซื้อของ ร้านขายยงขายยา ทั้งถนนเนี่ยคือ แหล่งเศรษฐกิจโบราณครับ” ญูเล่าให้ฟังถึงอดีตขอย่านเมืองเก่าบริเวณนี้
“ตอนที่ผมเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ทำไอศกรีมทั้งวันทั้งคืน ตีสอง ตีสามก็จะมีคนขายมารอซื้อหน้าบ้านแล้ว มีทั้งรถเข็น คนหาบขาย รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ วันๆ หนึ่งมีเป็น 40 – 50 คัน เป็นแบบนี้ทั้งวัน ทุกวัน ถนนทั้งเส้นคึกคักตลอด”
ไอศกรีมตราจรวด ชื่อที่ตั้งมาก่อนมนุษย์จะไปเหยียบดวงจันทร์
เมื่อถามถึงเรื่องชื่อว่ามาได้ยังไง ญูก็เล่าติดตลกให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ เขาเคยถามคุณพ่อหลายครั้งว่าทำไมถึงตั้งชื่อว่า ไอศกรีมตราจรวด
“ผมพยายามถามหลายทีว่าจริงๆ คืออะไร คุณพ่อก็ตอบว่า มันคือความทันสมัยไง
เพราะน่าจะเป็นยุคที่มีการส่งจรวดไปดวงจันทร์ แต่อันนั้นเกิดขึ้นยุคหลังเนอะ เราเปิดปี พ.ศ.2502 นะ โครงการส่งจรวดไปดวงจันทร์เริ่มทําอยู่ก็จริง แต่ที่ว่าไปเหยียบดวงจันทร์เลยคือ เมื่อปี พ.ศ.2512 ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นความทันสมัยที่ตั้งชื่อมาก่อนยุคจรวดอะไรอย่างนี้ กับอีกเรื่องเล่านึงของคนรุ่นก่อนก็คือ เขาว่ากันมาว่า สมัยนั้นที่ตัวเครื่องจักรทำไอติมรุ่นแรกมันมีตราจรวดอยู่ ก็เลยอาจจะเป็นที่มาของชื่อ ไอศกรีมตราจรวด”
แม้ที่มาของไอศกรีมตราจรวดจะมีหลากหลายเรื่องราว แต่ที่แน่ๆ ชื่อ ไอศกรีมตราจรวดก็กลายเป็นชื่อติดหูและยังให้ความรู้สึกล้ำสมัยอยู่เสมอ รวมไปถึงรสชาติที่ยังคงกลิ่นอายของอดีตที่หลายคนผูกพัน

รสชาติของอดีต กับการเก็บรักษาสูตรให้คงความเป็นออริจินัลที่สุด
หลังจากคุยกันได้สักพัก ญูก็อาสาพาเราไปดูโรงงานผลิตไอศกรีมตราจรวดที่ยังคงรักษากรรมวิธีในการผลิตแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับในรุ่นคุณพ่อของญูไว้อย่างดี
โดยกรรมวิธีในการผลิตอาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบของไอศกรีม แต่ก็มีองค์ประกอบหลักๆ คือใช้กะทิ นม น้ําตาล และเจือจางด้วยน้ําสะอาดเล็กน้อย จากนั้นตีส่วนประกอบให้เข้ากันและแต่งกลิ่น สี ปรุงรส แล้วเอาเนื้อที่ได้ไปปั่นในความเย็นให้เกิดเป็นเนื้อไอศกรีมขึ้นมา
จากนั้นเขาก็จะนำเนื้อไอศกรีมใส่ลงไปในแบบพิมพ์แท่ง ก่อนจะนำแบบพิมพ์ไปแช่ในเครื่องจักรที่มีน้ำเกลืออุณหภูมิติดลบ เพื่อทำให้เนื้อไอศกรีมแข็ง ก่อนจะถอดไอศกรีมแท่งที่แข็งแล้วจากแม่พิมพ์มาใส่ถุงเตรียมขาย เป็นการเสร็จกรรมวิธีการทำไอศกรีมแบบแท่ง
ส่วนไอศกรีมแบบตัดก็ใช้วิธีการผสมเนื้อไอศกรีมแบบเดียวกันกับแแบบแท่ง แต่ต่างกันตรงที่จะใช้แบบพิมพ์ใหญ่ลักษณะคล้ายถาด หลังจากใส่เนื้อไอศกรีมแล้วก็เอาแบบพิมพ์ไปแช่ให้แข็งตัว จากนั้นถึงจะเอาไอศกรีมจากแบบพิมพ์มาตัดเป็นชิ้นๆ เสียบไม้อีกทีหนึ่ง

ญูเสริมกับเราว่า นี่เป็นกรรมวิธีดั้งเดิ และยังใช้เครื่องจักรรุ่นเก๋าในการทำไอศกรีมซึ่งญูบอกกับเราว่าน่าจะเหลือเพียงที่เดียวในจังหวัดแล้ว
แน่นอนว่าอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำแบรนด์ไอศกรีมตราจรวดคือ การพยายามควบคุมรสชาติเดิมหรือที่ญูใช้คำว่ารสชาติโลคอล (Local) ไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นรสชาติจากสูตรเดิมที่คุณพ่อของเขาเคยทำไว้ แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยจะเป็นรสชาติที่คนในพื้นที่รู้จักคุ้นเคยและจะเน้นให้เป็นรสชาติจากวัตถุดิบที่ใส่ในไอศกรีมโดยพยายามที่จะแต่งกลิ่น แต่งรสให้น้อยที่สุด เช่น ไอศกรีมทุเรียน ญูก็เล่าให้เราฟังว่า
“เราจะเลือกใช้ทุเรียนใหม่ ให้รสชาติไอศกรีมของเรามาจากรสชาติของเนื้อทุเรียนแท้ๆ จริงๆ ข้อดีก็คือ คนทานจะได้รับรสชาติที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์ แต่ข้อเสียก็คือ รสชาติของไอศกรีมทุเรียนจะไม่เหมือนเดิม ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับทุเรียนแต่ละรุ่นที่ได้”
ไอติมตัด และไอติมกระเบื้อง สินค้าชูโรงของจรวดลำนี้
เมื่อเรามองไปยังตู้เย็นที่วางไว้หน้าร้าน ก็จะเห็นว่าข้างในบรรจุไอศกรีมหลายแบบหลากรสชาติรอให้เราได้ไปลองชิม โดยญูบอกว่า ปัจจุบันไอศกรีมตราจรวดของครอบครัวมีไอศกรีมอยู่ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบแท่ง แบบตัก และแบบตัด
แน่นอนว่าไอศกรีมแบบแท่ง และไอศกรีมแบบตัก เป็นลักษณะปกติของไอศกรีมที่เราหาทานได้โดยทั่วไป แต่กลับ ‘ไอศกรีมแบบตัด’ ญูบอกว่า ในปัจจุบันเป็นรูปแบบที่หาทานได้ยากแล้ว
ความพิเศษของไอศกรีมแบบตัดก็คือ คนขายที่มารับจากโรงงานไปจะสามารถนำไปตัดแบ่งขายเท่าไหร่ก็เป็นความสามารถของคนขาย ส่วนความสนุกของคนซื้อก็คือ เราสามารถเลือกได้ว่าจะกินเยอะหรือน้อยแค่ไหน

“ในอดีตคนขายก็จะมารับแบบแผ่นใหญ่ๆ ไป แล้วก็จะไปตัดเพื่อแบ่งซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็เสียบไม้ห่อกระดาษแก้วส่งให้ ถ้าตัดสั้นก็ราคานึง ตัดยาวก็อีกราคา แต่ตอนนี้แบบเอาไปตัดขายเองไม่มีแล้ว เราตัดให้เลยเพราะว่าแผ่นที่จะให้คนขายไปตัดเองเนี่ย มันมีข้อจํากัดนิดนึงคือ มันต้องทําใหม่ๆ ถึงจะเอาไปตัดได้ ถ้าเกิดเราทําแล้วมาเก็บแช่แข็งเนี่ย มันจะตัดไม่ได้แข็งมากครับ” ญูอธิบายเพิ่ม
เมื่อเราถามว่ารสไหนขายดีสุด ญูก็เล่าให้ฟังเพิ่มว่า ถ้าเป็นคนในพื้นที่โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไอศกรีมที่ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นรสชาติที่มีเนื้อผสมอยู่ด้านในเช่น รสถั่วดำ รสข้าวเหนียวดำ หรือรสเผือก ถ้าเป็นเด็กๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ก็จะเป็น รสบลูฮาวาย
แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวเกือบร้อยละร้อย ไอศกรีมที่ทุกคนเลือก คือ ไอศกรีมกระเบื้อง ซึ่งเป็นไอศกรีมยอดนิยมตลอดกาลของร้านไอศกรีมตราจรวด ที่มีด้วยกัน 6 รสชาติ โดยรสชาติที่ป๊อบปูล่าร์มากที่สุดคือ กระเบื้องนม และกระเบื้องชาไทย
ซึ่งชื่อเดิมของไอศกรีมชนิดนี้มีชื่อว่า ป๊อบนม มีลักษณะคล้ายๆ ไอศกรีมเคลือบช็อกโกแลตที่กัดเข้าไปจะสัมผัสความกรอบๆ จากช็อกโกแลตบางๆ ที่เคลือบอยู่ด้านนอกก่อนที่จะสัมผัสความเนียนนุ่มของเนื้อไอศกรีมข้างใน
ไอศกรีมตราจรวดได้นำไอเดียของการเคลือบช็อกโกแลตนี้มาใช้ โดยเปลี่ยนจากช็อกโกแลตกรอบๆ เป็นการเคลือบด้วยไซรัปบางๆ เช่น นม หรือชาไทยที่ยังให้ทั้งสัมผัสของความกรุบกรอบด้านนอกอยู่ แต่เพิ่มจุดเด่น คือ รสชาติที่ไม่หวานแสบคอเกินไปเหมือนกับช็อกโกแลต

ญูเองยังเล่าให้ฟังเพิ่มถึงสาเหตุที่ชื่อของไอศกรีมชนิดนี้ถูกเรียกว่าไอศกรีมกระเบื้อง
“เดิมไอติมนี่มีชื่อเรียกต่างๆ นานาอยู่ แต่เผอิญคนจันท์เขาเรียกว่า กระเบื้อง ซึ่งก็มาจากคนที่มารับไอศกรีมไปขายนี่ล่ะครับ คำว่ากระเบื้องของคนจันท์ ไม่ใช่กระเบื้องพื้น ไม่ใช่กระเบื้องหลังคา ไม่ใช่แบบนั้น กระเบื้อง หมายความว่า แตกง่าย พร้อมแตก เหมือนกัดแล้วมันกรอบ เหมือนกําลังเหยียบกระเบื้อง”
นั่นเองทำให้ไอศกรีมกระเบื้องได้รับความนิยมเพราะทั้งอร่อย แปลกใหม่ แล้วชื่อก็เท่อีกด้วย
การเดินทางของจรวดที่ผ่านกาลเวลาและประสบการณ์
ตลอดระยะเวลา 65 ปี ของการเปลี่ยนแปลงไอศกรีมตราจรวดผ่านเหตุการณ์ ชวนใจเต้นมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการไฟไหม้บริเวณชุมชนริมน้ำจันทบูรในปี พ.ศ. 2533 ซึ่งถึงแม้ว่าไฟจะลามมาไม่ถึงตัวร้านแต่ก็ชวนให้ใจเต้นไป เก็บของไป
ส่วนอีกครั้งเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ.2549 ที่ญูเล่าพลางชี้ให้ดูว่า ระดับน้ำท่วมสูงถึงครึ่งชั้นหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าทั้งร้านและโรงงาน ผลิตไอศกรีมทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ
“ ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมให้เครื่องจักร ตู้แช่ลอยตุ๊บป่อง ตุ๊บป่องอยู่ในน้ำ ไอศกรีมที่เราทำเสร็จเรียบร้อยใส่ซองเตรียมขายทั้งหมดละลายไปกับน้ำ พอหลังจากน้ำลด เราค่อยมาเริ่มกันใหม่”
ไม่ได้มีแค่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ในวันที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นอีกความท้าทายที่จรวดลำนี้ต้องปรับตัว
“ตลาดมันเปลี่ยน ความนิยมก็อาจจะน้อยลงครับ เดิมที่เราทำค้าส่ง ก็มีรถมารับ คู่แข่งก็น้อย แต่ตอนหลังก็มีคู่แข่งมากขึ้น ถนนดี ไอติมยี่ห้อใหญ่ก็มาลงแข่ง แล้วยิ่งตอนหลังเขากําหนดราคาขายให้ต่ำลง ก็เลยคิดว่าไม่สู้ดีกว่า สู้ไปก็ค่าใช้จ่ายเยอะได้มาก็ไม่คุ้ม”

นี่คือประสบการณ์และการตัดสินใจครั้งใหญ่ของไอศกรีมตราจรวดและญูจากที่ครั้งหนึ่งไอศกรีมตราจรวดเคยเป็นโรงงานผลิตไอศกรีมส่งขายไปทั่วเมืองจันทบุรี ก็ต้องปรับลดการผลิตลง จากที่เคยมีตู้ไอศกรีมตราจรวดไปวางตามร้านต่างๆ นอกตัวเมือง ก็ต้องไปเก็บตู้กลับมาและตัดสินใจยุติการวางตู้ไอศกรีม หรือการที่จะต้องชัดดาวน์เครื่องจักรผลิตไอศกรีมสองเครื่อง ให้เหลือเพียงเครื่องเดียว รวมกับการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจในตัวเมืองจันทบุรีทำให้ทั้งชุมชนริมน้ำและไอศกรีมตราจรวดซบเซาลง
“เมื่อก่อนท้อแท้มาก ทีแรกทํายังไงน้อ ปั้นแล้วปั้นอีก ยอดไม่ขึ้นสักที ลองทําหลายวิธี ไปลงตามร้าน ลงทุนเพิ่ม เอาตู้ลงไปให้ ไปหาลูกค้าเพิ่ม สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามันเปลี่ยน”
แต่การตัดสินใจในวันนั้นก็ทำให้ไอศกรีมตราจรวดยังมีชื่อมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ บวกกับการเข้ามาของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีในปี พ.ศ.2552 ก็ได้พลิกฟื้นชีวิตชีวาของชุมชนริมน้ำจันทบูรขึ้นมาอีกครั้ง เปลี่ยนถนนย่านการค้าในอดีตให้การเป็นถนนเส้นวัฒนธรรม ซึ่งนำพาการท่องเที่ยวและผู้คนกลับมา
ไอศกรีมตราจรวดที่ผ่านการปรับลดขนาดการผลิตจากโรงงานขายส่งมาเป็นผลิตเพื่อค้าปลีกและดูแลกันเองในครอบครัวง่ายๆ จึงได้กลับมาส่งต่อเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และกลายมาเป็นร้านไอศกรีมขึ้นชื่อคู่ชุมชนริมน้ำจันทบูรอย่างทุกวันนี้

มากกว่าการทำธุรกิจ คือการได้เชื่อมโยงกับชุมชน
แม้จะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่การมีอยู่ของไอศกรีมตราจรวด เป็นเครื่องยืนยันให้กับผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนเห็นถึงความดั้งเดิมของชุมชนริมน้ำจันทบูร
ซึ่งแม้แต่ ญู เองก็เห็นคุณค่านี้เช่นกันและบอกว่า “อย่างน้องชุมชนเรายังมีร้านค้าที่คุยได้ว่าเออ ร้านนี้อยู่ตรงนี้ ร้านนี้อยู่ตรงนั้น มานานขนาดไหน มันเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของพื้นที่ น่าจะเป็นชื่อที่คู่กันแล้วล่ะ”
ทุกครั้งที่มีคนบอกว่า “มาชุมชนริมน้ำจันทบูรอย่าลืมแวะไปชิมไอศกรีมตราจรวด” ญูจะรู้สึกภาคภูมิใน แต่มากไปกว่านั้นคือ ไอศกรีมตราจรวดไม่ได้เป็นแค่ของกินที่ต้องแวะมาทานที่ชุมชนริมน้ำจันทบูรแต่ ไอศกรีมตราจรวดยังกลายมาเป็นความทรงจำล้ำค่าของชุมชนริมน้ำจันทบูรด้วยเพราะ เมื่อก่อนที่นี่ได้สร้างอาชีพให้กับผู้คนภายในชุมชน ญู เล่าให้ฟังว่ามีสองเรื่องที่เขาจำได้และประทับใจ คือ
“เราขายมานาน อาจจะเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ ถามเด็กๆ หรือว่าคนโบราณ ก็ต้องรู้จักตราจรวด เพราะว่าสมัยก่อนเด็กๆ เลิกเรียนมาก็จะมาหิ้วไอติมไปขาย ใส่กระติกสุญญากาศไปเป็นเหมือนการงานให้เขาได้ฝึกทําอาชีพ แล้วเด็กๆ ในตอนนั้นก็กลับมาเล่าให้เราฟัง สมัยนี้โตร่ำรวยกันไปหมดแล้ว”

“กับอีกเรื่องคือ ตั้งแต่ผมเด็กๆ มีอาม่าอยู่คนนึง เค้าเริ่มมาขายตอนอายุ 60 ปี ใส่หาบขาย เค้าขายจนถึงอายุ 80 ปี อาม่าคนนี้ แกเดินไปทั่วเมืองจันท์ เดินไปเดินมาวันละหลายรอบ หมดก็มาเอาใหม่ ทำให้มีคนเยอะแยะจากทั่วเมืองจันท์ตามแกมาที่ร้าน ว่าได้เคยกินไอศกรีมตราจรวดจากอาม่าคนนี้”
ยังไม่หมดเท่านั้น ญูยังเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่ครูอาจารย์ให้เด็กๆ ในโรงเรียนในพื้นที่มาทําข้อมูลประวัติศาสตร์ของร้านนี้ จนเขามองเห็นว่า “เป็นเรื่องดี เพราะเด็กๆ ในยุคใหม่จะได้รู้จักว่าร้านค้าเก่าๆ แต่ละร้านมีประวัติกันมายังไง ถนนมายังไงครับ”
เพราะญูเห็นว่าในปัจจุบันร้านค้าโบราณที่เคยอยู่ในถนน ตอนนี้อาจจะเหลืออยู่ไม่เยอะแล้ว ถ้าไม่บันทึกไว้ ในอนาคตก็คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลานได้รู้จัก
และนั่นทำให้เขายังคงรักษาไอศกรีมตราจรวดให้อยู่คู่กับชุมชนริมน้ำจันทบูรต่อไป



