/

เพื่อให้เรายังมี ‘ข้าว’ กิน คุยกับ มงคล ละบุญเรือง ในวันที่ชาวนาลุกขึ้นมาปรับตัวสู้โลกร้อน

ในวันที่โลกร้อนขึ้นทุกวัน คนไทยอาจไม่มีข้าวให้กินอีกต่อไป?

 

รู้ไหมว่าฤดูข้าวหรือฤดูทำนาตามปกติของประเทศไทยคือ ช่วงฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ทุกวันนี้เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ดังนั้นในปลายเดือนพฤศจิกายนเช่นตอนนี้ชาวนาในจังหวัดสระแก้วยังต้องลุยน้ำเกี่ยวข้าวอยู่ ซึ่งนั่นก็เป็นผลส่วนหนึ่งมาจาก โลกร้อน’ ‘โลกเดือด’ ‘โลกรวน หรือเรียกว่า ‘ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก นั่นเอง

นอกจากนั้นในปี พ.ศ.2566 นี้ก็ยังเป็นปีที่เริ่มต้นเข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิในมหาสมุทรอุ่นขึ้นผิดปกติ ประกอบกับความดันบรรยากาศสูงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดความแห้งแล้ง อากาศร้อน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ่นี้จะกินเวลายาวนานไปอีก 4 ปี เลยทีเดียว

ทั้งสองปรากฎการณ์ส่งผลให้ฝนที่ควรเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนไม่ตก และฝนที่ควรจะหยุดตกตั้งแต่เดือนกันยายนก็ยังตกต่อไปถึงแม้จะเป็นปลายเดือนพฤศจิกายนก็ตาม ซึ่งปกติชาวนาในจังหวัดสระแก้วจะเริ่มปลูกข้าวในเดือนมิถุนายนและเริ่มเกี่ยวข้าวในต้นเดือนพฤศจิกายน

แต่ในปีนี้ด้วยสถานการณ์ตามที่กล่าวไป ข้าวที่ชาวนาจังหวัดสระแก้วเริ่มหว่านหรือดำไปแล้วพอไม่ได้น้ำฝนในเดือนมิถุนายนก็ตาย ไม่โต หรือต่อให้อยู่รอดมาจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ยังเก็บเกี่ยวได้น้อยลง ยิ่งฝนตกจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ไม่ควรมีฝน ชาวนาจึงต้องลุยน้ำเกี่ยวข้าว เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วเอามาตากไว้ยังได้รับความเสียหายจากน้ำฝนอีกทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกต่อไร่มีปริมาณน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และข้าวเปลือกที่เปียกน้ำก็เสียหาย คุณภาพลดลง ราคาที่ได้ย่อมลดลงด้วย

จากสถานการณ์วิกฤตเหล่านี้ ทำให้ชาวนาบางกลุ่มหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่โหดร้าย หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มข้าวสัมมาชีพ ที่จังหวัดสระแก้ว

EPIGRAM พาไปทำความรู้จักกับ  มงคล ละบุญเรือง หัวหน้ากลุ่มข้าวสัมมาชีพ จังหวัดสระแก้ว กลุ่มชาวนาที่ทำนาแบบปรับตัวต่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างดี ว่าอะไรทำให้เขาอยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกวัน

สระแก้วจากสายตาคนสระแก้ว

มงคล ละบุญเรือง เป็นคนพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เขาเป็นคนเขาฉกรรจ์โดยกำเนิด มงคลบอกว่าบ้านของตน “ทำนามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่เดิมเป็นชาวนาชาวสวนตอนนี้ก็ยังเป็นชาวนาชาวสวน เป็นกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นอย่างนี้มาหลายรุ่นแล้ว” ดังนั้นในสายตาของเขาจังหวัดสระแก้วจึงเป็นจังหวัดที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ส่วนเป็นการเกษตรแบบไหน มงคลให้ความเห็นว่า “สระแก้วเป็นจังหวัดที่มีการเกษตรแบบครบวงจร” คือหมายถึงมีทั้งไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ผล เช่น ลำไยในฝั่งที่มีพื้นที่ติดกับจังหวัดจันทบุรี มีไม้ยืนต้นเศรษฐกิจอย่างต้นยูคาลิปตัส มีผัก มีพืชไร่อย่างข้าวโพด อ้อย และก็มีข้าวเรียกได้ว่ามีพืชผลทางการเกษตรทุกรูปแบบ ทำให้อาชีพหลักของคนสระแก้วคือ ‘เกษตรกร’

นอกจากนั้นจังหวัดสระแก้วยังเป็น “แหล่งต้นน้ำและเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ทางหนึ่งไหลไปสู่เขมร อีกทางนึงไหลไปบางปะกง” อีกด้วย และในอีกบริบทหนึ่งที่มงคลบอกว่าไม่พูดถึงไม่ได้คือ “สระแก้วเป็นพื้นที่ที่ใกล้ชายแดน สมัยก่อนป่าไม้ของสระแก้วหมดไปแล้วเพิ่งค่อยฟื้นกลับขึ้นมาเป็นพื้นที่สีเขียวจากการเกษตรเมื่อประมาณ 30 ปีนี้”

แต่ถ้าพูดเฉพาะลงไปที่การทำนา “จริงๆ แล้วในสระแก้วไม่ได้มีพื้นที่ทำนาเยอะนัก เพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดอน มีพื้นที่ลุ่มอยู่น้อย” ดังนั้นการทำนาจึงทำแค่เพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน แล้วก็เหลือขายบ้างเล็กน้อยเท่านั้น และที่นาส่วนมากของจังหวัดสระแก้วเป็นนาดอนไม่ใช่นาลุ่ม ในพื้นที่ที่มีน้ำก็จะเป็นนาปรัง แต่นับเป็นสัดส่วนที่น้อย ไม่เกิน 5% ของทั้งจังหวัดเพราะถึงแม้สระแก้วจะเป็นจังหวัดต้นน้ำแต่กลับกักเก็บน้ำไม่ได้เยอะ จึงทำให้น้ำในการทำนาขาดแคลนอยู่บ้าง

ภาพจากเฟซบุ๊ก มงคล ละบุญเรือง

ข้าวสัมมาชีพ – ข้าวเพื่อชีวิต

หลังจากเลิกทำงานเป็นโฟร์แมนคุมงานก่อสร้าง มงคลก็เลือกเดินตามรอยพ่อแม่กลับมาทำนาที่บ้านเกิด นอกจากมงคลจะก่อตั้งและเป็นหัวหน้ากลุ่มข้าวสัมมาชีพแล้ว มงคลยังเป็นหัวหน้าศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ และก็เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรประเภทผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืชของจังหวัดสระแก้วด้วย ก่อนเขาจะตระหนักได้ถึงภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

จุดเริ่มต้นของกลุ่มข้าวสัมมาชีพมีสารตั้งต้นมาจากศูนย์กสิกรรมชาติ มงคลบอกว่า “ประมาณปีพ.ศ. 2549 ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติมีแนวทางที่เรียกว่าบันได 9 ขั้นแห่งความสำเร็จที่พูดถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ซึ่งข้อพอกินเป็นจุดที่ทำให้เราทำนา ปลูกข้าวกินเอง เพื่อสุขภาพ ให้ได้ข้าวที่เป็นยา” จากนั้นไม่นานศูนย์ก็ไม่ต้องซื้อข้าวแล้วเริ่มขยับขยายไปอบรมการปลูกข้าวให้ชาวนาและก่อตั้งกลุ่มข้าวสัมมาชีพขึ้น

โดยที่ตั้งชื่อกลุ่มว่าข้าวสัมมาชีพเพราะ “อยากให้เป็นการทำนาอย่างมีคุณธรรม เราไม่อยากให้มันเป็นเรื่องของการค้าขายจนร่ำรวย เราเอาแค่พอเติมเต็มชีวิต ช่วยดำรงชีวิตอยู่ได้” พอมีคุณธรรม การผลิตข้าวก็จะสะอาด “คำว่าสะอาดสำหรับเราไม่ใช่ข้าวอินทรีย์ ไม่ใช่ข้าวปลอดภัย แต่เป็นข้าวสะอาด มันต่างกันตรงที่คนทำต้องสะอาดก่อน คือเมื่อรวมกลุ่มกันก็ต้องไม่คดโกงกัน ต้องสะอาดด้วยจิตใจมาก่อนแล้วค่อยไปที่ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ย แล้วก็สุดท้ายเก็บเกี่ยวก็ต้องสะอาดด้วย” ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่มงคลและสมาชิกกลุ่มให้ความสำคัญ

ภาพจากเฟซบุ๊ก มงคล ละบุญเรือง

เพราะโลกร้อนส่งผลต่อข้าวที่เรากินโดยตรง

ตามที่มงคลเล่าไปแล้วตั้งต้นด้วยความที่สระแก้วเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ดังนั้นถ้าฝนตกหนักพายุเข้า จังหวัดสระแก้วก็จะโดนฝนเต็มๆ ในปีไหนที่น้ำมาเยอะจังหวัดสระแก้วก็รับน้ำเต็มๆ ในขณะเดียวกันในปีนี้ที่โลกร้อนและแล้งจังหวัดสระแก้วก็ได้รับผลกระทบไปครึ่งจังหวัด โดยมงคลบอกว่าสถานการณ์ที่เจอเรียกได้ว่า “แล้งก่อนเพื่อน แล้งมากกว่าใคร”

สำหรับตัวมงคลเองเขาสัมผัสได้ว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกรุนแรงขึ้นตั้งแต่หลังช่วงโควิด-19 โดยเริ่มมาจากการมีโรคระบาดในพืชหนักมาก จนถึงปีที่ผ่านมามงคลบอกว่าความร้อนและความแล้ง “ก็มากระตุกเราแล้ว ยิ่งมาปีนี้ พ.ศ.2566 ยิ่งเห็นภาพชัดเลยคือฝนตกแบบไม่มีน้ำเหมือนคนสาด เล่นสงกรานต์ยังมีน้ำมากกว่านี้” นี่คือลักษณะของฝนที่มงคลยกขึ้นมาเปรียบเทียบ ส่วนเรื่องที่เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างไร มงคลอธิบายไว้ว่า

“ในหนึ่งปี รอบปี ปกติเดือนมีนาคม ฝนเคยมี แต่ปีนี้ฝนไม่ตก น้ำไม่ถึง ดอกมะม่วงก็จะร่วง มะม่วงก็จะเสียหาย ลำไยก็จะเสียหาย ต่อให้เร่งสารให้ดอก น้ำก็ไม่พออยู่ดี หรือปกติทั้งปี เราเริ่มทำนาในเดือนมิถุนายน พอโลกมันเริ่มแปรปรวนเราก็เลยต้องเริ่มทำนาถอยออกไปหลังเดือนสิงหาคมเพราะรอฝน ซึ่งพอเราเริ่มปลูกข้าวเดือนสิงหาคม แต่เรายังต้องเก็บเกี่ยวช่วงตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายนเหมือนเดิม  เพราะแสง อากาศเปลี่ยน มีลมหนาว ข้าวก็จะออกรวงมาพร้อมกันหมด ทำให้ผลผลิตที่ได้ก็อาจจะไม่สมบูรณ์เท่ากันต้นข้าวที่มีเวลาโตตั้งแต่เดือนมิถุนายน และยังได้ปริมาณผลผลิตที่อาจจะน้อยกว่า”

นอกจากนี้เขาเล่าด้วยว่า “โลกร้อนขึ้น ข้าวใหม่ก็งอกยากขึ้น เพราะดินร้อน อากาศร้อน ข้าวก็จะเป็นโรค พืชตัวอื่นอย่างอ้อยและข้าวโพดก็เป็นโรคด้วย สถาการณ์ทั้งหมดก็จะไม่ค่อยสู้ดี แล้ววัชพืชอย่างหญ้าจะโตวันโตคืน ในนาข้าว เราก็จะมีหญ้าขึ้นผสมเยอะมากก็สิ้นเปลืองทั้งปุ๋ย ทั้งยา”  มงคลชวนชี้ให้เห็นถึงปัญหาของเกษตรกรที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกเพิ่มเติม

ภาพจากเฟซบุ๊ก มงคล ละบุญเรือง

วิถีชาวนาของกลุ่มข้าวสัมมาชีพ

สำหรับกลุ่มข้าวสัมมาชีพมีแนวทางในการปรับตัวเพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกอยู่ด้วยกัน 6-7 แนวทางหลักๆ โดยมงคลอธิบายว่าเริ่มจาก

“ต้องใช้ข้าวพื้นถิ่นที่ทนแล้ง ทนต่อโรคแมลง ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีก็โต้แล้งได้” โดยข้าวของจังหวัดสระแก้วที่กลุ่มเลือกใช้คือ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวเหลืองประทิว ข้าวตาแห้ง ข้าวกอเดียว ข้าวเหลือง ซึ่งพันธุ์เหล่านี้ให้ปริมาณผลผลิตสูงพอขายแล้วก็ยังเหลือเก็บไว้กิน

นอกจากนี้กลุ่มข้าวสัมมาชีพมีการปรับตัวกันในเรื่องนวัตกรรมเรื่องเครื่องจักรการเกษตร เครื่องมือการเกษตรให้เหมาะกับบริบท เหมาะกับพื้นที่ โดยเรื่องนวัตกรรมนี้มงคลอธิบายเพิ่มว่า “ไม่ได้สร้างใหม่นะ แต่ดัดแปลงของเก่าที่มีอยู่เอามาทำใหม่ให้มันใช้ได้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด” ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเร็วและต้นทุนค่อนข้างจะต่ำ ทำให้เก็บเกี่ยวข้าวและข้าวโพดอย่างมีคุณภาพสะอาดไม่ปนเปื้อน

ต่อมาเป็นเรื่องของการเตรียมแปลงปลูก มีการปลูกวัชพีชคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในหน้าดิน ซึ่งมลคลบอกว่า “กลุ่มเรามีการปลูกถั่วเขียวปรับปรุงบำรุงดิน” นอกจากนี้ก็ยังมีแนวทาง ปลูกพืชหมุนเวียนโดยการปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ปลูกข้าว ปลูกผัก สลับกันไปไม่ปลูกพืชซ้ำซาก และผลิตปุ๋ยชีวภาพกับอาหารสัตว์จากฟางข้าว

ที่สำคัญคือลดการเผาไร่นา หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลด P.M. 2.5 และใช้ภูมิปัญญาร่วมกับการพยาการณ์สมัยใหม่เพื่อคาดการณ์สภาพภูมิอากาศให้แม่นยำขึ้น

มากไปกว่านั้น ทางกลุ่มข้าวสัมมาชีพมีการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตรและให้ความรู้พัฒนาทักษะในการใช้เครื่องมือการเกษตรให้กับแรงงานวัยหนุ่มแทนแรงงานสูงอายุ และมีการเก็บข้อมูลแปลงนาของสมาชิกอย่างเป็นระบบ รวมถึงให้ความร่วมมือกับภาควิชาการ หาความรู้เพิ่มเติมและร่วมถอดบทเรียนเพื่อส่งต่อความรู้ต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการปรับตัวของเกษตรกรกลุ่มข้าวสัมมาชีพเพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง

ภาพจากเฟซบุ๊ก มงคล ละบุญเรือง 

ตาฟ้า – ตาดิน การผสมผสานภูมิปัญญากับเทคโนโลยีเพื่อการพยากรณ์ฟ้าฝน

“ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจริงๆ แล้วเราปลูกพืชตามน้ำ ปลูกพืชตามดินฟ้าอากาศ” นี่คือประโยคที่มงคลย้ำก่อนเราจะเริ่มพูดคุยเรื่องการพยากรณ์อากาศเพื่อวางแผนทำนา ซึ่งเขายังบอกด้วยว่าการที่เราปลูกพืชตามน้ำ ตามฟ้าตามฝนนั้นเป็นสิ่งที่เสี่ยงมากเพราะเราต้องรู้ฟ้ารู้ฝน “ถ้าเราไม่รู้ แล้วเราไปทำ พอน้ำมันมา น้ำก็จะท่วมข้าวหมด” ซึ่งปัญหาก็คือตอนนี้ โลกเดือด โลกรวนทำให้คำพยากรณ์อากาศก็เพี้ยนไปด้วย

โดยมงคลเล่าว่าประมาณปี พ.ศ. 2551 – 2556 เขาดูพยากรณ์อากาศว่ามันก็เริ่มแปรปรวนมาตลอด และไม่ค่อยตรง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มอาศัยภูมิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย ภูมิปัญญาที่ว่าคือ พ่อแม่ของมงคลสอนให้ดู ‘หนอนด้วงกว่าง’ เพื่อทำนายล่วงหน้าว่าเดือนไหนฝนจะแล้ง เดือนไหนฝนจะตก เพราะหนอนด้วงชนิดนี้อยู่กับธรรมชาติ กินใบพืช วางไข่ฟักตัวในดินที่อุดมสมบูรณ์ก่อนจะกลายเป็นดักแด้และโตเต็มวัย

โดยมงคลอธิบายเพิ่มว่าจะสามารถดูได้โดยสังเกตว่า “มันจะเป็นข้อแล้วก็จะมีจุดตามตัว คือ ถ้าแล้งฝนตัวหนอนด้วงก็จะสีขาวไปเลย แต่ถ้าเริ่มมีฝน ตัวหนอนด้วงก็จะมีจุด จะมีสีดำเป็นปื้นๆ ผมยังเถียงกับพยากรณ์อากาศกับอาจารย์ อาจารย์บอกว่าฝนหมดเดือนตุลา แต่ผมบอกว่าฝนจะหมดเดือนพฤศจิกายน เดือนพฤศจิกายนก็ต้องลุยน้ำเกี่ยวข้าวอีกเหมือนเดิม แต่ฝนก็จะทิ้งช่วงเป็นระยะๆ แล้วพยากรณ์ก่อนตั้งแต่ปีด้วย” ซึ่งดูเหมือนว่าภูมิปัญญาที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เมื่อต้นและกลางเดือนพฤศจิกายนของปีนี้ฝนยังตกอยู่อย่างที่เราเห็น

ตามภูมิปัญญาที่พ่อแม่สอนมาสามารถดูหนอนด้วงชนิดนี้ ได้เป็นปี แบ่งเดือนตามจำนวนข้อปล้อง แต่อย่างไรก็ตาม ตัวมงคลเองก็ยังใช้รายงานพยากรณ์อากาศควบคู่ไปด้วยเช่นกัน เขาระบุว่าตัวเองใช้ทั้งตาฟ้า คือการพยากรณ์อากาศจากสภาเกษตรจังหวัดสระแก้ว และตาดินอย่างหนอนด้วงกว่างเพื่อทำนายได้แม่นยำขึ้น

เมื่อโลกเปลี่ยน เกษตรกรก็ต้องปรับ

ถ้าถามว่าการปรับตัวสู้กับสภาพอากาศโลกสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้กับชีวิตของเกษตรกรในกลุ่มข้าวสัมมาชีพ มงคลตอบด้วยความมั่นใจว่าแนวทางการปรับตัวที่กลุ่มข้าวสัมมาชีพใช้ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเกษตรกรในกลุ่มอย่างมาก โดยเขาระบุว่า “ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 ที่เราได้เริ่มปลูกป่ากัน แล้วก็มาสร้างกลุ่ม กลายเป็นผู้ประกอบการสังคม ริเริ่มแนวทางการปรับตัวต่างๆ ทำให้กลุ่มเรามีจุดเด่นคือ พึ่งตัวเองได้ เราไม่ต้องไปขอหน่วยงาน ไม่หวังพึ่งใคร” ซึ่งมงคลมองว่าที่ผ่านมานั้นเห็นผลของการปรับตัวชัดเจน เพราะเกษตรกรบางกลุ่มอาจได้ผลผลิตน้อยลง หรือเกิดความเสียหายจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“การที่มีกระบวนการทั้งหมดทั้งมีปุ๋ยเอง คัดพันธุ์เอง เก็บเกี่ยวสะอาดเพื่อลดต้นทุน มันก็ทำให้เรามีทุน เราสามารถขยายพื้นที่ปลูกข้าวได้ เมื่อก่อนเราไม่มีทุน พันธุ์ก็ไม่มี เงินก็ไม่มี ซื้อปุ๋ยก็ไม่ได้”

สุดท้ายเขายังบอกอีกว่า “ก่อนหน้านี้เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงพอเราทำ เราทดลอง เราปรับตัว เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยลำบาก ไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ เมื่อก่อนเนี่ยยุ่งยากมาก เรามองไม่เห็นอนาคตเลยว่าจะเดินยังไง พอปรับตัว ตัวเองก็เข้มแข็งก่อน พึ่งพาตัวเองได้ สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองก่อน ตอนนี้ก็เลยโล่งใจกว่าที่คิด”

อย่าให้คำว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติหายไป

เมื่อถามมงคลว่ารู้สึกยังไงกับคำพูดที่ว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ? มงคลได้ตอบด้วยมุมมองในด้านบวกว่า “ ดีซะอีกที่เขาบอกว่าเราเป็นกระดูกสันหลังของชาติหมายความว่าเขายังให้ค่า ปกติแล้วชาวนามักไม่มีคนเห็นคุณค่า แต่หากยังมีสโลแกนที่พูดถึงชาวนาที่อยู่กับดินอยู่กับโคลน วันนึงมันก็อาจจะไม่ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ หวังว่าในอนาคตประเทศไทยยังจะมีชาวนาอยู่”

นี่คือประโยคที่สะท้อนความกังวลลึกๆ ของมงคล ลึกๆ แล้วเขากลัวว่าการทำนาจะหายไปแล้วสุดท้ายคนไทยต้องไปซื้อข้าวกิน มงคลและกลุ่มจึงคิดจะรักษาการทำนาไว้ “เราอยากให้เขาไม่เลิกทำนาข้าว แล้วไปปลูกอย่างอื่น เราต้องมีข้าวไว้ครับ เรายังยืนหยัดในกลุ่มของเรา ว่าเราต้องมีข้าว เพราะว่าเอาไว้เลี้ยงครอบครัว พืชตัวอื่นก็ทำ แต่ต้องหมุนเวียนกันไป”

เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ชาวนาที่เราเห็นกันในปัจจุบันมักจะมีอายุ 50 ขึ้นไป แต่ว่ามงคลก็ยังมีความหวังเพราะสำหรับมงคล ประโยคที่ว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ พอมารุ่นของตัวเองที่เพิ่งมาเริ่มทำนา เขาจึงมองว่าประโยคนี้เหมือนคำอวยพรให้การทำไร่ทำนายังคงมีความสำคัญต่อไป

 

มงคลมองว่าในอนาคตเองสิ่งที่พวกเขาทำอยู่เพื่อการปรับตัว จะนำไปสู่การทำนาที่ไม่ต้องเหนื่อย ทำนาแล้วสนุก มีเครื่องมือช่วย เช่น โดรนบิน รถไถนาเอง แล้วคนรุ่นลูก รุ่นหลานก็จะอยากกลับมาทำไร่ทำนาเพราะว่ามีนวัตกรรมที่ช่วยให้เหนื่อยแล้วคุ้มค่าที่จะทำ

written by
photo by
Picture of Aom Supakorn

Aom Supakorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR