/

‘คนทำงาน’ ต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้ : การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานภาคตะวันออก ของ บุญยืน สุขใหม่

พื้นที่ภาคตะวันออก นับเป็นพื้นที่สร้าง GDP อันดับหนึ่งของประเทศ สิ่งเหล่านี้ต่างแรกมาด้วยกำลัง แรงกาย แรงใจของเหล่าผู้คนที่ทำงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมและโรงงานที่กระจายทุกหย่อมหญ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก

แต่ในภาพฝันอันสวยงามของการมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี มีตัวเลขการส่งออกที่น่าชื่นใจ เป็นเสาหลักให้คนในประเทศ ในอีกมุมหนึ่งก็เต็มไปด้วยการละเลยปัญหาสิทธิแรงงานมากมาย
และเมื่อพูดถึง ‘แรงงาน’ ก็ย่อมหมายถึง ‘พวกเราทุกคน’ ที่ทำงานแลกเงิน

“ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรมีหุ้นส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่”

“เมื่อแก่ ผมและเมียควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา”

“เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูง ในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน”

“เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ”

นี่คือข้อความตอนหนึ่งจากบทความ ‘คุณภาพแห่งชีวิต ปฎิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ซึ่งเขียนขึ้นโดยอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2516 แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี แต่ข้อความเหล่านี้กลับดูไม่ล้าสมัย สิ่งที่บทความนี้สะท้อนให้เห็น คือ ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย พร้อมการตั้งคำถามว่ารัฐควรจะมีบทบาทการสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนอย่างไร

และนี่เป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งยึดถือและต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพของแรงงานมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีในพื้นที่ภาคตะวันออก พื้นที่แห่งนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย

เขาคือ บุญยืน สุขใหม่ ผู้เป็นทั้งทนายความ และผู้ประสานงานกลุ่มแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก และที่สำคัญคือหนึ่งในผู้ผลักดันที่ให้เกิดสหภาพแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วภาคตะวันออก

บุญยืนเชื่อว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก้าวแรกคือความเข้าใจว่า ‘เราทุกคนคือแรงงาน’ และความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ จะทำให้สามารถขับเคลื่อน หรือเรียกร้องสิ่งที่เราทุกคนควรได้รับอย่างมีศักดิ์ศรี

ชีวิตก่อนจะมาเป็นทนายสู้เรื่องสิทธิแรงงาน ทำอะไรมาก่อน

ผมเกิดที่จังหวัดนครราชสีมาครับ แล้วก็เรียนจบ ปวช.ช่างยนต์ จากวิทยาลัยในจังหวัด หลังจากนั้นก็ไปทํางานแถวๆ กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ช่วงหลังเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ ก็ย้ายมาอยู่ที่ระยอง แล้วค่อยย้ายมาชลบุรีจนถึงปัจจุบัน รวมๆ แล้วก็ 31 ปีครับ

ณ ตอนนั้น มันเป็นช่วงเป็นช่วงรอยต่อสถานการณ์พฤษภาทมิฬ ก่อนหน้านี้ผมทํางานอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในส่วนของช่างซ่อมบํารุง มีการเปลี่ยนงานไปหลายที่เพราะเราก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แล้วหลังจากนั้นถึงค่อยเข้ามาในแวดวงของภาคประชาสังคม ขบวนการแรงงาน เนื่องจากว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ บวกกับสนใจสถานการณ์ทางการเมืองด้วย

ตอนที่เราเข้ามาทํางานในโรงงานใหม่ๆ ตอนนั้นก็จะมีประเด็นของการเรียกร้องกฎหมายประกันสังคม เราก็ไม่ได้เข้าร่วมเรียกร้องกับเขาหรอก แต่ว่าเห็นข่าวและรับรู้ เพราะว่าตอนนั้นเราอยู่ที่อ้อมใหญ่ นครปฐม ขบวนการแรงงานของที่นั่นแข็งแรง มีมวลชนออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เรารับรู้ว่ามันมีขบวนการแรงงานนะ มีการเรียกร้องสิ่งที่แรงงานควรได้ประโยชน์อยู่ ช่วงหลังพฤษภาทมิฬ ปลายปี พ.ศ.2535 ก็ได้ย้ายมาทํางานที่มาบตาพุด เป็นอุตสาหกรรมกึ่งปิโตรเคมี ก็คือทําเส้นใยสังเคราะห์ ดูแลในส่วนของควบคุมเครื่องจักร นี่คือจุดที่ทำให้เราได้มาอยู่ที่ภาคตะวันออก

จากการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราตัดสินใจลงเรียนรัฐศาสตร์ เพราะอยากศึกษาเรื่องการเมือง และหลังจากนั้นก็ลงเรียนนิติศาสตร์เพิ่ม เปลี่ยนบทบาทเป็นทนายให้แรงงานจนทุกวันนี้ครับ

สถานการณ์ไหนที่ทำให้เรารับรู้ว่า ‘การเมือง’ ส่งผลต่อแรงงาน

ผมเริ่มตื่นตัวหลังรัฐประหารปี พ.ศ.2534 เพราะว่าผลกระทบต่อแรงงานที่มันตามมา มันทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นหลายอย่าง มีการแก้กฎหมาย แยก พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ออกจาก พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ จากเมื่อก่อนขบวนการแรงงานที่เคยเข้มแข็ง สมัยก่อนมีการชุมนุม นัดหยุดงานเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วรัฐวิสาหกิจเขาก็จะเป็นผู้นําขบวนให้ เพราะสหภาพแรงงานเขาจะเข้มแข็ง ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็จะเป็นมวลชนให้

ก่อนเหตุการณ์ ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ (พลเอก สุจินดา คราประยูร เข้ารับตำแหน่งนายกฯ จากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธมาตลอดว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากการรัฐประหาร – ผู้เรียบเรียงบทสัมภาษณ์) มีสิ่งที่ทําให้ขบวนการแรงงานเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็คือ มันมีความพยายามแยกแรงงานรัฐวิสากิจกับแรงงานภาคเอกชน ผลก็คือ ขบวนการแรงงานเริ่มอ่อนแรงลง ทุกวันนี้รัฐวิสาหกิจเขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นชนชั้นแรงงานเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์อุ้มหาย คุณทนง โพธิ์อ่าน นักสหภาพแรงงาน มันก็ทําให้คนตื่นตัว สนใจกิจกรรมแรงงานมากขึ้น ตอนนั้นคุณทนง เขาออกมาเคลื่อนไหวประเด็นรัฐประหาร ว่ามันคือการละเมิดสิทธิประชาชน ละเมิดสิทธิแรงงาน ต่อมา มันมีเหตุการณ์ความรุนแรงจากการที่สหภาพแรงงานนัดชุมนุมที่ถนนบางนา-ตราด มีการเอาทหารเข้าไปสลายการชุมนุม การตื่นตัวทางการเมืองของเรามันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น

เวลาพูดถึงแรงงาน แรงงานหมายถึงใครบ้าง?

อธิบายง่ายๆ เลยว่า คือคนที่ใช้แรงของตัวเองแลกเงินนี่แหละ เพราะฉะนั้นแรงงานมันหมายถึงทุกคน ผมเป็นทนาย ผมก็คือแรงงาน เป็นกรรมกรเหมือนกัน เพราะอาชีพนี้มันคือการ ‘รับจ้างว่าความ’ เอาแรงที่ตัวเองมีใช้ไปเพื่อแลกกับค่าจ้าง แลกกับปัจจัยในการดำรงชีวิต

ปัญหาของบ้านเราก็คือการกดขี่ทางชนชั้นมันแทรกอยู่ในทุกบริบท แม้กระทั่งภาษาที่ใช้พูดกัน ว่ากันง่ายๆ คือมันมีระดับชั้นทางภาษา เช่น คําว่า ‘หัวหน้า’ กับ ‘ลูกน้อง’ , ‘ผู้บังคับบัญชา’ กับ ‘ผู้ ใต้บังคับบัญชา’ อะไรแบบนี้สำหรับเราก็เป็นการกดขี่แล้ว ซึ่งมันส่งผลให้แรงงานไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ทําไมคนนั้นต้องเป็นท่าน ทําไมอีกคนต้องทำตัวให้เล็กๆ แล้วก้มหัวให้เขา หรือถูกเรียกด้วยสรรพนามที่ต่ำกว่า ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรานั่นแหละ นี่คือตัวอย่างของการที่บอกว่าภาษาที่ใช้ หรือวัฒนธรรมที่เป็นอยู่มันกดขี่กันมาก ซึ่งส่งผลให้แรงงานแตกแยกกันเอง ถ้าทุกคนเข้าใจแล้วตกตะกอนว่าคนเท่ากันจริงๆ การปฏิบัติต่อกันมันจะไม่เป็นแบบนี้ เพราะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เรามีเท่ากันทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่งคือการอุปโลกน์อะไรบางอย่างขึ้นมา เพื่อที่จะให้แรงงานแข่งขันกันเอง เช่น วันนี้ ‘ผู้จัดการ’ รับคำสั่งมาว่า ต้องการให้แรงงานทั้งสองกะได้แข่งขันกัน โดยบอกว่าต้องผลิตของให้ได้ไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ต่อกะ มันวิธีคิดแบบนี้ที่ เดล คาร์เนกี ใช้บรรยายในทฤษฎีแรงจูงใจ ซึ่ง ‘ทุน’ มันนํามาใช้ ทําให้เกิดการแข่งขันกันเองในชนชั้นเดียวกัน เหนื่อยเท่ากัน แต่มูลค่าส่วนเกิน (มูลค่าของสินค้าหลังหักจากค้าจ้าง) เรา กลายเป็นกำไรที่นายทุนได้ ซึ่งเราไม่ได้แบ่งอะไรกับเขาด้วย ก็ได้ค่าแรงเท่าเดิมนั้นแหละ ยกเว้นแต่ว่าจะมีการรวมกลุ่มกันต่อรอง

การตระหนักว่าเราคือ ‘แรงงาน’ สำคัญอย่างไร

ถ้าเรารู้จักตัวตนเรามันก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ปัญหาคือเราไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นแรงงาน บางคนคิดว่าตัวเองเป็นผู้บังคับบัญชา คิดว่าตัวเองอยู่ใกล้นาย มันเลยไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

คือมันต้องเป็นหนึ่งเดียวกันก่อน คู่ต่อสู้ของเราไม่ใช่หัวหน้างาน ไม่ใช่ผู้จัดการ ไม่ใช่ รปภ. ไม่ใช่แม่บ้าน แต่คู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเราคือทุน และทุนมันเปลี่ยนตัวได้ตลอด ฉะนั้นเราต้องมาตระหนักร่วมกัน เข้าใจตัวตนของเราก่อนว่าเราคือแรงงาน พอมันได้จุดร่วมเดียวกัน เราก็จะเห็นศัตรูชัดขึ้น นำไปสู่การต่อสู้เรียกร้องแบบถูกฝาถูกตัว

‘กลุ่มแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก’ คืออะไร และต้องการขับเคลื่อนอะไรในพื้นที่

กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก เป็นการรวมตัวกันแบบไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมาย มีกรรมการร่วมกันภายใต้องค์กร กลุ่มนี้ก็เป็นการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานนี่แหละ ตัวเราเป็นผู้ประสานงานในการทํากิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมก็เช่น กลุ่มศึกษาเรื่องกฎหมายแรงงาน ให้ความช่วยเหลือแรงงานจากการถูกละเมิดสิทธิ การถูกเลิกจ้าง การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งตอนหลังๆ มาเราก็จะพยายามรณรงค์แคมเปญทางการเมืองให้กับแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เขาหันมาสนใจปัญหาทางการเมืองมากขึ้น เพราะว่าการเมืองมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับปากท้องโดยตรงกับแรงงานเลย

เราเห็นอะไรบ้างหลังจากได้มาขับเคลื่อนประเด็นแรงงานในภาคตะวันออก

ช่วงตอนก่อนที่จะตั้งกลุ่มแรงงานสัมพันธ์ฯ ปัญหาแรงงานในพื้นที่ภาคตะวันออกมันเยอะมาก คดีแรงงานก็เยอะ ตอนนั้นทํางานร่วมกับ คุณเล็ก (จรรยา ยิ้มประเสริฐ) โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ก็มาช่วยแคมเปญในหลายๆ พื้นที่ เพราะตอนนั้นการตั้งสหภาพแรงงานเนี่ย ถ้าเกิดขึ้นได้ ฝั่งทุนก็จะมีความพยายามในการเลิกจ้าง เราก็ต้องทําแคมเปญรณรงค์เรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จนแรงงานจากหลายๆ ที่ก็ได้กลับเข้าไปทํางาน

จนสุดท้ายก็มาตั้ง ‘กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก’ อย่างที่เล่าไป แล้วก็ทํากิจกรรมต่อเนื่องมา พอหลังจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมือง หน้าที่ของเขาคือส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ก็เลยยื่นโครงการในประเด็นส่งเสริมสิทธิการรวมกลุ่มกัน ทำสหภาพแรงงานนี่แหละ ก็ได้โครงการต่อเนื่อง จนมันเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ปีนี้สามารถตั้งสหภาพฯ ได้กี่ที่ เกิดการจัดตั้งสหภาพฯ มากขึ้น

การที่จะเข้าไปตั้งสหภาพแรงงานที่นึง มันต้องเกิดจากความต้องการของแรงงานก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่งั้นเวลาเขาเจอปัญหาเขาก็จะท้อแท้ ล้มเลิกไป เราก็ต้องเข้าไปทำความรู้จัก สร้างความคุ้นเคย ปรับทุกข์กับเขาก่อน ต้องไปคุยว่าเขามีปัญหาอะไร คือมันต้องเกิดจากความไว้วางใจกัน

ความโชคดี ไม่รู้ว่าโชคดีรึเปล่านะ (หัวเราะ) ของตะวันออกอย่างหนึ่งคือ อุตสาหกรรมยานยนต์มันโตไวมาก โรงงานไหนที่มีสหภาพแรงงาน โบนัสปลายปีมันก็จะสมน้ำสมเนื้อ 5 เดือน+50,000 บาทบ้าง อะไรแบบนั้น ทีนี้พอแรงงานในนิคมฯ เดียวกันเห็น เขาก็อยากจะให้มันเป็นแบบนั้นบ้าง ก็เกิดการเรียกร้องโบนัสขึ้น

มีเคสนึง โรงงานได้กําไร 1,800 ล้าน มีพนักงานร้อยห้าสิบคน เงินค่าจ้างรวมกันคงไม่เท่าไหร่ แต่เขาจ่ายโบนัสให้ไม่ได้ คือนายทุนจะมาบอกว่ามันเป็นตัวเลข มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กำไรไม่ได้เยอะขนาดนั้น มันไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะนำไปสู่ขบวนการในการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรอง หน้าที่ของเราคือ เข้าไปคุยกับเขา สอบถามว่าเขาต้องการอะไร เทรนการอ่านงบการเงิน ดูยังไงว่าบริษัทมันขาดทุนหรือกําไร หรือการบริหารสหภาพฯ ให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง

สิ่งที่ยากที่สุดในการขับเคลื่อนเรื่องแรงงานคืออะไร

ถ้าให้กล่าวกันเลยก็คือ ความขัดแย้งระหว่างแรงงานกันเอง ผู้นําแรงงานมันก็จะมีหลายประเภท ยกตัวอย่าง ประเภทนึงเนี่ย รักกับทุน เขาพยายามบอกกับคนอื่นว่าเป็นแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ได้รางวัลแรงงานสัมพันธ์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น อะไรแบบนี้ ทุนก็จะเอารางวัลพวกนี้มาอ้าง ทำให้แรงงานช่วยกันปกป้องชื่อเสียงของทุน แล้วก็มันก็เลยทําให้ผู้นําแรงงานหลายคนพอไปอยู่ในวงจรนั้นแล้วก็ลืมนึกถึงแรงงานด้วยกัน คิดว่าอยู่ภายในองค์กรของตัวเองดีแล้ว สุดท้ายก็ไปปกป้องนายจ้าง แล้วก็ไปควบคุมแรงงานด้วยกันว่า อย่านัดหยุดงานนะ เดี๋ยวบริษัทขาดทุนแล้วเราจะไม่ได้เงิน

‘ทุน’ มันทําให้คนไปโฟกัสอะไรแบบนี้แทนที่การต่อสู้ในมิติอื่น โอเคแหละ คุณอาจจะได้ประโยชน์ในโรงงานของคุณ แต่ขณะเดียวกันคุณไม่ได้ต่อสู้ในเชิงโครงสร้าง เพราะว่าการต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงกฎหมาย มันต้องใช้ความเป็นหนึ่งเดียว ถ้าจะให้สวัสดิภาพของแรงงานมันคงทนถาวรก็ต้องสู้เชิงโครงสร้าง สู้ในทางการเมือง ผลักดันให้เกิดการออกกฎหมาย

ทำไมถึงมีความพยายามจะแยก ‘ความเป็นแรงงาน’ ออกจากกัน

มันถูกตีกรอบไว้ด้วยกฎหมายในหลายๆ เรื่อง ขณะเดียวกันเราก็ถูกทำให้สังคมเข้าใจว่า พวกนักสหภาพฯ เนี่ย มันเป็นพวกหัวรุนแรง อย่าไปยุ่งกับมันเลย

ที่สําคัญ ประเทศไทยไม่เคยพูดถึงเรื่องสิทธิแรงงานในแบบเรียน อย่างต่างประเทศก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการทํางาน มันก็จะมีกระบวนการเรื่องสิทธิในระบบการศึกษา คุณต้องรู้ก่อนว่าสิทธิของคุณมีอะไรบ้าง สิทธิมนุษยชนคืออะไร สิทธิแรงงานคืออะไร แต่ประเทศไทยเนี่ย ตั้งแต่เข้าอนุบาลจนจบปริญญาตรี เรารู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับสิทธิแรงงานบ้าง ผมจบนิติศาสตร์แท้ๆ ผมก็ยังรู้จากการเรียนหน่อยเดียว มาศึกษาเอาข้างนอกทั้งนั้นเลย เรียนรู้เอาจากการใช้ชีวิตต่อสู้กับพี่น้องทั้งนั้น

คนที่อยู่เบื้องหลังในการแยกเราออกจากการเป็นแรงงานเลยมันคือกลุ่มทุน ซึ่งมันมีทุนข้ามชาติ กับทุนผูกขาด เขาต้องการให้เราอยู่ในโลกที่เขากำหนดไว้ คือ ‘เขา’ เป็นใคร ผมก็ไม่อาจจะชี้ได้ชัดๆ เพราะมันคือระบบ มันคือโครงสร้างที่วางเอาไว้ ผ่านกลไกลของรัฐต่างๆ มันก็ทำให้กฎหมายไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และเขาไม่ต้องการให้เรารู้กฎหมาย ทุกวันนี้จะไปหาหนังสือกฎหมายแรงงาน จะไปหาที่ไหน? หรือจะเข้าถึงความยุติธรรม จะทํายังไง? ถ้าเราไม่รู้ ก็อาจจะไม่ได้ทําอะไรเลย หางานใหม่ แบบนี้เหรอ?

ในยุโรปที่ทุกวันนี้ที่เขาเข้มแข็งได้เพราะว่าเขาต่อสู้จนถึงการเข้าไปถือหุ้น เมื่อสหภาพฯ เข้าไปร่วมถือหุ้น เวลาเกิดปัญหา มันก็เห็นทุกอย่าง อย่างกรณีบริษัท Volkswagen ในเยอรมัน สหภาพแรงงาน Volkswagen เขาถือหุ้นอยู่ในนั้นราวๆ 5 เปอร์เซ็นต์เห็นจะได้

คนทำงานในออฟฟิศ กับผู้ใช้แรงงาน กรรมกร เหมือนหรือแตกต่างกันยังไง

มันอาจจะต่างกันตรงลักษณะของงาน แต่ว่าความเป็นลูกจ้างมันต่างไหม? ผมว่ามันไม่ต่างนะ

ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว จะเป็นมนุษย์โรงงาน จะเป็นมนุษย์ออฟฟิศ ก็เป็นคนเท่ากัน ไม่ว่าจะตําแหน่งไหน นายทุนเขามองคุณว่าคนงาน เป็นปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่ง และถ้าเมื่อไหร่ที่เขามองว่าคุณเป็นปัจจัยการผลิตแล้วเนี่ย อันตรายมาก เพราะคุณคือตัวแปร ถ้าปัญหามันเพิ่มเนื่องจากปัจจัยการผลิตตัวนี้ มันต้องถอดทิ้งหรือเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นว่าแรงงานไม่มีชีวิตจิตใจไปแล้ว

เพราะฉะนั้น การที่คุณได้ทํางานสบายหรือคุณได้เงินเดือนเยอะ มันไม่ใช่เป็นเพราะคุณเรียนมาสูง ไม่ใช่เพราะคุณเรียนมาสูงแล้วถึงได้โบนัสเยอะ ถ้าคนงานหยุดผลิต ทุกคนก็ไม่ได้ตังค์เหมือนกันแหละ ฉะนั้นทุกส่วนมันสําคัญเท่ากันหมดเลย นี่คือความเป็นแรงงาน

เรามักจะได้ยินคนพูดว่า “ฉันไม่ใช่แรงงาน เพราะฉันไม่ได้ใช้แรงกาย ฉันใช้ความคิด” คุณจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงได้บ้าง

มันก็ต้องค่อย ๆ คุยแหละ เพราะถ้าไปโต้แย้งกับเขาเลยว่า ‘คุณก็คือแรงงานเหมือนกัน’ ด้วยจริตของมนุษย์มันอาจจะไม่ได้ เราอาจจะเริ่มคุยในสิ่งที่เขาชอบ คุยในสิ่งที่เขารู้สึกว่าอินกับมัน แล้วเราก็อธิบาย พยายามยกตัวอย่างให้เขาเห็น สิ่งที่มันจะอธิบายเขาได้ดีที่สุดคือตัวเขาเอง ใช้การถามกันเนี่ยแหละ คุณคิดว่าเราเป็นอะไร? ทําไมคุณถึงคิดว่าคุณไม่ใช่แรงงาน? คือไม่ใช่จะกวนตีนนะ (หัวเราะ) แต่ว่าอย่างน้อยเราถามเพื่อให้เขาเห็นคุณค่าของความเป็นคน เพราะบ้านเรามันมีปัญหาเรื่องวิธีคิด เราไม่ได้ถูกปลูกฝังมาให้คิด เราถูกปลูกฝังมาให้จํา มันก็เลยกลายเป็นชุดคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างมีปัญหา เพราะการท่องจําถ้าผิดรูปแบบไปเนี่ย ก็จะถูกหาว่า “มึงเป็นกบฏ” ก็เลยเป็นปัญหา และปัญหามันก็ต้องแก้ไขด้วยการพูดคุย เราต้องหาจุดที่มันมาเจอกันให้ได้ก่อน

คนบางคนคุยครั้งเดียวเขาก็เข้าใจเลย แต่บางคนมันอาจจะต้องใช้เวลาหน่อย บางทีเราอาจจะคุยเองไม่ได้ ก็ต้องให้คนอื่นคุยแทน โดยต้องเป็นคนที่เขารู้สึกว่าเขานับถือ เพราะว่าบางทีมันเรื่องของอีโก้ การเลือกที่จะรับฟังกันด้วย

สำหรับภาคตะวันออกที่สร้าง GDP ให้กับประเทศ มีอะไรที่ควรรู้ในฐานะแรงงานไหม

มันควรมองว่า สิ่งนี้มันมีปัญหายังไงกับคนในพื้นที่บ้าง? กับการที่ต้องแบกรับ GDP (รายได้มวลรวมเฉลี่ยต่อหัว) ที่สูงขนาดนี้ แต่ว่าสิ่งที่ได้กลับมาในพื้นที่เป็นอะไรไม่รู้ คือเขาวัดการเจริญเติบโตด้วยตัวเลข ปัญหาของมันก็คือว่า ถึง GDP จะโตขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่เมื่อภาษีมันถูกส่งกลับเข้าไปสู่ส่วนกลางเนี่ย ตะวันออกก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ฉะนั้นถ้าจะให้มันเกิดประโยชน์ แต่ละจังหวัดต้องมีการจัดเก็บภาษีของตัวเอง หมายถึงการกระจายอํานาจเนี่ยแหละ

เราในฐานะที่เป็นคนต่างจังหวัด เรามาทําเพื่อให้ที่นี่ GDP มันเติบโต แต่เราก็มาใช้ทรัพยากรที่นี่ ไม่ว่าจะไปกินอยู่อาศัย ใช้ขนส่งสาธารณะ หรือใช้ถนนสาธารณะ มันกลายเป็นว่าคนพื้นที่บางส่วนเขาไม่ได้มองว่าเรามาทําให้จังหวัดเขาเติบโต แต่เรามาแย่งชิงทรัพยากร

จังหวัดต้องบริหารจัดการตัวเอง แล้วเขาก็จะได้รับรู้ว่า เฮ้ย ถึงเราเป็นคนนอกมา ทําให้จังหวัดเติบโตแล้วเขาได้ด้วย อยากจะทํารถราง อยากจะทําระบบขนส่งสาธารณะรอบจังหวัดก็ได้นะ แต่ตอนนี้จังหวัดไม่สามารถบริหารตัวเองได้ จะเก็บภาษี โอ้โห ส่วนกลางได้ไปมหาศาลเลย แต่กลับมาพัฒนาจังหวัดนิดเดียว

การที่คนต้องพลัดถิ่นมาทำงานที่นี่ คุณคิดว่าปัญหามันเกิดจากอะไร แรงงานพลัดถิ่นเหล่านี้มีความฝันอะไร จากที่คุณเคยสัมผัสมา

ระบบการศึกษาของประเทศไทยมันไม่ได้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในชนบท ไม่ได้สอนให้เราพัฒนาให้เกิดรายได้ ณ ตรงนั้น แต่สอนให้เรามาทํางานให้กับทุน อีกส่วนคือมันไม่ได้กระจายความเจริญ มันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับทุน เพราะมันอยู่ใกล้ทะเล การขนส่งมันง่าย แรงงานพลัดถิ่นก็เลยมากองกันอยู่ตรงนี้

จริงๆ ความฝันของพวกเขาไม่เยอะเลยนะ เขาฝันว่าในช่วงวัยที่เขามีกําลัง เขาอยากจะสะสมเงินสักส่วนหนึ่ง แล้วกลับบ้านไปทําไร่ ทุกคนไม่อยากอยู่จนถึงเกษียณ เขาก็ยังผูกพันธ์กับกับบ้านเกิดเนอะ แต่ว่าในความเป็นจริง มันเป็นไปได้ยาก มันมีคนสะสมได้น้อยมาก ค่าใช้จ่ายมันไปกับค่าเทอมลูก ค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนรถ แค่นี้ก็หมดแล้ว

ภาคตะวันออกที่คุณมองเห็นเป็นแบบไหน

ถ้ามองในมุมของนักสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันออกมันก็เป็นพื้นที่ที่สะสมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษด้านน้ำ มลพิษอากาศ แล้วก็มลพิษทางดิน คือ แม้กระทั่งปัญหาการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มันมีทุกปัญหาเลยในภาคตะวันออก

ทีนี้ ถ้าในมุมของคนที่มีความฝัน เราเคยไปนั่งคุยกับชาวบ้าน กับพี่น้องสมัชชาคนจนนี่แหละ เขาก็มองว่าที่นี่เป็นพื้นที่ทํางานสร้างรายได้ มีรายได้ดี มันก็เป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่คนข้างนอกมองเข้ามา

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ของคนหนุ่มสาวที่มาทํางาน มาหาฝันของตัวเอง พบรัก สร้างครอบครัว มีลูก แต่ว่าตัวเองก็ไม่สามารถที่จะดูแลลูกได้ เพราะค่าครองชีพที่สูงมาก บวกกับการต้องทำงานทั้งวัน มีเวลาหยุดน้อย เลยต้องส่งลูกกลับไปชนบท ขณะเดียวกัน ภาคตะวันออกก็เป็นพื้นที่ที่ทําลายความฝันของคนหนุ่มสาวเหมือนกัน แรงงานพลัดถิ่นมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน จากการที่รถขนส่งจากโรงงานวิ่งกันพลุกพล่าน ด้วยอุบัติเหตุจากการทํางานเป็นจํานวนมาก

สิ่งที่คุณอยากเห็นจากรัฐบาลมากที่สุดคืออะไร

อยากได้รัฐบาลที่มันเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ขณะเดียวกันมันก็ต้องมีรัฐธรรมนูญที่ต้องรับรองสิทธิแรงงานด้วย การแก้ไขปัญหาทุนผูกขาด มันจะต้องไปกําหนดขอบเขตว่าคุณทําได้เท่าไหน มันต้องมาทําธรรมนูญกัน ไม่ใช่ว่าใครอยากจะทําอะไรก็ทํา ไม่งั้นปลาใหญ่มันก็กินปลาน้อยหมด สุดท้ายทุนขนาดเล็กก็ตายเรียบ

สุดท้ายแล้วคุณอยากเห็นอะไรในการทำงานเรื่องนี้

ก็หวังถึงว่า ประเทศไทยมันจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันเราก็มองว่าการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐมันต้องมีความเท่าเทียม ถ้วนหน้า ไม่ใช่แค่เพียงข้าราชการ เราก็อยากจะให้มันเหมือนกับประเทศอื่นในยุโรปที่เป็น ‘รัฐสวัสดิการ’ นั่นแหละ

รัฐต้องเข้ามารับ ซัพพอร์ตในเรื่องของความเจ็บป่วยทุกระดับ เพราะว่าทุกวันนี้เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราต้องสูญเสียคนทํางานไปเลยคนนึงเพื่อที่จะไปดูแลคนแก่ชรา ยกตัวอย่าง แม่ผมติดเตียงมา 5 ปีแล้ว พี่สาวจะต้องอยู่กับแม่ตลอดเลย หรือเรื่องค่าศึกษาเล่าเรียนลูก ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายมันเดือนชนเดือนอยู่แล้ว อะไรต่างๆ เหล่านี้ รัฐเก็บภาษีแล้วต้องดูแลด้วย แล้วมันจะทําให้คุณภาพชีวิตทุกคนมันดี เพราะเราไม่ต้องมากังวลว่าจะต้องกันเงินส่วนหนึ่งให้เป็นค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล ค่าอะไรก็ตามแต่ที่มันเป็นเรื่องพื้นฐาน

รัฐควรมาใส่ใจพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ตั้งแต่ ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ และสามารถการันตีได้ว่าชีวิตเราจะไม่เดือดร้อน

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR