/

Micro Cinema is Bliss : สนทนากับชาว bliss project ถึงการปลุกปั้นโรงหนังเล็กๆ ในเมืองจันท์

ท่ามกลางกระแสการกลับมาของโรงหนังขนาดเล็กหรือไมโครซีนีม่า (micro cinema) ในจังหวัดต่างๆ  ‘bliss project’ ไมโครซีนีม่า ณ ย่านตลาดน้ำพุ จันทบุรี คือหนึ่งในโรงหนังเกิดใหม่ที่ได้ชื่อว่ายืนหนึ่งในภาคตะวันออกในเวลานี้ 

เรามีโอกาสไปทำความรู้จักและพูดคุยกับ หนุน-ทวีโชค ผสม, จุ้ย-ภัทรเศรษฐ์ เจริญทองนิธิโชติ, เจฟ-ฐาปนะ โชติสกุลแสงทอง และ อาดี้-ชยธร สมจิตต์ สี่สมาชิกทีมที่รวมตัวกันก่อตั้ง bliss project ที่พาเราย้อนกลับไปนับตั้งแต่การตัดสินใจวางมือจากงานประจำในกรุงเทพฯ แล้วกลับมาเริ่มต้นทำโรงหนังขนาดเล็กที่บ้าน ก่อนจะลองสมัครเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและขยายโอกาสการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก ตลอดจนเส้นทางที่กว่าจะกลายมาเป็นโรงหนัง bliss project

พวกเขาคิดยังไงกับวงการภาพยนตร์และไมโครซีนีม่า bliss project จะเป็นแค่โรงหนังหรือมีอะไรสนุกๆ รอเปล่งประกาย

ชวนไปติดตามกันผ่านบทสนทนาแบบ bliss bliss กับทีม bliss project

แต่ละคนมาร่วมตัวกันเป็น bliss project ได้อย่างไร?

หนุน: “ที่มาที่ไปของผมกับเพื่อนๆ ก็คือเรียนภาพยนตร์มาด้วยกัน จริงๆ พอเรียนจบแล้วเหมือนทุกคนก็ทำงานประจำ มีผมคนเดียวที่ยังไม่ทำงานประจำ เป็นฟรีแลนซ์ทำหนังทำอะไร แล้วเหมือนทุกคนเริ่มเจอกำแพง เริ่มหาความสุขจากงานประจำไม่ได้ ตัวตนมันเริ่มหล่นหายไปจากงานประจำ หล่นหายไปกับการทำงานแบบ รูทีนในทุกวันๆ ก็เลยคิดกันว่างั้นเราพักจากบางอย่างแล้วมาเริ่มทำอะไรที่เรามีความสุขกับมันสักที มันก็เลยเป็นออกมาเป็นโปรเจกต์ชื่อ ‘Bliss Lab’ ครับ คือจะมาก่อน bliss project แต่มันคืออะไรที่แบบเป็นสุขคติของเรา แล้วก็เป็นเหมือนแล็บ เหมือนการที่เราได้มาทดลองทำสิ่งที่เราอยากทำ ทำสิ่งที่ทำกับงานประจำไม่ได้ เหมือนเป็นที่ที่ทำให้เรามีความสุขจากการทดลองทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ” 

จุ้ย: “ของผมที่มาก็น่าจะคล้ายๆ กันกับเพื่อน เพราะเราเริ่มทำด้วยกัน แบบตอนนั้นผมยังเป็นฟรีแลนซ์ ถ่ายไปเรื่อยเลยครับ โฆษณา เอ็มวี อะไรแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วเราก็ชอบหนังที่สุด ชอบถ่ายหนังที่สุด แล้วพออาดี้ก็โทรมาหา โทรมาถามว่าอยากทำอะไรด้วยกันสักอย่างไหม เราก็เออลองดูสักที พูดตรงๆ ว่าตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิด ว่ามันจะมาถึงจุดนี้ แบบเลิกถ่ายงานแล้วก็กลับมาอยู่ที่บ้าน มาอยู่จันทบุรี แต่พอมันเกิดขึ้นแล้วก็สนุกดีครับ ปวดหัวดี”

อาดี้: “ผมเป็นคนเดียวในทีมที่ไม่ใช่คนจันทบุรี ส่วนเข้ามาร่วมได้ยังไง ก็เริ่มเมื่อต้นปีที่แล้ว เราก็มีการคุยกับเพื่อนๆ เพื่อรวมทีมทำโปรเจกต์หนึ่งที่เป็นการทำสิ่งที่อยากทำ ทำเพื่อสนุก ตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ ก็หากันว่าจะทำอะไรกันดี แล้วระหว่างที่คุยกันหนุนก็บอกว่าอยากเปิดโรงหนังเล็กๆ ที่บ้าน เพราะหนุนบอกว่าที่จันทบุรีไม่มีอะไรแบบนี้เลย เวลาจะดูหนังก็ต้องไปกรุงเทพฯ อันนี้หมายถึงหนังที่ไม่ใช่หนังกระแสหลักนะครับ

ที่นี่ก็เลยเป็นโปรเจกต์ที่เราจะเอาหนัง ซึ่งอาจจะมีแค่ในกรุงเทพฯ มาฉายที่ต่างจังหวัดบ้าง ก็คือที่จันทบุรี บ้านเกิดของเพื่อนๆ ผม และส่วนตัวผมก็เห็นความเป็นไปได้ว่ามีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นที่นี่ อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของงานมากมายจนกลายเป็นแบบวันนี้ครับ”

เจฟ: “ผมน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้าทีม ตอนนั้นจำได้ว่าเล่นเกมกับหนุน แล้วหนุนก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าจะทำอะไรกัน ซึ่งผมก็ยังไม่สนใจมาก พอผ่านไปได้สักอาทิตย์ เพื่อนก็มาถามว่าอยากทำด้วยกันไหม เราก็ไป แล้วตอนแรกพวกเราไม่ได้ตั้งใจทำเป็นโรงหนังครับ เราตั้งใจทำให้มันเป็นเหมือนโปรดักชันเฮาส์ แบบอยากจะทำหนังหรือทำอะไรที่เราอยากทำ เพราะว่ามันเกิดจากความเบื่อครับที่เราทำงานประจำ เราทำงานตามใจลูกค้า เราก็อยากจะทำงานของเราเองบ้าง พอหนุนเล่าให้ฟังผมก็เลยมองว่าน่าสนใจ ก็เข้ามาร่วมและพอทำไปเรื่อยๆ หนุนก็เล่าให้ฟังว่ามันมีอีกโปรเจกต์หนึ่งที่น่าสนใจ เป็นเรื่องไมโครซีนีม่า ก็คือ bliss project อันนี้ และในความรู้สึกของผมตอนนั้นก็อยากจะกลับมาทำ เพราะว่ามันเป็นอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้จันทบุรีพัฒนาขึ้น”

 

Bliss หรือความรู้สึกแบบสุขจนล้นของแต่ละคนคืออะไร?

อาดี้: “ผมว่าจริงๆ แล้ว bliss มันมีหลายเฉดครับ มันอาจจะมีความสุขมากหรือผ่านเรื่องราวยากๆ มาได้ แล้วมีความสุข มันอาจจะแปลว่าความปลื้มปริ่ม สุขคติ ในความคิดของผมมันเลยจะเป็นความรู้สึกแบบเราทำอะไรที่ยาก อะไรที่เราไม่คิดว่าเราจะทำมันได้ แต่เราก็ทำมันออกมาได้ ผมว่า bliss ในความหมายของผมมันคืออันนี้”

หนุน: “ของผมคิดว่ามันคือการได้ทำในสิ่งที่เชื่อมั้งครับ มันก็เลย bliss แต่วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้เชื่ออะไรแบบนี้ bliss ของเรามันก็อาจจะเปลี่ยนไป แต่วันนี้สิ่งที่เราเชื่อมันคือสิ่งนี้ bliss ของเรามันก็เลยอยู่ที่นี่ จริงๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าเราอาจจะทำเพื่อตัวเองกันมากๆ มันก็เลย bliss”

จุ้ย: “ถ้าจะตอบแบบง่ายมันเหมือนเรากลับไปทำงานกลุ่มอีกครั้งหนึ่ง เราทำพื้นที่ที่เราอยากมี แต่ถ้าจะตอบอีกแบบหนึ่งก็คือเราเอาทุกอย่างที่เราชอบมาไว้ที่นี่ เราทำที่นี่เพื่อทุกคนเลยครับ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่นี่ก็คือ bliss สำหรับเรา ทุกอย่างจริงๆ”

เจฟ: “เจฟมองว่าบรรยากาศทุกอย่างของที่นี่ ไม่ใช่แค่พื้นที่แต่คือเพื่อน คือกลุ่มคนดูหนังที่เขามาแล้วเขาชอบ มีการพูดคุยกันหลังหนังจบ คือบรรยากาศโดยรวม ผมว่ามันคือ bliss อย่างหนึ่งแล้ว เพราะเราใฝ่ฝันว่าอยากจะให้มันเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้ววันหนึ่งมันเกิดขึ้นมาจริงๆ มันทัชใจเหมือนกัน คือปกติเจฟจะดูงานในครัวเป็นหลักก็จะไม่ค่อยเห็นว่าด้านหน้ามันเป็นยังไง แล้วมันมีครั้งหนึ่งที่เราไม่มั่นใจว่าโรงหนังจะมีคนมาดูจริงไหม พอทำงานในครัวเสร็จเราก็ออกมาดูข้างหน้า แล้วทุกที่นั่งอ่ะครับมันแทบจะเต็มหมดเลย ครั้งแรกที่เห็นมันตื้นตันใจครับ มันตื้นตันใจมากๆ เพราะฉะนั้นในมุมของเจฟ bliss ก็จะเป็นความตื้นตันครับ”

แล้วก่อนจะมากระทำความ Bliss ใน bliss project แต่ละคนทำอะไรกันมาก่อน?

เจฟ: “พอจบโฆษณามาเจฟก็หางานเลยครับ หาเป็นงานประจำ ผมก็หาไปทั่วเลย แล้วงานแรกที่ได้ก็เป็นครีเอทีฟรายการทีวี ทำได้หนึ่งปี ก็รู้สึกอยากไปกลับไปทำโฆษณา ซึ่งทำได้ปีหนึ่งก็ออกมาทำโปรเจกต์นี้เลย โดนเพื่อนชวน”

หนุน: “จบมาก็พบกับความเวิ้งว้างครับ แล้วก็รู้สึกไม่อยากทำงานอะไรแบบที่ตัวเองเคยทำมาตอนสมัยมหาวิทยาลัย ก็เลยขออินดี้ ขอไปเผชิญกับมันสักนิดหนึ่ง แล้วก็เจอกับความกลัวของตัวเองจริงๆ ว่าจบไปแล้วถ้าไม่เข้าไปทำงานประจำเราจะทำอะไร แต่พอตั้งตัวได้ผมก็เริ่มทำโปรเจกต์ส่วนตัว เป็นสารคดีแบบที่ไปถ่ายคนเดียว ส่วนใหญ่ก็หาเงินครับ อะไรเข้ามาก็รับเพื่อที่จะหาเงินเลี้ยงตัวเอง หาเงินจ่ายค่าห้อง หาเงินยังชีพ ก่อนหน้านี้ผมก็ทำอะไรแบบนั้นอยู่ มีโปรเจกต์สารคดียาว สารคดีสั้นที่เขียนขอทุน แต่เอาจริงๆ โปรเจกต์อะไรแบบนั้นมันก็ไม่ได้ทำเงินได้มากเท่าไหร่ ผมก็เลยต้องกลับมาบ้าน

คือจริงๆ ผมก็ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ ด้วย พอกลับบ้านแล้วเริ่มปรับตัวได้ ก็เริ่มทำโปรเจกต์ตัวเอง ทำหนังอิสระ รับงานฟรีแลนซ์ทุกอย่าง ที่ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ เพราะผมไม่ได้มองว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมหลัก แบบไปทำหนังในสตูดิโออะไรแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ คือมันเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นยอด มันมีหอศิลป์มากมาย มีอะไรให้เสพมากมายมหาศาล มีอะไรให้ได้ไปพัฒนาความคิดของเราเอง แต่สำหรับผมการอยู่ที่นั่นมันก็ทำลายอะไรไปหลายอย่างเหมือนกัน มันเหมือนอยู่ในเมืองที่ดันเราไปข้างหน้าตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ เราจะไร้ค่า มันไม่ bliss” 

จุ้ย: “ผมคิดว่านักศึกษาฟิล์มทุกคนน่าจะเจอประสบการณ์เวิ้งว้างกันบ้างพอสมควร อย่างผมเจอสี่เดือน ก็อยู่ห้องเปล่าๆ มันเหมือนที่หนุนบอกว่าคือเวิ้งว้าง ไร้ค่ามากๆ แต่ว่ามันก็ต้องเอาตัวเองผ่านมาให้ได้ ไปหาเพื่อน พาตัวเองไปทำนู่นทำนี่ อย่างผมเป็นช่างภาพมาก่อนก็ถ่ายมาตลอด ตั้งแต่มัธยมก็อยู่กับกล้อง ขึ้นมหาวิทยาลัยก็ถ่ายมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มาเจอแก๊งพี่ๆ ผู้กำกับที่เขามาชวนไปทำนั่นทำนี่ ผมก็ถ่ายทั่วไปเลยครับ เอ็มวี โฆษณา ก็ถ่ายมาเรื่อยๆ จนถึงตอนที่มาทำตรงนี้”

อาดี้: “ผมหลังเรียนจบมาก็อยากทำหนัง เหมือนหลายๆ คน แต่ด้วยเวลา, โอกาส, สถานที่, อุตสาหกรรม, หรือการที่เราอาจจะไม่ได้พาตัวเองเข้าไปตรงนั้นด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ หลายๆ ปัจจัยก็ทำให้จบมาแล้วก็ไม่ได้ทำหนัง จริงๆ คืออยากทำแต่ไม่ได้ทำ ไม่รู้เพราะอะไร อาจจะเป็นพราะพื้นที่ในอุตสาหกรรมมันน้อยไปไหม ก็ไม่รู้ ผมก็เลยไปทำฟรีแลนซ์อยู่พักหนึ่ง เป็นผู้ช่วยถ่ายบ้าง และเมื่อปีที่แล้วก็ได้ไปทำงานประจำเป็นโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ถ่ายโฆษณา ถ่ายอีเว้นท์ แล้วเวลาก็ผ่านไป จนวันหนึ่งก็โทรไปบอกจุ้ยว่า ‘เรามารวมกลุ่มทำอะไรกันไหม’ แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมากครับ”

หนุน: “จริงๆ ที่อาดี้เริ่มมันไม่ใช่ไมโครซีนีม่า มันเหมือนกลุ่มเพื่อนที่มาทำอะไรด้วยกัน แต่ก่อนที่มันจะมาเป็นไมโครซีนีม่า ผมทำสารคดีและก็มีทำงานข้องเกี่ยวกับทาง Documentary Club อยู่บ้าง ทีนี้เขามีโครงการหนึ่งเป็นเหมือนการอบรมสารคดี และที่ภาคตะวันออกพวกพี่ๆ เขาก็มาที่จันทบุรี แล้วก็ถามว่าทำไมไม่มาทำไมโครซีนีม่าที่นี่เลย 

ผมก็เลยแบบมันได้หรอ มันมีความเป็นไปได้หรอ เพราะว่าจริงๆ ที่กลับมาอยู่บ้านก็มีความตั้งใจทำพื้นที่อะไรสักอย่างอยู่แล้ว เป็นพื้นที่ที่เราถวิลหามากๆ แบบที่ในกรุงเทพฯ มันมี เป็นพื้นที่ที่เราไปรับมวลอะไรสักอย่างแล้วกลับมาทำงาน เพราะที่นี่มันน้อยซะเหลือเกิน ตอนแรกก็คิดว่ามันไปได้ยากมาก เพราะว่าไอ้ความเป็นอาร์ตสเปซมันจะอยู่ได้ยังไง มันต้องมีทุน และเราก็ไม่ได้เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อน แต่พอได้ไอเดียมาจากพี่ๆ เขาว่ามันทำได้ เราก็มีไอเดียที่จะทำให้มันเป็นบาร์ด้วย เพื่อที่จะใช้เป็นตัวหาเงินเพื่อเลี้ยงโรงหนังให้มันเดินต่อไปได้

จริงๆ ก่อนหน้านี้เราก็มี BlissLab Space อยู่แล้ว เราก็เลยลองโยนความคิดเข้าไปว่างั้นเรามาทำสิ่งนี้ด้วยกันไหม ทำให้มันเป็นโรงหนังที่อยู่ได้ และเป็นพื้นที่ที่ผมเฝ้าฝันถึงในวัยเด็กด้วย เพราะที่จันทบุรีไม่เคยมี พวกเราก็เลยคิดว่ามาลองทำกันดู มาเริ่มต้นมันด้วยกัน 

สำหรับ BlissLab Space จริงๆ แล้วมันคืออะไรพวกเราก็ยังไม่แน่ใจครับ มันอาจจะเป็นโปรดักชันเฮาส์ไหม ก็ไม่แน่ใจ หรืออาจจะเป็นบริษัทเอาไว้ให้ผมยื่นขอทุนทำหนังยาว ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะนิยามพื้นที่อันนี้ว่าอะไรด้วยซ้ำ แต่ว่าเป็นพื้นที่ที่เรามาคุยกัน มาโยนไอเดียกันว่าใครอยากทำอะไร ซึ่งโปรเจกต์แรกที่โยนเข้ามาก็เป็นเว็บไซต์ bliss project คือตอนแรกเราก็อยากมีพื้นที่จริงๆ แต่เรายังมีไม่ได้ เราก็สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วพวกเราก็ Bliss กันเต็มที่เลย มาทดลองทำใส่กันลงไป แล้วระหว่างทำอันนี้กันอยู่ก็มีเรื่องไมโครซีนีม่าเข้ามา ซึ่งพวกเราก็เลยคุยกันว่าแบบ เอ๊ะ หรือมันจะได้นะ”

จุ้ย: “อาจจะขอเสริมว่า BlissLab Space คือมันอาจจะไม่ใช่โปรดักชันเฮาส์ แต่เป็นเหมือนออนไลน์แพลตฟอร์มสักอย่างที่ผลิตงานศิลปะ หรือว่าวิดีโออาร์ตๆ หนังสั้น หนังยาว อะไรก็แล้วแต่ ให้มันเป็นแพลตฟอร์มอันหนึ่ง คือตอนนั้นที่อาดี้โทรมาคือชวนว่ามาทำอะไรด้วยกันไหม เอางานมารวมกันแล้วหางาน ผมก็เอาไปคิดต่อว่ามันมีแพลตฟอร์มออนไลน์อันหนึ่งที่ผมก็เห็นมาตลอด ตอนเรียนก็ใช้เป็นเรฟ เราก็อยากทำแบบนั้น ที่อาจจะไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวแต่เป็นอะไรในทางแบบนั้น ก็คือพัฒนาต่อจากอันนั้น ซึ่งในไทยมันยังไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้เท่าไหร่”

หนุน: “กิจกรรมที่เราทำกันในนามของ BlissLab Space ก็อย่างที่จุ้ยบอกครับ แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่เราไปฉายหนังในโรงเรียนเป็นกิจกรรม Big Screening คือจะมาทีหลังจากที่เราทำ Bliss Lab Space แล้ว และก็ทำร่วมกับพี่ๆ ในกลุ่มไมโครซีนีม่า เขาโยนไอเดียมาว่าถ้าอยากทำไมโครซีนีม่าที่บ้านก็ลองเอาหนังไปฉายดูไหม จะได้ดูว่ามันมีคนสนใจไหม ก็เลยลองเอาหนังมาฉายที่โรงเรียนเก่า”

จุ้ย: “เราทำเป็น ข้อเสนอ (proposal) ไปให้อาจารย์เขาดู ครูเขาก็มองว่ามันเป็นโอกาสดีที่ให้น้องๆ ได้มีแรงบันดาลใจ ให้น้องได้คุยกับพี่ๆ ที่ไปเรียนทำหนังมา เพราะว่าเราไม่ได้แค่ฉายหนังแต่เราทำวงคุยด้วย”

หนุน: “bliss screening มันเป็นกิจกรรมที่เหมือนเติมไฟเรามหาศาลมากๆ เพราะตอนแรกพวกเราก็มีความลังเลนิดหนึ่งว่ามันจะเป็นยังไง แต่พอฉายแล้วก็มีน้องๆ เข้ามาบอกว่าพี่ๆ ฉายหนังดีจัง มีน้องคนหนึ่งบอกว่าไม่เคยดูหนังแบบนี้มาก่อนเลย”

อาดี้: “ผมว่ามันเหมือนเป็นหนังรสชาติใหม่ๆ ที่น้องเขายังไม่เคยดูหรือไม่เคยรู้ว่ามันมีด้วย แล้วพอได้ดูมันก็เลยเป็นความประทับใจ”

เส้นทางของ bliss project ตั้งแต่มีไอเดีย ได้รับทุนสนับสนุน และการตอบรับจากคนจันทบุรี เป็นอย่างไรบ้าง?

