/

ตามหาผ้าลายพื้นถิ่นระยอง ไปกับ ฝ้าย – จิรพันธุ์ ผู้พาลายตากะหมุกในประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิต

หากให้นึกภาพผ้าพื้นเมืองของภาคตะวันออก แต่ละคนนึกออกไหมว่าเป็นยังไง?

 

นั่นคือข้อสงสัยของคนระยองอย่าง ฝ้าย – จิรพันธุ์ สัมภาวะผล ผู้สนใจเรื่องงานผ้ามาโดยตลอด และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าหาประวัติศาสตร์ผ้าพื้นถิ่นระยอง จนถักทอให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยชื่อเรียกลายผ้าพื้นเมืองของระยองก็คือ ‘ผ้าทอลายตากะหมุก’ ที่ส่วนใหญ่มีการทอผ้าใช้เองในครัวเรือนโดยคำว่ากะหมุกในภาษาระยองที่คนเฒ่าคนแก่เรียกกันหมายถึง ภาชนะสานไม้ไผ่ทรงสี่เหลี่ยม 

น่าเสียดายที่หลายร้อยปีผ่านไปผ้าทอลายพื้นถิ่นของจังหวัดระยองกลับสูญหายไปตามเวลา จนกระทั่ง ฝ้าย ชายผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์และความดีงามของศิลปะวัฒนธรรมไทยค้นพบผ้าทอลายพื้นถิ่นของระยองจากหน้าบันทึกและเขาตัดสินใจรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกครั้ง

เราขอชวนทุกคนมาค้นหาและพลิกหน้าประวัติศาสตร์การฟื้นฟูผ้าทอลายพื้นเมืองของระยองไปพร้อมๆ กันผ่านบทสัมภาษณ์นี้

‘ฝ้าย’ ที่สนใจเรื่องผ้า

ฝ้าย – จิรพันธุ์ สัมภาวะผล เป็นคนบ้านเพ จังหวัดระยอง เขาเล่าให้ฟังว่าตัวเองชื่อฝ้ายเพราะความบังเอิญ “แม่ใหญ่ ก็คือ แม่ของแม่ หรือก็คือยาย ยายชอบงานพวกประดิษฐ์ งานเย็บปักถักร้อย ยายทำเองหมด แล้วก็ยายตั้งชื่อพี่สาวให้ว่า นุ่น ชื่อน้องก็ให้มันเหมือนใกล้เคียงกัน ก็เลยให้ชื่อ ฝ้าย” 

โดยไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายชื่อฝ้ายในวันนั้นจะเติบโตและได้มาเกี่ยวพันกับฝ้าย กับการทอผ้า และกลายมาเป็นอาจารย์ฝ้าย ชายผู้ค้นพบและฟื้นฟูผ้าลายพื้นถิ่นของจังหวัดระยอง

วันนี้เราขับรถมาที่บ้านเพเพื่อมาที่ ‘ศูนย์อนุรักษ์ผ้าพื้นถิ่น’ ซึ่งดัดแปลงมาจากบ้านของฝ้ายเอง อย่างแรกที่เราเห็นเมื่อมาถึง คือ ต้นฝ้ายต้นใหญ่ที่ปลูกอยู่หน้าบ้านโดยมีดอกฝ้ายสีเหลืองตูมแซมอยู่ประปลาย เมื่อเรามองเข้าไปเราก็จะเห็นศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้าน โดยใช้พื้นที่ฝั่งขวามือของโรงจอดรถเป็นผนังที่เล่าเรื่องความเป็นมาของผ้าทอลายกะหมุก พร้อมพื้นที่นิทรรศการณ์เล็กๆ ที่จัดแสดงเส้นดายบางส่วน รวมไปถึงวัตถุดิบในการย้อมสี

ส่วนอีกด้านเป็นที่ตั้งของกี่ทอผ้า และห้องที่ใช้แสดงผลงานผ้าทอลายกะหมุกที่ทอเสร็จแล้ว และนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเป็นพื้นที่เก็บเครื่องดนตรีไทย แต่ไม่ใช่แค่นั้นบริเวณด้านหน้าติดกับพื้นที่ทำงานของฝ้าย ยังเป็นตู้โชว์ที่เก็บรักษาคัมภีร์เก่าแก่จากวัดที่ฝ้ายรับมาซ่อมแซม และสมุดจดบทสวดพระมาลัย เพลงพื้นถิ่นดั้งเดิมของระยอง รวมถึงปากกาขนนกและน้ำหมึกที่ฝ้ายใช้คัดอักษรโบราณด้วย

ความรักในศิลปะและวัฒนธรรมไทยของฝ้ายติดตัวเขามาตั้งแต่แรกเริ่มจากช่างไฟฟ้าผู้รักดนตรีไทย สนใจการเขียนอักษรโบราณสู่ประธานสภาวัฒนธรรมของบ้านเพ ยิ่งได้ทำความรู้จักกับฝ้าย ก็ยิ่งค้นพบว่าเขาคือ หนึ่งคนที่หลงรักในประวัติศาสตร์ ความชื่นชอบและหลงไหลในประวัติศาสตร์นี้ผลักดันให้ฝ้ายลงมือรวบรวมประวัติศาสตร์ของบ้านเพและกลายเป็นชายผู้ค้นพบลายผ้าทอพื้นถิ่นของจังหวัดระยองผ่านทางบันทึกการเดินทางของรัชกาลที่ 5 ที่ครั้งหนึ่งเคยเสด็จยังหัวเมืองภาคตะวันออก

และเพราะฝ้ายเล็งเห็นถึงความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมนี่เอง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาฟื้นฟูผ้าทอลายกะหมุก ซึ่งเป็นผ้าทอลายพื้นถิ่นของจังหวัดระยองขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากค้นพบและการรื้อฟื้นแล้ว การส่งต่อภูมิปัญญาก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย และไม่สามารถอาศัยเพียงการสนับสนุนที่ไม่เพียงพอของรัฐได้ แต่ที่ศูนย์อนุรักษ์ผ้าพื้นถิ่นจังหวัดระยองสามารถยืนหยัดส่งต่อภูมิปัญญานี้ต่อไปได้ชัดเจนว่า อาศัยแรงกาย แรงใจ และความหวงแหนในศิลปะวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของฝ้าย

  

 

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ตามหาผ้าทอลายพื้นถิ่นประจำจังหวัด

จากต้นทุนทางประวัติศาสตร์บ้านเพที่ฝ้ายได้รวบรวมขณะเป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเพ ประจวบร่วมกับส่วนกลางได้มีนโยบายให้แต่ละจังหวัดใส่ผ้าไทยในทุกสัปดาห์ แต่ละจังหวัดจึงต้องขึ้นทะเบียนผ้าพื้นถิ่นของตัวเอง แต่ฝ้ายกับค้นพบว่า ณ ขณะนั้นจังหวังระยองไม่มีผ้าทอลายพื้นถิ่นของตัวเอง โดยฝ้ายเล่าว่า

“ทีนี้พอคนใส่ผ้าไทย ใส่ผ้าซิ่น ผ้านู่นผ้านี่ ผ้าเหนือ ผ้าอีสานก็ใส่กันไปทั่ว แม้แต่ตัวผมเองเนี้ยก็เคยใส่เหมือนเสื้อของทางเหนือที่เป็นม่อห้อมประมาณว่าเหมือนเสื้อติดกระดุมผ้า คนเหนือที่อยู่ระยองก็ถามผมว่า น้องเป็นคนเหนือเหรอ? ก็เลยบอกว่าผมไม่ใช่คนเหนือนะ แต่ว่าไอ้คําว่าผ้าไทย เนี่ย มันคิดเป็นผ้าไทยตะวันออกไม่ออก” 

“มันเป็นปัญหาที่ว่า ถ้าบอกว่าระยองทอผ้าจะเป็นประเด็นมาก มันมีอยู่เหรอ? มันมีอยู่จริงมั้ย แม้แต่คนในพื้นที่ก็ถกเถียงกันเอง เพราะฉะนั้นการรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ เนี่ย มันก็เลยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้เห็นว่า ความเป็นจริงคืออะไร มันเกิดขึ้นจริงไหม ข้อมูลมีจริงหรือเปล่า ข้อมูลก็ต้องแยกเป็นสองกลุ่มก็คือ กลุ่มที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ เป็นลายลักษณ์อักษรเลย แน่นอนไปไหนไม่ได้ เพราะมีอย่างงี้บันทึกไว้ กับข้อมูลที่สองคือข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนในชุมชน” 

“ผมเป็นคนที่ไม่ชอบให้ประวัติศาสตร์มันหายไป”

เป็นสิ่งที่ฝ้ายบอกกับเรา จากการรวบรวมข้อมูลฝ้ายพบหลักฐานที่บันทึกไว้เกี่ยวกับผ้าทอลายพื้นถิ่นของระยองในหลายชุดข้อมูลด้วยกัน เช่น บันทึกการเดินทางของรัชกาลที่ 5 โดยฝ้ายเล่าว่า 

“ที่ชัดเจนเลยก็คือบันทึกรัชกาลที่ห้ามาที่ระยอง ปี พ.ศ. 2419 มีการกล่าวถึงการปลูกฝ้ายที่พื้นที่บ้านเพว่า ถามว่าคนเพทำมาหาอาหารกินอะไรกันบ้าง? ในบันทึกเขียนไว้ว่า หนึ่งกะปิ สองทำนา สามล้อมรั้วปลูกฝ้าย มันก็เป็นเรื่องของวัตถุดิบที่ใช้ในการทอผ้า ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับบันทึกที่ท่านมาในปีเดียวกัน ร. 5 นั่งเรือออกจากกรุงเทพฯ พอมาถึงที่ปัจจุบันคือแสมสาร เจ้าเมืองระยองก็ไปต้อนรับก็นําข้าวของมาทูลเกล้าถวาย คือก็ต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดที่จะถวายพระเจ้าแผ่นดิน หนึ่งในนั้นคือ ผ้าทอพื้นเมือง ท่านให้คํานิยมบอกว่า ผ้าทอมีฝีมือดีกว่าที่กรุงเทพซะอีก” 

“จากนั้น ร. 5 ก็นั่งเรือต่อมาถึงช่องเสม็ดช่อง เสม็ดนี่คือ ร่องน้ำระหว่างเกาะเสม็ดกับชายหาดบ้านเพ ปัจจุบันอยู่ตรงแถวๆ คลองตูน ท่านก็ลงเรือพระที่นั่งขึ้นฝั่ง ก็มีขุนนางท่านนึงนําผ้าทอสีขาวกับสีแดงไปถวาย ร. 5 ก็บอกว่า เราชอบใจนัก” 

จากบันทึกของรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานชั้นต้นที่ยืนยันได้ว่า ชาวระยองมีการทอผ้าของตัวเอง นอกจากบันทึกของรัชกาลที่ 5 แล้ว ก็ยังมีบันทึกของคนเพคนหนึ่งด้วย เขาบันทึกไว้ว่า “ปี 2478 ตัวเขาเป็นหนึ่งในคู่แต่งงานที่ไปร่วมแต่งงานหมู่ แล้วเขาก็บรรยายในส่วนของการแต่งกายไว้ว่า ตัวเขาเนี่ยใส่ผ้าไทยลายตาสมุก สีม่วงดอกมะเขือสดอ่อนตัดเป็นชุดสากลที่กําลังนิยม” 

ซึ่งฝ้ายถือเป็นความโชคดีในเรื่องของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกข้อมูลซ้ำยืนยันจากแหล่งข้อมูลต่างกัน ส่วนข้อมูลชุดที่ 3 มาจากการไล่สัมภาษณ์คนในพื้นที่บ้านเพ พบว่าปัจจุบันในพื้นที่บ้านเพเหลือคนมีภูมิปัญญาด้านการทอผ้าอยู่เพียงคนเดียว

“ชื่อว่ายายแหวว นามสกุลทางหลวง ตอนนี้อายุประมาณ 84 – 87 ปี ยายแหววเล่าว่า สมัยที่เขายังเป็นเด็กอายุประมาณ 15 ยายแหววจําได้ว่าเขาเคยช่วยยายตัวเองทอผ้าอยู่ใต้ถุนเรือน พอถามว่าใช้อะไรทอ เขาบอกว่ามีฝ้าย หมายความว่าบริบทเมื่อ 140 กว่าปีก่อน กับบริบทเมื่อ 90 กว่าปีถัดมาเนี่ยมีการปลูกฝ้ายในพื้นที่บ้านเพ” ตรงกันกับที่แม่ของฝ้ายเองก็ยืนยันว่าตัวเองก็ทันเก็บดอกฝ้ายสมัยยังเด็ก

นอกจากนั้นข้อมูลชุดที่ 4 คือ บันทึกข้อมูลที่กล่าวถึงเรื่องผ้าทอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอลายราชวัตร ผ้าไหม ผ้าตาสมุก ก็มีการกล่าวถึงด้วยว่าผ้าตาสมุกเป็นผ้าพื้นถิ่นระยอง  และข้อมูลชุดที่ 5 คือ มีเพลงพื้นบ้านที่ร้องว่า “กลางคืนเดือนหงายที่จะไปลักควาย กลางคืนเดือนหงายจะไปลากช้าง ถูกเขาจับได้ เอาไปใส่ตาราง เสียเงินไปเป็นกอง เสียทองไปตั้งกะหมุก” 

ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายๆ ชิ้นที่ฝ้ายค้นเจอและเชื่อมโยงข้อมูลกันนำไปสู่การประวัติศาสตร์กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

ถักทออดีตให้กลับมาโยงใยในปัจจุบัน

หลังจากรวบรวมหลักฐานได้ว่ามีผ้าทอพื้นถิ่นอยู่ในประวัติศาสตร์จริง ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัจจุบันไม่มีผ้าทอลายตาสมุกเหลือให้เห็นอยู่อีกแล้ว สูญหายไปทั้งลายและกรรมวิธีในการทอ ดังนั้นฝ้ายจึงเริ่มจากการค้นหาข้อมูลว่าผ้าตาสมุกคืออะไร  หน้าตาเป็นอย่างไรจนไปเจอบันทึกของหอสมุดวชิรญาณหรือหอสมุดแห่งชาติที่มีการบันทึกข้อมูลเทียบกับบันทึกของชาวบ้านเพซึ่งมีระยะเวลาใกล้เคียงที่สุดแล้ว พบว่า “ผ้าตาสมุก หมายถึง ผ้าของชาวพื้นเมืองลายเกล็ดเต่า มีวิธีการทอคือ ใช้ด้ายสีเข้มสลับสีอ่อน สุดปลายตาให้ใช้สีเข้มย้ำสองครั้งก่อนขึ้นลายใหม่” แม้จะมีบันทึกไว้แต่จนใจว่าไม่มีผ้าให้เห็นฝ้ายจึงตัดสินใจทอผ้าขึ้นมาเอง

“เดิมผมก็ทอผ้าไม่เป็น แต่ผ้าไม่มีให้ดูด้วยความอยากเห็นก็ตัดสินใจซื้อกี่ทอผ้าเอง แรกๆทอผ้าไม่เป็นไปซื้อเส้นด้ายมา เอาสีขาวสีดําเนี่ยแหละ แล้วก็มาเรียงสีไปตามที่เขาบอก ขาว ดํา ดํา ขาว ดํา แล้วก็ทําตามที่เขาบอกปรากฏว่าได้มาเป็นผ้าผืนหนึ่ง ซึ่งเป็นผ้าตาสมุกผืนแรกในรอบ 146 ปี ณ ขณะนั้น”

จากนั้นฝ้ายก็นำมาเทียบกับผ้าลายเกล็ดเต่าตามบันทึก แต่พบว่าจริงๆ แล้วผ้าลายตาสมุกกับผ้าลายเกล็ดเต่าไม่เหมือนกัน แม้ผ้าลายเกล็ดเต่าจะมีลายลักษณะแนวตั้งสลับแนวนอนเหมือนกัน แต่ว่าการคั่นลายไม่เหมือนกัน ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะผ้าตาสมุกคือการเอาสีเข้มสลับกับอ่อนแล้วย้ำสีเข้มสองเส้นก่อนเริ่มลายใหม่ ทำให้เส้นเข้มของผ้าตาสมุกหนากว่าผ้าลายเกล็ดเต่า

เมื่อฝ้ายทอไปได้สักระยะหนึ่ง ฝ้ายก็ไปเจอข้อมูลของอาจารย์วีรธรรมผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องของผ้าท่านหนึ่ง ในโพสต์เก่าอาจารย์วีรธรรมบอกว่าเพิ่งได้ผ้าตาสมุกโบราณผืนหนึ่งมา ในโพสอาจารย์วีรธรรมถ่ายภาพลายของผ้าตาสมุกเทียบกับหัวเข็มหมุด จึงเป็นอีกหลักฐานให้เห็นว่าลายตาสมุกหนึ่งลายเล็กเทียบเท่าเพียงหัวเข็มหมุดเท่านั้น

ส่วนเรื่องของสีตามที่บันทึกไว้สีเข้มจากการสันนิษฐานและฝ้ายเองได้สอบถามยายแหววพบว่า บ้านเพมีการยอมผ้าด้วยผลมะเกลือ ซึ่งเป็นไม้ยืดต้นชนิดหนึ่งให้สีดํา ฝ้ายบอกว่า “การรื้อฟื้นก็เลยชูว่าสีเก่าแก่ดั้งเดิมของระยอง เป็นสีดํามะเกลือแล้วมันก็สอดคล้องกับคํานิยามผ้าตาสมุกของศิลปากรที่บอกว่าผ้าตาสมุกหมายถึงผ้าฝ้ายสีคล้ำซึ่งก็คงไม่เกินสีดํา เพราะมันทําสีอื่นยาก”

นอกจากนี้ก็จะมีสีม่วงดอกมะเขือสดที่ถูกพูดถึงในบันทึกงานแต่งงานฝ้ายใช้วิธีการเทียบสีโดยย้อมด้วยคลั่งก่อนเพื่อให้ได้สีแดงจากนั้นค่อยนําไปจุ่มย้อมในครามที่ให้สีน้ำเงินอีกทีก็จะได้สีม่วงตามที่ต้องการ โดยฝ้ายได้มีการต่อยอดสีเพิ่มเช่น สีไม้ประจําจังหวัดอย่างต้นประดู่ ต้นสารภีทะเล ต้นสาด ต้นสมอ ต้นโกงกางมาเป็นตัวชูเรื่องของสีพื้นถิ่นอีกเพิ่มเติม

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์เราคงพบแล้วว่า แท้จริงผ้าทอลายตาสมุกเป็นผ้าทอลายพื้นถิ่นของพื้นที่แถบตะวันออกไล่ตั้งแต่แถบแสมสารลงไปถึงแถบจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านเพซึ่งเดิมมีหลักฐานการปลูกพืชเพื่อใช้สำหรับทอผ้า หลังจากการค้นพบผ้าทอลายตาสมุก ฝ้ายก็นําไปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ซึ่งตอนนั้นก็มีประจวบเหมาะว่าส่วนกลางอยากให้ทุกจังหวัดมีผ้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ก็เลยเห็นพ้องต้องกันว่า ผ้าตาสมุกนี่แหละเป็นผ้าโบราณที่ควรนํามาประกาศให้เป็นผ้าประจําจังหวัดระยอง 

ฝ้ายบอกว่าคําว่า สมุก เป็นศัพท์ในพจนานุกรมหลายภาษาทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย หมายถึง ภาชนะจักรสานด้วยไม้ไผ่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งคำอธิบายรูปร่างหน้าตาของภาชนะตามพจนานุกรมตรงกันกับภาชนะชนิดหนึ่งในบริบทของระยองนั่นก็คือ กะหมุก จึงสรุปได้ว่าสมุกกับกะหมุกเป็นของอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นก่อนการประกาศให้ผ้าลายตาสมุกเป็นลายผ้าเพื่อชูอัตลักษณ์จังหวัดระยอง อาจารย์อำไพ บุญรอด จึงเสนอให้เปลี่ยนจากผ้าลายตาสมุกเป็นผ้าลายตากะหมุก โดยฝ้ายให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า

“สมมุติว่าถ้าตอนนี้เราพูดว่า ตาสมุกกับตากะหมุกคนระยองรู้จักอันไหนมากกว่ากัน? คนระยองส่วนใหญ่ ทั้งสองคําเนี้ยไม่มีใครรู้จักหรอกว่ามันคืออะไร เพราะแม้แต่กะหมุกเองปัจจุบันเนี่ยก็ไม่ได้มีใครใช้แล้ว เราเลยมองว่ามันก็เป็นการอนุรักษ์ทั้งลายผ้าและอนุรักษ์ทั้งภาษาควบคู่ไปด้วยกัน”


อนาคตของผ้าทอลายพื้นถิ่นระยอง

แม้จะค้นพบและมีหลักฐานว่าผ้าทอลายพื้นถิ่นเคยมีจริง มีบันทึกจริง แต่ว่าการส่งต่อช่วงขององค์ความรู้กลับขาดช่วงไปเนื่องจากหลายปัจจัย โดยฝ้ายยกตัวอย่างให้ฟังว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะบริบทของพื้นที่“โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายทะเล การทำมาหากินส่วนใหญ่จึงผูกโยงกับการประมง เรื่องวิถีชีวิต การใช้ชีวิตมันก็ขับเคลื่อนไปทางนั้นได้ดีกว่า เช่น ทําหมึก ทําปลา ทําท่องเที่ยว ถ้ามัวแต่ทอผ้าเอาเงินตรงเนี้ยมาซื้อผ้าง่ายกว่าเอาเวลาไปทอผ้า” 

โดยปัจจุบันฝ้ายได้ทำการจดวิสาหกิจชุมชนในลักษณะของศูนย์อนุรักษ์ผ้าพื้นถิ่นเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ดึงเอาคนที่สนใจมาเข้าร่วม โดยฝ้ายบอกว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนสามารถมองได้ในสองบริบท หนึ่งคือเรื่องของการอนุรักษ์ถือว่าเป็นการรักษาภูมิปัญญาเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ชุมชนมีเรื่องเล่าจากรุ่นสู่รุ่น สองก็คือเรื่องของการสร้างอาชีพเสริมให้คนในชุมชน แม้ว่าปัจจุบันคนเพอาจจะไม่ได้มีการทอผ้าแต่ฝ้ายก็ไปส่งเสริมในหลายกลุ่มที่มีต้นทุนการทอผ้าอยู่เดิมเช่น ชุมชนปลวกแดง ชุมชนบ้านฉาง ชุมชนเขาชะเมาผ่านการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ก็คือหยิบเอาภูมิปัญญามาสร้างเป็นนวัตกรรม ชุดการเรียนรู้ทั้งหมดห้าเรื่อง 

“ประวัติศาสตร์วิจักขณ์ รู้หลักเรื่องฝ้าย ย้อมเส้นด้ายให้เป็นสี จับกี่ทอผ้า ส่งต่อภูมิปัญญา”

หลังจากรื้อฟื้นผ้าทอลายพื้นถิ่นกลับมาได้ แม้ฝ้ายจะมีการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และมีหน่วยงานราชการภายในจังหวัดที่บังคับให้ใส่ผ้าไทยมาเป็นลูกค้าสำคัญแต่กลับขาดการสนับสนุนโดยหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังและขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดสร้างความตระหนักรู้สู่ประชาชนชาวระยองทั่วไป โดยฝ้ายบอกว่า 

“อย่างที่บอกคือไม่มีอุปกรณ์ อุปกรณ์นี่ก็ต้องซื้อเองทั้งหมดที่เห็น ซื้อเองหมดเลยทุกอย่าง เคยมีทําอยู่พักนึงประมาณมาได้ปีกว่ากว่าผมอ่ะ พอและ ไม่ทําแล้วนะ เลิกเลย ไม่ทําแล้วผ้า เพราะว่าอะไรอุปกรณ์มันไม่มีเราก็ต้องซื้อ คนทอไม่มีเราก็ต้องสอนเหมือนเราเราเราทุกอย่าง เราหมดคือทุกอย่าง”

 จนกระทั่งมีหน่วยงานพัฒนาชุมชนเข้ามาชวนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของฝ้ายไปเป็นผู้ประกอบการโอท็อป ชวนคุยถึงเรื่องแนวทางของการสนับสนุน และเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทางที่ประสานรอยต่อระหว่างภาคประชาชนกับภาคของภาครัฐ

 

 

เหมือนชีวิตลิขิตมา

แม้หน่วยงานรัฐจะยังไม่ให้การสนับสนุนที่เพียงพอและฝ้ายจะมีความกังวลเรื่องการส่งต่อภูมิปัญญาของผ้าทอลายพื้นถิ่นระยอง แต่ตัวเขาก็ยังทำมันต่อไป โดยเขาหวังว่าจะสามารถ สอน สอน แล้วก็สอนต่อไปให้ได้มากที่สุด ฝ้ายบอกว่าตัวเขาไม่ได้หวังเรื่องทางเศรษฐกิจมากมาย หวังแต่ให้อีก 100 ปีข้างหน้าจังหวัดระยองและประเทศไทยจะยังมีผ้าทอลายกะหมุกอยู่ เพราะในช่วง 50 – 60 ถัดนี้ ตัวเขาและสมาชิกกลุ่มสร้างไว้แล้ว

สำหรับอนาคตอันใกล้ฝ้ายคาดหวังและจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้อย่างน้อยสำหรับคนระยองก็จะรู้ว่า ระยองมีผ้าทอลายกะหมุกเป็นผ้าพื้นถิ่น ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะออกบู้ทนอกพื้นที่ตามงานต่างๆ ในตัวจังหวัด ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปทราบมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระยองมีผ้าพื้นถิ่นเป็นของตัวเอง และมีความนิยมแพร่หลายมากขึ้นนอกเหนือจากในหมู่ข้าราชการ ฝ้ายอยากให้คนระยองใส่ผ้าทอลายพื้นถิ่นของจังหวัดตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ

ฝ้ายขอเรียกการค้นพบและรื้อฟื้นผ้าพื้นถิ่นของระยองว่าเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิตเขา ฝ้ายบอกว่า ” พูดไปมันก็มหัศจรรย์  เหมือนมันถูกจัดวางไว้แล้ว จากข้อมูลจุดที่หนึ่ง ไปเจอข้อมูลจุดที่สอง นำไปสู่หลักฐานอื่นๆ มันเชื่อมโยง เลื่อนไหลต่อกันแม้กระทั่งช่วงจังหวะเวลา”

 

สุดท้ายถ้ามองย้อนกลับไปในทุกความชื่นชอบ การตัดสินใจ และการลงมือทำ ทุกอย่างที่ฝ้ายทำมาเหมือนชีวิตลิขิตมาแล้วว่าเขาต้องเป็นผู้ทำสิ่งนี้ ต้องเป็นผู้ค้นพบและรื้อฟื้นผ้าทอลายพื้นถิ่นให้กับชาวระยอง และเปลี่ยนจากแค่ผู้ชื่นชม ผู้เรียนรู้ ผู้เฝ้ามองไปเป็นผู้ที่ฝากเรื่องราวของผ้าตากะหมุกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์

 

written by
photo by
Picture of Aom Supakorn

Aom Supakorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR