/

เสรีภาพใน LIB Bar บทสนาในวงเหล้า คุยกับ ‘น้าชาญ’ เจ้าของบาร์ที่อยากให้คนตะวันออกมีพื้นที่สนทนาอย่างอิสระ

เมื่อเหล้าเข้าปาก เราจะพูดทุกอย่างแบบมีอิสระ จริงไหม?

 

พอพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจแล้ว หลายๆ คนอาจจะคิดว่าหากมีแผนการและยุทธศาสตร์ที่ดี ยังไงแล้วก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าเราลองนึกทบทวนดูดีๆ มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไกลตัวเรา แต่กลับแทรกซึมอยู่ในทุกขณะการใช้ชีวิตของเรา หรือแม้แต่กำหนดความคิดของเราได้! สิ่งนั้นคือเรื่องของ ‘การเมือง’ ที่การตัดสินใจในนามรัฐนั้น กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของพวกเราอย่างคาดไม่ถึง

ต้อนรับวันรัฐธรรมนูญในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ด้วยบทสัมภาษณ์สุดเข้มข้นไปกับ ชาญศิลป์ วงค์ษา หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม น้าชาญ เจ้าของ LIB BAR – บาร์น้าชาญ บาร์สไตล์ยุโรป แหล่งแฮงค์เอาต์ในบางแสน จ.ชลบุรี ที่จะพาทุกคนไปสนทนาถึงหลักการและแนวคิดของบาร์แห่งนี้ต่อเรื่องเสรีภาพในการพูดคุย (Freedom of Speech)

เพราะเหตุใดที่พื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนนั้น ถึงสำคัญต่อผู้คน แล้วเรื่องการเมืองกับการทำมาค้ายขายมันเกี่ยวข้องกันยังไง เชิญเข้ามานั่งจุ๊ยๆ หยิบคราฟต์เบียร์สักกระป๋อง แล้วอ่านบทสัมภาษณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน

LIB BAR เกิดขึ้นมาได้ยังไง?

จริงๆ ผมเป็นวิศวกร ทํางานประจําอยู่บริษัทหนึ่งในชลบุรี แต่ว่าชอบในการดื่ม ในการสังสรรค์ ก็เลยตัดสินใจทําร้านครับ จริงๆ ร้านนี้เป็นร้านที่สามแล้วล่ะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง หลังจากจบจากร้านที่สองเนี่ย ก็หยุดไปสักพักนึง แต่พอมาเห็นว่าตรงนี้มันว่างอยู่ ก็เลย เอ๊ะ มันน่าจะทําอะไรได้ว่ะ เลยลองคุยกับเจ้าของตึกเขาดู แล้วก็โอเค ทําเลก็ไม่ได้แย่ ตัดสินใจได้ปุ๊ปก็ทำเลย ภาพในหัวตอนแรกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกันทุกอย่าง เป็นอะไรที่สุดยอดมาก

เราได้ไอเดียมาจากตอนไปเที่ยวต่างประเทศแล้วก็ได้ไปเห็นบาร์ในยุโรป ในเยอรมัน มันเล็กๆ แต่ว่าคนเยอะมาก ทุกคนได้คุย ได้สังสรรค์ร่วมกันแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แล้วเราก็ปิ๊งขึ้นมา ถามว่าอะไรแบบนี้มีในเมืองไทยไหม? ก็มีแหละ แต่แถวๆ โซนบางแสน หรือชลบุรีเองมันอาจจะยังน้อย ก็เลยคิดว่าอยากลองครับ

LIB BAR ชื่อนี้มาจากอะไร?

ลิบบาร์ (LIB BAR) เนี่ย ชื่อมันมาจากคำว่า ‘ลิเบอร์ตี้ (Liberty)’ ถ้าเกิดสังเกตหน้าร้าน มันจะมีรูปล้อเทพีเสรีภาพ ถือแก้วถือขวดอยู่ (หัวเราะ) ความตั้งใจของเราก็คือ อยากให้มันเป็นที่ที่คนเรามีอิสระในการกิน การดื่ม โดยที่มันไม่ต้องมีข้อจํากัดหลายๆ อย่างเหมือนที่เป็นอยู่ครับ

อะไรทำให้เราตัดสินใจอยากทำร้านนี้?

จริงๆ ก็อยากให้เป็นที่ที่รวมเพื่อนมานั่งกินนั่งดื่มกัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ ตอนที่ทําร้านก่อนๆ ก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่มาแล้วก็สนิทกัน จากลูกค้ามาเป็นเพื่อน จากเพื่อนก็ยิ่งเป็นเพื่อนขึ้นไปอีก พอมันไม่มีตรงนั้น เราก็ไปร้านอื่นเรื่อยเปื่อย แต่ว่ามันก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์เรา เราอยากได้สไตล์ที่เราคุยกันได้สบายๆ คนไม่เยอะมาก ก็เลยทําเองแล้วกัน (หัวเราะ)

เราอยากให้คนมานั่งแล้วคุยกัน คุณไม่จําเป็นต้องมาเป็นกลุ่มก็ได้ มาคนเดียว มาสองคนก็ได้ เราก็จะพยายามชวนให้ไปนั่งที่หน้าบาร์ แล้วแนะนําให้ คนนี้คือใคร อะไรแบบนี้ เวลาเราเห็นคนไม่รู้จักกัน มานั่งคุยกันด้วยหัวข้ออะไรก็แล้วแต่ เรารู้สึกว่ามันทําให้ร้านมีชีวิตชีวา แล้วก็มันทําให้คนได้แลกเปลี่ยนกันด้วย

บวกกับการที่เราเป็นคนสนใจการเมืองอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย! เมื่อก่อน อะไรที่เราเคยทําได้ เรากลับทําไม่ได้ อย่างเช่นเมื่อก่อนเราสามารถดื่มกันได้ตลอด ไม่ได้มีการจํากัดเวลาในการดื่ม การซื้อ แต่ปัจจุบันคือ เราโดนจํากัดเกือบจะทุกทางเลย เพราะฉะนั้นคอนเซ็ปต์ก็คือ ‘ลิเบอร์ตี้’ สิทธิในการดื่ม การกินของเราเนี่ย มันควรต้องมีอิสระ เราเลือกได้เอง คนเรามีความรับผิดชอบกันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ามาถูกจำกัดไว้ด้วยข้อกฎหมายหรืออะไรก็แล้วแต่

ทำไมต้องเป็นที่นี่ ที่บางแสน?

เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 45  ตั้งแต่เรียน ม.บูรพา จบแล้วก็ทํางานอยู่แถวนี้ก็ ที่ตรงนี้เราคุ้นเคยกับมัน เรามีพี่น้อง เพื่อนฝูงอยู่ตรงนี้ค่อนข้างเยอะ ถามว่าติดใจมนต์บางแสนเหรอ? คือไอ้คำว่า ‘มนต์บางแสน’ สำหรับเรามันเหมือนแค่เรามาแล้วเรารู้สึกว่ามันประทับใจว่ะ มันอาจจะเป็นห้วงเวลาหนึ่ง แต่ว่าอันนี้คือแม่งเกินไปแล้ว (หัวเราะ) เราอยู่นี่มา 21 ปีแล้วอ่ะ เรากลายเป็นคนที่นี่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องไปเปิดที่อื่น ที่นี่มันคือ ‘บ้าน’ เรา บางแสนคือบ้านเรา

หลายๆ คนเข้าใจว่าการมา LIB bar ต้องมาระบายเรื่องการเมือง จริงรึเปล่า?

มันเป็นสิ่งที่เราต้องการ ถูกต้องแล้ว เราต้องการนำเสนอแบบนี้ ถามว่าเราอยากจะให้เป็นที่ที่คุยเรื่องการเมืองอย่างเดียวไหม ก็ไม่ แต่ว่าเราอยากให้มันเป็นพื้นที่สังสรรค์ มีความสุข ถ้าเกิดการพูดเรื่องการเมืองแล้วมีความสุข ก็ได้หมดเลย แล้วก็เราก็ชัดเจนอยู่แล้วด้วยเรื่องพวกนี้ เลยรู้สึกโอเคกับการคุยเรื่องการเมืองในร้าน ใครจะบอกว่าร้านนี้เป็นร้านด้อมส้ม หรือร้านบ้าการเมือง จริงๆ มันก็ได้แหละ มันขึ้นอยู่กับคนที่มาเขานิยาม ซึ่งเราไม่ได้ติดอะไร

อยากให้คนที่มาที่นี่ ได้อะไรกลับไป?

ความสุข แล้วก็ความเมา (หัวเราะ)

ถ้ามาร้านเราแล้วกลับไปแบบ โอ้โห อะไรวะ ก็คงไม่ได้ใช่ไหม แต่มาร้านนี้ อาจจะไม่ต้องมาเมาก็ได้ แต่ว่าคุณได้ลิ้มรส ได้มาสัมผัสบรรยากาศ ได้คุยกับเพื่อนฝูง ฟังดนตรีชิลๆ หรือแม้กระทั่งได้ลองอะไรใหม่ๆ อย่างที่นี่ก็จะมีพวกเบียร์ที่มันเป็นคราฟต์เบียร์ของชลบุรี มีเหล้าของบางแสนอย่าง ‘ซัมเมอร์บีช’ อย่างตัวเบียร์ก็จะเป็น ‘ทริปเปิ้ลเพิร์ล’ ซึ่งเป็นเบียร์ของบางแสนเหมือนกัน แล้วก็เบียร์ศรีราชา เบียร์เกาะลอย เรามีเบียร์ดาวดินของขอนแก่นด้วยนะ คือมันไม่ใช่เฉพาะแค่บางแสน เราพยายามขยายให้มากขึ้น แต่ว่าด้วยสเกลร้านมันเล็ก เราเลยค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เพิ่ม

ความตั้งใจจริงๆ คือ พยายามเอาเบียร์นอก เบียร์แบรนด์ใหญ่ๆ ออกไปทีละนิดๆ แล้วเอาเบียร์เจ้าเล็กๆ สุราชุมชนเข้ามาให้มันเยอะขึ้น แต่ว่ามันก็มีข้อจํากัดเพราะว่าค่าใช้จ่ายที่แพง เพราะกฎหมายภาษีที่เรารู้ๆ กันอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาคราฟต์เบียร์ไทยมาเลย มันก็อาจจะยากหน่อย ก็เลยต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อยๆ นอกจากจะเป็นพื้นที่ให้คนมาแลกเปลี่ยน เรายังเป็นช่องทางในการส่งเสริม เหล้า เบียร์ ที่เป็นของคนไทย แล้วก็ของชุมชนครับ

การเมืองกับการทำธุรกิจ เกี่ยวข้องกันยังไง?

การเมืองมันแทรกซึมไปอยู่ทุกที่เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนมันเข้าไปอยู่หมด จะบอกว่าไม่เกี่ยวไม่ได้ ยกตัวอย่างในช่วงโควิด ถ้าการเมืองดี มีผู้นำที่ตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด มันอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากขนาดนี้ เพราะว่า ณ ตอนนั้น ธุรกิจเราโดนปิด เราขายไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของบาร์ เรื่องของร้านเหล้า มันเหมือนเป็นแพะรับบาป มีการระบาดเด้งขึ้นมาปั๊บ ร้านเหล้า บาร์ จะถูกมองว่าเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เป็นแหล่งแพร่พันธุ์ก่อนเลย ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไง แต่ว่าผลกระทบมันมาเต็มๆ เลย นั่นคือเหตุผลว่าทําไมการเมืองมันถึงมาเกี่ยวข้องกับร้านเหล้าร้านบาร์ได้ เพราะร้านเก่าเราก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ จนต้องปิดตัวไป

การเป็นผู้นําประเทศ มันต้องคิดลึกไปกว่านั้น ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปมาก แต่ว่าเขาอาจจะไม่ได้ยอมรับความเห็นของคนอื่นมากนัก ยกตัวอย่างอีกเรื่องนึงคือการจํากัดเวลาการขาย ต้องมาถามว่ามันลดได้จริงไหม หรือแม้กระทั่งห้ามขายแอลกอฮอล์ในวันสําคัญทางศาสนา ประเทศเรามันเป็นเมืองพุทธก็จริง แต่ว่ามันไม่ได้มีแค่คนพุทธไง วันอื่นมันเป็นวันทํางาน แต่นี่มันเป็นวันหยุดของเขา เขาอยากจะพักผ่อน อยากจะไปกินเหล้า อยากจะไปร้านอาหาร แต่ว่าปิดกันหมดเลย นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นผลพวงที่มันมาจากการเมืองโดยแท้เลย

คนมักพูดว่า “ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ เราก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันต่อไป” คิดยังไงกับประโยคนี้?

ใช่ เราทํางานเหมือนเดิม แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้มันไม่เท่ากัน เราทํางานวันหนึ่ง 8 ชั่วโมง ถ้าผู้นําเราดี เศรษฐกิจดี การเมืองดี เราอาจจะได้มาวันละพัน แต่ว่าถ้าเกิดเราอยู่ในช่วงเวลาที่มันแย่ เราทํางาน 8 ชั่วโมง เราอาจจะได้แค่ห้าร้อย ถามว่ามันเหมือนกันไหม เพราะฉะนั้นผมว่ามันเป็นคําพูดที่ค่อนข้างไร้เดียงสาที่บอกว่าใครมาเป็นนายก ใครมาเป็นผู้นําก็เหมือนกัน มันไม่เหมือนกันครับ (หัวเราะ)

กังวลไหม พอออกตัวเป็นร้านที่สนับสนุน ‘ประชาธิปไตย’ ?

ถามว่ากังวลไหม อาจจะมีระแวงบ้าง แต่ไม่ได้กังวลถึงขั้นกลัวนะ เพราะว่าเรามั่นใจว่ามันพูดได้ หน้าเพจเราก็ชัดเจน แล้วก็เราคิดว่าเราไม่ได้ทําอะไรผิด เราพูดเรื่องจริง ถ้าพูดเรื่องจริงแล้วมันต้องกลัวนี่ มันก็อยู่ในประเทศนี้ลําบากแล้ว (หัวเราะ)

การมีพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนอย่างมีเสรีภาพ สำคัญยังไง?

เราว่ามันสําคัญมากเลย ถ้าคนไม่มีพื้นที่ในการพูดคุยอ่ะ บางทีปัญหามันจะไม่ได้ถูกแก้ไข แล้วมันก็จะไม่มีทางออก ตั้งแต่เวทีเล็กยันเวทีใหญ่ อันนี้คือเล็กๆ ในร้านเหล้านะ ยกตัวอย่าง อย่างเพื่อนกันอย่างเงี้ย อาจจะมีความคิดแตกต่างกันทางด้านการเมือง ถ้าเกิดเราลองมานั่งคุยกัน บางเรื่องก็เห็นพ้องต้องกันว่ามันใช่ แต่ว่าบางเรื่องก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า กูก็มีแนวความคิดของกูแบบนี้ อีกคนก็มี

ข้อดีของการมีเวทีหรือการมีพื้นที่ที่จะให้คนมาคุยกัน คือ มันทำให้เห็นว่าเรามีจุดที่เห็นตรงกันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าเราคิดคนะละแบบแล้วเราต่างกันทุกอย่างเลย ใครทําอะไรมาที่ไม่ใช่ฝั่งตัวเองทำ แม้มันจะดีกว่าแต่กูก็ไม่เอา อย่างนี้ไม่ใช่ ถ้าเกิดมันได้คุย คุณจะมีความเชื่อ จะรัก จะชอบ จะบูชาใครก็ช่าง แต่หลักการมันต้องมี มันต้องมีหลักการอะไรสักหลักหนึ่งที่จะให้ทุกคนมันอยู่ด้วยกันได้ เพราะว่าถ้าไม่มีหลักการที่เราจะยึดไว้ มันก็จะกระจัดกระจาย แล้วทุกคนก็จะแบบ ‘ไม่ อันนี้ของกูดีที่สุดแล้ว’  ‘ของกูดีที่สุด’ อะไรแบบนี้

ฝันอยากให้ภาคตะวันออกเป็นแบบไหน?

ภาคตะวันออก จริงๆ มันเหมือนเสือนะ คือมันมีเขี้ยว มีเล็บ มีร่างกายใหญ่โต โครงสร้างมันดีแต่ว่ามันไม่ได้ถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์ มันไม่ได้บูรณาการร่วมกัน เหมือนกับมันแยกกันอ่ะ ชลบุรีก็อย่างนึง ระยองก็อย่างหนึ่ง ฉะเชิงเทราก็อย่างหนึ่ง หรือแม้แต่พูดถึงภาพเล็กๆ อย่างในจังหวัดชลบุรีเอง พัทยา บางแสนก็ไม่เหมือนกันนะ ลองรวมกันแล้วทําให้ไปในทิศทางเดียวกัน มันน่าจะไปได้ดีกว่านี้ เพราะว่าทรัพยากรเราก็มี ทั้งท่องเที่ยว ทั้งผลไม้ อาหาร ทั้งอุตสาหกรรม มันทําได้อีกเยอะ ทําไมความเจริญมันอยู่แค่กรุงเทพฯ ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ยังงี้เหรอ (หัวเราะ)

คุณใช้ทรัพยากรดีๆ ที่มีอยู่ให้มันคุ้มค่า แล้วก็แล้วเอามันมาประกอบร่างกัน ที่อยากให้เป็นก็คือ นักการเมืองในท้องที่เรา ทําการเมืองให้มันเป็นเรื่องของประชาชน ไม่ใช่เป็นการเมืองเพื่อพวกพ้อง แล้วก็ผลักดันนโยบายที่มันเป็นรูปธรรม ไปด้วยกันได้ครับ

 

บทสทนาจบลง เราขอให้น้าชาญชวนนำเสนอหนึ่งเมนูที่อยากพรีเซนต์ และนี่คือเมนูที่ได้มาในค่ำคืนแห่งบทสนทนาอันมีความหมาย

 

เมนูแนะนำจาก LIB BAR – บาร์น้าชาญ

ชื่อเมนู : FREE LIB BAR

วัตถุดิบ : Rum Bangsaen ‘Summer beach’, น้ำผึ้งแช่ดอกกัญชา, มะนาว, โซดา, เปลือกเลมอน

รสชาติ : เปรี้ยว ซ่า หอมเปลือกเลม่อน มีกลิ่นน้ำผึ้งกัญชาอ่อนๆ ให้ความรู้สึกสดชื่น ดื่มแล้วหายเหนื่อย

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR