ถ้าพูดถึงวง Dr.Fuu เชื่อว่าเด็กยุค 90s คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะพวกเขาเป็นเจ้าของเพลงฮิตอย่างเพลงใจเหลือเหลือ หรือเพลงดวงดาวแห่งรัก แต่คนตะวันออกรู้หรือไม่ว่า วงระดับตำนานอย่าง Dr. Fuu ถือกำเนิด และมีสมาชิกในวงที่เกิดและเติบโตอยู่ในภาคตะวันออกของเรา
หนึ่งในนั้นคือ โบ๊ท – สวราชย์ ผิวสลับ นักร้องนำวง Dr. Fuu ที่ทุกคนน่าจะจดจำได้ดีกับชายผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์ที่ใครๆ เห็นก็ต้องร้องอ๋อ!
นอกจากเป็นนักร้องนำ ปัจจุบันเขายังได้มาเปิดค่ายเพลงชื่อ Fuu Function ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเพ จังหวัดระยอง ภาคตะวันออกของเรานี่เอง
ตลอดสองปีที่ผ่านมาวง Dr. Fuu ในสังกัดของค่าย Fuu Function ได้ปล่อยเพลงคุณภาพที่ริเริ่มทำเพลง แต่งเนื้อร้อง แต่งทำนอง อัดเพลง หรือแม้กระทั่งถ่ายทำเอ็มวีที่ภาคตะวันออก ที่ทุกสามารถตามได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก fuufunction และ ช่องยูทูป fuufunction
และเพราะการเป็นนักร้อง การเป็นนักดนตรี การทำดนตรีอย่างจริงจังในต่างจังหวัดต้องอาศัยมากกว่าความสามารถ การก่อตั้ง Fuu function ของโบ๊ทที่ภาคตะวันออกจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากทำให้วงการดนตรีในตะวันออกได้เติบโต และเป็นพื้นที่รองรับความฝันของใครหลายๆ คนไปพร้อมกัน

โบ๊ท Dr. Fuu มาจากระยอง
“สวัสดีครับ โบ๊ท Dr. Fuu มาจากระยองครับ”
นี่เป็นประโยคแนะนำตัวที่โบ๊ท Dr.Fuu ใช้แนะนำตัวเสมอไม่ว่าจะเป็นในการสัมภาษณ์หรือในการขึ้นแสดงบนเวทีที่ไหน นอกจากการแนะนำว่าตัวเองเป็นคนระยองแล้ว สิ่งที่โบ๊ทแนะนำและอยากบอกทุกคนคือ วง Dr. Fuu มาจากระยอง
ในวัยเด็กโบ๊ทเกิดและเติบโตอยู่ที่อำเภอแกลง ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ที่อำเภอบ้านเพ จังหวัดระยอง ย้อนไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว วง Dr. Fuu ก็ถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดระยองเช่นกัน
ยุคแรก วง Dr. fuu มีสมาชิกห้าคนด้วยกัน ประกอบไปด้วยนักดนตรีสี่คน โดยมีโบ๊ท เป็นน้องเล็กสุด ที่พี่ๆ ในวงชวนมาเป็นนักร้องนำ โบ๊ทเล่าว่า
“เราก็ร้องกันมาเรื่อยๆ จนพี่มือกีตาร์ไปหัดโปรแกรมมิวสิคทำเพลง เราก็เลยลองอัดเพลงส่งไปค่ายนู้นค่ายนี้ดู จนมีค่ายเพลงที่ชื่อ ซองฟาร์ม (Song farm) สมัยนั้นเป็นค่ายเพลงใต้ดินทําเพลงประกอบภาพยนต์ให้ GTH ให้ความสนใจ แล้วสุดท้ายเราก็เลยไปได้คุยกับที่ RS”
หลังจากนั้นวง Dr. Fuu ก็ได้ออกเพลงทำอัลบั้มกับค่าย RS และได้การตอบรับอย่างล้นหลาม จนเป็นหนึ่งในวงระดับตำนานของค่าย RS ที่ฝากผลงานเพลงฮิตไว้ที่ยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันอย่าง เพลงใจเหลือเหลือ เพลงดวงดาวแห่งรัก เพลงแพ้คนไกล และอีกมากมาย
ด้วยความสำเร็จในระดับนั้น Dr. Fuu จึงได้เซ็นสัญญากับ RS เรื่อยมา ซึ่งโบ๊ทเล่าว่า “ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่เฟื่องฟู เพราะว่า มันเหมือนเปลี่ยนชีวิตของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เข้าไปเรียนในกรุงเทพได้เลย เป็นจุดพลิกชีวิตเหมือนกัน”
แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีการเลิกลา เวลาผ่านไป Dr. Fuu หมดสัญญากับทาง RS และเกิดการแยกวงขึ้น ก่อนจะมีการรวมสมาชิกใหม่ทำวงขึ้นอีกครั้งจนกลายเป็นวง Dr. Fuu ในเวอร์ชั่นปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกจุดเปลี่ยนชีวิตของโบ๊ทและวง Dr. Fuu
ต่อมาอาชีพนักร้องและนักดนตรีได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงการระบาดของ Covid – 19 และด้วยความเหงาเป็นเหตุ ประจวบกับตอนนั้นเริ่มมีการเข้ามาของ YouTube และช่องทางสตรีมมิ่งต่างๆ Dr. Fuu ก็เลยหันมาเปิดช่องยูทูปแล้วก็เริ่มทําเพลงเอง ซึ่งโบ๊ทเล่าต่อว่า
“อันนี้ก็คือเป็นจุดเริ่มต้นเลย พอเราเริ่มทํามาเรื่อยๆ จากอยากทําเล่นๆ ก็กลายเป็นเริ่มจริงจัง เริ่มมีการจ้างงานกันเกิดขึ้น ผมก็เริ่มหาเลขา เริ่มหาทีมงาน แล้วก็ด้วยความที่เราทําร้านกาแฟที่ระยองอยู่แล้ว ด้านบนมันว่าง เราก็เลย เอ้า รีโนเวทด้านบนให้เป็นออฟฟิศ ด้านหลังให้เป็นห้องอัด ห้องถ่ายงาน”
จนสุดท้ายเขาก็ร่วมกันกับลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ ‘แบต’ ก่อตั้งค่ายเพลงชื่อ Fuu Function ขึ้นที่อำเภอบ้านเพ จังหวัดระยอง และ Fuu Function ก็ได้กลายค่ายเพลงแรกและอาจจะเป็นค่ายเพลงเดียวที่ถือกำเนิดจากคนระยอง และตั้งอยู่ในภาคตะวันออกมาจวบจนทุกวันนี้

เพราะการร้องเพลง คือ ความสุขและประชาธิปไตย
ถ้ามองตั้งแต่เริ่มต้นจวบจนถึงปัจจุบัน หลายคนคงเห็นว่าตัวตนของโบ๊ทผูกติดอยู่กับเพลงและดนตรีมาตลอด ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คำตอบที่เขาบอกก็คือการร้องเพลงเป็นความสุขของเขา ถึงขั้นที่โบ๊ทบอกเราอย่างติดตลกว่า ถ้าไม่ใช่การร้องเพลงเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทําอะไร
นอกจากนั้นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โบ๊ทหลงรักวงการเพลงเป็นเพราะวงการเพลงเป็นวงการที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดวงการหนึ่ง โดยเขาให้เหตุผลว่า
