/

JONIN & YONGBOY : การปลุกปั้นค่ายเพลงตะวันออก โดยคนตะวันออก ของ E-record

“พวกกูไม่แก๊งหรอก พวกกูแค่ชอบ C-Walk” หากใครได้ยิน คงจะคุ้นหูกับท่อนหนึ่งในเพลง ‘C-walk’ ที่เป็นไวรัลในโซเชียลเมื่อช่วงขวบปีที่ผ่านมา โดย Chonburi Flow กลุ่มศิลปินแรปเปอร์ ที่นิยามว่าชลบุรี คือ “Hometown” หรือบ้านเกิดของพวกเขา

 

ซึ่งหนึ่งในสมาชิกของ Chonburi Flow ก็คือ นิน – คณิน รักจริต AKA โจนิน (JONIN) แรปเปอร์ชาวชลบุรี ที่หากใครติดตามวงการแร็ปไทยมาตั้งแต่ยุค Rap Battle ก็จะรู้จักกับ ‘พ่อปู่โจนิน’ คนนี้เป็นอย่างดี ด้วยสไตล์การแรปแบบ Old School เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและความใฝ่ฝันได้อย่างกินใจ

และอีกคนก็คือ นิว – สุชาครีย์ ไกวัลเกษบุษย์ AKA ยงบอย (YONGBOY) อดีตคุณครู ผู้มีความใฝ่ฝันในการเป็นศิลปิน และได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ The Rapper จนปัจจุบันเขาเปลี่ยนบทบาทของตัวเองมาเป็นแร็ปเปอร์ได้ตามความฝัน

ในวันนี้ เขาทั้งสองคนได้เดินเข้าสู่เส้นทางของการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่าย E-record ค่ายเพลงที่ไม่รีรอและหยิบ ‘โอกาส’ มาติดตั้งในบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อให้คนภาคตะวันออกได้ปลดปล่อยฝีมือผ่านเสียงเพลง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่ ‘เมืองหลวง’ แต่เพียงอย่างเดียว 

EPIGRAM อยากชวนทุกคนไปสำรวจถึงความคิด ที่มาที่ไปของความตั้งใจในการเป็นศิลปินแรปเปอร์ ไปจนถึงกับบทบาทใหม่ในชีวิตกับการก่อตั้งค่ายเพลงในภาคตะวันออก กับบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้

จุดเริ่มต้นของการเป็นแร็ปเปอร์

JONIN: เราเริ่มทำเพลงแร็ปมาพร้อมๆ กันเนอะ ตอนนั้นนิวน่าจะเริ่มก่อน

YONGBOY: ใช่ๆ ผมเริ่มทำเพลงแร็ปตอน ม.3 น่าจะช่วงปี 2010 แล้วนินก็ตามมาอีก 2-3 ปี ตอนนั้นฮิปฮอปยังไม่บูมเลย เป็นแค่กลุ่มคนเล็กๆ เลยฮะ ก่อนที่นินจะไปแข่ง Rap is Now ก็เริ่มดังขึ้น ผมก็ไปแข่งรายการ The Rapper ก็พอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง เลยทำให้เรียกตัวเองกันว่าศิลปินแรปเปอร์มาจนทุกวันนี้ 

JONIN: สิ่งที่เราทําได้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับดนตรี เกี่ยวกับภาพลักษณ์ ที่มันอาร์ตๆ หน่อย แร็ปเปอร์ชลบุรีเนี่ย จะมีสไตล์การทําเพลงในแบบที่มันจะมีความเพื่อชีวิต มีคติ ให้กําลังใจกันในเนื้อเพลง อะไรประมานนี้ครับ อย่างผมก็เป็นคนชลบุรีตั้งแต่เกิด ศิลปินส่วนใหญ่ในค่ายก็จะเป็นคนชลบุรี หรือไม่ก็มาโตที่นี่

 

ปรากฎการณ์ไวรัลของเพลง ‘C-walk’ มันส่งผลยังไงกับเราบ้าง

JONIN: จริงๆ เพลง C-Walk เนี่ย มันดังหลังจากปล่อยไปแล้วหนึ่งปี เพิ่งจะมีฟีดแบ็ก มีคนใน Tiktok เอาไปเล่นกัน ก่อนหน้านั้นประมาณ 30,00 วิวเอง แต่พอมีคนเอาไปเล่น มันก็ไปของมันเอง มีคนเล่นต่อๆ กัน ก็ดีเลย ตอนนั้นคือคาดไม่ถึง เพราะว่าเราไม่ได้ทําอะไรกับมันเลย มันปล่อยไปปีนึงแล้ว โปรโมตช่วงแรกไปหมดแล้ว ก็ดีใจมากๆ

หลังจากนั้นมันก็มีเพลง ‘มั่ว’ อีกที ก็ปล่อยมาพักหนึ่งแล้ว 2-3 ปีแล้วมั้ง เพิ่งจะมาดัง แล้วก็มีคนเอาไปมิกซ์ อย่ามามั่ว กลายเป็น ยํามะม่วง แม่งก็เป็น meme อะไรอย่างนี้

YONGBOY: แต่สุดท้ายแล้วการทําค่ายเพลง คือถ้ามันปังแล้ว คุณต้องหล่อเลี้ยงมันไปเรื่อยๆ คือเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แค่ค่ายเพลงหรอก หลายอย่างมันดังไว ดังง่าย แต่ก็ดับไวเหมือนกัน เพราะคนทํามันเยอะมาก ทุกคนทําได้เหมือนกันหมดเลย 

จุดเริ่มต้นของการทำค่ายเพลงที่ชื่อว่า E-Record

JONIN:  จริงๆ ผู้ก่อตั้งมีทั้งหมด 4 คน มี ชด เป็น Producer หลักของที่ค่าย แล้วก็ ทอย Enjoy Life มันเกิดขึ้นจาก ผมเรียนอยู่ ม.เอกชนที่นึงในชลบุรี แล้วรู้จักกับทอย ทอยเขาก็เปิดโปรดักชั่นเฮาส์ชื่อ Enjoy Life แล้วมันเป็นสตูดิโอด้วย รับถ่าย รับอัดเสียง รับเกี่ยวกับมัลติมีเดียครบทุกอย่าง

YONGBOY: ตอนแรกผมเป็นลูกค้า แล้วเป็นเพื่อนกับนิน ทีนี้นินเขาก็มาอัดเพลงอยู่ที่นี่ ช่วงนั้นผมออก The Rapper วงการฮิปฮอป มันบูมขึ้นมาก ทอยก็เลยเห็นว่า คนที่มาอัดเพลงเป็นคนชลบุรีกัน ก็เลยทําโปรเจกต์หนึ่งขึ้นมาชื่อว่า ‘ชลบุรีชิดใน’ แร็ปเปอร์ 11 อําเภอ เอาอําเภอทั้งหมดในชลบุรีทําเป็นเพลง เหมือนชวนให้คนรู้จักผ่านเพลงฮิปฮอป ก็ใช้พวกคอนเน็คชั่นที่เรารู้จักกันของชลบุรีนี่แหละ สร้างโปรเจ็กต์นี้ให้เกิดขึ้นมา

พอปล่อยไปปั๊บ มันก็ดังระดับหนึ่ง ก็เป็นที่พูดถึง เลยทํากันต่อมา คนก็เอาด้วย เลยคุยกัน 4 คน หุ้นกันเปิดค่ายดีกว่า ก็เลยเป็นที่มาของค่าย E-Record ครับ

 

เข้าใจว่า Concept ของ E-Record คือ ‘โอกาส’ โอกาสที่ว่าคืออะไร

YONGBOY: โอกาสที่จะได้ทําสิ่งที่คิดไว้ โอกาสที่คนอยากทําเพลงได้ทําเพลง แล้วก็โอกาสที่จะมีคอนเน็คชั่นเพิ่มขึ้น บางคนมารู้จักกันที่ E-Record มาทําเพลงด้วยกันที่นี่ มันก็เหมือนเมื่อก่อนที่พวกเราทําเพลงกัน แต่ทักคุยกันในเฟซ อันนี้ก็เป็นบ้านหลังหนึ่งมาเจอกัน ไม่ต้องมาอัดเพลงก็ได้ แต่มานั่งเพื่อให้ได้อะไรกลับไป ได้แรงบันดาลใจ คล้ายๆ พื้นที่กลางที่ทําให้ทุกคนมาเจอกัน

 

แนวเพลงที่ทำมีอะไรบ้าง แล้วเราไปชวนศิลปินแขนงอื่นๆ มาจอยกับเราได้ยังไง

YONGBOY: มีฮิปฮอป มีร๊อค มีป๊อบ ลูกทุ่งก็มีนะ หรือบางทีแบบ แร็ปเปอร์ก็ไม่ต้องทําเพลงแร็ปอย่างเดียวเสมอไป มันสามารถไปกับแนวอื่นได้แทบจะทุกแนวเลย มันอยู่ที่ว่าช่วงนั้นตัวศิลปินอยากทําอะไร

หลายคนจะมอง E-Record คือค่ายเพลงฮิปฮอป จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ มันมีหลายอย่าง มี ‘วงนิยมขม’ ที่เป็นร็อค มี ‘พาราเซตามอล’ วงเขาสิบปีแล้วนะ เราเห็นคนเก่งๆ แต่บางทีการทําเพลงมันใช้เงินเยอะ วงพาราฯ เนี่ย เป็นเพื่อนผม ก็เลยแบบ เฮ้ย! มาทําด้วยกันไหม ก็คือผลักดันให้โอกาสมันเกิดขึ้นในบ้านเรานี่แหละ

ความทรงจำที่ประทับใจต่อการทำค่ายเพลงในภาคตะวันออก

JONIN: เยอะเลยครับ ได้เห็นพัฒนาการของศิลปินในค่าย จากวันแรกที่เข้ามา ทิศทางอาจจะงงๆ อยู่ แต่พอเริ่มมาทําเพลงจริงจังกัน แต่ละคนเริ่มมีการบ้านต้องทํา มี EP มีทําอะไรของตัวเองกัน เขาเริ่มเล่าความเป็นตัวเองออกมาได้มากขึ้น หลักๆ คือได้เห็นการเติบโตของศิลปินแต่ละคนครับ

YONGBOY: แต่ของผมจะแตกต่างจากนิน เพราะว่านินเนี่ย เขาจะเป็นคนคอยดูเรื่องของเพลง Mixmaster ตัดต่อนู่นนี่นั่น แต่ผมจะเป็นเกี่ยวกับหลังบ้าน เกี่ยวกับการประสานงาน พบเจอผู้คน คือเมื่อก่อนเราทําเพลงกัน เราก็รู้จักกันอยู่แค่นี้ แต่พอเป็นค่ายเพลง มันทํางานหลายภาคส่วน ผมก็จะได้พวก คอนเน็คชั่นสําหรับผมนะ เนี่ยคือความประทับใจว่า เราเจอคนเจ๋งๆ เท่ๆ เยอะ และได้เจอโอกาสมากขึ้น

 

แล้วบทเรียนที่ได้จากการทำค่ายเพลงในภาคตะวันออกคืออะไร

JONIN: บางอย่างเราคาดหวังไว้เต็มเหนี่ยวเลย แต่ก็ผิดหวัง ผมว่ามันเป็นเรื่องยากเหมือนกันนะ มันไม่เหมือนกับตอนที่เราทําเพลงแล้วปล่อย มันมีเรื่องการบริหารจัดการ บริษัทก็เหมือนครูเราด้วยแหละมั้ง พอเราเริ่มด้วยตัวเอง บทเรียนก็คือมันไม่ง่าย ก็คือมันเป็นก้าวแรกเนอะ เรายังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกว่ามันก็ได้พรีเซนต์ความเป็นเรา 

อย่างเพลง C-Walk ลงทุน MV 700 บาท ซื้อบีทอีก 1,500  ตีไปตกอยู่ 2,200 มันทำง่ายมากเลยฮะ แต่สิ่งที่ได้มาแม่งเยอะ แต่ Eastside What’s up  ลงทุนไปเกือบห้าแสน Youtube ให้มา 86 บาท มันไม่มีอะไรบอกเลยเว้ยว่า อันเนี้ยสําเร็จ รวยแน่ ไม่! ผมมีเพลงหนึ่งตั้งใจมิกซ์มากเลย เดือนกว่ามิกซ์อยู่เพลงเดียว ตื่นเช้ามามิกซ์เพลงนั้นยันมืด ชื่อเพลง ‘โดนของ’ ซึ่งเพลงนั้นแม่งยอดวิวน้อยจัด เราไม่รู้หรอก มันไม่มีสูตรตายตัวว่าทําแบบนี้แล้วจะไปได้

YONGBOY: ผมอยากให้ทุกคนอยู่ได้ ศิลปินทุกคนอยู่ได้โดยที่มีเงินตรงนี้หล่อเลี้ยงชีวิต แฮปปี้กันทุกคน เราจะไม่เอาค่ายเป็นที่ตั้งนะ คือต้องพูดตรงๆ ว่าศิลปินทุกคนที่ทําเพลงใน E-Record มีงานประจําอยู่แล้ว แต่ผมอยากให้งานประจําของพวกเขาคือการเป็นศิลปิน ยังไม่ต้องพูดถึงค่าย คือถ้าศิลปินแม่งได้ ยังไงค่ายก็ได้อยู่แล้ว มันเป็นวัฏจักรของมัน สุดท้ายแล้วของพวกนี้มันอยู่ที่การตลาดด้วยแหละ เราทําดีขนาดไหน คนไม่รู้จักก็เท่านั้น เหมือนเราทําร้านกับข้าว อร่อยแทบตายแต่ไม่มีคนรู้จักมันก็เท่านั้น

 

สิ่งที่เราลงมือลงแรงทำไป ตอบโจทย์เราไหม

YONGBOY: มันก็รู้สึกดี สําหรับผมนะ มันเหนื่อยเหมือนกัน แต่คนละแบบ เป็นครูกับทําค่ายเพลงเนี่ย ครูต้องตื่นเช้า กลับเย็น ขยันเท่าไหร่ก็ได้ เราก็ได้เงินเดือนเท่าเนี้ย เราไม่ต้องเครียด แต่พอทําค่ายเพลง เราต้อง active ต้องสู้เพื่อให้มันมีอะไร แล้วมันจะเหนื่อยมาก แต่สิ่งที่แม่งแตกต่างกันคือ ครูกลับมาพักผ่อน นอนเต็มอิ่ม ตื่นมามันกลับมีความรู้สึกว่า ไม่อยากทํางานว่ะ แต่ผมทําอันนี้ วันนี้กลับตีสี่ สมมติออกกอง พรุ่งนี้ซัก 10 โมง นอนน้อย ตื่นมาเหนื่อย แต่รู้สึกว่า กูยังอยากทํา มันน่าจะเป็นความชอบมากกว่าที่ยังทําให้อยู่ได้ 

E-Record ยังไม่ถึงขั้นประสบความสําเร็จ เรายังเดินทางกันอยู่ แต่สุดท้ายแล้วมันทําให้เรามีแพชชั่นในการใช้ชีวิตต่อไป ความเครียดมันมีอยู่แล้ว ทะเลาะกันมันเป็นเรื่องปกติของการทํางาน แต่แค่ว่าคุณไปกับมันแล้วสนุกกับมันไหม ไอ้สิ่งที่เราใฝ่ฝันกันมานาน ที่เราอยากทํากันมานาน มันตอบคุณค่าในการใช้ชีวิต มันทําให้เราอยากมีชีวิต อยากตื่นมาในวันพรุ่งนี้ แต่แค่ตอนนี้ฝันเรายังลําบากอยู่ (หัวเราะ)

สถานการณ์วงการดนตรีในภาคตะวันออกเป็นยังไง ในมุมมองของคุณ

JONIN: ผมว่าคนชัดเจนกับแนวตัวเองมากขึ้น อย่างเช่น เร็กเก้ คนก็เร็กเก้จ๋าเลย ฮิปฮอป ก็ฮิปฮอปจ๋าเลย แต่งตัวกันเต็มเหนี่ยว แนวมันชัดเจนกันมากขึ้น มันเหมือนกรุงเทพแหละ มันก็ดีขึ้น แต่มันไม่ได้ดี แบบก้าวกระโดด แบบ โห! เป็นเมืองดนตรีอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าคนเปิดรับมากขึ้น มีคนทําเพลงกันเยอะขึ้น มีทุกแนวเลยนะ แล้วคนรอเสพก็เยอะขึ้น เหมือนกับคนเริ่มฟังเพลงที่ไม่ใช่กระแสหลักอย่างเดียวกันมากขึ้น คือมาฟังอันเดอร์กราวน์บ้าง

 

 แล้วคิดยังไงกับการที่โอกาสในการเติบโตของศิลปิน ส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ที่เมืองหลวง

YONGBOY: ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติของคําว่าเมืองกรุง แต่สุดท้ายแล้วเราจะทํายังไงให้คนข้างนอกมองเห็นเราบ้าง ถามว่ามันแฟร์หรือไม่แฟร์ ผมว่ามันก็ไม่แฟร์หรอก แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นแบบนั้น เราต้องยอมรับ โอกาสมันก็อยู่ตรงนั้นหมดเลย ตามเม็ดเงินอ่ะนะ มันก็เลยลามมาทุกๆ อย่าง มันไม่แฟร์ แต่มันเป็นอย่างนี้ ใช้คําว่าเราทําให้มันดีที่สุดดีกว่า สักวันหนึ่งถ้าคนอื่นๆ เขามาเห็นเรา เขาก็จะซัพพอร์ตหรือเกิดอะไรขึ้นเอง

 

ในอนาคต คิดว่าวงการดนตรีภาคตะวันออกจะเป็นยังไงต่อไป

JONIN: ถ้าในภาคตะวันออกผมว่ามันก็ขึ้นเป็นบันไดนะ มันจะไม่ใช่ก้าวกระโดด แต่มันกําลังไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็น แบบแก๊งเด็กบางแสนเริ่มทำเพลงกันมากขึ้น แต่ว่าคนที่ทําเพลงแล้วจะประสบความสําเร็จ หมายถึงว่าประสบความสําเร็จของผมคือเอาอาชีพศิลปินหาเลี้ยงตัวเองได้ก็ยังน้อยอยู่ แต่แค่มีคนคิดจะทํา ผมว่ามันก็ดีแล้ว แต่ว่ามันก็ต้องทําไปเรื่อยๆ

YONGBOY: ผมว่ามันน่าต้องเกิดการแข่งขันกันด้วย จะยิ่ง active กันไปเรื่อยๆ เติบโตกันเร็วขึ้นอีก แข่งขันกันปล่อยเพลงนะ ไม่ใช่แบบแข่งขันแล้วกูจะไม่ถูกกับมึง แข่งขันกันโดยที่ผลักดันกันไปให้หมด มึงออกเพลง กูออกบ้างเหมือนกัน เฮ้ย มาแจมกันดีกว่า อะไรอย่างเงี้ย

 

แบบว่าผลักดันกันให้เกิดการไปต่อครับ

ติดตามผลงานเพลงจาก E-record ได้ที่ : https://www.youtube.com/@ERECORD

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR