/

มัจซี สง่างาม จากผู้หญิงอินโทรเวิร์ตสู่การนำชุมชนบ้านยายม่อมให้เติบโตและดูแลตัวเองได้ผ่านทุนสวัสดิการชุมชนที่ทำกันเอง

คิดว่าพลังของผู้หญิงคนหนึ่งทำได้แค่ไหน แล้วถ้าเป็นพลังของผู้หญิง และผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งหล่ะ จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง? 

 

วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อม จังหวัดตราด คือ คำตอบว่าพลังของผู้หญิงสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและวิถีชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องคอยพึ่งพาใคร ผ่านการทำงานหนักของผู้คนในพื้นที่โดยมีส่วนเชื่อมผ่านหนึ่งในตัวตั้งตัวตีอย่าง มัจซี สง่างาม 

จากผู้หญิงขี้อาย อินโทรเวิร์ต วันหนึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ทำให้มัจซี ต้องลุกมาเป็นหนึ่งในผู้นำของชุมชน ผ่านการเป็นรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านยายม่อม ควบคู่ไปกับการทำงานอาสาสมัครธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ต้องดูแลชาวบ้านประชาชนไปพร้อมๆ กัน 

จากบทบาทภรรยาชาวประมงพื้นบ้านและแม่ สู่อสม. สู่รองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านยายม่อม สู่ผู้นำหญิงที่เป็นความหวังของชุมชนที่จะสร้างกองทุนสวัสดิการที่จะทำให้ทุกคนในชุมชนดูแลกันเองได้และมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอคอยรัฐเพียงอย่างเดียว 

มัจซีผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านกระแสคลื่นการถูกตัดสิน จนกระทั่งวันนี้คนในชุมชนไว้วางใจในสิ่งที่เธอทำและพร้อมซัพพอร์ต ซึ่งเธอก็ยังเชื่อว่ามีเรื่องให้ต้องเรียนรู้และเดินหน้าต่ออีกมากมายเช่นกัน

วิถีชีวิตแห่งความอิสระที่หาได้ในท้องทะเล

เรื่องราวของมัจซีเริ่มต้นที่สุดเขตชายแดนตะวันออกอย่างจังหวัดตราดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ หรือถ้าจะเฉพาะเจาะจงลงมาอีกก็คือ ที่ชุมชนบ้านยายม่อม มัจซีบอกว่า “ตั้งแต่เกิดมาพี่ก็เห็นวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ” 

โดยบรรพบุรุษของมัจซีอพยพมาจากเมืองกำปงจามประเทศกัมพูชาเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วเลือกปักหลักทำมาหากินด้วยอาชีพประมงที่ริมขอบน้ำบริเวณนี้และเรียบไปตามชายคลอง  “สมัยก่อนมุสลิมก็จะเลือกอยู่ริมขอบน้ำ ปู่ย่าตายายพี่จะใช้วิธีแจวเรือหาปลา ต่อมาพอยุคสมัยเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนไปใช้เรือเล็ก หรือเรือหาง”

มัจซีเล่าว่า ประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพหลักของชาวชุมชนบ้านยายม่อม โดยรายได้หลักของชาวบ้านยายม่อมมาจากการทำอวนปูม้า และนอกจากปูม้าแล้วปลาโคก ก็เป็นอาหารทะเลอีกชนิดที่นับว่าชาวประมงบ้านยายม่อมจับได้เป็นจำนวนมาก

ในอดีตชาวบ้านมักจะจับปลาโคกไปทำอาหารกินเองในครัวเรือนหรือเอาไปต้มเป็นอาหารสัตว์เนื่องจากราคาไม่สูงนัก ต่อมากลุ่มวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อมที่นำโดยมัจซีก็เพิ่มมูลค่าและคุณค่าของปลาโคกไปแปรรูปกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชน

ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันเราก็จะเห็นว่าชุมชนบ้านยายม่อมพึ่งพาการทำประมงพื้นบ้านมาเสมอ มัจซีก็เช่นกัน เธอหลงรักความอิสระในอาชีพประมงมากพอๆ กับที่เธอตกหลุมรักบังวอน สามีผู้นำพามัจซีมาสู่อาชีพนี้ มัจซีขยายความให้เราฟังว่าความชอบในการประมงของเธอมาจาก “การได้มาใช้ชีวิตคู่กับชาวประมง ทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง กับข้าว(ปลาหรืออาหารทะเล)ก็หาได้พอเพียง มีอิสระทั้งทางกายและทางใจ ได้ดูฟ้าดูลม เป็นอาชีพแบบรวยไม่ทน แต่ก็จนไม่นานถ้าเราขยันออกเรือก็มีกิน”

มากกว่านั้นคือ มัจซียืนยันว่าอาชีพประมงพื้นถิ่นเป็นอาชีพที่ดูแลท้องทะเล เพราะการทำประมงเรือเล็กแบบพวกเธอแทบไม่เบียดเบียนระบบนิเวศ ทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยดูแลรักษาระบบนิเวศทางทะเลด้วยซ้ำไป เพราะพวกเธอเข้าใจว่าปากท้องของตัวเองพึ่งพิงอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ 

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประมงพื้นถิ่นที่เคารพธรรมชาติถูกเบียดเบียนจากกฎหมายประมง? 

วิถีชีวิตประมงพื้นบ้านที่เคารพธรรมชาติแต่ถูกเบียดเบียนจากกฎหมาย

ก่อนที่เราจะไปต่อกันในเรื่องกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อมซึ่งมีมัจซีเป็นผู้นำ เราขอแวะมาพูดถึงกฎหมายประมงที่มัจซีบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ชาวประมงพื้นถิ่นแบบพวกเธอเดือดร้อนที่สุด โดยบังวอนสามีของมัจซีให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า

“ประมงพื้นถิ่นน้อยมากที่จะทำผิดกฎหมาย เราให้เกียรติกฎหมาย อนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลทะเล แต่ทุกวันนี้ที่เดือดร้อนที่สุด คือก็มาจากกฎหมาย” มัจซีกับบังวอนเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนของชาวประมงพื้นถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากกฎหมายจากผู้ออกกฎหมายที่ไม่เคยลงมาสัมผัสวิถีชีวิตประมงพื้นถิ่นอย่างแท้จริง

มัจซีบอกว่า “ความยากจากกฎหมายประมง ทำให้คนฝั่งกับคนเกาะที่เคยไปมาหาสู่กันเหมือนญาติกลายเป็นคนแปลกหน้า ปัจจุบันถ้าคนฝั่งไปทำมาหากินข้างๆ เกาะก็จะโดนกฎหมายบางตัวเล่นงาน เช่น ถ้าเข้าเขตไปหากินข้างเกาะนิดเดียว ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาถาม เหมือนเราไปลักขโมยเขา นี่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดแล้วของชาวประมง” 

ซึ่งตั้งแต่มีกฎหมายประมงที่มีข้อห้ามเหล่านี้ ชาวประมงพื้นถิ่นทั่วภาคตะวันออกหรืออาจจะทั่วประเทศไทยต่างได้รับความเดือดร้อนแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข มัจซีเล่าว่า ในฐานะแกนนำชาวบ้านไม่ว่าเธอจะไปประชุมที่ไหนหรือไม่ว่าจะมีหน่วยงานไหนหรือสื่อสำนักใดเข้ามาสอบถาม สัมภาษณ์ มัจซีก็สะท้อนเรื่องปัญหาที่มาจากกฎหมายประมงบ่อยครั้งแต่ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

มัจซีเล่าความสำคัญของอาชีพประมงสำหรับเธอว่า “เราก็ต้องออกเรือไปเพราะเราไม่ได้มีพื้นที่ทำสวนทุเรียน หรือปลูกผลไม้เหมือนพื้นที่อื่นเขา เราก็หาเช้ากินค่ำ จะให้เราหยุดทำกินก็ไม่ได้ มันคือปากท้องของชาวบ้าน ผลกระทบไม่ใช่แค่เราไม่มีกิน แต่ไปถึงการศึกษาของลูก  แล้วเราจะต้องทำยังไง สุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมกู้ ปัญหาหนี้สินก็จะตามมาแน่นอน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ถ้าเขาได้ลองเข้ามาสัมผัสดู ร้องเรียนไป มันก็แค่เกิดเวที แล้วยังไงต่อ ไปทำประมงแล้วก็โดนจับ ไปแล้วก็โดนไล่ ก็ต้องแอบไป เพราะเราก็ต้องกินต้องใช้” ซึ่งมัจซีหวังว่าต่อไปจะมีการแก้ปัญหากฎหมายประมงคืนวิถีชีวิตให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน 

ให้ชาวประมงพื้นบ้านได้ออกทะเลแบบมีความสุข ไม่ต้องหากินบนความหวาดกลัว หวาดระแรงอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อม

แม้ว่าการออกทะเลหาปลาแต่ละครั้งจะเสี่ยงผิดกฎหมายแต่ชาวประมงพื้นบ้านก็ยังจำเป็นต้องออกทะเลเพราะนี่เป็นวิถีชีวิตเดียวของพวกเขา และด้วยปัญหาที่มัจซีพบเจอ ทำให้วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อมเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาจากความเดือดร้อนนี้ 

โดยเริ่มแรกก่อนที่ชุมชนบ้านยายม่อมจะมีการแปรรูปปลาโคกจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีชื่อเสียง อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีโครงการสนับสนุนให้แต่ละชุมชนทำการท่องเที่ยวโดยชุมชนเอง  ซึ่งมีการพาแกนนำชาวบ้านไปอบรม สอนให้แต่ละชุมชนหาจุดเด่นของพื้นที่ตัวเองที่คนจะสนใจให้เจอ ซึ่งมัจซีและแกนนำชุมชนในขณะนั้นก็ไปเข้าร่วมโครงการด้วย

มัจซีเล่าว่า “ในชุมชนเราอะไรที่เด่นๆ ก็คงมีมัสยิด มีทรายดำ มีหินยายม่อม พวกพี่ก็ลองผิด ลองถูก ทาง อพท. เขาก็ให้คนมาทดลองเที่ยว ให้เริ่มหัดต้อนรับนักท่องเที่ยว เราเริ่มจากเก้ๆ กังๆ ตอนแรกก็คิดว่าอะไรนะที่คนจะสนใจ ชุมชนเราก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ไปๆ มาๆ แค่ปลาที่จับได้จากอวนเขาก็ว้าวแล้ว ความปกติเป็นเสน่ห์อย่างนึง แค่แขกได้มาพักในชุมชนเรา มีปลาสดๆ ปูสดๆ กิน แขกก็พูดเหมือนกันว่า เขารู้สึกอบอุ่น น่าประทับใจแล้ว” 

พอการท่องเที่ยวชุมชนเข้ามา ชาวบ้านและมัจซีก็รู้สึกว่า นักท่องเที่ยวที่มาชุมชนเราไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปด้วยเลย ประจวบกับตอนนั้นมีงบประมาณจากเกษตรจังหวัดเข้ามาราว 30,000 บาท มัจซีจึงกลับมาถามกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนว่าเราทำผลิตภัณฑ์จากปลาโคกกันไหม? เนื่องจากคิดไปคิดมาแล้วเธอและกลุ่มเห็นว่า ปลาโคกเป็นวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ชาวประมงในบ้านยายม่อมหาได้เยอะ มีราคาไม่สูงและมีความเฉพาะตัวเพราะว่าที่อื่นเขาไม่ได้นำปลาโคกมาทำกินกัน 

โดยมัจซีเริ่มจากนำเงินที่ได้มาไปซื้อของที่ใช้ต่อได้นานก่อนเช่น ตู้แช่ปลา กะละมัง เขียง มีด แล้วก็มาจัดอบรมการทำปลาโคกขึ้น โดยรุ่นแรกมีผู้เข้าอบรมเพียงสามสิบคนและเหลือเงินที่จะนำไปต่อยอดขายปลาโคกเพียง 1,500 บาท ซึ่งมัจซีนำไปซื้อปลาโคกเพื่อทำรุ่นที่สอง

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของกลุ่มวิสาหกิจฯ จึงกลายเป็นก้างและเนื้อปลาโคกแดดเดียว ที่ได้รับการตอบรับที่ดีโดยเฉพาะส่วนของก้างที่ลูกค้าหลายคนชอบเป็นพิเศษ มัจซีเล่าว่าพวกเธอใช้เวลาสองปีกว่าสูตรปลาโคกแดดเดียวจะลงตัว แต่คำถามต่อไปคือ ทำได้แล้วเอาไปไหน? หรือจะทำการตลาดขายอย่างไร ซึ่งมัจซีเริ่มจาก

“มีประชุมที่ไหนก็เอาปลาโคกใส่กล่องไปด้วย เสร็จแล้วพี่ก็วางโต๊ะหน้าห้องประชุม พอถึงเวลาพักคนอื่นเขาเบรกกัน พี่ก็ไปนั่งหน้าโต๊ะแล้วเราก็เริ่มเล่าว่านี่คือผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านยายม่อม เป็นปลาที่ทำโดยผู้สูงอายุ หน่วยงานเริ่มเห็น หัวหน้าก็เอาไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่ เราก็ปรับสูตรมาตามคำติชมเรื่อยๆ เวลาใครมาเที่ยวชุมชนก็ให้ชิม พอกินทุกคนก็ต้องซื้อ” 

ซึ่งนอกจากมีการท่องเที่ยว มีผลิตภัณฑ์ชุมชนแล้ว มัจซีและกลุ่มยังหารายได้เพิ่มจากการรับจัดเบรกเวลามีประชุมงานส่วนราชการต่างๆ หรือรับจัดอาหารกลางวันและน้ำดื่มเวลามีคณะมาเยี่ยมชมชุมชน รวมถึงพัฒนาสินค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้าไปเรื่อยๆ ซึ่งได้แก่ น้ำพริกปลาโคก และเมี่ยงคำไส้แห้ง หรือแม้แต่น้ำสมุนไพรต่างๆ 

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อมมีศาลาต้อนรับนักท่องเที่ยวและพื้นที่แปรรูปผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ผลิตภัณฑ์จากปลาโคกของชุมชนบ้านยายม่อมเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก่อนได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน OTOP ของจังหวัดตราด และกลายเป็นตัวแทนของจังหวัดตราด 

มัจซีที่เติบโตไปพร้อมๆ กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพยายม่อม

นอกจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูอาชีพบ้านยายม่อนจะเติบโตขึ้นแล้ว ตัวมัจซีเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน มัจซีเล่าว่าเดิมเธอไม่ได้พูดเก่ง ไม่ได้พรีเซนต์คล่องหรือมีความเป็นผู้นำอย่างที่เห็นอย่างทุกวันนี้ 

“เมื่อก่อนเราเป็นคนขี้อายแต่พอเข้ามาเป็น อสม.ต้องไปประชุม ชาวบ้าน ชุมนชนเรามีปัญหาอะไรก็ต้องนำเสนอ ต้องเอาปัญหาไปสื่อสารให้ข้างบนเข้าใจ หรือมีคณะท่องเที่ยวมาเราก็เลยต้องพูด พอพูดมาเรื่อยๆ และผ่านงานกับกลุ่มยายม่อมมาสี่ปี มันก็เกิดการพัฒนาตัวเองขึ้นเอง” 

ยิ่งไปกว่านั้นกว่ากลุ่มวิสาหกิจฯ จะเป็นที่ยอมรับและไว้ใจจากคนในชุมชน มัจซีเองก็พบเจอกับเหตุการร์ที่อาจจะมีอคติ มีคนไม่ชอบ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการแอบไปร้องไห้คนเดียวมาหลายครั้ง แต่เธอบอกว่าเธอผ่านความไม่ชอบเหล่านั้นมาได้ด้วยการไม่เลือกปฏิบัติ และการเอาชนะใจเขาจากความดี ตัดความคิดลบออกเพื่อพัฒนาตัวเองในทางบวก รวมถึงมองว่า “คนเกลียดเราเป็นจุดเล็กๆ แต่จุดใหญ่ๆ ที่คนอื่นเขารักเรา บวกลบแล้วจุดใหญ่ๆ มันมากกว่า” 

ซึ่งตัวมัจซีเองก็ไม่เคยคาดหวังว่าเธอจะมาได้ถึงขนาดนี้ และมาถึงจุดที่บางครั้งก็ตั้งคำถามกับตัวเองหลังจากปลาโคกและชุมชนบ้านยายม่อมเป็นที่รู้จัก ซึ่งทำให้เธอไม่ได้ใช้เวลาอย่างอิสระบนท้องทะเลอย่างที่เธอรัก มัจซีบอกว่า

“เคยถามแฟนว่าอยากจะให้หยุดทำไหม? ที่ต้องไปประชุม ที่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเยอะๆ จนไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว อยากได้ชีวิตเดิม อยากออกทะเลอย่างอิสระเหมือนเดิม แต่แฟนพี่ถามว่า ถ้าหยุดแล้วชุมชนจะไปต่อได้ยังไง พี่ก็เลยยังทำอยู่”

จนในที่สุดมัจซีก็สามารถหาจุดสมดุลระหว่างบทบาทการเป็นผู้นำชุมชน เป็นรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านยายม่อม ควบคู่ไปกับการทำงานอสม. กับความสบายใจที่อยากออกทะเลเมื่อไหร่ก็ออกของเธอได้ ซึ่งนับว่าเป็นความเติบโตที่ก้าวใหญ่กว่าเดิมและเธอพอใจ 

 

กองทุนสวัสดิการหมู่บ้านและเรือเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืนของชุมชน

ปัจจุบันการท่องเที่ยวชุมชนบ้านยายม่อมเป็นที่รู้จัก ในขณะที่สินค้าชุมชนอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาโคกก็ได้รับการตอบรับที่ดีจนสามารถส่งขายไปได้ทั่วประเทศ แต่ความตั้งใจของมัจซีไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะ ภาพฝันของเธอคือ ชุมชนบ้านยายม่อมมีกองทุนสวัสดิการพัฒนาชุมชน ที่ชุมชนที่จัดการเองได้ ซึ่งมัจซีบอกว่าเพราะ

“ระบบราชการมันช้า แล้วเวลาในชุมชนเจอปัญหา บางเรื่องมันรอไม่ได้ จากวิสาหกิจชุมชนที่เราทำแล้วปันผลกำไร เราก็เอามาตั้งกองทุนแล้วก็ให้มีเงินออมของชุมชน ชวนคนมาออมกันเดือนละร้อย แล้วส่วนที่เขามาออม เราก็ขอเขาว่าขอหักเข้ากองสวัสดิการวันละบาท เหมือนทำบุญวันละบาท เงินส่วนนี้ก็เอาไปซื้อของให้บ้านที่เป็นกลุ่มเปราะบางขาดแคลนได้ไว ทันใจกว่าระบบราชการ”

ซึ่งมัจซีริเริ่มแนวคิดนี้จากสมัยที่เป็นเป็นอสม. แรกๆ “เพราะ อสม. รู้ว่าบ้านไหนมีคนป่วย บ้านไหนขาดแคลนอะไร เช่น บ้านนี้มีค่าแพมเพิสไม่พอ ก็เอาไปซื้อ แต่ที่มากกว่าสิ่งของหรือเงินที่เราช่วยเหลือเขา คือ บางคนเขานอนติดเตียงอยู่คนเดียว ลูกหลานก็ไปทำงาน การที่เราไปเยี่ยมเขาที่บ้าน ได้เห็รอยยิ้มดีใจของเขามันตีค่าความสุขใจไม่ได้เลย”

นอกจากเรื่องสวัสดิการชุมชนแล้ว อีกเรื่องที่มัจซีอยากพัฒนาให้ได้คือ เรือประมง EV หรือเรือประมงโซลาร์เซลล์ เพราะพอเป็นประมงพื้นบ้านในช่วงเวลานี้ที่สัตว์ทะเลหายาก การลดต้นทุนประหยัดน้ำมันจึงจำเป็น ซึ่งปัจจุบันเรือประมงพื้นบ้านในละแวกบ้านยายม่อมก็ใช้โซลาร์เซลล์สำหรับชาร์ตแบตไดโว่ที่ใช้สูบน้ำออกจากเรืออยู่แล้ว มัจซีจึงเห็นว่าในอนาคตเป็นไปได้ที่จะมีเรือที่อาศัยพลังงานจากโซลาร์เซลล์ 

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวการเติบโตของผู้หญิงคนหนึ่งในชุมชนเล็กๆ ที่จังหวัดตราด ที่ทำให้เห็นภาพชุมชนที่นำโดยผู้หญิง ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของใครหลายคนไปด้วยกัน

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR