/

ทริปลอง ล่อง แล : ทริปเที่ยวโดยชุมชนและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่พาไปหามุมแรร์ๆ ของจังหวัดระยองด้วยกัน

ภาพจังหวัดระยองของแต่ละคนเป็นแบบไหน? ใช่หนึ่งในหัวเมืองภาคตะวันออก ที่เป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหรือเปล่า หรือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เมืองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและมีโรงแรมหรูริมหาดมากมาย ใช่ระยองเป็นทั้งหมดนั่น แต่นอกจากนั้นที่นี่ยังมีพื้นที่เกษตรกรรมแบบออร์แกนิก มีชุมชนที่พึ่งพาตัวเอง และมีผู้คนที่ยังพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิตอยู่ด้วย

 

ครั้งนี้เราได้ลองเดินทางไปร่วมทริป ลอง ล่อง แล กับแรร์ระยอง ทริปที่จะพาทุกคนเข้าไปค้นพบ เรียนรู้ สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวระยองที่มีความหลากหลายไปกับ 3 พื้นที่ ที่ต่างมีเรื่องราวและอัตลักษณ์ดั้งเดิมของระยอง ไม่ว่าจะเป็นที่ บ้านคนสวนสวนผลไม้ออร์แกนิก คลองลาวนหมู่บ้านคาเซ และชุมชนปากน้ำสอง ซึ่งเราขอการันตีว่าคุณจะได้เก็บเกี่ยวทั้งความรู้และประสบการณ์อันมีค่ากลับไปแน่นอน

อยากรู้ว่าแต่ละที่ ‘แรร์’ ยังไง มีอะไรให้ ‘แล’ ในระยอง ขอชวนเดินทางไปพร้อมๆ กัน

ลองชิมมังคุดนึ่ง เดินชมสวน และฟังเรื่องเล่าการทำสวนออร์แกนิก

ผ่านวัฏจักรชีวิตของต้นไม้ 1 ต้น

มุ่งหน้าสู่อำเภอแกลง หลังจากเลี้ยวออกจากถนนสุขุมวิทเข้าสู่ถนนสายรอง เราจะพบกับถนนสายเล็กๆ เรียบคลองรำแพนที่คดเคี้ยว ซึ่งเป็นที่ตั้งของ บ้านคนสวน และจะเป็นจุดเริ่มต้นของทริป ลอง ล่อง แล ในอีก 2 วัน 1 คืนนี้ ต่อจากนี้

จอดรถเรียบร้อย เราก็เดินเข้ามาสู่ความร่มรื่นจากสวนผลไม้ออร์แกนิก ของพี่แก้ว – ลูกแก้ว คำยนต์  และพี่ดำ – สมหมาย พันธ์ุนาค สองสามีภรรยาที่ตั้งใจทำสวนผลไม้ด้วยแนวความคิดว่า “วันหนึ่งสวนของเราจะเป็นพื้นที่ผลิตผลไม้ออร์แกนิกเพื่อดูแลกันและกัน ที่หมายถึงทุกคนไม่ใช่แค่เพียงเราสองคน”  

ในพื้นที่ขนาด 3 – 4 ไร่ ของพี่แก้ว ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาบ้านคนสวน สิ่งที่สัมผัสได้ คือ อุณหภูมิที่เย็นกว่าด้านนอกสวนอย่างชัดเจน พร้อมกับร่มเงาจากพุ่มไม้หลากหลายชนิดที่ช่วยบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านคนสวนทั้งร่มรื่น เย็นสบาย และเงียบสงบ 

หลังจากลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม รับหมวก ป้ายชื่อและกระเป๋าซองใสที่ข้างในบรรจุสิ่งละอันพันละน้อยที่จะช่วยให้เราเอนจอยได้ตลอดทริป ไม่ว่าจะเป็นพาสปอร์ตที่มีคำอธิบายที่มาที่ไปของทริปและพื้นที่สำหรับจดบันทึกสิ่งที่เราได้พบเห็น ประทับใจ และได้เรียนรู้ตลอดทริป รวมไปถึงดินสอ และยาดมสำหรับผู้ใหญ่ หรือสำหรับเด็กๆ ก็ได้รับนกหวีดเป็นอาวุธคู่กาย ซึ่งชวนให้เห็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เตรียมทริป

หลังจากลงทะเบียนเสร็จก็เป็นช่วงเวลาของการแนะนำผู้เข้าร่วมทริป โดยทริป ลอง ล่อง แล เป็นทริปการท่องเที่ยวบนพื้นฐานชุมชน จัดทำขึ้นโดยคนในชุมชนร่วมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่จาก Rare Rayong โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม Society of Young Social Innovators (SYSI) ภายใต้กรอบโครงการ SYSI Learning Station โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจเรื่องของชุมชนไปพร้อมๆ กัน

หลังจากนั้น พี่แก้วในฐานะเจ้าของ บ้านคนสวน ก็พาเราเดินชมสวน ภายในสวนออร์แกนิก บ้านคนสวน ของพี่แก้ว ปลูกมังคุดเป็นหลัก นอกจากนั้นก็ยังมีผลไม้ทานได้ชนิดอื่นแซมบ้างเช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง ส้มเขียวหวาน และพลพรรคผักและต้นไม้ที่พี่แก้วนำมาหมักสร้างเป็นจุลินทรีย์ และปุ๋ยจากธรรมชาติเพื่อใช้ในการดูแลสวนออร์แกนิก เช่น ต้นยอ ที่มีสรรพคุณทำลายไข่แมลง 

ระหว่างเดินแต่ละคนก็ได้ลองสอยมังคุดจากต้นและรับประทานมังคุดสดๆ ไปด้วย โดยพี่แก้วยังชวนเราลองสังเกตมังคุดที่มีสีแตกต่างกันพร้อมอธิบายการเติบโตของมังคุดที่เปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนไปสู่สีดำ (หลายคนอาจจะคุ้นว่ามังคุดต้องสีม่วง แต่จริงๆ แล้วพี่แก้วยืนยันว่าสีดำคือสีที่คนสวนเรียกกัน และอร่อยที่สุด)

หลังจากเดินเล่นชมสวนและทานผลไม้ได้พักใหญ่พี่แก้วก็พาเรามานั่งพักที่ศาลาและเสิร์ฟ ‘มังคุดนึ่ง’ เมนูประจำบ้านพี่แก้วให้พวกเราลองทาน โดยมังคุดนึ่งเป็นเมนูที่มีความพิเศษไม่น้อย

พี่แก้วเล่าว่า ในเปลือกมังคุดมีสารแทนนิน สารที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสและช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เราได้ แต่ตามปกติเราไม่สามารถทานเปลือกมังคุดได้ เราจึงไม่ได้รับสารดังกล่าว แต่เมื่อนำมังคุดมานึ่ง สารแทนนินจากเปลือกมังคุดก็จะซึมเข้าสู่เนื้อมังคุด เปลี่ยนเนื้ออวบขาวของมังคุดให้กลายเป็นสีชมพูที่มาพร้อมกับรสชาติฝาดจางๆ ซึ่งนั่นคือสารแทนนินที่มีประโยชน์กับร่างกาย 

ระหว่างพักพร้อมทานมังคุดนึ่ง พี่แก้วก็เล่าเรื่องราวการทำสวนออร์แกนิกตามฉบับบ้านคนสวนให้เราฟัง 

บ้านคนสวนของพี่แก้วเป็นสวนผลไม้ออร์แกนิกที่ผ่านมาตราฐานรับรองจาก Organic Thailand และ มาตราฐานการรับรองสินค้าออร์แกนิกจากสหภาพยุโรป พี่แก้วเล่าว่าในสวนของพี่แก้วใช้สารอาหาร ยาบำรุง ไปจนถึงยาในกลุ่มปกป้องดูแลต้นไม้ที่พี่แก้วและพี่ดำภรรยาของพี่แก้วลงมือทำเองจากต้นไม้ชนิดอื่นๆ ในสวน

โดยเริ่มแรกสำหรับการทำสวนออร์แกนิก คือ การทำความเข้าใจเรื่องการเจริญเติบโตและการผลิตจุลินทรีย์ของต้นไม้ ร่วมถึงการดูดซับธาตุอาหารของต้นไม้ ยกตัวอย่างเช่น จุลินทรีย์ที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตในทางยาว หรือเพิ่มความสูงให้ต้นไม้จะอยู่บริเวณใบพนม (ใบแรก) หรือบริเวณยอดของต้นไม้ นั่นทำให้พี่ลูกแก้วนำยอดของต้นตำลึง (เพราะเจริญเติบโตได้เร็วที่สุด) มาหมักกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาลเพื่อสร้างเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตให้ต้นไม้ในสวน นอกจากตำลึงแล้ว ก็ยังมี เนื้อมะพร้าวที่มีจุลินทรีย์ช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลพี่แก้วนำมาหมักเพื่อสร้างจุลินทรีย์สำหรับบำรุงในช่วงติดผลของผลไม้ 

ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีการทำสวนออร์แกนิกแบบของบ้านคนสวนที่ผ่านการศึกษา เรียนรู้และทดลองปฏิบัติเองมาตลอดเกือบ 30 ปี ของพี่แก้ว ที่นำมาถ่ายทอดให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง 

ล่องเรือคลองสายประวัติศาสตร์

เรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำ ฟังเสียงป่าชายเลน

หลังจากเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์กับชาวสวนผู้รู้ลึกรู้จริงอย่างพี่แก้วและทานอาหารกลางวันร่วมกันเสร็จแล้ว เราก็นั่งรถสองแถว ขนส่งสาธารณะเพียงอย่างเดียวของคนระยองมุ่งสู่คลองลาวนในช่วงบ่าย 

ที่คลองลาวนเราได้รู้จักกับลุงติ๋ม – ดำรงค์ สุวรรณโชติ กับน้องไมค์ – พชรพล ศรีสุภาพ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวคลองลาวน ที่มาเล่าเรื่องราวของลำคลองสายประวัติศาสตร์แหล่งนี้และพาเราลงเรือชมวิถีชีวิตริมคลองและชมป่าชายเลนธรรมชาติตลอดสองชายฝั่ง 

หลังจากสวมเสื้อชีพ และลงไปนั่งในเรือเรียบร้อย ก็เป็นการเริ่มต้นล่องเรือไปตามสายน้ำสายสำคัญสายนี้

ระหว่างเสียงของเรือยนต์ ผสมกับเสียงของลมพัด และเสียงของน้ำที่เซ็งแซ่ ลุงติ๋มก็เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งคลองลาวนเคยปรากฎอยู่ในประวัติการเดินทางของท่านสุนทรภู่ เมื่อครั้งที่กวีเอกแห่งยุคสมัยเดินทางมาหาบิดาที่อำเภอแกลง ความว่า 

“แล้วภิญโญ โมทนา ลีลาลาศ

ลงเลียบหาด ปรีดิ์เปรม เกษมสันต์

ถึงปากช่อง คลองน้ำ เป็นสำคัญ

ตำแหน่งนั้น ชื่อชะวาก ปากลาวน” 

ลุงติ๋มยังเล่าอีกว่าชื่อ คลองลาวน ก็มีการสันนิษฐานกันว่าน่าจะตั้งตามสันฐานของคลองที่มีลักษณะคดเคี้ยว วนไปวนมา 

และด้วยความที่คลองลาวนมีลักษณะพิเศษ ที่เรียกว่า คลอง 3 น้ำ อันได้แก่ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงมีธรรมชาติของป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ทำให้คลองลาวนเป็นพื้นที่ที่เพาะเลี้ยงเชื้อหอยนางรมได้เป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านี้อาชีพเพาะเชื้อหอยนางรมจึงเป็นอาชีพหลัก และเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนคลองลาวน แต่การเข้ามาของการพัฒนาตามแนวชายฝั่งคลองในปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ได้รบกวนและทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านที่คลองลาวนไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากเล่าจบลุงติ๋มก็ชี้ให้เราดู เสาไม้ไผ่ที่มีไม้พาดกลางที่ปักเรียงรายอยู่ระหว่างทางโดยที่ระหว่างไม้พาดเสามีพวงตุ้มเชื้อหอยนางรมที่ชาวบ้านทำไว้เพื่อส่งขายไปเลี้ยงต่อแขวนอยู่ตลอดแนว ซึ่งลุงติ๋มย้ำว่าในอดีตมีเยอะกว่านี้อีก จากนั้นลุงติ๋มยังชี้ให้เราดูเชื้อหอยนางรมที่เกิดเองตามธรรมชาติซึ่งเกาะอยู่ตามก้อนหินและกิ่งไม้ตามฝั่ง

นอกจากนั้นลุงติ๋มยังเล่าให้ฟังว่า ในอดีตคลองลาวนยังเคยเป็นคลองสายหลักสำหรับสัญจร ขนส่งสินค้าทางน้ำ โดยลุงติ๋มบอกว่า แม้ปัจจุบันที่เราเห็น คลองลาวนจะมีขนาดคับแคบลง และตื้นเขินขึ้น แต่ในอดีตคลองลาวนเคยกว้างถึงขนาดที่เรือกลไฟ และเรือสำเภาของจีนสามารถล่องเข้ามาค้าขายในคลองลาวนได้ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวที่จะพาเราไปรู้จักกับหมู่บ้านที่ไม่มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทยอย่างหมู่บ้านที่เรียกตัวเองว่า คาเซ ต่อไป

ตลอดการล่องเรือในคลองลาวนจนมาถึงหมู่บ้านคาเซ เราเห็นป่าชายเลนเขียวชอุ่ม เห็นความคดเคี้ยวไปมาของลำคลอง เห็นเหยี่ยวแดง และนกหลากหลายชนิด เห็นพวงตุ้มหอยนางรม เห็นชาวประมงกำลังงมหอย พบเจอกับต้นเสม็ดอายุกว่าร้อยปีอยู่ข้างทาง ได้ยินเสียงนกและแมลง ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกัน ซึ่งทั้งหมดยืนยันว่าคลองลาวนแห่งนี้ยังเป็นคลองสายประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

 

เล่าเรื่องหมู่บ้านคาเซ

หมู่บ้านที่ไม่มีอยู่ในแผนที่ประเทศไทย 

หลังจากนั่งเรือมาได้สักพัก ผ่านคุ้งและโค้งน้ำในคลองลาวนมาได้เกือบ 14 โค้ง เราก็มาถึงท่าเรือของหมู่บ้านคาเซ หมู่บ้านลึกลับที่ไม่ปรากฎอยู่ในแผนที่ประเทศไทย อย่างแรกที่ปรากฎให้เราเห็นเมื่อเรือเทียบท่าคือ แนว ‘ต้นจาก’ เก่าแก่ ถัดไปเป็นสวิงใส่ปูหนุมานสีสดใสที่ถูกผูกแช่น้ำไว้บริเวณบันไดท่าเรือ ลุงติ๋มและไมค์ส่งเราขึ้นหมู่บ้านอย่างปลอดภัย พร้อมแนะนำให้รู้จักกับตาเปี๊ยก  สุขใจ และยายติ – บุญยู สุขใจ สองผู้อาวุธโสผู้บุกเบิกพื้นที่และอยู่คู่หมู่บ้านคาเซมาเนิ่นนาน แม้จะไม่มีไฟฟ้าใช้มากว่า 50 ปี และเพิ่งได้เข้าถึงไฟฟ้าเมื่อปีที่แล้วจากการที่กลุ่มพลังงานสะอาดระยองเข้ามาติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้คนในชุมชนได้ใช้อย่างทั่วถึง และไม่นานหลังจากเป็นกระแส การไฟฟ้าฯ จึงได้เริ่มมาตั้งเสาไฟเพื่อนำไฟฟ้าเข้ามาในชุมชนอย่างจริงจัง (แต่วันที่ไปยังมีเพียงแค่เสาไฟ แต่ไฟฟ้ายังไม่เข้ามาอยู่ดี) 

ยายติต้อนรับเราด้วยขนมจากที่ใช้ใบจากพันธุ์โบราณที่ขึ้นอยู่ตลอดชายฝั่งแถบหมู่บ้าน พร้อมให้เราและเด็กๆ ในทริปได้ลองทำขนมจากด้วยตัวเอง เสียดายที่หมดหน้าลูกจากไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเราลงได้ชิมลูกจากสดๆ ด้วย 

ระหว่างที่เรานั่งทานขนมจากแสนอร่อย ยายติกับลุงเปี๊ยกก็เล่าประวัติคร่าวๆ ของหมู่บ้านคาเซให้เราฟัง ว่าเดิมหมู่บ้านนี้มีชื่อว่า หมู่บ้านตะกาดหรือ หมู่บ้านบัวผุด อดีตเคยเป็นอู่ต่อเรือเก่ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมายายติและชาวบ้านก็เข้ามาก่อตั้งเป็นชุมชน

 

ปัจจุบันชาวบ้านในหมู่บ้านคาเซดำรงชีวิตด้วยการเผาถ่านและการหยอดตุ้มหอยนางรม แต่อีกความพิเศษหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยของหมู่บ้านคาเซ คือ ทรายแก้ว หรือพื้นทรายที่ได้เหยียบลงไป 

ทีมงานให้เราลองถอดรองเท้าแล้วเดินบนพื้นทรายสีดำ (จากควันเผาถ่าน) ความรู้สึกแรกที่เราสัมผัสได้ คือ ความเนียนนุ่มเท้า ที่นุ่มยิ่งกว่าพื้นทรายบนบกผืนไหนที่เราเคยเหยียบ และทรายแก้วนี่เอง ทำให้ใต้หมู่บ้านคาเซแห่งนี้ เป็นขุมทรัพย์จำนวนมหาศาลที่หลายๆ คนจ้องจะครอบครอง จากมูลค่าของทรายแก้วเหล่านี้

นอกจากตัวพื้นทรายแก้วที่ใช้สำหรับทำแก้วหรือโซลาร์เซลล์แล้ว อีกหนึ่งขุมสมบัติที่คาเซครอบครองคือ เศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ โดยยายติได้หยิบถุงใส่เศษกระเบื้องโบราณที่ขุดพบในพื้นที่บริเวณหมู่บ้านมาให้เราดู คาดว่าเศษกระเบื้องโบราณเหล่านี้มาจากการที่สถานที่แห่งนี้เคยเป็นอู่ต่อเรือและจุดซ่อมเรือสำเภาที่โลดแล่นในทะเลมาก่อน นำไปสู่กิจกรรมต่อไปของเรา ซึ่งก็คือ การตามหาเศษกระเบื้องโบราณในพื้นที่หมู่บ้านเพื่อนำมาประกอบสร้างเป็นหลักฐานในการทำประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกัน 

เมื่อรับฟังเรื่องราวมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แหล่งนี้ ความตื่นเต้นและประหลาดใจคงเป็นความรู้สึกที่พุ่งขึ้นกลางใจของใครหลายๆ คน ทำให้แต่ละคนใช้เวลาหลังจากนั้นสองชั่วโมงไปกับการขุดหาเศษกระเบื้องและมอบให้กับชุมชนในการเก็บรักษาต่อไป

หลังจากการขุดหากระเบื้องจนเหนื่อย ทางทีมงานก็พาเด็กๆ และผู้ร่วมทริปบางคนที่สนใจหวนกลับสู่วัยเด็ก ไปเล่นดีดลูกแก้ว ที่จะต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เล่นดีดลูกแก้วบนพื้นทรายที่ดีที่สุดในประเทศ ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่ร่วมทริปท่านอื่นๆ ได้ไปลองสอยและลองชิมมะม่วงบนพื้นทรายพันธุ์ดั้งเดิมของระยอง อย่างมะม่วงมัน มะม่วงแก้วและมะม่วงพวน 

เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากการเล่นดีดลูกแก้วของเด็กๆ ที่มาร่วมทริป กับเด็กๆ ที่เรียกว่าเป็นตัวตึงระดับหมู่บ้านคาเซ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางอากาศร้อน และความเหนียวเหนอะหน่ะตัว แต่ทำให้บรรยากาศโดยรอบสดใสขึ้นทันตา ไม่น่าเชื่อว่าการละเล่นในยุคอนาล็อกอย่างการดีดลูกแก้วบนทรายง่ายๆ จะทำให้เด็กยุคดิจิทัลและผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองสนุกได้ขนาดนี้ 

แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมต้องมีการร่ำลา การมาเยี่ยมเยือนที่หมู่บ้านคาเซแห่งนี้ ทำให้เราตกผลึกได้ว่า ยังมีชุมชน ผู้คน เรื่องราวที่แสนล้ำค่า น่าประหลาดใจซุกซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง

หลังจากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถสองแถวเดินทางกลับบ้านคนสวน แวะเดินตลาดกลางทุ่ง ตลาดชุมชน ก่อนจะกลับไปพักผ่อน รับประทานอาหารที่มีเมนูเด็ดอย่าง ‘หอยพอก’ อาหารพื้นถิ่นที่หาได้จากป่าชายเลนคลองลาวนที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของธรรมชาติ วิถีชีวิต และสิ่งที่เราได้เรียนรู้ภายในหนึ่งวัน

 

แล ชุมชนปากน้ำสอง อดีตชุมชนโรงน้ำปลาเก่าแก่

และยังคงยืนหยัดทำประมงพื้นบ้านต่อไป

ในวันที่สอง เหล่าผู้ร่วมทริปตื่นมาพร้อมกับสูดอากาศสดชื่นของบ้านคนสวน ไปพร้อมๆ กับเสียงบดกาแฟ และทดลองทำข้าวห่อไข่ด้วยตัวเอง เป็นกิจกรรมเล็กๆ ก่อนวอร์มร่างกายเตรียมเดินทางกันต่อ

เรามุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมืองระยอง ไปยังชุมชนปากน้ำ 2 ซึ่งเป็นชุมชนประมงเก่าแก่ แต่ปัจจุบันเมืองที่ขยายมาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนให้ชุมชนนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งมักจะมานั่งริมทะเลกันที่แหลมเจริญ

เมื่อมาถึงที่ชุมชน เราก็ได้พบกับ กันต์ – นวพร ธิติเสรี  และ กีร์ – กีรติ ธิติเสรี ลูกหลานชุมชนปากน้ำสอง โดยเป็นลูกสาวของ เจ๊สั้น – นรีรัตน์ ผาติเสนะ รองประธานชุมชนปากน้ำสอง ผู้ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่นให้เราในวันนี้ 

น้ำพร้อม หมวกพร้อม ยาดมพร้อม เราก็ออกเดินเท้า ท่ามกลางแสงแดดและอุณหภูมิกว่า 37 องศา แต่ไม่มีใครย่อท้อ จุดแรกที่กันต์และกีร์พาเราแวะชมบนถนนเลียบหาด คือ โบถส์นักบุญเปาโลกลับใจ หรือในอีกชื่อคือ วัดญวน แสดงให้เห็นถึงพหุวัฒนธรรมของชาวปากน้ำสองได้เป็นอย่างดี 

เดินเลี้ยวสุดโค้งเพื่อเข้าสู่ถนนสายหลักในอดีตได้ไม่นาน เราก็จะเห็นพื้นที่จอดเรือริมปากน้ำ ซึ่งมีเรือขนาดกลางและขนาดเล็กจอดเรียงรายกันอยู่แน่นพื้นที่ โดยสองฝั่งมีขนำ หรือสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กที่ก่อเฉพาะผนังและหลังคาไว้ให้เจ้าของเรือ หรือชาวประมงแวะพักผ่อน หรือเป็นที่อยู่ยามผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าเรือ ซึ่งกีร์บอกว่าเป็นพื้นที่จอดเรือสาธารณะของชาวประมงชุมชนปากน้ำสอง 

เมื่อเดินตรงมาอีกหน่อยเราก็จะเห็นตราสัญญาลักษณ์รูป ตาชั่งที่มีกุ้งและปลา กับ ตัวเลข 100% อยู่คนละฝั่งเป็นสัญญาลักษณ์ให้รู้ว่า เรามาถึงจุดที่สามคือ โรงน้ำปลาตั้งไถ่เชียงหรือโรงน้ำปลาตราชั่ง นั่นเอง 

กันต์และกีร์ หยิบเอาตัวอย่างน้ำปลาสามแบบออกมาให้เราชิม เพื่อให้เราได้ลองแยกประเภทน้ำปลาแต่ละชนิด ก่อนจะเฉลยว่า ชนิดแรกเป็นน้ำปลาตราชั่งฉลากทอง จุดเด่นของน้ำปลาชนิดนี้ คือ เป็นหัวน้ำปลาที่ผ่านการหมักจากปลาทะเลแท้กับเกลือเป็นระยะเวลาถึงสองปี ทำให้น้ำปลาตาชั่งฉลากทองเป็นหัวน้ำปลาเกรดพรีเมี่ยมที่มีทั้งกลิ่นหอมและรสชาติหวานปลายลิ้นจากความสดของเนื้อปลาแท้ๆ 

ส่วนน้ำปลาชนิดที่สองเป็นน้ำปลาตราชั่งฉลากเงิน ซึ่งเป็นหัวน้ำปลาเช่นเดียวกันกับน้ำปลาตราชั่งฉลากทองต่างกันที่ใช้เวลาหมักเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีกลิ่นหอมไม่เท่าน้ำปลาตราชั่งฉลากทองแต่ก็ยังคงรสชาติที่อร่อยเค็มชัดเจนอยู่ 

ส่วนชนิดสุดท้ายคือน้ำปลาตราแอปเปิล ซึ่งเราเห็นได้ทั่วไปในร้านอาหารตามสั่งหรือร้านก๋วยเตี๋ยว โดยน้ำปลาตราแอปเปิลนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์น้ำปลาของตราชั่งเช่นเดียวกัน เป็นน้ำปลาที่นำส่วนที่เหลือจากหัวน้ำปลาจากการทำฉลากทองและฉลากเงินมาเคี่ยวเติมน้ำ และปรุงรสก่อนสวมตราใหม่เป็นน้ำปลาตราแอปเปิลซึ่งมีรสชาติเค็มกว่าน้ำปลาสองชนิดแรกจึงเหมาะสำหรับใช้ในการประกอบอาหาร 

ระหว่างที่ทีมงานกำลังอธิบายเรื่องน้ำปลาให้เราฟังอยู่ หนึ่งในทายาทเจ้าของโรงน้ำปลาตราชั่งที่ยืนฟังไกด์ท้องถิ่นของเราอธิบายมาสักพักก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขึ้นว่า “อธิบายดี ทำการมาดี” พร้อมกวักมือเรียกให้ทั้งคณะไปยืนหลบแดด รับลมที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับช่วยเล่าเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้พวกเราฟัง และยังใจดีแจกน้ำปลาตราชั่งขวดจิ๋วให้แก่เด็กๆ ในทริปอีกด้วย 

หลังจากเราทำความรู้จักโรงน้ำปลาตราชั่ง หนึ่งในไม่กี่โรงน้ำปลาที่ยังประกอบกิจการอยู่ในชุมชนปากน้ำสองจบแล้ว เราถึงรู้ว่าเดิมทีที่ปากน้ำสองมีโรงน้ำปลาตั้งอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันได้ทยอยปิดตัวลงจนเหลือเพียงไม่กี่โรง ซึ่งถ้าเดินต่อมาอีกหน่อยทางซ้ายมือเราก็จะเห็นสถาปัตยกรรมหน้าตราคล้ายตึกสมัยก่อนบนถนนสุขุมวิทที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกันต์และกีร์ต่างบอกว่า เดิมตึกเหล่านี้ก็เคยเป็นโรงน้ำปลาเช่นกัน 

ในขณะที่ทางฝั่งซ้ายมือของเราเป็นตึกอดีตโรงน้ำปลา ทางขวามือของเราก็มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่หน้าตาคล้ายๆ กับโรงยิม ซึ่งเรารู้ในตอนหลังว่า คือ แพปลา ซึ่งบนถนนปากน้ำสองแห่งนี้ต่างมีแพปลาน้อยใหญ่อยู่มากมายไม่ต่างกับโรงน้ำปลา

เมื่อเดินต่อมาอีกหน่อย กันต์กับกีร์ก็พาเรามาหยุดแวะที่หน้าแพปลาแห่งหนึ่ง นอกจากรั้วข้างหน้าที่ติดโปสเตอร์ขนาดใหญ่ ว่า “เราไม่เอากฎหมายประมง EU”  ภายในกลับว่างเปล่า ซึ่งกฎหมายประมง EU นี่เองเป็นสาเหตุของการล้มหายตายจากของแพปลาและการหยุดกิจการของโรงน้ำปลาหลายสิบแห่งในชุมชนปากน้ำสอง 

ทีมงานไกด์ได้เล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในกฎหมายประมงของยุโรปคือห้ามใช้อวนตาถี่เพื่อป้องกันการจับลูกปลาที่ยังโตไม่เต็มวัย ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ทว่าในพื้นที่ปากน้ำ 2 นั้นมีปลากระตักหรือปลาไส้ตัน รวมถึง ‘เคย’ ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำน้ำปลาและกะปิ จุดเด่นของสัตว์น้ำเหล่านี้คือแม้จะเป็นโตเต็มวัยก็มีขนาดเล็กเหมือนลูกปลา พอไม่สามารถใช้อวนขนาดเล็กได้ ทั้งแพปลาที่ออกหาปลากระตักเพื่อมาส่งให้โรงน้ำปลา และโรงน้ำปลาที่ต้องการวัตถุดิบก็เลยได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน” 

เรื่องนี้ทำให้เด็กๆ และเรารู้ว่าการออกกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐบาลจำเป็นจะต้องคำนึงถึงบริบทในพื้นที่ หรือผู้ประกอบอาชีพจริงๆ ด้วย โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ระบบนิเวศการประมงและธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการประมงของบ้านเราไม่ได้สอดคล้องกับกฎหมายประมงของยุโรป 

แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องเห็นแพปลาและโรงน้ำปลามากมายหยุดกิจการลง แต่ก็ยังมีชาวประมง แพปลา อีกไม่น้อยที่ยังยืนหยัดทำอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่นี้อยู่ ที่ต่อมาที่ไกด์พื้นถิ่นของเราพามาหยุดดูคือ คานเรืออิศรา หรือ อู่ต่อเรืออิศรา อู่ต่อเรือและซ่อมเรือเพียงแหล่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในชุมชนประมงปากน้ำสอง ที่นี่เราได้เห็นเรือประมงทั้งลำตั้งอยู่บนคานไม้ ได้เห็นกระดูกงูของเรือประมงที่กำลังประกอบลำ ได้เห็นรถสาลี่ที่ใช้ลากเรือประมงไปตามรางซึ่งพาดจากฝั่งแม่น้ำข้ามถนนเข้าสู่อู่ต่อเรือ และได้รู้เรื่องราวของลุงเถาะ ช่างเขียนชื่อเรือคนสุดท้ายของชุมชนปากน้ำสอง 

หลังจากเดินจนเหนือย ก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งพวกเรามุ่งหน้าไปยัง ‘ขนำ’ ซึ่งเป็นเหมือนศาลาริมทะเลของกลุ่มแปรรูปอาหารทะเลปากน้ำสอง 

มื้อกลางวันถูกตระเตรียมมาอย่างดี มีเรื่องราวน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหมึกต้นน้ำดำ หมึกผัดกระเทียม หมึกกะเทย เพราะที่ปากน้ำ 2 นั้น ปลาหมึกคืออีกหนึ่งวัตถุดิบชูโรงของกลุ่มแปรรูปอาหารทะเล และตามมาด้วยปลาโม่งต้มหวาน น้ำพริกกะปิพร้อมผักเคียง และปิดท้ายด้วยมะม่วงน้ำปลาหวาน (ที่เอามะม่วงจากหมู่บ้านคาเซมาร่วมแจม) เป็นตัวจบมื้อที่จัดว่าสมบูรณ์แบบ 

โดยกิจกรรมสุดท้ายก่อนจากกันเป็นกิจกรรมชวนเรียนรู้อนาโตมี่ของปลาหมึก ผ่านกิจกรรมผ่าหมึกสดๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ส่วนประกอบของหมึก ตอบข้อสงสัยทั้งเรื่องไข่หมึกอยู่ตรงไหน หรือหมึกพ่นหมึกได้ยังๆ ไง เรียกว่ากระจ่างทั้งคนสงสัยและคนเฝ้ามองเลยทีเดียว

นี่คือเรื่องราว 2 วัน 1 คืน กับ 3 พื้นที่ที่ช่วยนิยามความเป็นชุมชนระยองดั้งเดิมที่ยังคงเต็มไปด้วยวิถีชีวิตเก่าแก่และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของคนตะวันออก เป็นชุมชนที่ถ้าไม่ได้เข้าร่วมทริปนี้คงแทบไม่มีโอกาสที่จะได้พบเจอ ได้รู้จัก และได้เรียนรู้เรื่องราวของพวกเขา รวมถึงคงไม่ได้ร่วมสร้างประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมเหล่านี้ สำหรับเราทริป ลอง ล่อง แล เต็มไปสถานที่ เรื่องราวและผู้คนที่แรร์สมชื่อ 

สำหรับใครก็ตามที่รักการท่องเที่ยวชุมชนแบบสัมผัสของจริง สามารถทักไปพูดคุยกับทีมแรร์ระยองได้เลย 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR