เชื่อว่าถ้าให้พูดถึง ‘หนังใหญ่’ หลายๆ คนก็อาจจะขมวดคิ้ว และไม่คุ้นเคยกับการแสดงประเภทนี้มากนัก
แต่กับ อำไพ บุญรอด เขามองว่า หนังใหญ่ ก็คือ มหรสพชั้นสูงของไทย เหมือนกับที่ โอเปร่า คือ อุปรากรใหญ่ของยุโรป และนั่นทำให้เขาหลงใหลและทุ่มเทไปกับการทำให้หนังใหญ่ยังคงมีชีวิตโลดแล่น
โดยหนังใหญ่ที่อำไพหลงรักและทำงานสืบทอดมา คือ ‘หนังใหญ่วัดบ้านดอน’ ซึ่งเป็นมหรสพที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี ที่ส่งต่อมาตั้งแต่ยุคเจ้าเมืองระยอง สู่อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านดอน
และ หนังใหญ่วัดบ้านดอน นี้เองที่นำมาสู่เทศกาลหนังใหญ่ ไฟกะลา ที่จะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนของเทศกาลสงกรานต์
ชวนไปคุยกับ อำไพ บุญรอด ผู้ที่เกิดมาเพื่อปวารณาตัวดูแล รักษา และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมหนังใหญ่วัดบ้านดอน มหรสพชั้นสูงที่รวมศาสตร์และศิลป์ทั้งสี่แขนงของไทยไว้ในการแสดงเดียว

.
จากความชอบลิเก ลำตัด โขน สู่การเป็นเสาหลักให้หนังใหญ่ วัดบ้านดอน
อำไพ บุญรอด ในวัย 72 ปี เป็นทั้งครูพากย์ ผู้ดูแลคณะหนังใหญ่ และรองประธานคณะกรรมการอนุรักษ์หนังใหญ่และพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน ระยอง เป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่อำไพเข้ามาเป็นเสาหลักในการสืบสานศิลปะ นาฎกรรมชั้นสูงชนิดนี้ให้คงอยู่คู่เมืองระยองต่อไป
อำไพ เป็นคนบ้านค่ายโดยกำเนิด เติบโตในครอบครัวของศิลปินขนานแท้ ตั้งแต่บิดาและญาติพี่น้องที่โลดแล่นอยู่ในวงการศิลปะ นาฎกรรมไทย ปลูกผังให้อำไพที่ขณะนั้นเป็นคุณครูสอนหนังสือชั้นประถมศึกษา มีความชื่นชอบในศิลปะและวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะ ลิเก ลำตัด โขน
ก่อนที่อำไพจะได้รับการเชิญชวนจากครูอำนาจ มณีแสง ทายาทครูเชิดหนังเก่าแก่ให้เข้ามาช่วยเป็นผู้พากย์หนังใหญ่ ในขณะที่ครูอำนาจและเจ้าอาวาสวัดบ้านดอนในขณะนั้น ริเริ่มที่จะฟื้นฟูการเชิดหนังใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2543 หลังจากที่มีโครงการอนุรักษ์ตัวหนังใหญ่และทำพิพิธภัณฑ์เก็บตัวหนังใหญ่ไปเมื่อปี 2538 – 2539
อำไพจึงเข้ามาเป็นทายาทรุ่นที่สองที่มารับช่วงต่อการดูแล อนุรักษ์ ฟื้นฟูหนังใหญ่วัดบ้านดอนต่อจากพระครูบรุเขต วุฒิกร เจ้าอาวาสวัดบ้านดอนและครูอำนาจรวมถึงครูเชิดหนังใหญ่รุ่นเก่า จนทำให้หนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงคู่เมืองระยองมาจนถึงทุกวันนี้

หากโอเปร่า คือ อุปรากรใหญ่ของยุโรป หนังใหญ่ ก็คือ มหรสพชั้นสูงของไทย
คำกล่าวที่ว่า “หนังใหญ่ คือ มหรสพชั้นสูงของไทย” ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างลอยๆ แต่อย่างใด
เพราะหนังใหญ่คือ มหรสพที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์ไทยหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม นาฏกรรม หัตกรรม ดุริยางศิลป์ ผ่านทางการแต่งคำร้อง บทพากย์ ผ่านการเชิด ผ่านการแกะตัวหนังใหญ่ และผ่านดนตรี ขับร้องประกอบการแสดง
อำไพเล่าให้ฟังว่า “หนังใหญ่ มีจุดกําเนิดมาก่อนโขน สมัยก่อนหนังใหญ่เล่นในรั้วในวังเท่านั้น ไม่มีโอกาสที่ชาวบ้งชาวบ้านจะได้ดู หนังใหญ่มีตัวหนังมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนจะเสื่อมความนิยมไป โขนเนี่ย ก็เอามาจากหนังใหญ่”
“ปกติหนังใหญ่ก็จะเล่นในงานสงกรานต์ หรืองานประจําปีของวัด หรือไปเล่นนอกสถานที่ เช่น งานศพ อย่างงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ที่จะต้องมีมหรสพสมโภชแสดงหน้าพระลาน หนังใหญ่ คือ มหรสพที่จะทำการแสดงเป็นอันดับแรกก่อนการแสดงมหรสพอื่นๆ”
ซึ่งเป็นการยืนยันระดับชั้นและความสำคัญของหนังใหญ่ที่มีมาตลอด จากคำบอกเล่าของอำไพและการค้นหาเพิ่มเติมพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยเหลือแหล่งเก็บรักษาและฟื้นฟูหนังใหญ่อยู่ 3 แหล่งด้วยกัน
ได้แก่ วัดขนอน จังหวัดราชบุรี วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี และวัดบ้านดอน จังหวัดระยอง โดยความแตกต่างของหนังใหญ่ทั้งสามแห่งคือ ตัวหนัง ซึ่งอำไพบอกว่า “หนังใหญ่ของเขาเนี่ย จะเป็นตัวหนังใหญ่ประมาณปลายรัตนโกสินทร์ ตัวหนังเป็นฝีมือชาวบ้าน แต่ตัวหนังของเราเนี่ยเป็นตัวหนังสมัยปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์แกะโดยช่างหลวง ฝีมือ ลงลายต่างกับเขา แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นหนังกลางคืน มีสองสีเท่านั้นน่ะ คือ ขาวกับดํา ส่วนของเขาเป็นหนังใหญ่กลางวันมีสีเหลือง สีเขียว เพราะว่าตอนนั้นเริ่มมันเริ่มมีสีเข้ามา”

ประวัติศาสตร์และการเดินทางของหนังใหญ่วัดบ้านดอน
อำไพพาย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของหนังใหญ่วัดบ้านดอนว่า
“เมื่อประมาณปี พ.ศ.2431 พระยาศรีสมุทรโภคชัย โชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยอง ได้สั่งซื้อตัวหนังใหญ่ มาจากจังหวัดพัทลุงจำนวน 200 ตัว ขนส่งข้ามอ่าวไทยมาทางเรือสำเภา ทำให้ช่วงแรกๆ มีคนข้าใจผิดว่าหนังใหญ่เป็นของภาคใต้”
พร้อมทั้งจ้างครูหนังมาช่วยในการฝึกสอน ถ่ายทอดการแสดงให้กับคนของเจ้าเมือง เพื่อแสดงในงานสำคัญต่างๆ เช่น งานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในปี พ.ศ.2523 และงานสงกรานต์ เพื่อฟื้นฟู สืบสานศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทย
ต่อมาหลังท่านเจ้าเมืองเสีย ตัวหนังใหญ่ทั้ง 200 ตัวของท่านเจ้าเมืองก็ถูกเก็บไว้ที่วัดเก๋ง หรือวัดจันทอุดม (ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลระยอง) ก่อนถูกย้ายมาเก็บที่วัดบ้านดอนในปี 2531
หลังจากนั้นก็หมดยุคเล่นหนังใหญ่ ตรงกับการเข้ามาของทหารญี่ปุ่นในราวราวปี 2485 – 2486 ที่มีการห้ามการละเล่นไทยหลายๆ อย่าง รวมถึงดนตรีไทย หนังใหญ่ก็เลยพลอยถูกเก็บไปด้วย จนกระทั่งถึงยุคต่อมาในปี 2531 – 2532 ที่เจ้าอาวาสวัดบ้านดอนมีความคิดริเริ่มในการอนุรักษ์ตัวหนังใหญ่ขึ้นอีกครั้ง
โดยความคิดเริ่มแรกของเจ้าอาวาสวันบ้านดอนมีความต้องการเพียงเพื่ออนุรักษ์ตัวหนังเก่า 200 ตัว โดยการเก็บไว้ที่วัดบ้านดอน พอตอนหลังท่านเจ้าอาวาสก็ว่า มีความคิดที่จะเอาหนังใหญ่มาเชิด แล้วก็มีนักเชิดเก่าเหลืออยู่สามสี่คนแต่ก็อายุมากแล้ว มีครูอำนาจ มีแสง ซึ่งท่านพวกเนี้ยแหละเป็นเสาหลัก หนังใหญ่วัดบ้านดอนถึงได้ฟื้นฟูขึ้นมา”

เปลี่ยนหนังใหญ่วัดบ้านดอนให้กลับมามีชีวิต
อำไพเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการพลิกฟื้นหนังใหญ่วัดบ้านดอน โดยท่านเป็นเจ้าอาวาสได้เรียกประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน และตั้งโครงการฟื้นฟูการเชิดหนังใหญ่วัดบ้านดอนขึ้น เมื่อประมาณปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นเองที่อำไพ ได้รับการเชิญชวนจากครูอำนาจ มณีแสง ให้เข้ามาเป็นนักพากย์ของคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนที่กำลังฟื้นฟูขึ้นมา โดยอำไพเริ่มต้นจากการใช้บทโขน มาเป็นขึ้นเป็นบทพากย์ของหนังใหญ่
“การพากย์หนังใหญ่เนี่ย มันมีหลายบทเห็นไหม มีทั้งบทกาพย์ยานี บทเจรจา บทกาพย์ฉบัง ก็เลยจําทํานองของโขนมาลองพากย์ เสร็จแล้วก็บังเอิญมีกลุ่มนักเชิดหนังเก่าแก่อยู่ ก็เลยถามเขาว่า ใช้ได้ไหมแบบนี้ ทํานองนี้ หลังจากนั้น เราก็เลยกลายเป็นครูพากย์หลัก”
หลังจากคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ข้อจำกัดต่อไปก็คือ คณะมีตัวหนังเก่าที่ไม่ชำรุดเสียหายอยู่เพียง 20 ตัวเท่านั้น อำไพเล่าว่า
“พอเล่นๆ ไปเพราะตัวหนังมันมีจำกัด เราก็เลยเล่นได้แต่ตอนซ้ำๆ เราก็เลยริจะทำตัวหนังใหม่ โดยการฝึกเยาวชนหลังจากนั้นไปเรี่ยรายหาเงินทําตัวหนังใหม่จากชาวบ้านแถวนั้น ประมาณเจ็ดสิบกว่าตัว แล้วเราก็เลยลงทุนไปซื้อพื้นหนังเอามาออกลาย แล้วก็ให้เป็นแกะ ปัจจุบันก็เลยกลายเป็นว่าที่เราทําใหม่เนี่ยได้เอาไปแสดงเรื่อย”
แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนและอำไพก็เข้ามา เมื่อท่านเจ้าอาวาสวัดบ้านดอนผู้เป็นหัวเรือใหญ่ และเสาหลักให้คณะถึงแก่มรณภาพ
“พอสิ้นเสาหลัก สิ้นครูอำนาจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยตกที่ผมรับผิดชอบ ทุกสิ่งทุกอย่างตกหนักที่เรา ตั้งแต่บริหาร แล้วก็สอนเด็กพากย์ เขียนบท แกะตัวหนัง ทุกอย่างเลย แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่จะทำต่อ เพราะไม่อยากให้มันหายไป”
สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังใหญ่วัดบ้านดอนกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น และทำให้คณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนเป็นที่รู้จักคือ การปรับการแสดงให้ร่วมสมัยมากขึ้น

“พอระยะหลังเนี่ย เรามีการปรับการแสดงให้มันเป็นแบบรวมสมัยมากขึ้น เราได้ความคิด และได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์พันพัสสา ธูปเทียน ที่ทำการแสดงให้ภาพยนตร์เรื่องแมนสรวง ตอนนั้นแกอยู่จุฬา แกทําวิจัยด้วยไง แกมาช่วยปรับการแสดงแล้วก็ให้ผมเขียนบทใหม่”
โดยเป็นการเพิ่มบทร้อง แล้วก็ปรับปรุงให้มีการแสดงข้างหน้าจอ เพิ่มการแสดงหลายแบบ ไม่ใช่แบบดั้งเดิมอย่างเดียว เช่น งานเกษียณก็แต่งบทเกษียณ งานวันเกิดก็ใช้บทงานวันเกิดทำให้คณะหนังใหญ่รับงานได้มากขึ้น
ซึ่งอำไพขยายความการแสดงแบบดั้งเดิมให้เราฟังว่า “ไอ้คําว่าดั้งเดิมนั่นก็คือ ยกกันไปทั้งหมด เอาจอไป เอาวงดนตรีไป วงดนตรีเราใช้วงลําเจียก เล่นสด ภาพสด ใช้เวลาประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง มีผู้ร่วมคณะได้ทั้งสิ้นกว่า 30 ชีวิต” แต่แบบใหม่แบบประยุกต์ บ้างครั้งก็ไปกันเฉพาะคนที่จะต้องแสดง เรื่องดนตรีก็ใช้เครื่องเสียงที่บันทึกไว้ไป นอกจากนั้นที่เป็นความพิเศษของคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ การสอดแทรกสำนึกร่วมของการเป็นคนระยอง เช่น
“บางครั้งนี่บทเราก็สอดแทรกภาษาระยองเข้าไปนะ ให้เขารู้ว่าเราเป็นคนระยอง แล้วเราก็มีการแกะหนังใหญ่ชุดใหม่ เขียนบทใหม่ ทำมาประมาณปีสองปี (2564 – 2565) เป็นครั้งแรกที่เรามาแกะตัวหนังใหม่ ตอนพระอภัยมณีหนีนางยักษ์” ซึ่งอำไพเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นศิลปะวัฒนธรรมการแสดงที่ขึ้นชื่อลือชา ที่ทําชื่อเสียงให้กับจังหวัดระยอง

เพราะทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง แต่ความรักในหนังใหญ่ของอำไพไม่เปลี่ยนไป
สำหรับอำไพที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตปลุกปั้น คณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนมา ทั้งหมดเป็นเพราะ
“มันมีความชอบอยู่ในนั้น นั่นคือ การได้ร้องเพลง ความชอบมหรสพชอบการแสดงไอ้เก่าๆ อยู่แล้ว นี่คือความชอบในปัจจุบัน เราคิดว่าถ้าเราไม่ทําสักคน มันไม่มีคนทํา บางคนรุ่นใหม่ๆ เขาก็ไม่มีความรู้พอ ก็เผอิญนี่เราพอมีความรู้ก็พยายามที่จะปรับปรุงให้มันดีขึ้น”
ทุกวันนี้อำไพก็ยังเป็นคนพากย์หนังใหญ่เองอยู่ โดยเฉพาะในบางงานที่เป็นงานใหญ่หรืองานสำคัญ ในขณะเดียวกันก็หาคนมาสืบต่อ ซึ่งตอนนี้กําลังฝึกอยู่ อำไพบอกว่า ความยากของการขายศิลปวัฒนธรรมหากิน หรือของนักแสดงมหรสพในปัจจุบันคือ มันเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ ทำให้มันยากที่จะหาคนมาสืบสานต่อไป
“ บางครั้งเนี่ย พอเขาให้เราไป สมมติเขาอาจจะให้เราสักหมื่นนึง เอาวงดนตรีไปด้วย เราก็แทบไม่เหลืออะไรเลย เด็กสามสิบกว่าคนได้คนละร้อย สองร้อย” ด้วยสภาพแบบนี้มันไม่พอ ผู้สืบทอด เด็กๆ เขาก็ต้องทำอาชีพอื่นๆ ด้วย การจะมาฝึกฝน ส่งต่อกันมันก็ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น โดยการทําหนังใหญ่ อำไพบอกว่า ที่เหนื่อยที่สุดคือการฝึกฝนเด็ก
“แต่พอมันโตขึ้น มันมีครอบครัวขึ้น เขาก็ไปแล้ว เขาก็ไม่มีเวลากิจกรรมมาหาเรา มันก็ต้องมีเด็กตัวใหม่ทดแทนไป โชคดีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ของโรงเรียน เลยมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เข้ามา”
ตลอดระยะเวลาเป็นร้อยๆ ปีที่การเล่นหนังใหญ่มีทั้งช่วงเวลาที่รุ่งเรื่อง ช่วงเวลาที่เสื่อมความนิยม ผ่านช่วงเวลาที่กลับมาเฟื่องฟูผ่านการปรับการแสดงให้ร่วมสมัยขึ้น และส่งต่อไปกาลข้างหน้าที่ยังไม่รู้ชะตากรรม อำไพมองว่า
“ไอ้ตอนที่มันหายไปก็เป็นธรรมดานะ ไอ้ของสิ่งไหนที่ใหม่กว่าก็ได้รับความนิยมมากกว่า นั่นคือเหตุการเปลี่ยนแปลงของโลก สังคมมันเปลี่ยนแปลงของแต่ละยุค ถามว่าตรงเนี้ยที่ฟื้นฟูขึ้น มาหาทางช่วยหนังใหญ่เก่าๆ พยายามตั้งโครงการนั้น โครงการนี้ เหมือนจิตอาสาน่ะ เข้ามานี่มันไม่ได้มีเงินมีทองอะไร แต่ก็ทำ ก็พยายามปลูกฝังเด็กๆ ให้รัก เพราะนี่ของดีบ้านมัน อย่างตอนนี้หนังใหญ่วัดบ้านดอนก็มีการประยุกต์ ทำบทใหม่ แกะตัวหนังใหม่ สอดแทรกภาษาระยองเข้าไป ให้มันรู้ว่าเรามาจากระยอง”
อนาคตข้างหน้าตัวเขาจึงได้แต่หวังว่าจะมีเหล่าคนสนใจพามหรสพชั้นสูงนี้เดินทางต่อไป