จุ้ย: “คือเราตั้งใจจะทำโรงหนังกันตั้งแต่แรกแล้วครับ และไม่ได้คาดหวังว่าจะมีโครงการสนับสนุนและขยายโอกาสการฉายหนังในไมโครซีนีม่าอะไรแบบนี้ด้วย แล้วทีนี้พอดีโครงการมันเปิดรับสมัคร พวกเราก็ส่งเข้าไป ตอนนั้นมันหลายอย่างมาก เปิดร้านที่ขายกาแฟหน้าร้านตอนเช้าด้วย และทำ ข้อเสนอ (proposal)  ตอนกลางวัน พวกเราทำมันวนอยู่แบบนี้พักหนึ่งเลย พอเราส่งเอกสารเข้าโครงการไปแล้วก็ปล่อยจอยเลย ทำเสร็จแล้วก็นอนตายไปเลย”

อาดี้: “เหมือนพวกเราส่งเอกสารสมัครเข้าไปก่อนเวลาแค่ 2 นาที ก็คือทำกันจนชั่วโมงสุดท้ายแล้วก็ส่งครับ”

เจฟ: “แล้วตอนประกาศผล ตอนนั้นพวกเราแยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วมีใครสักคนส่งเข้ามาในไลน์กลุ่มว่าผ่านนะ แต่ทีนี้เขาประกาศผลสองขยัก ขยักแรกคือบอกว่าได้กี่ทีม ขยักที่สองบอกว่าทีมไหนได้บ้าง และพวกเราก็ได้”

หนุน: “คือตอนได้พวกเราก็ เอา!”

เจฟ: “แล้วก็นอนต่อ” 

หนุน: “จริงๆ แล้วก็คือภาพของโรงหนังนี่มาก่อนครับ เราได้ไอเดียมาแล้วก็เริ่มเซ้งร้านมาทำ รีโนเวทกัน ก็คือก่อนที่จะสมัครเข้าไปในโครงการสนับสนุนอันนี้ภาพก็ชัดแล้วว่าพวกเราจะทำอะไร ทำแบบไหน พอมีโครงการ ผมว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ส่ง เพราะพวกเราเซ้งร้านมาเตรียมทำบาร์ ฉายหนังกันอยู่แล้ว และพอรู้ว่าได้ทุนจากโครงการ ผมก็มองว่าโอเคเลยที่จะได้การสนับสนุนเข้ามา”

อาดี้: “ส่วนเรื่องการตอบรับ มันก็จะมีคำถามที่แบบว่า ‘ไมโครซีนีม่าคืออะไร’ อยากรู้ว่าฉายหนังกันยังไง ไม่ใช่แบบโรงใหญ่ๆ หรอ ส่วนอีกกลุ่มก็จะเป็นคนที่ติดตามหนัง เป็นคนที่อาจจะสนใจหนังอยู่แล้ว เขาก็จะตื่นเต้นทักมาในเพจว่าแบบอยากจะเอาหนังมาฉาย จะต้องทำยังไง ก็คือจะมีทั้งกลุ่มที่ไม่รู้จักและกลุ่มตื่นเต้นกับมันครับ เขาก็อยากเห็นว่ามันจะเป็นยังไง”

หนุน: “คือผมว่าไมโครซีนีม่าสำหรับที่นี่มันใหม่มากเลย อย่างที่บอกว่าภาคตะวันออกเองมันก็แห้งแล้งมาก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะเคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้นบ้างไหม มันก็เลยไม่แปลกว่าคนจันทบุรีจะไม่รู้จักไมโครซีนีม่า หรือถ้ามีคนรู้จักก็จะเป็นคนที่แบบเคยไปดูหนังจากไมโครซีนีม่าในกรุงเทพฯ มาก่อน แต่ผมว่ามันก็ทำให้สงสัยเหมือนกันนะว่ามันคืออะไร แล้วจะฉายหนังอะไร ผมว่าแค่คนให้สนใจแค่นี้มันก็ดีมากๆ แล้ว”

ช่วยเล่าเรื่องของ ‘น้องบลิสจิ’ โลโก้ประจำไมโครซีนีม่าแห่งนี้ให้ฟังหน่อย

จุ้ย: “ก็คือถ้าเห็นโลโก้ของ BlissLab Space ที่เป็นไข่และมีดาวอยู่ข้างบน น้องบลิสจิก็คือแสงของดาวที่อยู่ข้างบน คือเรามองว่าดาวมันก็มีเรื่องราวของมันเอง และจริงๆ น้องบลิสจินี่มีเรื่องราวเป็นของตัวเองด้วย แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตครับ แต่อาจจะเล่าคร่าวๆ ได้ว่ามีเรื่องราวที่ยาวมาก แบบ 11 หน้ากระดาษ แล้วในเรื่องราวจะมีตัวละครอื่นๆ อีก มีดาวที่เป็นน้องบลิสจิ มีกระต่าย 3 ตัว แล้วก็มีเอเลียนอะไรอีกมากมายครับ”

หนุน: “คือเรื่องราวของบลิสจิมันมีที่มาจากเรื่องเล่ากระต่าย 3 ตัวของคนจันทบุรีครับ ที่แบบว่าคนจันทบุรีจะเชื่อกันว่าบนดวงจันทร์มีกระต่าย 3 ตัว แต่ที่อื่นเขาจะมีมองว่ามีแค่ตัวเดียว ซึ่งผมที่เป็นคนจันทบุรีก็ไม่เข้าว่าทำไมถึงมี 3 เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้พวกกำลังคิดๆ กันอยู่ว่าจะเอายังไงต่อ จะปล่อยเรื่องราวแบบยาวๆ ไปเลย หรือว่าปล่อยเป็น interlude ก่อนฉายหนัง หรือจะเอายังไงดี เพราะตอนนี้ได้ออกมาแค่เป็นโลโก้ก่อน เนื้อเรื่องยังวาดไม่เสร็จครับ (หัวเราะ)”

คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของไมโครซีนีม่าที่ชื่อว่า bliss project?

จุ้ย: “จริงๆ อันนี้ถ้าถามเจ้าของมันก็จะไบแอส (bias) นิดหน่อย (หัวเราะ) คือมันก็จะบอกว่าทุกอย่างมีเสน่ห์หมดเลย แต่ถ้าจะให้ขายจริงๆ ก็อยากให้ลองนึกภาพว่าแบบโรงหนังที่มีบาร์ มีไฟเลเซอร์ มีดนตรีสดมาเล่น มีงานศิลปะ และมีอะไรหลายๆ อย่างที่มันไปได้ไกลมาก มีนักดนตรีจากจันทบุรีที่เล่นเพลงตัวเอง มีดีเจที่เป็นเพลง ambient หรือเครื่องดนตรีอะไรสักอย่าง ผมว่าตรงนี้น่าสนใจมากๆ เป็นเสน่ห์ของที่นี่ แล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ”

หนุน: “ผมว่าเสน่ห์ที่แข็งแกร่งของที่นี่คือเวลาทุกคนเข้ามาเขาจะเข้าใจว่าโรงหนังอยู่ด้านบน แล้วเขาก็จะแบบ ‘เดี๋ยวขึ้นไปข้างบนนะ ไปโรงหนัง’ ผมว่านี่แหละเสน่ห์ของที่ bliss project ผมมองว่ามันท้าทายการรับรู้อะไรบางอย่างมากๆ คือแบบเดินเข้ามาแล้วตั้งคำถาม ซึ่งผมชอบตรงนี้มากๆ แล้วไอ้ความไม่ชัดเจนแบบนี้ มันเลยจะกลายเป็นอะไรก็ได้ในอีกหลายแบบมาก ผมว่ามันน่าจะเปิดอะไรไปได้อีกมากมาย

ส่วนจุดแข็งอีกอย่างของที่นี่คือคนทำมันบ้า คือจะมีใครมาดูไหมก็ไม่รู้แต่ว่ามันบ้าที่จะทำ บ้าที่จะทดลองทำมันขึ้นมา ผมว่าเอาแบบง่ายๆ สั้นๆ เลยนะ เสน่ห์ของที่นี่มันเหมือนหนังทดลองเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ว่าใครจะตีความมันอย่างไรก็ได้ ใครจะเสพส่วนใดส่วนหนึ่งของมันก็ได้ เสพไปแล้วไม่จำเป็นต้องรู้สึกหรือคิดเหมือนกันก็ได้”

ไมโครซีนีม่าในสายตาของทีม bliss project เป็นอย่างไร และคิดว่าจะสามารถเทียบเคียงกับโรงหนังกระแสหลักได้ไหม?

หนุน และ จุ้ย: “จริงๆ ไม่เคยคิดแข่งกับเขาเลย” 

หนุน: “ผมว่าโรงหนังกระแสหลักก็ต้องมีนะ ไม่ใช่ว่ามีแค่โรงหนังอินดี้แล้วดีจังเลย คือโรงหนังใหญ่ๆ ก็ควรมีไว้เป็นพื้นที่ทำเงินให้คนทำหนังต่อไป แต่ผมว่าเรามองคนละอย่างกันเลย คือเราไม่ได้มองในแง่ของการทำเงินให้ได้มากๆ แม้ว่าสุดท้ายมันก็ต้องทำเงินได้บ้าง แต่เรามองในแง่ของการสร้างวัฒนธรรมการดูหนังด้วย คือการดูหนังอินดี้คนอาจจะคิดว่ามันดูยาก ดูแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าลองเข้าไปดูจริงๆ แล้วจะรู้ว่ามันมีหลากหลายมากๆ  คือหลากหลายสุดๆ ไปเลย ผมก็เลยคิดว่าเราแค่อยู่ตรงนี้ แค่สร้างสายตาที่มันหลากหลายให้คนดู เขาจะชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาอยากมาดู ก็ยังมีพื้นที่ตรงนี้อยู่ มีความหลากหลายเชิงพื้นที่ตรงนี้อยู่”

จุ้ย: “อาจจะอธิบายแบบง่ายๆ ว่าโรงหนังมันอาจจะมีเรื่องประสบการณ์เสียงภาพหรืออะไรแบบนี้ แต่ว่าส่วนสำคัญที่สุดมันคือตัวหนังเอง และที่เรามองว่าไม่ได้จะไปแข่งกับเขา ก็คือหนังมันคนละทางกันเลย สมมติคนอยากดูหนังของหนุน ก็มาดูได้ที่นี่ อยากจะไปดูในโรงใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถเอาเข้าไปแทรกแซงหนังทุนใหญ่เขาไม่ได้อยู่แล้ว  แต่ถ้ามันมีหนังฟอร์มยักษ์ การไปดูที่โรงใหญ่มันถูกต้องแล้วครับ อย่างที่หนุนบอกว่าโรงใหญ่มันควรจะมี แต่มันก็ไม่ควรจะมีแค่โรงใหญ่

คือผมมองว่าไมโครซีนีม่ามันเป็นรากฐานของภูเขาน้ำแข็งข้างบน คือถ้าพูดถึงคนทำหนัง ทำแล้วก็ต้องมีคนมาดู หนังมันถึงจะได้ทำหน้าที่ของมัน ไมโครซีนีม่ามันก็เหมือนเป็นการเสิร์ฟให้คนทำหนัง และมันก็น่าจะช่วยให้ภูเขาน้ำแข็งมันโตขึ้นไปเรื่อยๆ แต่มันก็จะไม่ถึงขนาดกับเสริมแล้วทำให้อุตสาหกรรมมันโตขึ้นทันที มันเหมือนเป็นการสร้างรากฝอยให้วงการ”

หนุน: “ผมเห็นด้วยนะว่าวงการหนังมันจะโตได้ก็ต้องพึ่งคนดูหนัง และส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการที่แบบชอบพูดกันว่าคนไทยชอบดูหนังแบบนั้นแบบนี้ คือเขาผิดอะไร เขาก็แค่ดูหนังในแบบที่เขาอยากดู แต่ผมว่าหน้าที่ของไมโครซีนีม่าก็คือการไปเติมรากฝอย และผมมองว่าไมโครซีนีม่ามันต้องมี มันเป็นสิ่งที่ขนาดไปไม่ได้ เพราะมันคือความหลากหลาย คืออย่างเราเวลาเรากินอาหารเรายังมีรสชาติมากมายแต่ทำไมเวลาดูหนังถึงจะไม่มีรสชาติให้เลือก คือผมว่าตัวไมโครซีนีม่าเองมันทำหน้าที่แบบนั้น คือทำหน้าที่ในการหารสชาติใหม่ๆ ทำให้เขารู้ว่าเออเราอาจจะชอบแบบนี้ แบบที่อาจจะไม่เหมือนอันหลัก ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่แบบนี้นะ ให้เราได้ไปลองชิม

ไมโครซีนีม่าสำหรับผมมันเลยสำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่การฉายหนังให้คนดูแต่ว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นคนทำหนังอยู่เหมือนกัน คือมันมีคำกล่าวว่าหนังทุกเรื่องมีคนดูของมัน อยู่ที่ว่าเราจะพาหนังเหล่านั้นไปเจอกับคนดูได้อย่างไร สำหรับผมไมโครซีนีม่าคือแบบนั้น เป็นพื้นที่ที่จะพาหนังไปเจอกับคนดู มันจะไม่ได้มีเยอะหรอก แต่ก็อาจจะมีอยู่บ้าง แล้วแบบวันหนึ่งเราได้เจอคนดูของเราผมว่ามันก็จะดีมากๆ แบบถ้าวันหนึ่งมีคนมาบอกผมดูหนังพี่แล้วคิดอะไรได้ มันดีมากๆ ผมว่าอันนี้มันคือ Bliss มันคือสุขคติ”

อะไรคือเกณฑ์ในการเลือกหนังมาฉายที่ bliss project ?

หนุน: “คือพื้นที่นี้ชัดเจนมากๆ ในเรื่องการเลือกหนังมาฉาย คือเราไม่ได้ฉายหนังกระแสหลัก เราฉายหนังกระแสรอง เราเป็นพื้นที่ให้กับเสียงกระแสรอง หนังของใครที่ไม่มีคนอื่นได้ยินเสียงเท่าไหร่ เราก็จะฉายแบบนั้น เพราะฉะนั้นเวลาจำกัดแนวหรืออะไรแบบนี้ก็จะไม่มีการจำกัดแนวขนาดนั้น  แต่ผมว่าเราค่อนข้างชัดว่าจะทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ของคนที่มีเสียงแต่ไม่ค่อยถูกได้ยิน เพราะผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อนตอนทำหนังทดลอง แล้ววันหนึ่งก็ได้มีกลุ่มพี่ๆ ในวงการหนัง วงการคนดูหนังมามองเห็น แล้วก็มาทำให้เสียงของผมถูกได้ยินขึ้นมา”

จุ้ย: “ผมว่าถ้ามองกลับกันผู้ผลิตงานในกระแสหลักเองกว่าเขาจะขึ้นมาผลิตงานในกระแสหลักได้ เขาก็ต้องเป็นคนตัวเล็กมาก่อน แล้วทำไมเราถึงจะเลือกฉายแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ทำไมเราไม่ไปเอาคนตัวเล็กที่ทำหนังมาแล้วฉายงานของเขา ทำให้มันมีไฟส่องไปถึงพวกเขา เพื่อที่เขาจะได้มีไฟในการทำหนังต่อไป เผื่อว่าวันหนึ่งเขาอาจจะขยับขึ้นไปเป็นผู้ผลิตในกระแสหลักได้ หรือขึ้นไปทำงานเทศกาล ก็คือเราสนใจคนที่มีไฟในการทำอะไรแบบนี้อยู่”

 

ถ้าสามารถยกหนังเรื่องหนึ่งมาฉายที่ bliss project ได้แบบไม่มีเงื่อนไข จะฉายหนังเรื่องอะไร?

หนุน: “ตอบแบบคิดเร็วๆ เลยนะ ผมอยากฉายเรื่อง The Age of Anxiety เป็นหนังที่สร้างประสบการณ์ให้ผมเลย คือเป็นหนังสั้นของอาจารย์ แล้วอาจารย์เขาเล่าให้ฟังว่าคนดูนั่งดูหนังกันไปพักหนึ่งก็ออกไปอ้วก มันน่าสนใจนะที่มันแบบเป็นหนังที่ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ ผมก็อยากให้คนจันทบุรีได้มานั่งดูหนังแล้วอ้วกไปด้วยกัน (หัวเราะ)”

อาดี้: “กลั่นจากใจเลยนะครับ ผมอยากเอาหนังตัวเองมาฉาย”

เจฟ: “ผมอยากดูหนังของจุ้ยดราฟหนึ่งครับ เพราะจุ้ยไม่เคยฉายดราฟหนึ่งเลย”

จุ้ย: “ครับ ก็เป็นหนังจบตอนมหาวิทยาลัยของผมเอง ซึ่งก็ถ้าจะเอามาฉายก็ได้นะ ไม่ติดอะไร แต่ถ้าถามว่าอยากเอาหนังอะไรก็ได้มาฉาย ผมก็จะเอาเป็นเรื่อง Café Lumière เพราะเป็นหนังที่ชอบที่สุดมาจนถึงตอนนี้”

หลังจากนี้ bliss project จะมีอะไรบ้างให้ได้ติดตามบ้าง

จุ้ย: “เราก็จะมีโรงหนัง ฉายหนังทุกวันยกเว้นวันอังคาร ฉายวันละ 3 รอบ ดูรายละเอียดได้จากเพจของเราเลย ซึ่งเราไม่ได้เก็บค่าตั๋วหนัง แต่จะเป็นแบบซื้อเครื่องดื่มหรืออาหารของเราหนึ่งอย่างก็ดูหนังได้ หนังที่ฉายก็อาจจะมีรอบพิเศษบ้าง แล้วก็มีพวกกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งจากโครงการเองและก็จากที่เราอยากทำกันเองด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรม Q&A กับผู้กำกับหนัง ส่วนพาร์ทที่เป็นบาร์ เราก็อยากให้มา เพราะเราได้จัดบรรยากาศมันออกมาเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีมากๆ อยากให้มาลองฟังดนตรีที่เป็นศิลปินของจันทบุรี มาลองฟังดนตรีไทย มาลองระนาดเอก แล้วก็มีดีเจที่หลากหลายมากๆ ระบบแสงสีเสียงของเราก็น่าจะเฟี้ยวอยู่ คือถึงจะอินดี้แต่ก็น่าจะมันอยู่ครับ”

เจฟ: “เราก็จะเปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคารนะครับ อย่างที่จุ้ยบอกว่าจะมีบาร์ก็คือจะมีตอนกลางคืน มีทุกวันศุกร์และเสาร์ ในพาร์ทของอาหารก็จะเป็นเมนูที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก เป็นเมนูจากปัตตานีบ้าง จากภาคเหนือบ้าง ก็อยากให้มาลองชิมกันดู”

อาดี้: “ก็อยากจะบอกว่าพวกเราตั้งใจกันมากๆ ทุกอย่างผ่านการคิดการคัดสรรกันมาทุกอย่าง คือก่อนที่ทุกคนจะเข้ามาแล้วเห็นองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่ประตู ไฟ ห้องน้ำ พวกเราตั้งใจคัดสรรและทำงานกันมาหนักมากๆ ก็เลยอยากจะลองชวนให้ทุกคนมาลองใช้พื้นที่กันสักครั้ง”

หนุน: “แชร์เพิ่มนิดหน่อยว่าก็จะมีวงดนตรี มีบาร์ อย่างวงดนตรีก็จะเป็นวงจันทบุรีที่มีเพลงของตัวเองมาเล่นเพลงของตัวเอง มีการโชว์ดนตรีไทยที่แบบอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกันว่าดนตรีไทยมาเล่นที่บาร์ตอนกลางคืน คือเป็นสิ่งที่ผมเองอิจฉาเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ที่ศิลปินสามารถเล่นเพลงตัวเองในร้าน คือสามารถทำเงินจากเพลงตัวเองได้ แล้วก็มีความสุขแบบแต่งเพลงใหม่ หาเงินได้ แต่ที่นี่ทำไมมันถึงแห้งแล้งจัง และถ้าเราสามารถเป็นพื้นที่นั้นได้ก็อยากจะเริ่มลองดู เป็นพื้นที่ที่ให้ศิลปินได้มาแสดงงาน ทั้งศิลปินที่ทำเพลง ที่วาดภาพ หรืออื่นๆ เพราะเราพร้อมรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ

คือพวกเรามันบ้ากันมาก และถ้าอยากจะลองอยู่ในบรรยากาศที่บ้าๆ ไปด้วยกันก็อยากจะลองชวนให้มา คือทุกดีเทลทุกอย่างที่นี่มันบ้ามากๆ พื้นที่ตรงสามารถเป็นอะไรอีกหลายอย่างมากๆ ผมว่ามันเหลือแค่การเติมชีวิตเข้าไปให้มันหายใจได้ เพราะเราได้เติมทุกอย่างเข้าไปหมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่ให้คนอื่นเข้ามาเติมชีวิตให้มันบ้าง คือโรงหนังมันไม่ใช่แค่โรงหนังครับ ผมไม่ได้มองว่าที่เป็นโรงหนั๊ง โรงหนัง อย่างแบบรูปที่แขวนบางทีก็อาจจะเปลี่ยนเป็นแกลอรี่ หรือบางทีก็อาจจะมี performance มาโชว์ ก็คือเป็นสิ่งที่มันอยู่ในกรุงเทพฯ เราเอามาไว้ที่นี่  เอามาโชว์ให้มันได้เป็นอะไรใหม่ๆ และเราก็อยากจะเชิญชวนทุกคนให้มา Bliss ไปด้วยกัน”

written by
photo by

ก้องกนก นิ่มเจริญ

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR