“ถ้าเราจนคือจบ ค่าไฟแพง หาเงินวันละสามร้อย สี่ร้อยบาทมาเพื่อจะไว้จ่ายค่าไฟแต่ละเดือน มันมีความเหลื่อมล้ำเรื่องพวกนี้”
ที่ผ่านมาปัญหาค่าไฟแพงเป็นข้อเท็จจริงที่หลายๆ คนปฏิเสธไม่ได้ และนับวันยิ่งแพงขึ้นด้วยนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่ยังคงกำกวม และมุ่งเน้นสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แม้ไฟฟ้าจะล้นเกิน และประชาชนต้องแบกรับต้นทุนราคาแพง
ในปัจจุบันเอง บางคนเลือกหาหนทางเพื่อลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าไฟด้วยการหันไปพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเรามากขึ้น ซึ่งพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะโซลาร์เซลล์เป็นการหันมาพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน แต่หลายๆ คนก็อาจจะยังกังขากับประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์ ยิ่งกับภาคตะวันออก โดยเฉพาะระยองที่มีวิถีชีวิตและสภาพอากาศที่ติดทะเล
เรื่องเหล่านี้ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาเอาจริงกับการสร้างโมเดลโซลาร์เซลล์เพื่อพื้นที่ระยอง และเป็นโมเดลที่ททำให้เห็นว่าจังหวัดระยองสามารถพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้ ไม่ง้อตำแหน่งจังหวัดที่มีโรงไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศ ผ่านโมเดลที่ครอบคลุมตั้งแต่ บ้าน ชุมชน ประมง และเกษตรกรรม โมเดลเหล่านี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจและความพยายามของผู้ชายที่ชื่อ มานพ สนิท และกลุ่มพลังงานสะอาดระยอง
มานพ สนิท นิยามตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว และผู้ต่อสู้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกและจังหวัดระยอง เขาเชื่อในการพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านพลังงาน เพราะทุกคนต้องเข้าถึงการใช้พลังงานได้โดยไม่มีโจทย์ทางเศรษฐกิจมาปิดกั้น
ในวันที่รัฐพร้อมจะให้เราแบกค่าไฟต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าจะลดลง ถึงเวลาที่ต้องปลดล็อกพลังงานให้เป็นของทุกคน

การลงสังเวียนต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของ มานพ สนิท
มานพ สนิท เป็นคนระยองมาตั้งแต่กําเนิด โดยเขาอาศัยอยู่ที่อําเภอแกลง หรือที่คนแถวนี้เรียกว่า ‘ประแสร์บน’
หลังจากออกจากรั้ว มหาวิทยาลัยรามคำแหง มานพก็ไปทํางานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ ภาคเหนือตอนล่างที่อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ “ก็ทํางานกับพี่ๆ สายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในของภาคอีสานบ้าง ภาคเหนือบ้าง ก็ไปทําเรื่องการจัดการทรัพยากรเรื่องป่าชุมชน ไปทําเรื่องที่ดินทํากิน”
หลังจากกลับมาที่บ้านเกิดของตนในภาคตะวันออก มานพก็พบว่า จังหวัดระยองและภาคตะวันออกมีปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากรเหมือนกัน และหนักหน่วงยิ่งกว่าทางภาคอีสานกับภาคเหนือด้วยซ้ำไป มานพเล่าว่า “ช่วงนั้นเป็นวิกฤตน้ําแล้งของภาคตะวันออก เพราะว่าเป็นช่วงที่เกิดการต่อสู้เรื่องของระหว่างการแย่งชิงน้ําระหว่าง ภาคเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมสูงมาก แล้วก็ปริมาณน้ําในอ่างเก็บน้ําก็ไม่เพียงพอ” ทำให้การต่อสู้เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นการต่อสู้เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกครั้งแรกของมานพ
หลังจากนั้นมานพก็พบความจริงว่าวิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกนอกจากเรื่องน้ําแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสื่อมโทรมของชายฝั่ง เรื่องป่าชุมชน เรื่องประมง รวมทั้งเรื่องของมลพิษในมาบตาพุด และทำให้เขาได้เข้าร่วมกับ เครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพาห้าจังหวัดภาคตะวันออก โดยเขาและเครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพาฯ ได้ทํา การศึกษาบริบทของพื้นที่ที่ติดแนวชายฝั่งทั้งหมด ในประเด็นเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เช่น ประเด็นท่าเรือแหลมฉบังรุกล้ำพื้นที่หากินของพี่น้องชาวประมง เรื่องการจัดการขยะทะเล โดยการนำขยะจากทะเลมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังศึกษาเรื่อง ระบบนาเขาวังที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นระบบการปลูกข้าวร่วมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมไปถึงทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือที่เรียกว่า บีซีจีร่วมกับพี่น้องชาวประมง ซึ่งพูดถึงฐานทรัพยากรในพื้นที่เช่น ปริมาณสัตว์น้ำ การแปรรูปอาหารทะเลของพี่น้องประมงตราด รวมถึงงานพัฒนาศักยภาพของคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ
หลังจากวันนั้น มานพจึงเริ่มก้าวเข้าสู่ผู้ผลักดักเรื่องทรัพยากรในภาคตะวันออก เพราะเขามองว่า “เรื่องทรัพยากรเป็นเรื่องสําคัญ เป็นฐานของชีวิต จึงเป็นสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของตัวเอง”

สู่การขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม
ปัจจุบันมานพและเครือข่ายได้ขยับขยายมาทำงานในโครงการ พลังงานสะอาดจังหวัดระยอง เพราะ
จากเบื้องหลังการทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ทำให้เขาเริ่มเห็นอีกปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนั่นำมาสู่การขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม
โดยมานพมองว่า “ระยองจะเป็นจุดที่เห็นผลได้ชัดเจนที่สุด เพราะว่าเรา เป็นจุดที่เปราะบางสุดสุดในเรื่องนี้แล้ว เราก็เลยต้องเริ่มที่จังหวัดเรานี่แหละครับ”
“ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ระยองสร้างโรงไฟฟ้าไม่เคยหยุด ไม่เคยลดน้อยลง แล้วก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะท่าเรือ LNG นะครับ ซึ่งมันตอบชัดเจนว่า เขาไม่สามารถที่จะใช้ถ่านหินได้อีกต่อไปเพราะมันก่อผลกระทบเยอะมาก เขาเลยเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ แล้วก็ระบบส่งแนวท่ออะไรต่างๆ โรงไฟฟ้ามันก็ผุดขึ้นมากกว่าเก่า เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของจังหวัดระยอง แต่ว่าคนระยองเองก็ยังไม่ได้อะไรมากนัก”
มานพมองเห็นว่า “กิจกรรมในชีวิตประจำวันของพวกเรา ของทั้งคนระยองเอง และของทั้งภาคอุตสาหกรรมที่ปลดปล่อย เรื่องมลพิษ มันโยงไปถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่เราพูดถึงเรื่องของโลกร้อน ที่มันเห็นชัดเลยคือเราเจอเรื่องการกัดเซาะใช่ไหม เราเจอเรื่องของการถมทะเล แล้วก็มานำไปสู่ปัญหาเรื่องวิถีชีวิตประมง มันก็ส่งต่อกันไปเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ผลกระทบที่มันเป็นลูกโซ่นั่นน่ะ เราคิดว่า พลังงานสะอาดมันตัดห่วงโซ่นั้นได้”
หรือถ้าจะพูดให้ชัดมานพบอกว่า ผลกระทบมันเกิดจากการที่เราใช้ทรัพยากรเกินขีดจํากัด ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ํามัน หรือก๊าซธรรมชาติ

“และเพราะว่าเราเจอวิกฤตเรื่องค่าไฟแพง เราเจอวิกฤตเรื่องก๊าซหุงต้มแพง ซึ่งนํามาสู่เรื่องภาระทางเศรษฐกิจของพี่น้องคนระยอง ทําให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราต้องมาแบกรับเรื่องราคาพลังงานไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่มีวันที่ ราคาพลังงานจะลดลง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ํามัน ราคาก๊าซ ราคาค่าไฟฟ้าในครัวเรือนเองก็คิดว่าน่าจะ ต้องแบกรับไปเรื่อย ๆ กันอย่างนี้”
“นอกจากนั้นระยองเป็นจังหวัดที่มีภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะครับ ส่วนภาคเกษตรกรรม ประมง ภาคชุมชน ภาคท่องเที่ยว แล้วก็ภาคบริการไม่ได้ใช้พลังงานเยอะมาก แต่ว่ามันเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องพวกนี้อยู่พอสมควร เพราะเราต้องมาเสียพื้นที่ทำท่าเรือแอลอีจี เราต้องมารองรับการตั้งโรงไฟฟ้าในจังหวัดระยองนี่หลายโรงมาก ถามว่าคนระยองได้รับประโยชน์ไหม? คนระยองก็ยังต้องใช้ค่าไฟแพงเหมือนเดิม ยังต้องจ่ายน้ํามันแพงเหมือนเดิม”
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นจุดเปลี่ยนของการที่ทำให้มานพและทีมลุกขึ้นมาทํางานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แล้วก็พยายามสร้างรูปธรรมในระดับพื้นที่ โดยใช้แนวคิด การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างความยั่งยืน ส่วนหนึ่งชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตัวเองได้
จึงเกิดเป็น ‘โครงการพลังงานสะอาดจังหวัดระยอง’ เพื่อผลักดันแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หยุดเรื่องการใช้พลังงานฟอสซิลขึ้น
4 โมเดลโซลาร์เซลล์ 4 วิถีชีวิตคนระยอง
แน่นอนว่าการจะขับเคลื่อนเรื่องพลังงานหมุนเวียนได้ต้องเข้าใจวิถีชีวิตของคนในจังหวัดให้มากพอ และนั่นทำให้มานพมองเห็นว่า เขาอยากทดลองเอาพลังงานหมุนเวียนไปใช้กับ 4 พื้นที่ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนตะวันออก โดยเฉพาะคนระยอง และ 4 พื้นที่นั้นก็คือ บ้าน ชุมชน ประมง เกษตร
โดยโมเดลของประมงพื้นบ้าน เกิดขึ้นที่ชมรมปากน้ําบ้านเรา โดยทดลองใช้กับธนาคารปู ซึ่งจะนำพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไปใช้กับเครื่องทำออกซิเจน เพื่อฝักไข่และอนุบาลลูกปูก่อนปล่อยกลับลงทะเลเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรปู
ต่อมาเป็นโมเดลการเกษตร เกิดขึ้นที่ ‘โคกหนองนาโมเดล’ ที่ อ.นิคมพัฒนา โดยจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์เข้าไปช่วยในสถานีสูบน้ำ ระบบรดน้ำ และมีแผนจะนำไปใช้ในอุปกรณ์แปรรูปพืชผลทางการเกษตรต่อไป
สำหรับโมเดลของครัวเรือน เป็นศูนย์เรียนรู้ที่มาบตาพุดที่บ้านของลุงน้อย ใจตั้ง ซึ่งเป็นครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ไข่แดงในตัวมาบตาพุด ที่นี่ใช้เป็นโมเดลเพื่อศึกษาว่าโซลาร์เซลล์เป็นทางออกเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟได้จริง
สุดท้ายเป็นโมเดลสำหรับชุมชน โดยไปติดตั้งที่ชุมชนคาเซ ซึ่งเคยเป็นชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงมาตลอด 70 ปี แต่เมื่อมีโซลาร์เซลล์ คนในชุมชนก็สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ในที่สุด
“โมเดลทั้งหมดนี้ เป็นโมเดลเล็ก ๆ ที่จะทําให้คนตัวเล็กๆ พึ่งพาตัวเองได้ ลดภาระด้านค่าไฟ ลดภาระทางเศรษฐกิจ ลดภาระที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด ในระยะยาวคือ การลดข้อจํากัดทางนโยบายให้ครัวเรือนสามารถติดตั้งและใช้โซลาร์เซลล์ได้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็ไปหยุดเรื่องของโครงการใหญ่ๆ เพื่อการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิสที่มันไปกระทบกับชุมชน”
มานพย้ำว่า “สิ่งที่เราสู้มาตลอด คือ เรื่องของการปกป้องเรื่องฐานทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของเราให้มันคงอยู่ไปถึงลูกหลาน”

ไม่หยุดแค่การไปติดตั้งให้ แต่คือการสร้างอาชีพให้ผู้คน
เพราะแค่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้เป็นผลดีต่อทุกคน จากตัวอย่างที่เราเห็นโซลาร์เซลล์ถูกทิ้งร้างจากโครงการรัฐหรือ CSR หลายๆ ที มานพจึงมองเห็นว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีช่างโซลาร์เซลล์ หรือที่พวกเขาเรียกว่าช่างชุมชนไว้คอยประจำการ เพื่อสร้างอาชีพให้กับผู้คน และดูแลให้โซลาร์เซลล์ใช้งานได้อย่างยั่งยืน
“ เรามีเครือข่ายที่เรียกว่าช่างชุมชน ซึ่งทีมช่างชุมชนก็ลุกขึ้นมาปฏิบัติการที่ทําเรื่องของการติดตั้ง แล้วก็ดูแลเรื่องตัวอุปกรณ์ แล้วก็ จัดการในเรื่องของระบบของตัวเอง” โดยโครงการพลังงานสะอาดระยองเองจะทำหน้าที่สนับสนุนทั้งตัวทุน แล้วก็มีฝึกอบรมช่างชุมชน มีการขยับงานร่วมกัน แล้วก็มีการศึกษาแลกเปลี่ยนกับพื้นที่เครือข่ายอื่นด้วย
ซึ่งตอนนี้ทางมานพและกลุ่มพลังงานสะอาดจังหวัดระยอง เตรียมขยายความร่วมมือในการทํางานกับทางเทศบาลอำเภอบ้านฉาง ซึ่งจะเป็นโมเดลต่อยอดที่จะไปหนุนเสริมในเรื่องของการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วก็ปฏิบัติการกับช่างชุมชนโซลาร์เซลล์สำหรับคนไร้บ้านในอนาคตอีกด้วย
ปลดล็อกพลังงาน คืนอำนาจให้ประชาชน
“คนระยองเสียสละมาตลอด พื้นที่ก็ถูกรุก วิถีชีวิตก็ถูกทําลายอะไรต่างๆ ไปเยอะมาก” มานพเล่า
และนั่นทำให้มานพเห็นว่าหมดเวลาที่คนระยองต้องเสียสละพื้นที่ ทรัพยากร คุณภาพชีวิต และสามารถหันมาพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพราะพวกเราอยู่กับพลังงานแสงอาทิตย์ มาตลอด และมีอยู่อย่างยั่งยืนอยู่แล้วด้วย และพลังงานแสงอาทิตย์นี้คือพลังงานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม มานพมองว่าเรื่องนี้ยังมีสิ่งที่ต้องปลดล็อก “ถ้าเข้าถึงได้โดยไม่มีเงื่อนไขที่มันซับซ้อน ชุมชนก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานและลดความเหลื่อมล้ำได้”
“คิดว่ารัฐเองต้องส่งเสริมเรื่องโซลาร์เซลล์โดยตรงแล้วก็ลดเงื่อนไขต่างๆ ลงเพื่อจะให้ชุมชนสามารถติดโซลาร์เซลล์หรือว่าลดเรื่องการพึ่งพาไฟฟ้าให้ได้เพราะว่า ถ้าเราจนคือจบ ค่าไฟแพง หาเงินวันละสามร้อย สี่ร้อยบาทมาเพื่อจะไว้จ่ายค่าไฟแต่ละเดือน มันมีความเหลื่อมล้ำเรื่องพวกนี้ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเขามีกําลังจ่ายได้เยอะอยู่แล้ว แต่ว่าภาคชุมชน หรือครัวเรือนเองเนี่ย ก็น่าจะได้เข้าถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนหรือว่าพลังงานทางเลือกได้มากกว่านี้”

มานพช่วยอธิบายถึงความซับซ้อนในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมว่า
“มันมีข้อจํากัดก็คือเรื่องการขออนุญาตการติดตั้ง ซึ่งมีสามระดับ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายก็คือเราต้องขอตัว อบต. หรือเทศบาลในเรื่องโครงสร้าง หรือเรื่องการปลูกสร้าง หรือแบบอะไรต่างๆ จากท้องถิ่น เราต้องขอการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เราอยู่ แล้วเราก็ต้องไปขอสำนักงานกํากับกิจการพลังงาน ซึ่งสามขั้นตอน ใช้เวลาเยอะมาก”
โดยระหว่างที่มานพเข้าไปทำงานกับชุมชน มานพก็ได้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือการกระจายอำนาจ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับทุกเรื่องในพื้นที่
“เพราะชุมชนก็เริ่มเห็นด้วยตาของตัวเองว่า พื้นที่ระยองมันก็เต็มศักยภาพในการรองรับเรื่องอุตสาหกรรมแล้ว ควรจะมาทำเรื่องอื่น แล้วก็ส่งเสริมเรื่องอื่นได้แล้วแหละ แล้วรัฐเองก็ควรจะหันมาทบทวนเรื่องแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะออก หรือว่า EEC นี่ด้วยว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการที่แท้จริง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานเนี่ย มันควรจะไปทิศทางไหน มันต้องไม่ใช่เป็นนโยบายแบบท็อปดาวน์อีกต่อไป คือ เขาต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบวิถีชีวิต แล้วก็เรื่องของการพัฒนาในตัวพื้นที่ของตัวเอง”

ปลายทางการเปลี่ยนผ่านชีวิตของมานพ สนิท
มานพเล่าภาพความฝันว่าอยากเห็นชุมชนทั้งหมดตั้งแต่เกษตรกรรม ประมง อุตสาหกรรม เมืองใช้โซลาร์เซลล์เต็มพื้นที่เต็มชุมชน โดยเขาให้เหตุผลว่า
“มันน่าจะลดเรื่องการไปใช้พลังงานหลักได้เยอะมาก ลดการต้องไปปลูกป่าดูดซับคาร์บอนอะไรต่างๆ หรือว่าไปสร้างเขื่อน ไปสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งวันนี้เราก็ไม่เห็นด้วยเรื่องนี้มาตลอดนะครับ ว่าเราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นเรื่อยๆ เพราะบอกว่าพลังงานไม่พอนู่นนี่นั่น เพราะจริงๆ มันพอ”
โดยมานพบอกว่าแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการพลังงานสะอาดจังหวัดระยอง ณ วันนี้คิดว่าเปลี่ยนไปเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ตั้งแต่ที่ตัวเขาสู้ต่อสู้มาจนถึงวันนี้
“ณ วันนี้คิดว่า เรื่องพลังงานเนี่ยเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เราทํางานมา เริ่มเห็นเค้าลางว่า มันจะไปต่อได้ แล้วก็ผนวกกับเรื่องกองทุนที่เราเข้าไปช่วยตั้งให้เป็นทุนภายในที่เขาจะเอามาเป็นทุนหมุนเวียนในการปรับเปลี่ยนเรื่องพลังงาน มันเริ่มเป็นจริงมากขึ้น แล้วก็ต้องเพิ่มเครือข่ายของพลังงานสะอาดนอกจาก 4 โมเดลแล้ว มันอาจจะต้องให้กว้างขวางไปสู่ประชาชนทั่วไป หรือภาคครัวเรือน ภาคชุมชนที่สนใจ รวมทั้งเป็นชุมชนเมือง”

ส่วนถ้าสมมติว่า ผลักดันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จเร็จ มานพตอบว่าเขาก็น่าจะไปผลักดันในเรื่องอื่นต่อไป
“ก็น่าจะมีเรื่องให้ทำอีกเรื่อยๆ แต่ว่าอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน อาจจะมีหลายเรื่องที่เราต้องทํา ในส่วนตัวที่เราทํางานมาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว เราเห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ เราเห็นเรื่องความไม่เท่าเทียม เราเห็นเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรโดยเฉพาะ ป่าชายเลน การขุดทราย การแย่งยึดพื้นที่ของชุมชน ความขัดแย้งที่มันมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีน้ำมันรั่ว เรื่องมลพิษ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันยังคงมีอยู่ เราก็คิดว่าเราต้องทํางานไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไม่มีแรงเนอะ”


