ทิวา แตงอ่อน เห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในสมัยที่เขายังเป็นนักศึกษา เหตุการณ์นี้จึงหล่อหลวมให้เขายืนหยัดในการเป็นนักปกป้องสิทธิและยังคงเชื่อมั่นในพลังของประชาชน
“เหตุการณ์บ่อขยะอันตรายที่สุด ได้ข่าวว่ามีมือปืนจะมายิงผม หลังจากที่ผมรอดตาย ผมจึงพาครอบครัวย้ายมาอยู่จังหวัดจันทบุรี”
อันที่จริงความฝันของทิวา แตงอ่อน ไม่ได้มีปลายทางอยู่ที่การมาเป็นนักปกป้องสิทธิ เขาเล่าว่าความฝันของเขาคืออยากปลูกป่า ได้มีเวลาเดินป่าและอ่านหนังสือ โดยมีหนังสือในดวงใจเขาคือ The Catcher in the Rye หรือในชื่อภาษาไทยคือ ‘จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น’
มันเป็นเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง โฮลเดน คอลฟิลด์ เด็กหนุ่มที่เข้ากับสังคมไม่ได้ ที่มีความใฝ่ฝันคือต้องการไปแอบซุ่มอยู่ที่ทุ่งข้าว และมองดูเด็กๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน และคอยช่วยเด็กสักคนที่พลัดหลงและตกลงไปในเหว
“ผมเชื่อมั่นในพลังของคนเล็กๆ ผมเชื่อมั่นในความหลากหลาย”
และด้วยความเชื่อมั่นนั้น ทำให้ทิวายืนหยัดในการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่วันที่เขาเป็นนักศึกษา ทำงานในโรงงาน จนถึงวันที่เขามาตั้งหลักปักฐานวางแผนบั้นปลายชีวิตอยู่ที่ จ.จันทบุรี

จากเด็กหนุ่มในยุคพฤษภาทมิฬสู่นักปกป้องสิทธิในภาคตะวันออก
ทิวาเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเป็นนักเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หลังจากเรียนจบเขาเล่าว่าได้เข้าไปทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ในตำแหน่งงานด้านโลจิสติกส์ ก่อนที่จะย้ายมาประกอบกิจการส่วนตัวที่ ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่นั่นเขาได้ชิมลางการเคลื่อนไหวคัดค้านบ่อฝังกลบขยะ ของบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เนื่องจากว่าทางบริษัทต้องการบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 101 ไร่
“ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาขอให้ผมหยุดคัดค้าน แต่ผมไม่ยอม”
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทิวาถูกวางแผนลอบเอาชีวิตโดยมือปืน เขาต้องหลบหนีไปซ่อนตัว และเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว ทิวาตัดสินใจย้ายที่อยู่อาศัยไปยัง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ในช่วงปี พ.ศ.2555 เขาคาดหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข แต่แล้วในช่วงรัฐบาล คสช. หลังปีพ.ศ. 2557 มีนโยบายที่จะทำเหมืองทองใน 12 จังหวัด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจังหวัดจันทบุรี
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2560 มีคำสั่งจาก คสช. ให้ปิดเหมืองทอง แต่หลังจากนั้นไม่นานผลกระทบจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก็ตกมาถึง จ.จันทบุรี เมื่อมีความต้องการน้ำจำนวนมหาศาลป้อนเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม จึงต้องมีการผันน้ำจากจังหวัดรอบๆ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น จันทบุรีและสระแก้ว เพื่อนำไปป้อนเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือ EEC
“จันทบุรีเป็นจังหวัดเกษตรกรรม เราต้องการน้ำจำนวนมากในการทำสวนทุเรียน ผมเลยพาชาวบ้านต่อต้านโครงการผันน้ำ เพราะมันเกิดขึ้นเพื่อช่วยอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่”
หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2563 ทิวาระบุว่าโครงการทำเหมืองทองกลับมาอีกครั้ง ทิวาลุกขึ้นมาคัดค้านจนเหมืองไม่สามารถดำเนินการต่อได้ แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เคยหมดไปจากภาคตะวันออก ความท้าทายใหม่ที่ทิวาและคนภาคตะวันออกกำลังเผชิญคือการเข้ามาของกลุ่มทุนจีน

การเข้ามาครอบครองของกลุ่มทุนจีนในภาคตะวันออก
“ผมวางปัญหาทุกอย่างไว้และหันมาศึกษาความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนจีน”
ทิวาเล่าว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 เป็นต้นมางานประเด็นหลักของทิวาคือการสำรวจ และรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีน ที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในภาคตะวันออก
เขาเสริมว่าตอนนี้อุตสาหกรรมทุเรียนถูกกลุ่มทุนจีนครอบครองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นับตั้งแต่การกว้านซื้อสวนทุเรียน โดยใช้นอมินีหรือการแต่งงานกับคนไทย รวมทั้งเข้าครอบครองโกดังรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกร และส่งออกไปยังตลาดที่ประเทศจีนที่คนไทยแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
“ปัจจุบันคนจีนสามารถควบคุมกระบวนการซื้อขายทุเรียนได้แทบจะหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์”
ทิวากล่าวว่าตอนนี้เหลือแค่สวนทุเรียนของคนไทยเท่านั้น ที่ยังไม่ถูกครอบครองไปเสียทั้งหมด แต่ก็มีความพยายามที่จะกว้านซื้อให้ได้มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามเกษตรกรชาวไทย เพราะการทำสวนทุเรียนถือเป็นวิถีชีวิตของคนในภาคตะวันออก
“เราต้องทำให้เรื่องมืดเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องสว่างให้ได้ เพราะพอทุกคนรู้เราจะปลอดภัยมากขึ้น”
ทิวาพยายามผลักดันประเด็นที่เขาทำให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ และเมื่อไหร่ที่คนในสังคมเห็นด้วย มันจะไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างกลุ่มทุนกับตัวเขาหรือชุมชน แต่จะกลายเป็นประโยชน์ของสาธารณชน ดั่งที่เขากล่าวว่า “ทำให้สังคมโดยรวมไม่เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ เราจะไม่ได้ต่อสู้อยู่คนเดียว แต่สังคมสู้ไปกับเราด้วย”

ความเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อกสู่ยุคออนไลน์ของนักเคลื่อนไหวภาคตะวันออก
“ผมเคยได้รับการเสนอเงินหลายล้านบาท ส่งคนมาขอให้หยุดเคลื่อนไหว ปล่อยข่าวว่าผู้มีอิทธิพลไม่พอใจ”
ทิวาได้เล่ารูปแบบการถูกคุกคามในสมัยก่อน รวมทั้งรูปแบบการทำงานเคลื่อนไหว ที่ยังไม่มีพื้นที่ออนไลน์ให้สามารถส่งเสียงหรือหาแนวร่วมได้ การเคลื่อนไหวจึงเป็นในรูปแบบการรวบรวมรายชื่อ จัดชุมนุมในพื้นที่ และเดินทางไปยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
“สมัยนี้ต้องทำงานแตกต่างออกไป เราทำงานผ่านสื่อมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องใช้ประสบการณ์ และหาแนวร่วมทั้งในและนอกพื้นที่ให้ได้มากที่สุด”
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทิวาเชื่อมั่นว่าเขาไม่เคยเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันที่เขาเป็นนักศึกษาจนมาถึงปัจจุบันคือ การไม่ทนต่อความอยุติธรรม ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เขาพบเจอมาล้วนหล่อหลอมให้เขาลุกขึ้นสู้เมื่อเจอกับความไม่เป็นธรรม
“ผมคาดหวังอย่างเดียวว่า ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ ยังมีใจยังมีแรง ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด”
ทิวาได้แนะนำหนังสืออีกเล่มก่อนจบการสนทนา โดยเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า คนปลูกต้นไม้ ของฌ็อง ฌิโอโน ทิวาเล่าว่ามันเป็นหนังสือขนาดสั้นที่เล่าเรื่องคนคนหนึ่งที่มีชีวิตที่ต่ำต้อย อาศัยอยู่กับแกะฝูงหนึ่ง และไม่ได้ต้องการอะไรมากมายในชีวิต เขาเก็บเมล็ดไปปลูกป่า นั่นคือความสุขของเขา
“มันเป็นงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่” ทิวากล่าวทิ้งท้าย



