หากจะบอกตามหาใครสักคนที่อาศัยในพื้นที่มาบตาพุดมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ลุงน้อย ตั้งใจ ผู้เป็นเจ้าของสวนมะม่วงในพื้นที่มาบตาพุดแห่งสุดท้าย
ลุงน้อย ใจตั้ง เป็นเจ้าของสวนมะม่วงบนพื้นทราย ที่มีสายพันธุ์หลากหลาย และยืนยัดอยู่ในพื้นที่มาบตาพุดมาอย่างยาวนาน หลังจากการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมกรรมซึ่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ในอดีตเคยเป็นอาชีพหลักของคนมาบตาพุดให้กลายเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ
แต่กลับทิ้งร่องรอยแหล่งความหายนะให้กับคนมาบตาพุด โดยเฉพาะเกษตรกร ชวนไปฟังเรื่องเล่าของเกษตรกรผู้ยืนหยัดทำการเกษตรบนพื้นที่อุตสาหกรรม และการต่อสู้บนความเจ็บปวดของคนมาบตาพุดผ่านบทสัมภาษณ์นี้ด้วยกัน

มาบตาพุดยุคในทะเลมีปลา ในนามีข้าว
ลุงน้อย ตั้งใจ ในวัย 84 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิดอย่างมาบตาพุด ผ่านสายตามาอย่างยาวนาน ลุงน้อยเป็นคนมาบตาพุด ครอบครัวของเขาเป็นคนตากวน อ่าวประดู่ วัยเด็ก ลุงน้อยอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าของพ่อแม่ที่ตากวน ครอบครัวยึดอาชีพประมงชายฝั่งสลับกับทำนาเป็นหลัก ลุงน้อยเล่าว่า เมื่อก่อนในช่วงหน้า ‘เคย’ เขากับครอบครัวก็จะไปเกียกกุ้งเกียงเคยเอามาทํากะปิด้วยกัน
จากคำบอกเล่าของลุงน้อยแสดงวิถีชีวิตที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ของคนมาบตาพุดได้เป็นอย่างดี
ลุงน้อยเล่าเพิ่มว่า “ที่มาบตาพุด ที่เขาเรียกไอ้ลานปูนน่ะ มันมีแต่ทุ่งนาทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้มีแต่บ้าน สมัยก่อนมองจากบ้านคุณตาไป โล่งจนมองเห็นไปไกลถึงหลังคาวัดโขดหิน”
เช่นเดียวกับ ‘บ้านอ่าวประดู’ ที่อยู่อยู่ทางทิศตะวันตก แม้ปัจจุบันนี้จะยังเรียก บ้านอ่าวประดู่อยู่ แต่ก็เหลือแต่ชื่อ เพราะที่อ่าวประดู่มีแต่โรงงานไม่มีบ้านเหลืออยู่อีกแล้ว
นอกจากทำประมงกับทำนา คนมาบตาพุดก็ยังทำไร่มันสัมปะหลัง กับไร่อ้อยเพื่อส่งให้โรงงานทำแป้งมันกับโรงหีบอ้อยด้วย โรงหีบอ้อยมีชื่อเรียกว่า ราชสยาม
ซึ่งทั้งสองโรงงานนับเป็นโรงงานแรกๆ ที่เข้ามาตั้งในพื้นที่มาบตาพุด
“ตั้งแต่สมัยโรงงานแป้งมันก็เริ่มส่งผลกระทบต่อคนมาบตาพุดแล้ว” ลุงน้อยเล่าถึงความทรงจำว่านั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่น้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน ทำให้น้ําในคลองเสีย
ช่วงระยะเวลาในวัยเด็กและวัยรุ่นของลุงน้อยมาบตาพุดในสายตาเขาเคยเป็นพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ ในทะเลมีปลา มีกุ้ง มีเคย ในนามีข้าว ในไร่มีอ้อย มีมันสัมปะหลัง ไม่ได้เป็นมาบตาพุดอย่างที่เราเห็นในวันนี้ที่ที่นาเปลี่ยนเป็นโรงงาน ในทะเลเปลี่ยนเป็นท่าเรือท่อก๊าซ

การเวนคืนที่ดินครั้งใหญ่และการเข้ามาของโรงงานนิคมอุตสาหกรรม
จนกระทั่งมีการเข้ามาตั้งของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และการฝังท่อก๊าซตามแนวถนนสุขุมวิทการเข้ามาของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมในราวปี พ.ศ. 2525 ทำให้ครอบครัวของลุงน้อยและอีกหลายครอบครัวโดนเวนคืนที่ครั้งใหญ่ ลุงน้อยยกตัวอย่างให้ฟังเช่น โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคารหลังจากที่มีเด็กนักเรียนหมดสติเพราะไม่สามารถทนต่อมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมได้ก็ต้องย้ายหนีไป รวมถึงคนมากมายที่เคยคัดค้านการเวนคืนที่ดินแต่ไม่สำเร็จก็จบด้วยการต้องย้ายหนีเช่นกัน
แต่ไม่ใช่กับลุงน้อย
“เวนคืนครั้งแรกเขาไม่ได้บอกว่าจะทำเป็นอุตสาหกรรมแบบนี้เลย เค้าบอกว่าจะทำโรงปุ๋ยแห่งชาติ แต่ถ้าทุกวันนี้ไม่รู้โรงปุ๋ยอยู่ที่ไหนครั้งแรก โรงแยกก๊าซเนี่ย เราว่าอย่างเดียวมันคงไม่มีปัญหาหรอก ที่เขาวางท่อมาจากในทะเลแล้วขึ้นมา ท่อก๊าซอย่างเดียวเราก็ไม่มีปัญหา”
แม้ในตอนนั้นลุงน้อยและคนมาบตาพุดจะยังไม่เอะใจถึงผลกระทบที่ร้ายแรงเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่การเวนคืนที่ดินก็เป็นเรื่องใหญ่
ลุงน้อยบอกว่า “การเวียนคืนที่ต้องแยกย้ายกันไปอยู่อื่นก็ มันก็ไม่ดีเหมือนที่บ้านเกิด เมืองนอนของตัวเอง ครั้งแรกที่ถูกเวนคืนที่ เรา (เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก) ก็ไปกัน แต่เราไปไม่ได้ ไปติดอยู่แค่ไอ้บางปะกงนั่นแน่ะ เขาดักที่สะพานบางปะกงมันมีแห่งเดียว มันไปทางไหนไม่ได้ ไปอยู่กันทีละสามวันสามคืนยังไงก็ไม่มีใคร(รัฐ) มารับเรื่องร้องเรียนของพวกเราก็ขนพากันกลับ”
“เวนคืนที่ดินน่ะ พอเขาชดใช้เงิน เขาบอกต้องรื้อบ้านภายในสามวัน แล้วเราจะทํายังไงวะเนี่ย? เขาว่าถ้าเรารื้อไม่เสร็จเดี๋ยวเขาจะรื้อให้เอง นี่ละตอนคุณตารื้อบ้านแล้ว น้ําตาร่วง มันเป็นบ้านพ่อแม่เก่า” ลุงน้อยเล่าให้ฟังถึงการต้องจากบ้านหลังเก่า ซึ่งมีทั้งที่นาและสวนมะพร้าวจำนวนกว่า 20 ไร่
หลังจากโรงแยกก๊าซเข้ามาตั้งราวปี พ.ศ. 2525 และตามมาด้วยโรงงานอีกหลายร้อยโรงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนมาบตาพุดและลุงน้อยไปตลอดกาล ลุงน้อยเล่าว่า เมื่อก่อนน้ำฝนเราเคยกินได้ แต่ตอนนี้แม้แต่น้ําฝนตกลงมาเราก็กินไม่ได้ พร้อมชี้ให้ดูตุ่มใบยักษ์ที่วางเรียงรายอยู่หน้าบ้าน
“เมื่อก่อนเราเคยกินได้เนอะ พอฝนตกเราก็หาภาชนะรองไว้กินน้ําฝน เราเคยกินได้ ตอนนี้อย่าว่าแต่กินเลย แค่ฝนตกลงมาแล้วพริก กระเพราไม่หงิกไม่งอก็เก่งแล้ว คุณตาไม่รู้จะทิ้งไว้เฉยๆ ทําไมตุ่มเนี้ยก็เลยเจาะรูปลูกต้นไม้ดีกว่า”

เริ่มต้นใหม่กับสวนมะม่วง ต้นไม้ที่เติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงกว่า 30 ปี
หลังจากการโดนเวนคืนบ้านเก่า ที่นาและสวนมะพร้าวจำนวนกว่า 20 ไร่ ลุงน้อยและครอบครัวจึงจำเป็นจะต้องย้ายจากบ้านตากวนมายังที่อยู่ปัจจุบัน โดยใช้เงินที่ได้จากการเวนคืนที่ดินไปซื้อที่ดินใหม่ในราคาไร่ละ 10,000 บาท ในสมัยนั้น ซึ่งพื้นที่ยังเป็นป่าและมีแต่ทางเกวียนอยู่
หลังย้ายมาลงหลักปักฐานที่ใหม่ เดิมลุงน้อยไม่ได้ตั้งใจจะทำสวนมะม่วงเสียทีเดียวเขาลองปลูกหลายอย่างเช่น มะพร้าว ทุเรียน และผลไม้ชนิดอื่น แต่เรียกว่าเป็นการคัดสรรตามธรรมชาติทำให้ผลไม้ชนิดเดียวที่เติบโตได้ดีบนที่ดินทำกินผืนใหม่นี้คือ มะม่วง
“เริ่มแรกก็ต้นทุเรียน คุณตามาปลูก ปลูกยังไงมันก็ไม่เป็น มันตายหมด ฉีดนู่นให้นี่แล้วมันก็ยังตายนี่สาเหตุมันน่าจะมาจากน้ํามันจืดไม่สนิท แถวเนี้ยมันจะเป็นน้ําเปรี้ยวๆ กร่อยๆ พอเราเอาไปรดแล้วใบมันจะไหม้หมด ทุเรียนน่ะ เรียกว่าผลไม้ปลูกหลายอย่างมากๆ แต่มันไม่มีอะไรรอด มันตายหมด มีแต่มะม่วงที่ไม่เลือกน้ำมากที่รอด”
ในที่ดิน 2 ไร่ 3 งานของลุงน้อย เขาปลูกมะม่วงไปทั้งสิ้น 57 ต้น โดยใช้วิธีปลูกต้นพันธุ์พื้นถิ่นอย่างมะม่วงแก้วหรือมะม่วงไข่ จากนั้นก็ใช้การเสียบยอดมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ ที่ตลาดนิยมเช่น มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะม่วงอกร่อง 3 – 4 ปีผ่านไป มะม่วงของลุงน้อยก็เริ่มให้ผลผลิต และกลายเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัว
“สมัยที่ค่าแรงวันละ 10 บาท ราคามะม่วงกิโลละ 15 – 16 บาท คุณตาขายมะม่วงได้สองหมื่นบาท ตอนนั้นดีใจสัก เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง จะได้ไม่ต้องหาบน้ำรดมะม่วงอีกแล้ว กับซื้อเครื่องพ่นยา 1 เครื่อง ”

เมื่อถามถึงความพิเศษของสวนมะม่วงของลุงน้อย ลุงน้อยเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า “เวลาแม่ค้าหรือใครๆ มาหามะม่วงที่สวนตา ว่ามีมะม่วงพิมเสนไหม มีมะม่วงไข่ไหม เขาก็จะบอกเสมอว่า มาสวนตาสวนเดียวได้มะม่วงหลายพันธุ์ ”
ซึ่งนั่นเป็นเพราะ มะม่วง 1 ต้นของลุงน้อยมีมะม่วงสามถึงสี่สายพันธุ์อยู่ในต้นเดียว ความหลากหลายจึงกลายเป็นความพิเศษของสวนมะม่วงสวนนี้
นอกจากนั้นความพิเศษอย่างที่สองของสวนมะม่วงลุงน้อยคือ ลักษณะพิเศษของพื้นที่ที่เป็นพื้นทราย โดยลุงน้อยบอกว่า สวนมะม่วงหรือสวนผลไม้ที่ปลูกบนทรายโอบอุ้มน้ำได้น้อยกว่าบนพื้นดิน ซึ่งมะม่วงชอบ
“อย่างหน้าสงกรานต์ บางคนจะกลับไปบ้านเขา เดี๋ยวก็มาหามะม่วงคุณตา มาถามว่า ถึงวันนั้นวันนี้จะเก็บได้ไหม แก่ไหม? เขาจะซื้อเอาเอาไปฝากคนบ้านเขา บางคนก็ว่าที่อื่นเขาไม่อยากจะซื้อ เขาอยากมาซื้อบ้านคุณตา เขาก็บ่นว่าทําไมบ้านคุณตาน่ะมะม่วงมันไม่สวย แต่รสชาติมันหวานดี”
ลุงน้อยเหล่าให้ฟังว่าเขาอาศัยสวนมะม่วงหาเลี้ยงครอบครัวไปจนกระทั่งส่งลูกเรียนได้
“เรียกว่าชีวิตคุณตา ทำเลี้ยงครอบครัวจนตอนนี้ก็ 84 ปี แล้ว ทำไหวไม่ไหวก็ ก็ไม่รู้จะทํายังไง ก็ถ้าหยุดเราก็อด ”
และการบุกเบิกสวนมะม่วงในวันนั้นของลุงน้อย ทำให้สวนมะม่วงลุงลุงน้อยกลายเป็นหนึ่งในแหล่งสวนมะม่วงสวนสุดท้ายในมาบตาพุด

ในวันที่อุตสาหกรรม เปลี่ยนดิน ฟ้า อากาศ และวิถีชีวิตคนมาบตาพุด
ถ้าจะพูดว่าโรงงานในมาบตาพุดไม่ส่งผลกระทบกับสวนมะม่วงเลยก็คงไม่ใช่
สำหรับลุงน้อยเองยังบอกว่า “มันก็มีผลพวงมาตั้งแต่เริ่มเลย มะม่วงปลายใบไหม้ ใบเหี่ยวๆ นานๆ ไปผิวลูกก็จะคล้ําๆ ก็เลยหันมานิยมห่อกันนี่แหละ”
แต่นอกจากเรื่องสภาพของต้นไม้ที่เปลี่ยน ก็ยังมีเรื่องกลิ่นเหม็นอุตสาหกรรมที่รุนแรงเกินไป
“มันเหลือทนแล้ว มันส่งผลกับคนแล้ว เพราะเราได้กลิ่น แต่เขาก็บอกว่าเขาลด เขามีเครื่องที่มาตั้งวัดความเข้มข้นของมลพิษน่ะนะ แต่มาตั้งตามโคนไม้ คุณตาก็บอกทําไมถึงไม่ตั้งกลางแจ้ง เครือข่ายฯ คุณตาก็เลยฟ้องศาลปกครอง ให้มีเขตควบคุมมลพิษ แล้วก็เอาเครื่องวัดมาตั้งกลางแจ้งให้มันเห็นกันชัดๆ แต่คสช. ที่เพิ่งยุบไป เขาจะมายกเลิกไอ้เขตควบคุมมลพิษเนี่ย พวกคุณตาก็สู้ต่อ เลยทําหนังสือไปว่า จะมาลดไอ้เขตควบคุมมลพิษไม่ได้ พวกคุณตาชนะนะ ไม่ได้แพ้หรอก”
นอกจากทางอากาศที่มาในรูปแบบกลิ่นแล้ว มลพิษอีกแบบที่เกษตรกรและคนมาบตาพุดต้องเผชิญก็คือฝนกรด “คุณตาก็ทําพืชเล็กๆ เนาะ ปลูกกระเพรา ปลูกพริกแต่เดี๋ยวนี้มาปลูกของพวกนี้ไว้ชักลังเลอีกแล้ว พอวันฝนตกมันก็เป็นโรคเสียหมด นู่นน่ะใบมันสุกแดง หงิกงอ เป็นรอยๆ ด่างตามรอยฝน จะเก็บไปขาย ไม่รู้จะเก็บยังไง”
ทำให้สำหรับลุงน้อยและเกษตรกรในมาบตาพุดแล้ว ฝนของมาบตาพุดถ้าตกแรงๆ เป็นพายุไปเลยถือว่าดี แต่ถ้าตกแค่ปรอยๆ หรือที่คนระยองเรียกว่าฝนอ่อย เมื่อนั้นจะเป็นผลเสียกับผลผลิตส่วนใหญ่ในแปลงมากกว่า

และไม่ใช่เฉพาะแค่มาทางอากาศหรือทางฝนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบหนัก แม้แต่ดินและน้ำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ลุงน้อยยกตัวอย่างให้ฟังว่า ที่บ่อน้ำของลุงน้อยต้องปิดตายไป ก็เพราะมีการตรวจพบสารปนเปื้อนจากการฝังขยะกากอุตสาหกรรมแล้วสารปนเปื้อนเหล่านั้นซึมผ่านชั้นดินลงสู่บ่อน้ำของตนและคนในพื้นที่
“ที่บ้านคุณตา น้ําในบ่อเสียก็เพราะสาเหตุของพวกเคมีใส่กระสอบที่มาทิ้งในหลุมแล้วทีนี้หลุมมันไปเชื่อมน้ําใต้ดิน พอฝนตก น้ําก็ซึมลงไป คุณตาเคยแจ้งเทศบาลไป เขาก็มาดู เขาก็มีการสั่งปรับให้โรงงานจ่าย คุณตาก็บอก เออแบบนี้ เขาก็หาที่ทิ้งแล้วก็แค่จ่ายเงินสิ แล้วสักวันน้ําเสียก็คงซึมไปลงบ่อใครเขาสักคนจนได้ ปรากฏมันลงบ่อบ้านคุณตานี่แหละ เจ้าหน้าที่ของไทยนี่มาเอาไปตรวจไม่รู้กี่หนแล้วไม่เคยเกินมาตรฐาน จนคนญี่ปุ่นมาดู มันมีสารหนู สารปรอท สารทองแดง สองชั่วโมงสั่งปิดบ่อเลย ปิดตั้งแต่วันนั้นจนป่านนี้”
นอกจากนั้นลุงน้อยยังเล่าให้ฟังว่า มีครั้งหนึ่งเกิดโรงงานไฟไหม้ แล้วฝนก็ตกลงมา โดยฝนที่ตกลงมาโดนคนงานที่ทำงานอยู่ข้างโรงงานแห่งนั้น
“คุณตาไปเห็นแกตอนแกตาย ตาไปทํางานศพเขา แกโดนไอน้ําฝน ซึ่งเขาอยู่ใกล้มากตอนนั้น แกทําความสะอาดทําหญ้าอยู่ข้างๆ โรงงาน สภาพผิวหนัง พองแดง ลอกไปหมดเลย”
ลุงน้อยยังเสริมด้วยว่าเรื่องน้ำเสียเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เห็นภาพไม่ค่อยชัดเจน เพราะมันจะเกิดขึ้นชั่วคราวและลงทะเลไป ยังไงก็ตามลุงน้อยก็สรุปให้ว่า มาบตาพุดนี่อากาศไม่ดี ฝนกรด น้ําเสีย เป็นทุกอย่าง
และเรื่องราวเหล่านี้คือหนึ่งเสียงที่อาจช่วยยืนยันได้ว่าโรงงานในมาบตาพุดส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตคนในพื้นที่มากแค่ไหนโดยเฉพาะในด้านสุขภาพ

สุขภาพที่ไม่หวนกลับ กับระบบสาธารณสุขที่ไม่มีหวัง
นอกจากปัญหาของดิน น้ำ อากาศแล้ว ยังมีหนึ่งเรื่องทีุ่ลงน้อยเล่าให้ฟัง นั่นก็คือเรื่องสุขภาพ เห็นได้ชัดว่าคนในพื้นที่มาบตาพุดเสียสละสุขภาพทั้งกายและใจให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้ง แต่รัฐกลับไม่มีระบบสาธารณสุขที่รองรับและเอื้ออำนวย ในเรื่องนี้ลุงน้อยเล่าว่า
“ ต้องใช้เวลาทั้งวันถึงจะได้เจอหมอน่ะ คนป่วยเยอะขึ้น โรงบาลเอกชนกับคนจนจะเอาเงินที่ไหนไปเข้า คุณตากับพวกก็เลยเรียกร้องโรงพยาบาลมาบตาพุดก่อน รัฐบาลชุดนั่นก็พรรคประชาธิปัตย์น่ะ ที่แรกมันมีแค่สามสิบเตียง ก็ยังไม่ไหว รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เขาก็บอกจะสั่งมาอีกแปดสิบเตียง พวกคุณตาก็เลยว่า จะสั่งทําอะไร โรงบาลแปดสิบเตียงเนี่ย คนมาบตาพุดมันไม่ใช่เท่าเดิมนะ มันเพิ่มขึ้นทุกวัน”
“นายกตอนนั้นเขาก็เลยถามว่า แล้วจะเอาสักกี่เตียง พวกคุณตาก็บอกว่าร้อยหรือสองร้อยล่ะ สั่งไปเถอะนายก นี่แหละชีวิตคุณตากับคนมาบตาพุด ถ้าเราไม่เดือดร้อน เราไม่ไปหรอก เดินร่อนเร่ไปถึงกรุงเทพสองวันสามคืนเราไม่ได้เร่ร่อนเพื่อคนเดียว เราเร่ร่อนเพื่อส่วนรวม”
ในขณะที่ชาวมาบตาพุดต้องแบกรับผลกระทบต่อสุขภาพ ด้วยความหวังว่าจะมีหน้าที่การงานให้ลูกหลานคนในพื้นที่ก่อน แต่แท้จริงแล้วลุงน้อยให้ข้อมูลว่า
“คุณตาก็เคยคิดว่าการที่เขามีโรงงานอุตสาหกรรม เด็กบ้านเรา ก็ได้ทํางานในอุตสาหกรรมนั้น แต่ทุกวันนี้คนในท้องถิ่นเนี่ย กลับได้ทำน้อยสุด เขาไม่ค่อยรับคนพื้นที่หรอก เป็นคนพม่า เขมร ทุกโรงงานเลย”

ชีวิต 84 ปีที่ยังต้องหายใจในมาบตาพุด
ปัจจุบันจากสวนมะม่วงขนาดเกือบ 60 ต้นของลุงน้อยลดลงจนเหลือเพียง 36 – 37 ต้น จากการตายด้วยโรคพืช แมลงศัตรูพืช รวมทั้งโรคที่มาจากมลพิษทางน้ำและอากาศที่จำเป็นต้องโค่น
จากแต่เดิมที่ลุงน้อยเคยมีรายได้ห้าหมื่นกว่าบาทในปี 2564 และสี่หมื่นกว่าบาท ในปี 2565 แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าพอจุนเจือครอบครัว แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ทำแล้วไม่เหลืออะไร
แต่ในปี 2566 ที่ผ่านมา สวนมะม่วงของลุงน้อยสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัว ของเขาเพียง 20,000 บาทต่อปี ซึ่งสร้างความท้อแท้ใจให้กับเขาที่ทำงานเป็น เกษตรกรมากว่า 60 ปี
เป็นครั้งแรก ลุงน้อยบอกกับเราว่า “มันเคยออกลูกเต็มต้น แต่มาร่วงหมด ปี 2566 เป็นโรคเน่าบ้าง โดนแมลงวันเจาะบ้าง นี่ทั้งอากาศเปลี่ยนแปลงเพราะโลกร้อน แล้วบางทีมันออกใบอ่อนมา พอฝนมาใบก็หงิกงอหมด ยิ่งมาแบบฝนอ่อยๆ จะอันตรายที่สุดเพราะว่าบนอากาศบริเวณมาบตาพุดนี่มันมลพิษมันเยอะเหลือเกิน”
ทุกวันนี้ ลุงน้อยก็ยังคงทำสวนมะม่วงของตนเองต่อไป ส่วนหนึ่งลุงน้อยยอมรับว่ามันมาจากการเลือกไม่ได้ เพราะความรู้และประสบการณ์ที่ตนมีล้วนเกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร ถ้าไม่ทำการเกษตรตนก็ไม่รู้ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร
ส่วนที่สองนั้นเป็นเพราะว่าในลุงน้อยรักในมาบตาพุด รักในพื้นดิน ผืนทราย อากาศที่ตนเคยอยู่
“เรื่องมลพิษจากอุตสาหกรรมนะ คุณตาไม่เคยไปสาปส่งให้หรอกนะ เขาบอกว่าอุตสาหกรรมมีมลพิษอะไรเยอะแยะก็แค่อยากให้พยายามลดซะบ้าง อุตสาหกรรมอยู่ แล้วต้องให้ประชาชนคนท้องถิ่นเขาอยู่ได้ด้วย”
ลุงน้อยมองว่าการทำเกษตรในระยองยากขึ้นทุกปี ไม่ใช่ว่าแค่พื้นที่มาบตาพุด “แต่ทั้งทางแกลง บ้านค่าย เสียหายหมดปีนี้ พวกเงาะ พวกทุเรียนมันเป็นโรคหงิกงอหมด มังคุดนี่มันเป็นตุ่มๆ แล้วต่อไปเราจะอยู่กันแบบไหน คุณตาก็มีบ้านเดียวแหละ เขาขายที่กันหมดแล้ว บางคนก็ถามว่าทำไมไม่ขาย ถ้าเราขายเราจะไปซื้อที่ไหน? ตาอยากจะอยู่ที่นี่จนสิ้นชีวิต”
เพราะสุดท้ายความฝันของลุงน้อย คือ เขาอยากส่งต่อผืนดิน ให้คนพื้นที่จริงๆ ทํามาหากินได้ ให้คนไทยมีที่ทํามาหากินในอนาคตข้างหน้า