“การจะไปบังคับใครให้ชอบเพลงของเรามันเป็นไปไม่ได้ ผมอาจจะให้ตังค์เขาห้าร้อยแล้วฝากแชร์เพลงนี้ได้ แต่จะบังคับให้เขามาชอบเพลงผม มันบังคับกันไม่ได้ แล้วความชอบของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันด้วย เราเลยตัดสินใครไม่ได้เลย
ในวงการดนตรีถ้าคนมันไม่ชอบ เขาก็จะไม่เปิดฟังแค่นั้นเอง ผมเลยคิดว่าผมทําเพลงที่ผมชอบก่อนดีกว่า เพราะว่าผมไม่อยากโกหกตัวเอง”
หลังจากค่ายเพลง Fuu Function เปิดตัว วง Dr. Fuu ออกเพลงใหม่มาแล้ว 3 เพลง คือ เพลงอะไรก็ได้ เพลงรักเธอกว่าใคร แล้วก็เพลงแม่ดอก นอกจากนี้ยังมี เพลงรางวัลของคนรักจริง เพลงไม่คุ้มเสี่ยง เพลงฝังใจ เพลงสบตา และอีกหลายเพลงด้วยกัน

จากนักร้อง สู่การเป็นประธานค่ายเพลง
นอกจากนั้นในค่าย Fuu Function ยังมีศิลปินและวงดนตรีอีกได้แก่ วงจิ้งจอกน้ำ, วง footage, Mafear, ANN และ M – ธีรพงศ์
เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ค่อข้างใหญ่ไม่น้อย กับสมาชิกมากกว่า 20 ชีวิต ที่มีทั้งนักร้อง นักดนตรี ทีมขายงาน ทีมโปรโมท ทีมตัดต่อ โดยโบ๊ทยอมรับว่า การเป็นนักร้องกับเจ้าของค่ายเพลงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ ตอนเป็นนักร้องเขาไม่ต้องสนใจอะไรนอกจาก แค่รอคนมาจ้างงานแล้วก็ไปแสดง
แต่พอมีค่ายเป็นของตัวเองกลับมีอะไรให้ต้องคิดเยอะขึ้น
“มันก็จะเริ่มมีคนอื่นละ มีวงนั้น วงนี้ แต่ละคนก็มีมุมมองเขา มุมมองเรา ก็ต้องค่อยๆ ปรับกันคนละครึ่งทาง แต่ที่สำคัญคือ เราต้องเปิดใจฟังเขา อย่างบางทีน้องๆ ก็จะมาบอกว่า ตรงนี้เดี๋ยวผมเอาเสียงปี่มาใส่นะพี่ เดี๋ยวผมเอาไอ้นี่มาใส่เป็นกลองนะออกมาจะเป็นไลน์เสียงแบบนี้ บางครั้งเราก็นึกไม่ถึง แต่มันสามารถทําแบบนี้ได้จริงๆ เด็กรุ่นใหม่ๆ เก่งมากๆ บางคนสามารถทำเพลงได้แล้ว ทำเองได้จริงๆ ตั้งแต่แต่งเนื้อ แต่งทำนอง อัด ทุกขั้นตอนเลย สมัยนั้นตัวผมยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะครับ ศักยภาพของพวกเขาเก่งกว่าผมอีกแต่แค่เวลากับโอกาสต่างกันแค่นั้นเอง”
ซึ่งการเป็นเจ้าของค่ายเพลงเองทำให้โบ๊ทเห็นความหวังใหม่ๆ มากขึ้นตามไปด้วย แต่หลายครั้งก็มักจะมีคนมาถามว่าเจ้าของค่ายต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งโบ๊ทก็ตอบอย่างจริงใจว่า
“เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าหน้าที่เจ้าของค่ายต้องทําอะไร? หรือเขาทำกันแบบไหน? แต่ของผมก็คือ จะอยู่ด้วยกับทุกสถานการณ์ ทั้งทําเพลง ถ่ายเอ็มวี ทุกการถ่ายรูป ทุกการโปรโมทก็จะอยู่ด้วยกับน้องๆ ไปเป็นที่ปรึกษา อาจจะแบบว่าผมอยู่ด้วยแล้วอุ่นใจกว่า”
ปัจจุบันโบ๊ทมองว่าจุดแข็งของค่าย Fuu Function ก็คือ ศักยภาพของคนในค่ายซึ่งมองจากประสบการณ์ 16 ปีในวงการเพลงของเขา โบ๊ทบอกได้อย่างมั่นใจว่า
“คนของผมไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าใคร ไม่ได้ห่วยไปกว่าใคร อย่างนักร้องนําวง Footage เนี่ยเขาสามารถแต่งเพลงได้ด้วย แล้วเขาก็ร้องเพลงดีด้วย อีกคนหนึ่งก็คือ นักร้องหญิงมาเฟีย มาเฟียร้องเพลงดี ear training ดีมาก เขาสามารถร้องคอรัสชนิดที่ว่าบอกให้ร้องอะไรก็ร้องได้เลย คอรัสเพลงของ Dr. Fuu ตอนนี้มาเฟียก็เป็นคนร้องให้ ส่วนจิ้งจอกน้ำเงินเขาก็จะมีความยูนีค มีสไตล์ความเท่ที่เป็นตัวเขาอย่างชัดเจน”
โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งจนการดำรงอยู่มาถึงทุกวันนี้ของ Fuu Function ได้ตอบความคาดหวังแรกของโบ๊ทและแบตในการสร้างค่ายเพลงในบ้านเกิดแล้ว ในมุมมองของโบ็ทเขามองว่า
“เราสามารถทําได้ แล้วก็ทําให้เห็นแล้วด้วย แต่แค่มันยังไม่ได้สําเร็จอย่างที่ใครบางคนได้กําหนดไว้ เพราะว่าความสําเร็จของแต่ละคนน่ะไม่เหมือนกัน”
“ผมมองว่าที่ผมได้ทําค่ายที่บ้านเกิดแล้ว คือ สําเร็จแล้ว”

ให้เชื่อว่าสักวันมันจะมีวันของเรา
แม้การได้ทำค่ายเพลงที่บ้านเกิดจะตอบความคาดหวังของโบ๊ท ทำให้เขาได้ทําเพลงของตัวเองในแบบที่ตัวเองชอบ ในสไตล์ที่เขาถนัด ได้มีช่องทางลงเพลงของตัวเองไม่ต้องรอไปโปรโมทที่ไหน และได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้าใจกัน แต่การจะดังเปรี้ยงปร้างเป็นอีกเรื่อง ทุกวันนี้โบ๊ทจึงถือว่านี่คือสิ่งที่โอเคแล้วสำหรับปัจจุบัน
“ต่อให้ยอดวิวมันจะยังไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่พอได้นั่งดู ได้มานั่งคุยกับทีม อย่างน้อยเราก็ได้ยิ้มมุมปากว่าอืม ได้ทําแล้วพี่ ดังไม่ดังเรายังไม่รู้ แต่ต่อให้ไม่ดังถ้าเราก็มีกําลังใจ เพลงที่สอง เพลงที่สามยังไงก็ต้องมีสักวันแหละวะ”
ในฐานะเจ้าของค่ายเพลงความคาดหวังของโบ๊ท คือ ขอให้ศิลปินในค่ายมีงานจ้าง เพราะเขาเคยสัมผัสมาเองว่า การมีงาน มีเงินมันเปลี่ยนชีวิตได้ โบ๊ทบอกน้องๆ ในค่ายเสมอว่า ให้เชื่อว่าสักวันมันจะมีวันของเรา แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งกับตัวเขาเอง ซึ่งโบ๊ทเล่าย้อนให้เราฟังว่า
“เวลาทุกคนมองผมจะมองแต่ในตอนที่ผมสําเร็จแล้ว ไม่ค่อยมีใครมองก่อนที่ผมจะดัง ว่าผมต้องพยายามขนาดไหน ก่อนที่จะมาอยู่ RS หรือว่าก่อนที่จะมีเพลงดัง ทุกคนไม่ได้มองมุมนั้นไง ทุกคนจะมองแต่ว่า พี่สุดยอด พี่คือตำนาน โทษนะ แต่ลองไปมองตอนที่เรายังไม่ดังดิ ตอนที่เรายังวิ่งขอเขาทํางาน”
“ผมก็เลยอยากให้น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาทํางานกับผมมองว่า ทุกอย่างต้องเริ่มจากศูนย์ มันต้องมีเริ่มต้น จะต้องมีที่ไม่สําเร็จบ้าง แต่สักวันมันก็จะมีวันที่สำเร็จ แต่กว่าจะสําเร็จมันไม่ง่าย”
ทุกวันนี้แม้จะผ่านไป 16 ปีแล้ว โบ๊ทก็ยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่าเขาสําเร็จหรือเปล่า เขามองว่ายังมีสิ่งที่ตัวเองจะต้องเรียนรู้อีกเยอะ โดยเฉพาะในเรื่องการทำค่ายเพลง ที่เขาก็ได้พาตัวเองกลับมาที่จุดเริ่มต้นในเส้นทางใหม่สายนี้เช่นกัน

Fuu Fumction ผู้เป็นกระถางคอยโอบกอดให้ต้นไม้ใหม่ๆ เติบโต
ซึ่งนอกจากความคาดหวังว่าน้องๆ ในค่ายจะมีงานมีเงินแล้ว ในอนาคตโบ็ทก็คาดหวังว่า ค่ายเพลง Fuu Function ที่กําลังทําอยู่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
โดยเขาตั้งใจจะใช้วง Dr. Fuuที่ยังพอมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ผลักดันค่ายนี้ เขาอยากหาช่องทางที่พอไปได้ ช่วยผลักดันน้องๆ ในค่ายขึ้นมา โบ๊ทหวังจากใจจริงว่า น้องๆ ในค่ายจะมีงาน มีเงินเพียงพอที่ทุกคนจะมีชีวิตที่ดี เพราะพอเรามีชีวิตที่ดี ครอบครัว คนรอบข้างก็จะดีไปด้วย ถ้าครอบครัวคนรอบข้างดี คนทำเพลงทำดนตรีก็จะมีไอเดียต่อยอด โดยในส่วนตัวของเขา โบ็ทมองว่า ไม่ว่าในอนาคตอีกสิบปีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่างแรกที่เขาจะไม่ทิ้งก็คือ การทําเพลง แม้ตอนนั้นอาจจะไม่ได้ร้องเพลงแล้วก็ตาม
“โอ้โฮ! สิบปีแก่มากเลย ก็ยังทําเพลงอยู่ แต่อาจจะเบนไปทางทําเพลงให้ศิลปินในค่าย ส่วนค่ายนี้ก็คงจะทําต่อไปเรื่อยๆ ครับ จะเจ๊งไม่เจ๊งหรืออะไรผมก็จะทำไปเรื่อยๆ ผมคุยกับน้องๆ แล้ว ก็คือ มาแล้วก็ต้องจับมือไปด้วยกันแล้วนะ”
เพราะว่า นอกจากค่ายนี้จะมีความหมายสำหรับโบ๊ทและสมาชิกในค่ายแล้ว ในความเป็น Fuu Function ที่เป็นค่ายเพลงจากภาคตะวันออกยังเปรียบเสมือนโอกาสของเด็กๆ คนรักดนตรีในภูมิภาคนี้ด้วย โบ๊ทเล่าย้อนว่า
“ตอนผมเด็กๆ ระยองมีห้องซ้อมดนตรีเยอะกว่านี้ คือ ห้องซ้อมดนตรีมันเหมือนเป็นกระถางต้นไม้ที่เพาะพันธุ์เด็กๆ รอให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเติบโตเป็นต้นอ่อนและเบ่งบานขึ้น แต่เดี๋ยวนี้มันหายากมากเลย
เมื่อก่อนพอเด็กๆ เลิกเรียนแล้วก็จะไปห้องซ้อมดนตรี ตั้งแบรนด์ขึ้นมาร้องในโรงเรียนก่อน แล้วก็ค่อยออกไปแสดงตามงาน เดี๋ยวนี้มันน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก เมื่อก่อนไปตรงไหนก็มี ที่บ้านเพนี่ก็มีนะครับ ที่แกลงก็มี ที่ระยองไม่ต้องพูดถึงเยอะมากๆ ตอนนี้ มันน้อยลงเยอะมากๆ”
Fuu Function เลยเป็นมากกว่าค่ายเพลงแต่เป็นโอกาส ให้เด็กๆ ที่รักดนตรี มีความฝันและมีความสามารถได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง โดยโบ็ทยกตัวอย่างให้เราฟังว่า ตอนนี้ Fuu Function มีวงอย่างจิ้งจอกน้ําที่มาจากฉะเชิงเทรา รวมถึงวงอื่นๆ ที่อยู่ในค่ายก็มาจากโซนภาคตะวันออกทั้งหมด
ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นกระถางบ่มเพาะสำหรับต้นอ่อนคนดนตรีในภาคตะวันออกเหมือนที่เขาเคยได้รับการบ่มเพาะมาในวัยเด็ก

ทำค่ายเพลงและวงการดนตรีในภาคตะวันออกให้เจ๋งไม่แพ้ใคร
แต่การทำค่ายเพลงในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสุดท้ายคนที่มีความสามารถก็มักจะเลือกเข้าไปในกรุงเทพฯ
โดยเฉพาะในระยองที่มีนักร้อง นักดนตรี คนทําเพลงดีๆ ไม่น้อยกว่าที่ไหน จนนักร้องอาชีพอย่างโบ๊ทสามารถใช้คำว่า ‘ที่นี่มีช้างเผือก’ เลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ การไม่มีการรวมกลุ่มกัน การไร้ซึ่งการส่งเสริมและพัฒนาหรืออื่นๆ นักร้อง นักดนตรี คนทำเพลงในตะวันออกจึงอยู่ในลักษณะของการทำงานแบบจบๆ ไปวันๆ หรือทํางานได้เงินแล้วกลับบ้าน หรือกระทั่งเลือกที่จะใช้ภาคตะวันออกเป็นบ้านเป็นที่พักผ่อนแล้วเข้าไปทำงานที่ กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้มีการริเริ่มทำเพลงแบบจริงจังในภูมิภาคนี้
มากไปกว่านั้นคือ โบ๊ทมองว่า เวลาเราเห็นเพลงนั้นเพลงนี้ วงนั้นวงนี้มาจากอีสาน หรือวงนั้นวงนี้มาจากใต้ได้อย่างชัดเจนเป็นเพราะเขาจะมีภาษาบางอย่างหรือมีดนตรีที่เรารู้เลยว่านี่ คือ ใต้และอีสานที่เป็นความเฉพาะตัวของภูมิภาคนั้นๆ แต่กับภาคตะวันออกไม่ใช่อย่างนั้น ทั้งภาษาหรือดนตรีโบ๊ทมองว่าเรามีความคล้ายคลึงกับกรุงเทพอย่างที่หนีกันไม่ได้ แต่ถึงแม้ด้วยเพลงจะคล้าย แต่คนในฐานะนักดนตรีเราสามารถประกาศตัวได้ว่าเรามาจากไหน
“ถ้ามาจากที่ไหน ทําเพลงแล้วก็ลองเปิดไปเลยว่า จริงๆ แล้วตัวเองอยู่ที่ต่างจังหวัด เราอยู่ที่ระยอง เราก็บอกว่าเรามาจากระยอง ให้มันรู้ว่า อ๋อ! คนระยองก็ทําเพลงดีๆแบบนี้ได้ ไม่ใช่ต้องอยู่แค่ในกรุงเทพ”
เหมือนว่าเวลา Dr. Fuu ไปงานที่ไหน โบ๊ทก็พูดได้เต็มปากเสมอว่า ผมเป็นคนระยอง และวง Dr. Fuu มาจากระยอง ในอนาคตข้างหน้า เขาและ Dr. Fuu ก็จะคอยมองและเป็นกำลังใจ รวมถึงหวังว่า Fuu Function จะได้ช่วยผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ๆ ในภาคตะวันออก ที่จะกำลังเติบโต เพื่อให้ทุกคนไปให้ถึงวันนั้นที่เป็นสักวันของตัวเอง
จากความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนเอาจริง ทำเพลง ทำดนตรีอย่างจริงจัง ภาคตะวันออกก็สามารถทำดนตรีดีๆ ได้ไม่แพ้กรุงเทพฯ



