สรายุทธ สนรักษา แตกต่างจากนักปกป้องสิทธิคนอื่นในภาคตะวันออก เขาเลือกใช้วิธีการเผชิญหน้ากับนิคมอุตสาหกรรม และต้องเผชิญกับการถูกคุกคามทางกระบวนการกฎหมาย และการหมายเอาชีวิตของเขา
“ผมเคยถูกเจาะยางรถยนต์ มีความพยายามเข้ามาทำร้ายร่างกาย จนไปถึงขั้นวางแผนที่จะมายิงผม”
สรายุทธ สนรักษา เป็นเกษตรกร, พ่อค้าขายส่งอาหารทะเล, เลี้ยงปู เลี้ยงกุ้ง, ดังนั้นชีวิตของเขาจึงต้องอาศัยความเกื้อกูลจากธรรมชาติ เขาถึงจะสามารถหาเลี้ยงชีพได้
“เราหากินอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นต้องดูแลมัน”
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้สรายุทธต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้กับการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรม ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติภาคตะวันออก
สรายุทธถือว่าเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหว ที่เปิดหน้าชนกับภาคเอกชนอย่างไม่เกรงกลัว เขาเลือกที่จะใช้วิธีการเคลื่อนไหวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหยุดยั้งโครงการต่างๆ ที่เขามองว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีการของเขาคือการเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ และแสดงออกถึงการคัดค้านทำให้เวทีไม่สามารถบรรลุผลได้
“ครั้งหนึ่งมีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ตอนกลางคืนซึ่งไม่มีใครเขาทำกัน ผมตัดสินใจไม่เข้าประชุม แต่แกนนำคนอื่นเข้าร่วม มีการลอบยิงเกิดขึ้นโชคดีที่ลูกกระสุนไม่ถูกใคร”
เรื่องราวต่อจากนี้คือชีวิตการเคลื่อนไหวของสรายุทธที่เปิดหน้าชนแบบไม่เกรงกลัวแหล่งทุน

เปิดหน้าชนการเคลื่อนไหวที่แลกกับความเสี่ยงภัยของนักเคลื่อนไหวในภาคตะวันออก
“ผมเป็นนักล้มเวที” สรายุทธเริ่มอธิบายวิธีการเคลื่อนไหวของเขา “ผมเลือกใช้วิธีการทำให้ขบวนการในเวทีประชาพิจารณ์มันไปต่อไม่ได้ และด้วยวิธีการที่ถูกกฎหมาย”
สรายุทธเล่าว่าได้รับต้นแบบการเคลื่อนไหวมาจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.สะเอียบ จ.แพร่ ที่คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น และการต่อสู้คัดค้านทางด่วนของชุมชนบ่อนไก่ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ที่ชุมชนร่วมกันคัดค้านทั้งชุมชน
“ผมไม่ใช่ NGO ผมเป็นเกษตรกร ผมใช้เงินของตัวเองทำงานเพื่อปกป้องชุมชน ไม่ใช่นักสู้โดยอาชีพ”
สำหรับเหตุผลที่สรายุทธต้องออกมาเคลื่อนไหวนั้น ไม่ได้มีเหตุผลใดที่ซับซ้อนไปกว่า การต้องการปกป้องชุมชน และครอบครัวที่เขารัก
“เราแค่อยากให้น้ำที่ใช้ทำมาหากินในชีวิตมันสะอาด อยากให้ลูกหลานเรามีที่ดินทำกินที่สะอาดปลอดภัย”

ตะวันออกเพื่อคนรุ่นต่อไป
“คนรุ่นเก่าทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากพอแล้ว พวกเขาไม่ควรมีปากมีเสียงไปกำหนดว่าอนาคตวันข้างหน้าควรจะเป็นอย่างไร”
สรายุทธมองว่าการเปลี่ยนแปลงของภาคตะวันออก อาจจะยังไม่ทันได้เห็นในคนรุ่นเขา แต่อย่างน้อยเขาคาดหวังว่าการที่เขาออกมาเคลื่อนไหวในวันนี้ จะเป็นการส่งต่อรากฐานการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้กับคนรุ่นต่อไป
“ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาออกมาขับเคลื่อนมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ โอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจะมีมากขึ้นตามมา”
สรายุทธกล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วสมัยก่อนการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวของเขา ในวันที่การติดต่อสื่อสารยังไม่สามารถทำได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ ทำให้การรวมตัวสร้างเครือข่ายเป็นไปได้ยากกว่า แต่เขาเชื่อว่าในยุคนี้และยุคต่อไป คนรุ่นใหม่มีความหวังมากกว่าในรุ่นของเขา
“คนรุ่นใหม่อย่างไรก็มีความหวังมากกว่า เพียงแต่ว่าวันนี้พวกเขาจะได้มีเวลามากพอในการแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออกหรือไม่” สรายุทธกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้

สถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเสี่ยงที่เผชิญร่วมกัน
ข้อมูลจาก Global Witness ได้ระบุว่าในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 196 คนจากการออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นตั้งแต่การทำเหมืองแร่และโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกตัวอย่างเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ นักปกป้องสิทธิมักถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงและการใช้กฎหมายคุกคาม โดยในปี 2023 ในประเทศฟิลิปปินส์มีนักเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมเสียชีวิต 17 คน และมีอีก 7 รายถูกบังคับให้สูญหาย
ส่วนในประเทศไทยพบข้อมูลว่านับตั้งแต่ปี 2012 มีนักปกป้องสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมเสียชีวิตทั้งสิ้น 13 คน ในขณะที่ประเทศอย่างกัมพูชาในปี 2024 มีนักปกป้องสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมถูกจับกุมมากกว่า 100 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงอย่างน้อย 1 คน
นอกจากนี้ยังมีการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการข่มขู่โดยประมาณ 60% ของการคุกคามนักปกป้องสิทธิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักเกิดขึ้นในรูปแบบการกักขังโดยพลการ การลงโทษทางอาญา และการฟ้องปิดปาก (SLAPP)
“ผมเคยถูกฟ้องคดี พรก.ฉุกเฉิน, คดีหมิ่นประมาท และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์”
สรายุทธกล่าวถึงคดีความที่เขาต้องเผชิญระหว่างการออกมาเคลื่อนไหว พร้อมบอกว่าการออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ย่อมทำให้คนรอบข้างเป็นห่วงความปลอดภัยเป็นเรื่องธรรมดา แต่สรายุทธกล่าวว่าเมื่อเลือกที่จะออกมาเคลื่อนไหวต้องพร้อมที่จะรับความเสี่ยง เขาเชื่อว่าถ้าทำงานอย่างเต็มที่ ประชาชนจะเป็นเกราะป้องกันความปลอดภัยให้กับตัวเขา
“ผมไม่ได้เป็นคนที่ห่วงชีวิต ขอแค่ว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แค่นี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว”
สรายุทธกล่าวทิ้งท้าย



