คุณคิดว่าทุเรียนมีกี่สายพันธ์ุ แล้วทุกวันนี้ คุณได้ลองลิ้มรสทุเรียนไปแล้วกี่ชนิด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจริงๆ แล้วทุเรียนนั้นมีมากกว่า 200 สายพันธ์ุ แต่กลับมีเพียงหมอนทอง และชะนี ที่มักถูกพูดถึงและกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นทุกวัน เพราะทุเรียนกลายเป็นผลไม้ที่ทุกหน้าร้อนหลายคนต้องซื้อมาติดบ้าน และไม่ใช่แค่ในไทย
แต่ทุเรียนกลายเป็นผลไม้ส่งออกที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศด้วย
อย่างไรก็ตามการที่เราหันหลังให้กับความหลากหลายของทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ กำลังกลายเป็นปัญหาที่อาจส่งผลต่อคุณภาพ และระบบนิเวศอย่างเลี่ยงไม่ได้
และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ ญี่ปุ่น – ชาตรี โสวรรณตระกูล ตั้งใจสืบทอดเจตนารมย์ของพ่อที่อยากรักษาสายพันธุ์ทุเรียนไว้ให้มากที่สุดที่ สวนทุเรียน ละอองฟ้า (The Demeter Garden) ในพื้นที่กว่า 15 ไร่ ของจ.นครนายก ซึ่งปัจจุบันที่นี่มีทุเรียนกว่า 53 สายพันธุ์
การทำสวนทุเรียนนี้จึงไม่ได้ทำเพียงเพื่อการแสวงหาความร่ำรวย แต่เป็นเหมือนการกลับไปเชื่อมโยงกับรากของชีวิต และสิ่งที่ส่งต่อมาจากพ่อที่เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งต่างเชื่อมโยงและทำงานอยู่ด้วยกันเสมอ จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทุเรียนที่มีชีวิต ให้ทุกคนได้มาสัมผัสความหลากหลาย และเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง

การเติบโตของปุ่นและสวนทุเรียนละอองฟ้าจากแนวทางของพ่อ
เมื่อเรามาถึง สวนทุเรียน ละอองฟ้า (The Demeter Garden) ปุ่นพาเราเดินผ่านแนวต้นไผ่ ปีนข้ามต้นไม้ล้ม และธารน้ำสายเล็กๆ จนเข้ามาพบกับพื้นที่ป่าทุเรียนกว้างขวาง ในฐานะคนตะวันออก ภาพของสวนทุเรียนไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่สำหรับที่นี่ กลับไม่สามารถใช้เพียงคำว่า ‘สวน’ ได้ เพราะที่นี่เปรียบเสมือน ‘ป่าทุเรียน’ มากกว่า
ทุเรียนแต่ละต้นของที่นี่สูงใหญ่จนต้องแหงนหน้ามอง และเติบโตสลับทับซ้อนกันร่วมกับพรรณไม้ใหญ่อื่นๆ มีเพียงทางเดินเท้าเล็กๆ ที่จะพาเราเข้าไปถึงตัวบ้านเท่านั้น ที่นี่จึงเสมือนป่าทุเรียนมากกว่าสวนทุเรียนที่ปลูกเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวตามที่เราเห็นกันตามสวนทุเรียนอุตสาหกรรมส่วนใหญ่
สวนทุเรียน ละอองฟ้า ปัจจุบันได้รับการดูแลโดยปุ่น ซึ่งได้รับช่วงต่อมาจากรุ่นพ่อ ปุ่นเล่าให้เราฟังว่า เดิมครอบครัวเขาทำสวนทุเรียนอยู่ที่กรุงเทพมาสองรุ่น แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ในปีพ.ศ. 2460 กับ ปีพ.ศ. 2508 ซึ่งทำให้สวนทุเรียนที่กรุงเทพฯ ตายหมด พ่อของเขาจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวมานครนายกแล้วเริ่มปลูกทุเรียนโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่รวบรวมมาจากสวนที่กรุงเทพฯ รวมกับเม็ดพันธุ์ชนิดใหม่ๆ จากที่อื่นตามแต่จะหาได้ เขาเล่าติดตลกให้เราฟังว่า
“ตอนแรกแกไม่ได้คิดว่าจะทําสวนแล้วนะ พ่อผมนี่อายุมากกว่าผมหกสิบปี แม่เล่าให้ฟังบอกว่า เดิมแกอยากจะเดินทาง
แล้วก็ถ่ายรูป ทําบุญ เที่ยวไปกับหมาตัวหนึ่ง ชื่อชาลี ถึงขนาดว่าซื้อรถป้ายแดงมาแล้ว แต่เพราะเผอิญมีผม แกก็เลยไปไม่ได้มั้ง”

อาจเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่พื้นที่ที่พ่อของปุ่นเลือกมาทำสวนทุเรียน คือ ที่เขาทุเรียน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกแห่งนี้ โดยเหตุที่เรียกที่นี่ว่า เขาทุเรียน ปุ่นเล่าว่าเป็นเพราะ
“พวกนักศึกษาสิ่งแวดล้อมได้เม็ดทุเรียนมาจากตัวค้างคาว จึงสรุปว่าที่นี่มีทุเรียนป่า เป็นที่มาของชื่อ แต่เราไม่รู้ว่าต้นน่ะอยู่ที่ไหน บางทีมันอาจจะมาจากเขาใหญ่ก็ได้ เพราะจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้สำรวจยืนยันว่าบนเขานี้มีทุเรียนป่าไหม”
แต่การมีอยู่ของสวนละอองฟ้า กลับทำให้เขาทุเรียนลูกนี้ กลายเป็นเขาทุเรียนจริงๆ เพราะว่าที่สวนละอองฟ้าบนพื้นที่ 15 ไร่
ของปุ่นที่มีสภาพไม่ต่างกับป่า ที่มีทุเรียนอยู่ถึง 53 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์ลวง หรืออีลวง ชะนีไข่ หมอนทอง กระดุม แดงสาวน้อย
เหมราช กำปั่น และขนานนามว่าที่นี่คือ สวนทุเรียนโบราณ ที่รวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากถึง 1 ใน 4 จากพันธุ์ทุเรียนทั้งหมดของไทย
โดยต้นทุเรียนที่อายุมากที่สุดในสวนละอองฟ้า อายุน้อยกว่าปุ่น 3 ปี ถ้านับจนถึงตอนนี้ต้นทุเรียนนั้นก็มีอายุได้ 56 ปีแล้ว

การ ‘ทำ’ สวนทุเรียนแบบ ‘ไม่ทำ’
ปุ่นรับสืบทอดดูแลสวนละอองฟ้ามาในปี 2535 หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต แต่เขาไม่ได้สืบทอดมาเฉพาะสวนทุเรียน ปุ่นบอกว่าเขาสืบทอดรากบางอย่างมาจากพ่อด้วย
“อย่างที่ผมบอก คุณต้องมองว่าคุณเป็นใคร เอาอัตตาคุณออกน่ะ คุณเป็นอะไรสักอย่าง เก็บข้อมูลอะไรมาไว้ ไม่รู้ว่านานเท่าไรจากพ่อของคุณ รากกับข้างบนมันอันเดียวกันนะ สุดท้ายเวลาเราจะเติบโตแผ่พุ่มออกมามันจะเท่ากับรากต้นไม้ รากเราออกไปแค่ไหน พุ่มเราจะออกไปแค่นั้น
คือ อย่างที่ผมเห็น ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมทําได้ยังไง แต่ตรงนี้ผมได้มาจากการทําการเกษตร พ่อผมเขาทดลองไง ใช้พื้นที่นี้เป็นการทดลองว่า แต่ก่อนมันไม่มีการใช้เคมีมาก่อนก็ยังทำกันได้ ตอนนี้ก็ทำมันแบบไม่ใช่สารเคมีได้เหมือนกัน”
โดยปุ่นเล่าเพิ่มว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำสวนทุเรียน พ่อของปุ่นเคยทำงานในกรมป่าไม้ สิ่งที่พ่อเขาสังเกตเห็นมาตลอดคือ ระบบนิเวศที่ดูแลกันและกัน นำมาสู่แบบแผนการทำสวนตามแบบฉบับของปุ่น ที่เขาใช้คำว่า ‘ทำแบบไม่ทำ’ ซึ่งบังเอิญไปสอดคล้องกับการทำเกษตรธรรมชาติของ มาซาโนบุ ฟุกุโอกะ หนึ่งในเจ้าของแนวคิดทางการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง

“เราก็ไม่ได้เลียนแบบฟุกุโอกะ เพียงแต่ว่าเรามีแนวทางอยู่แล้ว เหมือนเรารู้ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ จากเดิมที่มันก็มีอยู่แล้วในสังสารวัฏ เพียงแต่ว่าเราต้องเชื่อมโยงเท่านั้นเอง”
และเพราะเขาเรียนด้านศิลปะมา เขาเลยมีความเชื่อในเรื่องของปรัชญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปรัชญาตะวันออก ที่ว่าด้วยเรื่องของทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ปุ่นอธิบายเพิ่มว่า ต้นทุเรียนหนึ่งไม่ได้เชื่อมโยงกันเฉพาะต้นทุเรียนเอง แต่เชื่อมโยงกันกับต้นไม้อื่นๆ เชื่อมโยงกับน้ำ เชื่อมโยงไปถึงดวงจันทร์
“คือมันเหมือนเราไม่ได้ทําสวนนะ เหมือนเราใช้ชีวิต มันเป็นอะไรที่เข้าใจหลักของชีวิตว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง ดับไป เชื่อมโยงกัน แค่นี้ก็เข้าใจกันไม่ได้เลย ยอมรับกันไม่ได้เลย เกษตรกรในวิถีเซนน่ะ คุณต้องหลุดพ้นจากเวลานะ ทั้งการเกษตรหรือประมงมันขึ้นกับจันทรคติ เกี่ยวกับดวงจันทร์มากกว่าดวงอาทิตย์ อย่างการจะเก็บเกี่ยวอะไรจะให้หอมให้หวาน คุณต้องฝึก คือ พูดง่ายๆ คุณต้องศึกษาดาราศาสตร์ด้วยจะเวอร์เกินไปไหม?”

เชื่อมโยงความทรงจำเข้ากับทุเรียนหลากสายพันธ์ุ
มากไปกว่าการเป็นสวนทุเรียนโบราณที่ใช้วิธีการดูแลสวนแบบเกษตรธรรมชาติแล้ว ปุ่นบอกว่าความลับของสวนทุเรียนของเขาคือ คนรักทุเรียน จะถูกดึงดูดด้วยทุเรียนพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งที่เป็นความทรงจำของคนคนนั้น ซึ่งบางทีอาจเป็นทุเรียนพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ที่ขึ้นอยู่ข้างครัวบ้านคุณยายในสมัยเมื่อ 40 – 50 ปีก่อน เป็นรสชาติที่เขาหาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว แต่หาได้ที่สวนละอองฟ้า
ปุ่นบอกว่าที่นี่เขาไม่มีทุเรียนไปนำเสนอแต่ต้องมาหาทุเรียนต้นนั้น และรสชาตินั้นในความทรงจำของคุณเอง
“สิ่งนี้โคตรมหัศจรรย์เลย ผมว่าอร่อยของคนก็ไม่เหมือนกัน เช่นพันธุ์ที่โลกลืมไปแล้วอย่างพันธุ์เหมราชเนี่ย ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะอร่อยหรือไม่อร่อย แต่มันเป็นรสชาติของบ้านเกิด เป็นรสชาติที่มีแต่คนที่เคยกินถึงจะบอกได้ มีบางคนบอกผมว่า เขากับทุเรียนที่นี่เหมือนรอกัน คือ เขามาทีไรก็อร่อยทุกที แต่เขาแนะนําให้เพื่อนมา เพื่อนมาเองกลับบอกว่าไม่ค่อยอร่อย”
ซึ่งทำให้ตอนนี้ที่สวนละอองฟ้ามีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติในตํานาน ปุ่นเล่าให้ฟังว่า มีเรื่องตลกๆ อย่างเคยมีคู่แม่ลูกที่ชื่นชอบทุเรียนมาก แวะมาชิมทุเรียนที่สวน แล้วลูกสาววัยสิบขวบบอกแม่ว่า
“แม่อย่าโพสต์นะเก็บไว้ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะมากวนลุง ผมก็นึกขึ้นมาเลยว่า เหมือนเราเจอร้านลับแล้วแอบเก็บไว้คนเดียว”
เมื่อพูดถึงทุเรียนในความทรงจำสำหรับตัวปุ่นเองเขาก็มีทุเรียนต้นที่รักที่สุดเหมือนกัน ปุ่นเล่าว่า
“เราทํามานาน 20 ปีมันอาจจะตอบไม่ได้จริงๆ ว่าชอบหรือรักต้นไหนที่สุดตลอดไป เหมือนถ้าคุณทําอะไรขึ้นมาสักอย่าง ก็จะรักมันมาก ตอนนี้ที่ผมรักที่สุดคือ อีลวง เพราะเป็นต้นที่พ่อให้ผมลองตัดลูกแรก แล้วมันก็เป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัวนะ มันจะออกลูกก่อน และถูกเรียกว่าไส้ซึม คือ เป็นลักษณะที่ว่าเมล็ดมันจะเข้าทั้งหมด ถ้าเปรียบเป็นคนนี่ เขาก็จะเป็นอ่อนไหวมากๆ เวลาเขาอร่อยกลิ่นเขาหอมมากครับ แล้วมีเส้นใยมีอะไรต่างๆ เยอะ แต่ว่าคือ ยังควบคุมไม่ได้ ออกแต่ละลูกอาจจะอร่อยหรือไม่อร่อยต่างกัน ตอนนี้ผมก็ยังทําให้มันอร่อยเหมือนเดิม เหมือนที่ระลึกถึงไม่ได้”

สวนทุเรียนที่อยู่เหนือกาลเวลา
เพราะที่สวนละอองฟ้ามีทุเรียนถึง 53 สายพันธุ์ สวนทุเรียนละอองฟ้าจึงเป็นอิสระจากอุตสาหกรรมสวนทุเรียน เพราะที่นี่ไม่ปลูกทุเรียนแบบพันธ์ุเดียว การมีทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ทำให้สวนทุเรียนละอองฟ้าไม่จำเป็นต้องแข่งกับตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย ทุเรียนบางสายพันธุ์หากินไม่ได้อีกแล้ว และกลายเป็นคุณค่าที่หาได้ยาก
ปุ่นอธิบายเพิ่มเติมว่า
“การทำสวนทุเรียนสมัยนี้มันไม่ได้เหมือนสมัยก่อน ที่เกิดขึ้นมาเอง แต่กลายเป็นระบบการค้าขาย ที่ปลูกเหมือนๆ กัน เอาเร็วๆ เอามากๆ แต่ไม่ได้คิดถึงความอร่อย ไม่มีความหลากหลาย แล้วก็เกิดการค้าขายนอกฤดู ค้าขายล่วงหน้า ปีนี้เท่านั้น ปีนั้นเท่านี้ เกิดอาการโยนบาปไปให้คนตัดทุเรียน ว่าจะตัดทุเรียนอ่อน แต่จริงๆ มันเป็นระบบที่กำหนดขึ้นมา”
“ความคิดที่มันทําลาย คือ ระบบเอาเร็วๆ เอามากๆ มันเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งมันเป็นปัญหามาก แล้วเราก็ไปว่าปกากะญอว่าเขาเผาป่า แต่เขายังมีระบบของเขานะ เขายังมีช่วงที่ให้มันฟื้นฟู คนไปดูถูกคนที่เขามีปฏิทินของเขาเอง ในขณะที่เราถางป่าทำสวนทุเรียนเป็นพันๆ ไร่ เข้าระบบอุตสาหกรรมไปเท่าไหร่”
และความหลากหลายของสายพันธุ์นั่นเองทำให้ที่นี่มีระยะเวลาในการออกผล สุกง่อมยาวกว่าสวนทุเรียนที่อื่นในภาคตะวันออก เรียกว่า “แต่ละปีทุเรียนออกไม่ตรงกัน ผมถึงบอกว่า มันเหนือกาลเวลาไง ของเราไม่ได้ขายเร็ว ไม่ได้ขายมาก เราขายความอร่อย คนจะโทรถามว่าเมื่อไหร่? ยังไง? ผมก็บอกว่าต้องรอหล่น ทุเรียนต้องรอหล่น นี่คือ เขาเริ่มทํางานแล้ว เมื่อทุเรียนลูกแรกหล่น เราก็จะเอาลูกนั้นน่ะเป็นมาตรฐานในการเก็บเกี่ยว เพราะ สีผิว อย่างปีนี้มีฝนเยอะแดดไม่ออกสีจะเขียว หรือปีนี้มันจะออกลูกแดงๆ ขั้วแห้งแข็งอะไรเงี้ย มันเป็นลักษณะของทุเรียนที่บ่งบอกถึงปีนั้นๆ นะ ไม่ได้บ่งบอกว่ามันสุกหรือเปล่า”
“นักวิทยาศาสตร์เลยบอกว่าถ้าต้นทุเรียนเป็นนักดนตรี เขาบอกว่าที่นี่คือวง Symphony วงใหญ่ เพราะทุเรียนในสวนที่เหมือนป่าของปุ่นสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองผ่านกระบวนการพึ่งพาอาศัยกันเอง”

ความน่าเบื่อคือโศกนาฏกรรม การทำสวนต้องสร้างสรรค์
นับตั้งแต่ปี 2535 เป็นเวลากว่า 32 ปี ที่ปุ่นรับสืบทอดสวนทุเรียนโบราณ ที่เปรียบเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตจากพ่อของเขา ปุ่นขอเล่าย้อนกลับไปว่า
“ตอนนั้นพี่ๆ น้องๆ ก็รวมกันบอกว่า พ่อมันไม่สมเหตุผลนะ มันจะขาดทุนแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อยากจะให้โค่นต้นพันธุ์ที่ไม่ทำเงินออก เพราะว่าอยากให้มันเหลือพันธุ์เดียว เอาความแน่นอน เอาเร็วๆ เอามากๆ”
“แต่ผมไม่เห็นด้วย อยากให้รู้สึกว่า การปลูกต้นไม้ การทำสวนมันต้องสร้างสรรค์นะ คุณจะไปกําหนดมันว่าให้มันเหมือนกันทุกต้น อย่างไร่องุ่นในอิสราเอลหรืออะไรอย่างงี้ ผมไม่เห็นด้วย”
“แล้วทางจิตใจเนี่ย มันก็จะน่าเบื่อน่ะ มันจะกลายคุกเลยนะ ถ้าคุณมองไปตรงไหนเหมือนหมด คุณจะตาย เหมือนก่อนนอนไม่หลับแล้ว เขาบอกให้นับแกะ โคตรทรมานเลยนะเพราะมันคือความซ้ำซาก ความน่าเบื่อคือโศกนาฏกรรมเลยนะครับ”

และเป็นเวลากว่า 32 ปีที่ปุ่นยังคงรักษาทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์และใช้แนวทางการทำการเกษตรธรรมชาติแบบเดิม เพียงแต่พัฒนาให้ดีขึ้นในการดูแลสวนทุเรียนละอองฟ้า ที่บัดนี้ทุเรียนทุกต้น ต้นไม้ทุกต้น รวมถึงระบบนิเวศที่นี่ได้เริ่มดูแลกันและกันเองได้แล้ว
ทั้งหมดที่เขาสืบทอดต่อมา ปุ่นสรุปว่ามันคือ วิธีคิดที่ได้เรียนรู้จากพ่อ
“แต่ว่าตอนนั้นน่ะเรายังไม่รู้ว่าคืออะไร มันเป็นเหมือนรหัสที่คุณต้องไปปะติดปะต่อกันเอง ระหว่างนำไปปฏิบัติ ไปมองกับพระอาทิตย์ตก เแล้วทําให้จิตมันว่าง”



