/

ให้ KORKOK เหมือนต้นกกที่เติบโตเป็นกอไปด้วยกัน คุยกับ อิสระ ชูภักดี ผู้สานเสื่อจันทบูรให้กลับมามีชีวิต

รู้หรือไม่ว่าต้นกกในจันทบุรี ที่นำมาสาน ‘เสื่อจันทบูร’ กำลังจะหายไปจากจังหวัดจันทบุรี

 

ปรากฏการณ์เหล่านี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ขยับไปทำบ่อกุ้ง หรือบ้านจัดสรรมากขึ้น และทำให้ ‘นากก’ ดั้งเดิมค่อยๆ หายไป เหลือไว้เพียงนากกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีน้อยลงทุกวัน ทั้งๆ ที่ต้นกกของจันทบุรีมีความพิเศษมาเสมอคือความเหนียวและทนทาน ซึ่งมาจากการเป็นพื้นที่น้ำกร่อยเฉพาะตัวของจันทบุรี แต่ในวันนี้เราแทบจะหาต้นกกได้ยากแล้ว

การหายไปของ ‘ต้นกก’ ในจันทบุรี ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์ของคนจันทบุรีที่ค่อยๆ เลือนหายไป และนั่นทำให้ อิส – อิสระ ชูภักดี อยากฟื้นคืนต้นกกและการสานเสื่อกกของคนจันทบุรีให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ กอกก (KORKOK) แบรนด์เสื่อจันทบูรที่หยิบเอาความปราณีตของการทอเสื่อที่มีเอกลักษณ์ของคนจันทบุรี มาผสานเข้ากับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ กลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่สร้างคุณค่าของเสื่อจันทบูรให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง

การต่อสู้ที่ไม่ยอมให้วิถีสานเสื่อกกหายไป

อิส – อิสระ ชูภักดี เป็นเด็กที่เกิดและเติบโตที่จังหวัดจันทบุรี เขาเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปที่ได้เข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เพื่อไขว่คว้าหาอนาคตในเมืองหลวง แต่แล้วเมืองใหญ่ที่ว่ากลับบีบให้เขารู้สึกตัวเล็กลง อิสระที่เคยมีตามชื่อก็ไม่เสรีอย่างที่เคย อิสจึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ณ ที่ที่เขารู้สึกว่าหัวใจมีอิสระ และร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

นั่นก็คือจันทบุรี

เริ่มแรกอิสกลับมาทำงานเป็นพนักงานทั่วไป ไปพร้อมๆ กับการเป็นดีเจให้กับวิทยุกระจายเสียงของชุมชนจนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2562 เสียงในใจก็เรียกร้องให้อิสลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้เสื่อจันทบูรหลงเหลือเพียงชื่อ อิสเราให้เราฟังว่าครั้งหนึ่งแม่ของเพื่อนที่สามารถทอเสื่อลายพิเศษได้เริ่มเจ็บป่วย และเป็นวันนั้นเองที่มีเสียงดังขึ้นในหัวเขาว่า “ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วใครจะทอได้? พี่รู้สึกเหมือนมันจะหมดไปจริงๆ แล้วเราเป็นเด็กจันทบุรี เราจะปล่อยให้มันหายไปจริงๆ เหรอ พี่เลยวางงานประจำแล้วมาที่ชุมชนเสม็ดงามเลย ก็เริ่มวางสตอรี่ ลงนาทำแปลงกก เอากกขึ้นมาจักร”

จากความรู้สึกใจหายและไม่ยอมให้กกหายไปจากประวัติศษสตร์จันทบุรี ผลักดันให้อิสลุกขึ้นมาทำแบรนด์ KORKOK

อิสใช้ประสบการณ์จากวัยเยาว์ที่เติบโตอยู่ในชุมชนที่มีการทอเสื่อกก และความรู้ด้านสื่อสารมวลชนที่ได้ร่ำเรียนมาผสมผสานร่วมกับสายตาของศิลปินต่อยอดเสื่อจันทบูรให้กลายเป็นกระเป๋า KORKOK  ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และนั่นเองคือการต่อลมหายใจให้กับเสื่อจันทบูร

ก้าวแรกของ KORKOK

และแล้วการเดินทางเส้นใหม่ของเสื่อกกจันทบูรก็เริ่มขึ้น หลังอิสตัดสินใจได้ว่าเขาจะลงมือฟื้นฟู ต่อยอดเสื่อกกจันทบูร ก้าวแรกของการเดินทางไกลเส้นนี้ ลุงๆ ป้าๆ หลายคนในชุมชนบอกเขาเป็นเสียงเดียวกันว่า

‘ทำกก มันเหนื่อยหนักนา’ แต่ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่า “เราเป็นเด็กในชุมชน เห็นมานักต่อนัก เหนื่อยก็เหนื่อยไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่พอลงไปทำเอง เอ้อ!!! มันเหนื่อย” อิสยอมรับอย่างศิโรราบแต่นั่นไม่ได้ทำให้เขายอมแพ้

เพราะพอมาทำจริงยิ่งเห็นความยาก อิสยิ่งเห็นคุณค่า

อิสเล่าเพิ่มเติมว่า “สมัยก่อนชุมชนเสม็ดงามกับชุมชนบ้านเกิดมีทุ่งนา มีนากกเต็มไปหมด แต่พอเข้าไปเรียนในกรุงเทพกลับมาอีกที ภาพจำแบบนั้นไม่มีเหลืออยู่อีกแล้วก็เลยพยายามที่จะทำให้ภาพเหล่านั้นกลับคืนมา”

ตอนเริ่มต้นอิสยังไม่รู้ทิศทางของการทำแบรนด์อย่างชัดเจน เขารู้เพียงแค่ว่าตนเองอยากสานต่อเสื่อจันทบูร

ซึ่งความโชคดีของอิสคือ ยังมีลุงๆ ป้าๆ คนทอเสื่อกกในชุมชนที่มีความรู้อยู่ ทำให้อิสสามารถเชื่อมระหว่างความรู้ ภูมิปัญญาที่สะสมมาในชุมชน กับความคิดต่อยอดสร้างสรรค์ของเขาเข้าด้วยกันได้ และนำพาแบรนด์ KORKOK ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

อิสเล่าว่า “ก่อนที่เราจะทำ ก่อนที่พี่จะปลูกต้นกก พี่รู้สึกเหมือนว่ากำลังเข้าไปในห้องเก็บเสื่อที่มีหยากไย่ มันนิ่ง มันตายไปหมดแล้ว สิ่งที่พี่ต้องการทำก็คือ ต้องปลูกกกให้มันเกิด ให้มันเริ่มโตไปได้ทั้งคนปลูก คนทอ และคนทำ ไม่ใช่พี่เติบโตคนเดียว”

และเพราะการเดินทางสายนี้อิสไม่สามารถเดินคนเดียวได้ ต้องเดินไปด้วยกันเหมือนต้นกกที่เติบโตเป็นกอ แบรนด์กระเป๋าจากเสื่อกกของเขาจึงมีชื่อว่า กอกก KORKOK

ประจวบกับตอนนั้นอิสได้ไปออดิชั่นเข้าร่วมโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ การเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้อิสเริ่มวางคุณค่าของแบรนด์ KORKOK ซึ่งมีแก่นสำคัญคือ ‘KORKOK ไม่ได้ขายกระเป๋าจากเสื่อจันทบูร แต่ขายงานหัตถกรรมที่เล่าเรื่องราวของจังหวัดจันทบุรี’ นอกจากได้คุณค่าของแบรนด์แล้ว กอกกยังได้เริ่มวางกลุ่มลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

ปัจจุบัน KORKOK ไม่มีหน้าร้านและไม่สามารถไปหาตามตลาดได้ แต่เป็นการทำแบบ order by  order ซึ่งจุดแข็งตรงนี้ทำให้เขาสามาารถกำหนดราคากระเป๋าของแบรนด์ KORKOK ได้อย่างสมเหตุสมผลทั้งจากฝั่งผู้ซื้อและผู้ทอ ด้วยความเชื่อที่ว่าอยากให้กระเป๋าของ KORKOK ทำให้ลุงๆ ป้าๆ คนทอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

คนทอเสื่อที่หายไป นากกที่ล้มตาย

แต่กว่าจะมาเป็นแบรนด์กอกกที่เป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายแรกที่อิสต้องเผชิญคือการทำงานกับชุมชน ความยากที่จะทำให้คนปลูกต้นกก คนทอเสื่อยอมรับ เพราะชุมชนบอบช้ำจากการเข้ามาขายฝันของหน่วยราชการที่เข้ามาทำโครงการ พอจบหนึ่งปีงบประมาณก็หายหน้าหายตาไป ซึ่งอิสต้องใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน ใจรัก และความสม่ำเสมอจนเอาชนะใจเหล่าคนทอเสื่อได้สำเร็จ อิสเล่าว่า

“พี่ดิ้นรนแบกเสื่อขึ้นรถเมล์ไปหาช่างเย็บกระเป๋าที่กรุงเทพ มันยากมาก เหนื่อยมาก แต่พอเราเอากระเป๋าสามใบแรกกลับมาให้ป้าดูว่านี่ไงเสื่อที่ป้าทอ เขาก็เห็นว่าเราทำได้จริงๆ แล้วก็เริ่มเชื่อเรา ตอนนั้นพี่น้ำตาไหลเลย แค่นี้พี่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะมันกำจัดความสงสัยที่ว่าเราจะสำเร็จได้หรือเปล่าไปแล้ว”

แต่อุปสรรคก็ไม่ได้หมดเพียงแค่นั้น เมื่ออิสพบว่าไม่ใช่แค่เพียงคนทอเสื่อกกที่หายากขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายใหญ่หลวงของ KORKOR คือ ต้นกกแทบจะหมดไปจากพื้นที่แล้ว เพราะไม่มีคนปลูก ส่วนนากกที่เคยมีก็ถูกขายไปเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง หรือเดี๋ยวนี้ก็ไปเป็นบ้านจัดสรรจนหมด

ดังนั้นความจำเป็นเร่งด่วนของอิสจึงเปลี่ยนมาเป็นการทำนากก ซึ่งตอนนี้เขาได้ริเริ่มปลูกกกแล้ว โดยที่จันทบุรีมีชุมชนทำเสื่อกกอยู่ 3 ชุมชนด้วยกัน ได้แก่ชุมชนเสม็ดงาม ชุมชนบางกระเจ้า และชุมชนท่าแสลง ซึ่งชุมชนแรกที่อิสได้ลองมาลงทือทำคือชุมชนเสม็ดงาม ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของต้นกกที่สีสวยและดี เนื่องจากชุมชนเสม็ดงามมีพื้นที่ติดชายฝั่ง ทำให้น้ำที่ขังอยู่ในนากกส่วนใหญ่เป็นน้ำกร่อย ส่งผลให้เนื้อกกของชุมชนเสม็ดงามเหนียวนุ่ม ไม่เป็นรา และทอได้เส้นเล็กแตกต่างจากที่อื่น นี่คือเอกลักษณ์ของกกที่อิสมองเห็น

มากไปกว่านั้นอิสได้ริเริ่มพิธีการไหว้ครูเสื่อ เพื่อเปลี่ยนความคิดว่า คนทอเสื่อเป็นมากกว่าแค่คนทอเสื่อ แต่เป็นแม่ครูผู้สร้างงานศิลปะ เป็นบุคลากรที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี ทำให้แม่ครูรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง โดยในพิธีจะมีการลงนากก ไหว้กก ไหว้ครูเสื่อ ทำพิธีทางศาสนา เพื่อสืบสานให้เด็กรุ่นใหม่ในจันทบุรีเห็นความสำคัญของงานหัตถกรรมชนิดนี้

มากกว่าการทอเสื่อ คือการรักษาคุณค่าคนจันทบุรี

มาถึงวันนี้ KORKOK เป็นมากกว่ากระเป๋า 1 ใบ หรือเสื่อ 1 ผืน แต่ KORKOK ได้เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอาชีพคนทอเสื่อ และภูมิทัศน์นากกของจังหวัดจันทบุรีไปตลอดกาล

และในฐานะของคนที่ริเริ่มสิ่งนี้มา อิสตอบกับตัวเองได้เต็มปากว่า เขาไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำแบรนด์ KORKOK เพราะ “เราเริ่มมาจากแค่คิดว่าจะทำ แล้วก็ไปบุกป่าฝ่าดง เรียนรู้นู่นนี่นั่นเอง แต่การลงมือทำของเราเหมือนไปเราหมุนอะไรแค่เล็กๆ ที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะส่งผลเป็นวงกว้าง แต่พอหมุนแล้วทั้งจังหวัดฮือฮา”

โดยเฉพาะเมื่อต่อมาเซนทรัลจันทบุรีมาในเปิดปี ค.ศ.2022 ยูนิโคล่ได้เข้ามาคุยกับอิส แบรนด์ KORKOK จึงได้เข้าไปวางอยู่ที่ยูนิโคล่  “วันที่ห้างเปิด พี่เอาของไปโชว์ มีคนเข้ามากอดพี่ เข้ามายิ้ม มาบอกพี่ว่าภูมิใจมากเลย เสื่อบ้านเรามันต้องขนาดนี้ พี่รู้สึกว่าเหมือนเราเป็นตัวแทนทำจนขึ้นห้างได้ ของมันสวยขนาดนี้มันก็ควรจะอยู่ในที่ที่แบบนี้ คุณค่า ศักดิ์ศรีของเสื่อจันทบูรมันต้องระดับนี้ พี่รู้สึกว่าภูมิใจในตัวเอง เหมือนเป็นดาวฤกษ์ที่ฝ่าฟันทุกอย่างไปด้วยตัวเอง เจอปัญหาก็ไม่ท้อ ไม่ได้กู้หนี้ยืมสินไม่ได้พึ่งพาหน่วยราชการ”

ภาพจากเพจ KORKOK

ทุกวันนี้ความภาคภูมิใจของอิสแล้ว การสร้างคุณค่าและความหมายให้กับคนทอเสื่อคือสิ่งที่อิสไม่เคยทอดทิ้ง และในวันนี้คนทอเสื่อก็มักพูดอย่างภูมิใจว่าเป็นคนทอเสื่อให้กอกก คนรุ่นใหม่ในจันทบุรีก็เริ่มรู้สึกสนใจ เพราะ KORKOK เข้ามาทำให้เห็นว่าการทอเสื่อกกไม่ได้โบราณอีกต่อไป

 

แค่อยากชวนทุกคนกลับบ้าน

สุดท้ายในอนาคตข้างหน้าอิสหวังว่า เขาจะทำให้ KORKOK มีโรงงานทอเสื่อ มีคนทอประจำ 4 – 5 คน ทำทุกอย่างให้มีระบบมากขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ในการทำกระเป๋าใบหนึ่งอิสจะต้องไปตามบ้านคนทอแต่ละบ้านดูว่ามีแม่ๆ ป้าๆบ้านไหนว่างทอบ้าง

อิสวางแผนไว้ว่าอยากให้ KORKOK เติบโตขึ้นไปเป็นธุรกิจ SME ที่ก้าวไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีส่วนช่วยชุมชน สำหรับตอนนี้ อิสมองว่านี่เป็นแต่การเริ่มต้นเท่านั้น

ภาพจากเพจ KORKOK

“เพราะพี่ไม่ชอบกรุงเทพฯ ตั้งแต่ตอนแรก แต่กลับบ้านมาก็ไม่มีอะไรทำ พี่รู้สึกว่าในกรุงเทพฯ เหมือนเราเป็นคนตัวเล็กๆ ในละครโรงใหญ่ แต่พอกลับมาบ้านเรา เราโครตเป็นคนสำคัญเลยว่ะ เรามีตัวตนในโรงละครโรงเล็ก เราเรียนรู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้วเรามีตัวตน เป็นความรู้สึกว่า อยู่ถูกที่ถูกทาง เราเลยนำพาทุกอย่างไปข้างหน้าได้”

ซึ่งความรู้สึกแบบนี้แปรเปลี่ยนเป็นพลังให้ KORKOK กลายเป็นความยั่งยืนที่อิสจะฝากเอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ทำต่อ เพราะเสื่อจันทบูรคือของที่มีคุณค่าในชุมชน ไม่ใช่ทุกที่ที่มีทุนทางภูมิศาสตร์ ทุนทางวัฒนธรรมอย่างที่นี่

และ KORKOK ได้เป็นหนึ่งในเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ทุกคนสามารถมีอาชีพทำต่อได้โดยไม่ต้องไปดิ้นรนที่กรุงเทพฯ

ขอเพียงแค่มองเห็นตัวเองในบ้านเกิดเท่านั้น


สัมภาษณ์โดย พลอยรุ้ง สิบพลาง
เรียบเรียงโดย บัวรัตน์ อุบลประเสริฐ
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR