ทุกวันนี้ หลายคนน่าจะได้เห็นหรือได้มีเหล่าอาร์ตทอย (Art Toy) ไว้ในครอบครองกันบ้างแล้ว อาจจะหนึ่งตัว สองตัว หรืออาจจะมากกว่านั้น
สำหรับบางคนอาร์ตทอยอาจมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงของเล่นหรือของสะสม แต่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจ
แต่สำหรับ หมู-สุวัฒน์ จันทร์พราหมณ์ ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานอาร์ตทอยคอลเลกชัน ‘Eastern Secrets’ และกาชาปองอาร์ตทอยชุด ‘มินิพระอภัยมณี’ มองว่าอาร์ตทอยอาจจะยังมีคุณค่าในฐานะที่เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้แก่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในละแวกบ้าน ตลอดไปจนถึงการท่องเที่ยวของทั้งภาคตะวันออกได้
และต่อจากนี้คือบทสนทนากับศิลปินอาร์ตทอยชาวระยอง ในเรื่องของจุดเริ่มต้นของการทำงานอาร์ตทอย แนวคิดสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน รวมไปถึงความฝันที่จะสร้างสรรค์อาร์ตทอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก ตลอดไปจนถึงความฝันที่อยากจะสร้างชุมชนคนทำอาร์ตทอยในภาคตะวันออก
.
เบื้องลึกฉากหลัง สุวัฒน์ จันทร์พราหมณ์ คนทำอาร์ตทอยจากระยอง
สุวัฒน์ จันทร์พราหมณ์ หรือ หมู เริ่มต้นแนะนำตัวเองว่าเรียนจบมาทางด้านคอมพิวเตอร์ และมีอาชีพหลักเป็นโปรแกรมเมอร์ มีบริษัทรับเขียนเว็บไซต์ หรืออาจเรียกได้แบบเต็มปากเต็มคำว่าเป็นคนทำงานสายเทคฯ แต่ในอีกทางหนึ่ง เขาก็ยังมีบทบาทเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอย

สำหรับจุดเริ่มต้นของการทำอาร์ตทอย สุวัฒน์เล่าว่าเริ่มมาจากความชอบสะสมและเล่นหุ่นฟิกเกอร์หรือหุ่นโมเดลต่างๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ประกอบกับเมื่อเรียนจบและมาทำงานเขียนโปรแกรม ทำให้ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน เกิดเป็นความเบื่อจึงมองหางานอดิเรกทำเพื่อแก้เบื่อ และงานอดิเรกนั้นก็คือการทำอาร์ตทอย
“ด้วยความที่เราก็สะสมฟิกเกอร์มาตั้งแต่เด็ก ถ้าดูในบ้านก็จะเห็นว่ามีเต็มเลย แล้วเราก็ชอบวาดรูป ชอบออกแบบ เราก็เลยคิดว่าวันหนึ่งก็อยากทำฟิกเกอร์ของตัวเองขึ้นมา ก็เลยไปเรียน เริ่มเรียนปั้นมือก่อน เราไปหาอาจารย์ที่เขาสอนปั้นมือ พอเรียนแล้วก็ได้ปั้นออกมาชุดหนึ่งครับ แล้วก็ทำตัวคอลเลคชั่นออกมา ซึ่งมันก็ยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ แต่เราก็ปรับไป” สุวัฒน์กล่าว

จากงานอดิเรกก็ได้ขยับขยายมาสู่การเป็นอีกช่องทางหนึ่งของรายได้ โดยหลังจากได้ฝึกฝนฝีมือมาระยะหนึ่ง สุวัฒน์ก็ได้ออกแบบชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา แล้วผลิตออกจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ Gajanaya ซึ่งผลงานดังกล่าวนี้ไม่ใช่อาร์ตทอยที่เป็นเพียงของเล่นหรือของสะสมทั่วไป หากแต่เป็นอาร์ตทอยสำหรับสายมู ที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘องค์เทพเปลี่ยนมือ’

องค์เทพเปลี่ยนมือคืออาร์ตทอยรูปพระพิฆเนศ เทพเจ้าจากศาสนาฮินดู ซึ่งสุวัฒน์ได้นำต้นแบบปางประทานพรของเทพองค์นี้มาออกแบบให้อยู่ในเป็นอาร์ตทอยแบบมินิมอลสไตล์ และมีกิมมิคคือจะออกแบบให้องค์เทพมีสี่มือ ในแต่ละมือก็จะถือสิ่งของที่เป็นวัตถุมงคลต่างกันออกไป โดยที่มือทั้งสองข้างด้านหลังขององค์เทพจะสามารถถอดเปลี่ยนได้
“เราแค่รู้สึกว่าของบูชาไม่จำเป็นต้องอยู่บนหิ้งอย่างเดียวหรอก แล้วเราก็อยากให้ทำมีความมินิมอล ให้สามารถเอาไปวางในที่ทำงานก็ได้ จะเอาไปเป็นของขวัญเอาไปให้เพื่อนหรือใครก็ได้ และเราก็ยังติดกับความคิดที่ว่าเราชอบฟิกเกอร์ เลยกลายเป็นว่าเราทำออกมาให้มีลูกเล่น คือเวลาเราเล่นโมเดลมันจะสามารถถอดเปลี่ยนอาวุธได้ เราก็เลยคิดว่างั้นคอนเซ็ปต์ของเราคือให้เปลี่ยนมือได้ดีกว่า ก็จะเป็นพระพิฆเนศปางประทานพรทั่วไป แต่ท่านอาจจะมีสองมือของแขนด้านหลังที่สามารถเปลี่ยนได้ ก็เลยกลายเป็นสามารถถอดเข้าถอดออกเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เราก็ใช้แม่เหล็กเป็นตัวเชื่อม

สุวัฒน์บอกกับเราว่าที่เลือกทำอาร์ตทอยพระพิฆเนศเพราะเขาเองก็นับถืออยู่แล้ว เคยไปขอพรอยู่บ้าง และพรที่ขอนั้นก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย แต่ว่าเขาไหว้ไม่เก่ง ไม่ค่อยมีของไหว้ ขณะที่คนรอบตัวเช่นเพื่อนๆ ต่างไหว้กันเก่งและจริงจังมาก
“ก็เลยคิดอยู่ว่าถ้าเราไหว้เองไม่ได้เก่งมาก เราก็แค่ทำออกมาเยอะๆ ดีกว่า แล้วก็ให้คนอื่นเขาไปไหว้ ส่วนเราก็ได้แต้มบุญกลับมา ล็อตแรกที่ทำไปก็เลยทำออกมาเป็นรุ่นเปลี่ยนของถือมงคลนี่แหละ” สุวัฒน์กล่าว

เพราะอาร์ตทอยเล่นได้หลายอย่าง
แม้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำอาร์ตทอยสายมู แต่สุวัฒน์ก็บอกกับเราว่าเขาได้ผลิตอาร์ตทอยที่เป็นของเล่นของสะสมเช่นกัน และเมื่อทำไปได้เรื่อยๆ ก็ทำให้เขาได้เริ่มรู้จักกับเพื่อนๆ ในวงการอาร์ตทอย รวมไปถึงกลุ่มเพื่อนที่ทำงานออกแบบอาร์ตทอยกาชาปองให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยอ้างอิงต้นแบบของคาแรคเตอร์มาจากเรื่องราวหรือตำนานทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี
“เราจะคุ้นเคยอยู่ในทีมเพื่อนๆ ที่ส่วนใหญ่จะอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยกลุ่มเราจะช่วยตามพิพิธภัณฑ์ เช่นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แล้วก็ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีน ทำกาชาปองที่อิงมาจากตำนาน จากเรื่องในประวัติศาสตร์ แล้วที่ดังจริงๆ คือของที่พระนคร ไอติมวัดอรุณฯ ส่วนที่ปราจีนบุรี เรากาชาปองทำพระพิฆเนศ ซึ่งทีตอนแรกเราทำไปแค่ 200 อัน แต่คนมาหมุนกันแบบ 500 – 600 คน ก็เลยต้องทำเพิ่ม”

สุวัฒน์เล่าว่าหลังจากที่ได้นำชิ้นงานของตนเองไปออกงานต่างๆ แล้ว มีงานหนึ่งที่ผลงานของเขาไปเข้าตา ‘กรรมการ’ ซึ่งก็คือ ททท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับเลือกให้เป็นผู้ออกอาร์ตทอยที่มีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับ 5 เมืองรองในภาคตะวันออก อันได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา
.
‘Eastern Secret’ อาร์ตทอยที่ว่าด้วยเอกลักษณ์จาก 5 เมืองรองในภาคตะวันออก
สุวัฒน์กล่าวว่าที่มาที่ไปของการออกแบบอาร์ตทอยคอลเลกชัน Eastern Secret จำนวน 5 ชิ้น ที่ประกอบไปด้วย หมานักรบไทย, กระต่ายพลอยจันท์, มกรผู้ปกปัก, ผีเสื้อนักสำรวจ และ นกสาริกา ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ที่ได้แรงบันดาลใจมากเอกลักษณ์และของดีของ 5 เมืองรองในภาคตะวันออก คือ ตราด จันทบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

“คอนเซ็ปต์มันคือภาคตะวันออก โจทย์กว้างมาก คงคิดว่าเราเป็นคนภาคตะวันออก ก็อาจจะรู้ทั้งหมดแล้ว แต่เออก็ได้ เราก็ได้เริ่มทำเจ้าตัวพวกนี้กันขึ้นมาจากการหาข้อมูลแต่ละจังหวัด ลองออกแบบมาแล้วก็ส่งไปให้เขาดู ดังนั้นคอนเซ็ปต์ของชุดนี้มันก็เลยเกิดจากการที่ว่าเราอยากได้คาแรคเตอร์ สักหนึ่งตัวต่อหนึ่งจังหวัด ซึ่งเราก็ได้หยิบของที่เป็นเอกลักษณ์ที่เด่นๆ ของท้องถิ่นมาแมทช์เข้าด้วยกัน อย่างตอนที่ทำเราก็เริ่มจากตราดก่อน เพราะเราเคยอยู่ที่ตราดมาในช่วงเด็กๆ ก็เลยรู้ว่าที่ตราดมันมีอะไร มันมีหมาไทยหลังอาน และระหว่างที่เราอยู่ตราด เราอยู่ที่อำเภอแหลมงอบ ซึ่งก็ดังเรื่องที่เขาสานงอบกัน เราก็เลยหยิบหมาไทยหลังอานมาใส่งอบ”
ส่วนอีก 4 จังหวัดที่เหลือ สุวัฒน์เล่าเขาใช้วิธีการค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและการพูดคุยกับคนอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคาแรคเตอร์อาร์ตทอยของแต่ละจังหวัด
“สระแก้วนี่เราไม่รู้จักอะไรเลยก็เลยไปหาข้อมูลในเน็ต แล้วบังเอิญไปเจอว่าที่นี่มีอุทยานฯ ปางสีดาที่ช่วงหนึ่งจะมีผีเสื้อเยอะมาก เป็นพันตัวเลย เราก็จับผีเสื้อมาเป็นตัวเล่าเรื่อง แล้วในจังหวัดมันก็จะมีปราสาทด้วย เราก็เอาปราสาทกับผีเสื้อมารวมกันด้วยกัน ทำให้ผีเสื้อเป็นเหมือนนักโบราณคดี เติมลูกเล่นเล็กๆ ด้วยการให้ขี่เครื่องบินในการนำเที่ยวชมปราสาท
ส่วนที่นครนายก ใครไปที่นี่ก็จะนึกมะยงชิดก่อน ซึ่งเราก็เอารูปร่างอ้วนๆ ของมะยงชิดมาใช้ แล้วเราก็ไปเจอว่ามันน้ำตกสาริกาอยู่ที่นครนายก ซึ่งก็ดังอยู่เหมือนกัน เราก็เลยเอาชื่อน้ำตกมาเล่น ทำให้กลายเป็นนกอ้วนมะยงชิดที่ชื่อสาริกา
และของปราจีนนี่เรานึกอะไรไม่ออก แต่โชคดีที่จังหวัดเขามีตัวที่ชื่อว่าตัว ‘มกร ‘อยู่แล้ว เป็นเหมือนภาพสัตว์โบราณอยู่รอบๆ บ่อน้ำในที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน เราก็เลยหยิบตัวนี้ขึ้นมาเล่นเลย แต่ก็ปรับแก้ให้มันน่ารักขึ้นแล้วก็เติมต้นโพธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนี้เข้าไป”

ภาพจาก guideofbangkok.com
แต่ถึงอย่างนั้น สุวัฒน์บอกกับเราว่าในการออกแบบอาร์ตทอยของจังหวัดจันทบุรี เดิมทีไม่ได้เป็นตัวกระต่ายพลอยจันท์ แต่เป็น ‘ปูอัญมณี’

ภาพจาก สุวัฒน์ จันทร์พราหมณ์
“ของจันทบุรีทีแรกมันเป็นปู คือเรารู้จักกับพี่เจ้าของร้านอาหารชื่อดังที่หนึ่งในชลบุรี แล้วอาหารในร้านเขาดีมาก ของทะเลดี ปูดีมากๆ เราก็ถามว่าปูดีนะได้มาจากที่นี่ ก็คือชลบุรีหรอ เขาก็เลยบอกว่าไม่ใช่ ชลไม่ได้มีของดีทุกอย่างในร้าน แต่เขาไปคัดสรรมาจากที่อื่น อย่างปูนี่จะมาจากจันทบุรี แล้วอีกอย่างคือว่าคนไปเที่ยวจันทบุรี คนจะไปหาบุฟเฟต์อาหารทะเล ไปโฮมสเตย์ที่มีบุฟเฟต์ปู ไม่ได้มีใครไปหากระต่าย เราก็เลยลองออกแบบให้เป็นปูและมีกระดองด้านหลังเป็นอัญมณี เพราะจันทบุรียังไงก็คือพลอย”

ภาพจาก สุวัฒน์ จันทร์พราหมณ์
“แต่มันดันไปติดตรงที่ภายในกรมศูนย์การค้าหรืออะไรสักอย่าง พวกเขาบอกว่าไม่ได้ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดจันทบุรีมันต้องเป็นกระต่าย เราก็เลยต้องแบบกระต่ายก็กระต่ายแล้วก็เลยคิดเติมเข้าไปว่ากระต่ายมันต้องเล่นกับอะไรดี ก็เลยคิดว่าผลไม้ของจันทบุรีที่มันเด่น คือมังคุด ก็เลยออกแบบเป็นกระต่ายเก็บมังคุดแล้วกัน และตัวมังคุดก็ทำให้เป็นพลอย ให้เป็นอัญมณี เป็นมังคุดอัญมณี ซึ่งถ้าให้เลือกตอนนี้ เราก็ชอบกระต่ายที่สุดนะ” สุวัฒน์กล่าว
และเมื่อเราถามว่าถ้าได้ออกแบบอาร์ตทอยของอีก 3 จังหวัดที่เหลือ คือระยอง ชลุบรี และฉะเชิงเทรา จะออกแบบให้มีรูปร่างหน้าตาแบบไหน สุวัฒน์ก็ยืนยันแนวคิดเดิมที่ว่าถ้าจะให้อาร์ตทอยสนับสนุนจังหวัดนั้นๆ จริง ก็ต้องหยิบเอาของที่เป็นเอกลักษณ์ หรือของที่เด่นๆ ของที่นั้นขึ้นมาเป็นแกนในการสร้างคาแรคเตอร์
“ถ้าเป็นชลบุรีก็อาจจะเป็นข้าวหลามที่หนองมน เอามาเล่นกับอาหารทะเล เพราะดังอยู่พอสมควร ส่วนที่ฉะเชิงเทราก็น่าจะเป็นองค์พระพิฆเนศที่คลองเขื่อน หรือไม่ก็มะม่วงชื่อดังของที่นั่น ส่วนของระยองเราชอบตัวละครจากเรื่องพระอภัยมณี เราว่าสามารถเล่นได้หลายโอกาส ที่เราเคยทำก็มีม้านิลมังกร แล้วก็ชุุดมินิพระอภัยมณี แต่เราชอบที่สุดคือนางยักษ์”

.
ว่าด้วยอาร์ตทอยที่มีต้นแบบมาจากอนุสาวรีย์ละแวกบ้าน และความหวังที่จะฟื้นฟูการท่องเที่ยวระยอง ตลอดไปจนถึงการท่องเที่ยวของภาคตะวันออก
“มินิพระอภัยมณี เริ่มแค่ว่าเราต้องไปออกงานตะวันออก แล้วเราก็แค่รู้สึกว่าควรจะมีงานไปออกบ้าง ไม่งั้นเราจะไปแล้วทำได้แค่ไปดูงานของศิลปินคนอื่นๆ ในงานแล้ว ซึ่งเราคงเบื่อ”
สุวัฒน์กล่าวถึงที่มาที่ไปของมินิพระอภัยมณี อาร์ตทอยคอลเลกชัน 4 ตัวที่ประกอบด้วย สุนทรภู่ พระอภัยมณี นางเงือก และนางยักษ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เขาได้ทำขึ้นมาในรูปของอาร์ตทอยกาชาปอง

“ก็ด้วยความที่บ้านมันใกล้กับอนุสาวรีย์สุนทรภู่มากเลยนะ ห่างกันแค่กิโลเดียวเอง เราก็เลยเห็นอนุเสาวรีย์มาแต่เด็ก เราก็รู้สึกว่ามันเป็นของที่เราอยากทำมานานแล้วล่ะ พอต้องไปออกงานก็เลยกลายเป็นว่าไปหยิบตัวนั้นมา เราก็ไปเอารูปปั้นเดิมของเขามา เอามาแบบท่าทางเดิมเลย แต่แค่มาย่อให้มันเป็นมินิมอลสไตล์
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำต้องเป็นเรื่องพระอภัยมณี เพราะเรารู้สึกว่าหลังๆ มานี้คนไม่ค่อยเที่ยวอนุสาวรีย์สุนทรภู่เลย ถ้าเป็นเมื่อก่อน 10 กว่าปีก่อน โห คนเยอะมาก ต้องนั่งรถมาเที่ยวกัน แต่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีคนมาจอดเลย ก็เลยคิดว่าภ้าทำมินิพระอภัยมณีออกมาแล้ว และคนเขาได้เห็นงานแล้ว เขาอยากมาดูของจริง มันก็อาจจะช่วยดึงให้คนมาเที่ยวเพิ่มขึ้นได้ไหม ซึ่งถ้าได้มันก็จะดีมาก”

การใช้กาชาปองอาร์ตทอยเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้จังหวัดที่เป็นบ้านอย่างระยอง ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของสุวัฒน์ และไม่ใช่แค่เฉพาะการท่องเที่ยวของระยองเท่านั้น แต่เขาอยากทำให้ครอบคลุมไปถึงการท่องเที่ยวทั่วทั้งภาคตะวันออก
“เราคิดอยู่ว่าเราจะชวนศิลปินหลายคนมาร่วมกันทำ คือปกติแล้วตู้กาชาปองจะอยู่ที่กลุ่มเพื่อนๆ เราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ว่าเราก็ขอเอากลับมาตู้นึง เพราะคิดว่าจะเอาตู้ไปวางตามร้านที่เรารู้จัก ตามคาเฟ่ เพื่อดูกระแส ถ้ามันเริ่มไปได้ดีก็จะชวนเพื่อนศิลปินคนอื่นมาร่วมด้วย มาทำเป็นคอลเลกชันด้วยกัน อาจจะเป็นตัวละครอื่นๆ ในเรื่องพระอภัยมณี หรืออาจจะเป็นอาหารภาคตะวันออก หรืออย่างไอติมวัดอรุณฯ ที่เพื่อนเราทำ จริงๆ แล้วเราก็อยากทำอะไรแบบนั้นกับที่นี่
เราตั้งใจนะว่าอยากจะทำช่วยที่บ้านเกิด แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนและต้องติดต่อใคร ซึ่งพอได้ไปร่วมงานกับ ททท. ที่งาน Thai Art Toy ก็กลายเป็น ททท. ของที่ภาคตะวันออก ของที่ระยอง ก็เริ่มเข้ามาหาแล้ว เริ่มมาชวนไปทำอะไรๆ ด้วยกัน”

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการสนทนา สุวัฒน์บอกกับเราว่าอีกหนึ่งอย่างที่เขาอยากทำ นั่นคือการนำความรู้และทักษะการทำอาร์ตทอยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนในบ้านเกิดของเขา เพราะสิ่งนี้หมายถึงการทำให้เยาวชนที่นี่ได้มีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการประกอบอาชีพในวันข้างหน้า
“คือภูมิหลังเรามันคือการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเราก็เบื่อ เลยมาหาอะไรทำเป็นงานอดิเรก ไปลงเรียนปั้นเพื่อมาทำอาร์ตทอย ตั้งใจให้เป็นอดิเรก แต่เอาจริงไหม ทำไปทำมานี่สร้างรายได้ให้เราพอๆ หรือเผลอๆ มากกว่างานหลักด้วยนะ
เราก็เลยมีความคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากลองให้เด็กๆ ได้มาลองทำกัน แล้วเราก็มีคุยๆ อยู่กับเพื่อนที่เป็นศึกษานิเทศน์ เขาอยากให้เราไปสอนเด็กๆ ปั้น ซึ่งไม่ติดเลยนะ ถ้าอยากให้เด็กทำเป็นแล้วก็แค่เอาดินนี่แหละมาปั้น สอนให้เขารู้เทคนิค เราเชื่อว่าถ้าอยากจะสอนใครสักคน เราไม่ต้องสอนให้เขาทำงานสวยหรอก การที่จะทำงานให้สวยคือมันต้องรายละเอียด มีเวลา แล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับงาน แต่ตอนนี้ที่สอน เราสอนให้เขารู้ถึงความสนุก สอนให้เขารู้ว่าเขาทำได้ แล้วก็ปั้นมาก่อน พอปั้นเสร็จแล้วค่อยสอนหล่องานเพิ่มก็ได้ หรือถ้าสนใจอยากทำสี ก็มันสอนได้อีก” สุวัฒน์กล่าว

ท้ายที่สุดแล้ว จากความชอบเล่นและสะสมอาร์ตทอยเป็นการส่วนตัว ผสมกับความเบื่อจากการนั่งทำงานประจำหน้าคอมพิวเตอร์ตอลดเวลา ทำให้สุวัฒน์ก้าวออกไปลงเรียนปั้น และหันมาทำอาร์ตทอยในแบบฉบับของตนเอง ภายใต้แนวคิดที่ว่าอาร์ตทอยเป็นได้มากกว่าของเล่น จนเกิดการสร้างสรรค์ผลงานอาร์ตทอยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของบ้านเกิด และความฝันที่จะสร้างชุมชนศิลปินอาร์ตทอยผ่านการฝึกทักษะให้เยาวชนในภาคตะวันออก
ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะได้เห็นศิลปินอาร์ตทอยรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นคนภาคตะวันออก และเป็นผลผลิตของศิลปินรุ่นพี่อย่างสุวัฒน์ ได้ไปโลดแล่นอยู่ในวงการอาร์ตทอยเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้
.


