ในวันที่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์นำพามนุษยชาติไปไกลถึงกาแล็กซี่ แต่ปัญหาสังคม และปากท้องของผู้คน ยังไปได้ไม่ถึงฝัน
ในวันที่สังคมของเราเกิดปัญหามากมาย เริ่มตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องของสถาบันครอบครัว ไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับประเทศอย่างความเหลื่อมล้ำ ประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็นเหตุผลที่สามารถย้อนกลับมาทบทวนได้ว่า “ทำไมวิชาสังคมถึงสำคัญ”
มากไปกว่านั้น ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นแหล่ง GDP สูงที่สุดของประเทศไทย ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ แต่อะไรทำให้เรายังรู้สึกว่าสังคมแห่งนี้ยังมีปัญหาให้รอแก้มากมาย เรามีคนไร้บ้าน เรามีปัญหายาเสพติด เรามีปัญหาสุขภาพจิต ที่ยังรอวันเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่ายังมีครูคนหนึ่งที่เชื่อว่าการเรียนรู้วิชาสังคมยังจำเป็นสำหรับทุกคน แม้กระทั่งเด็กๆ ที่เป็นหัวกะทิระดับประเทศ
ชวนไปคุยกับ ครูภาคิน – ภาคิน นิมมานนรวงศ์ ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็นอดีตนักวิชาการหัวร้อน ที่เดินทางมาสู่การเป็นครูสอนวิชาสังคมในโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์
ในพื้นที่แห่งนี้ อะไรทำให้ครูภาคินสนใจอยากเข้าไปสอนวิชาสังคม วิชาที่ถูกเรียกว่าน่าเบื่อและเป็นวิชาท่องจำมาตลอด และสิ่งเหล่านี้สำคัญกับตัวครูภาคิน และสังคมภาคตะวันออกของเราอย่างไร ชวนไปหาคำตอบกัน

จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความสนใจด้านสังคมศาสตร์คืออะไร
ก็ด้วยความดื้อฮะ คือผมเป็นคนดื้อ อย่างที่บ้านอยากให้เรียนวิทย์ ผมก็ไปสมัครสายศิลป์เลย เลือกเรียนสายศิลป์ตั้งแต่มัธยมปลาย แล้วพอเราเริ่มเรียนป.ตรีก็เลยเลือกเรียนรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR)
แล้วพอมาเลือก ป. โท มันเริ่มมีอะไรเกี่ยวกับสังคมที่เรารู้สึกว่าเราลองมาเรียนประวัติศาสตร์ ป.โทดีกว่าไหม
คือ มันเป็นการเลือกทํานองว่า ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศของความเป็น ไออาร์เท่าไหร่ สองก็คือ บังเอิญได้ไปเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งชื่ออาจารย์วิศรุต ตอนป. ตรี แล้วผมรู้สึกว่ามันสนุกดี หมายถึงมันได้รู้เรื่องที่เราไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก่อน อย่างพวกประวัติศาสตร์นิพนธ์ ซึ่งเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันสนุกจังเลย
ที่ว่าสนุก มันสนุกยังไง?
สนุกในความหมายที่ว่า มันมีดีเบตเยอะ มันได้อ่านเอกสาร มันไม่ได้เหมือนตอนเราเรียนมัธยมที่เขามาเล่าให้ฟังตามแบบเรียน มันสนุกในความหมายของคนเนิร์ดนะครับ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เราไม่เห็นเคยรู้เลยว่ามันมีประเด็นนี้ด้วย แล้วยิ่งเราอ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า โห มีแบบนี้เต็มเลย มันสนุกตรงที่ว่า มันดูเหมือนมีคําตอบตายตัว สําหรับเรื่องทุกเรื่องที่คนที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เขาสามารถเล่าได้เป็นฉากๆ ใช่ไหม
แต่ยิ่งเข้าใจ ยิ่งศึกษาลึกเข้าไปเราจะรู้ว่าคนที่เล่าอย่างมั่นใจ ส่วนใหญ่คือเขาอาจจะเล่าไม่หมด หรือเขาไม่ได้ดูหลักฐานมากพอ หรือเขาจําเป็นต้องเล่าแบบนั้น เพราะว่าเป็นงานของเขา
แต่ในทางประวัติศาสตร์จริงๆ มีเรื่องจํานวนมากที่เราเล่าด้วยความมั่นใจขนาดนั้นไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่าความสนุกของมันคืออย่างนี้แหละ มันมีพื้นที่ที่จะได้ถกเถียงกันเยอะ ทําอะไรได้หลายอย่าง แล้วไม่ค่อยมีใครสามารถพูดได้ว่าความจริงเป็นแบบนี้นะ เชื่อฉันเลย

ทำไมถึงตัดสินใจมาสอนวิชาสังคมที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนวิทยาศาสตร์จ๋ามากๆ
การตัดสินใจแรกสุดที่มาเป็นเรื่องทํานองว่า ผมมีประเด็นค้างคาใจ เป็นความโกรธเกรี้ยวในวัยเยาว์อะไรประมาณนั้นครับ ว่าเติบโตมากับการถูกเปรียบเทียบว่าเด็กสายวิทย์เก่งกว่า
แล้วก็ตอนนั้นน่ะคือรู้สึกว่าแบบ ทําไมคนสายวิทย์ซึ่งสุดท้ายมักจะเติบโตและมีอํานาจมาก ทั้งทางการเงิน ทางการเมือง บางคนได้เป็นรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาที่มีโอกาสสําคัญในการเมืองในอนาคต กลับไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องสังคมเลย แล้วก็ใช้กรอบแบบวิทย์ๆ มามอง
กรอบวิทย์ๆ ในความหมายของผมไม่ใช่ว่าวิธีไม่ดีนะ แต่มันมีพิษในแบบของมัน อย่างการเชื่อว่าตัวเลขเท่านั้นคือสิ่งที่ดี อะไรที่ชี้วัดได้เท่านั้นถึงเป็นเรื่องที่มีคุณค่า ผมรู้สึกว่ามุมมองแบบนั้น กรอบแแบบนั้นมันขาดองค์ประกอบบางอย่างที่งานด้านสังคมสามารถมอบให้ได้ไป
ก็เลยรู้สึกว่า โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็แปลว่าเด็กเหล่านี้น่าจะเป็นเด็กท็อปๆ ของประเทศ ที่ในอีก 30 – 40 ปีข้างหน้า อาจจะกลายเป็นคนพวกนั้นครับ แรกสุดมันก็เลยเป็นกึ่งๆ อุดมการณ์ลักษณะแบบนี้ครับ
การสอน ‘สังคม’ ที่พูดว่าสำคัญสำหรับการขึ้นไปบริหารประเทศ คือการสอน ‘สังคม’ แบบไหน
ผมว่าอย่างน้อยที่สุด คือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจอะไรดีที่สุดคนเดียว ความรู้ที่คุณรู้เป็นแค่ความรู้ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ แต่มันมีความรู้อีกจํานวนมาก ซึ่งมาจากที่อื่น กลุ่มอื่นก็ได้ อาจเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาเหมือนเราก็ได้ คนที่ไม่ได้เรียนสูงเหมือนท่านรัฐมนตรีอะไรเหล่านั้นก็ได้
ผมรู้สึกว่า ‘สังคม’ ที่ผมพยายามถ่ายทอดให้นักเรียนเห็นมาตลอดก็คือเซ้นส์แบบนี้ คือ เซ้นส์ให้ฉุกคิดสักนิดว่า ความรู้มันมีอยู่ที่อื่นด้วย สิ่งที่คุณรู้แม้มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน? แม้ว่าจะมีคนชื่นชมในประเทศนี้หรือชื่นชมคุณแค่ไหน? มันเป็นแค่เสี้ยวเดียวของความรู้ มันมีความรู้ที่อื่นที่คุณอาจจะไม่รู้ มันมีคนอื่นที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีความรู้ตามมาตรฐานของระบบการศึกษา แต่จริงๆ เขาอาจจะมีความรู้มากกว่าคุณ
การจินตนาการให้ออกว่าชีวิตของเรา ไม่ได้มีแค่เราเท่านั้น มันมีสิ่งอื่นที่ซัพพอร์ตเราอยู่ และการกระทําของเรากระทบคนอื่นได้ นี่คือมุมมองในสังคมที่ผมอยากจะสื่อสารให้นักเรียนของผม
อย่างที่ผมเคยบอกตอนแรก คือ ผมไม่ได้ต้องการเปลี่ยนคนชอบวิทย์ให้เป็นคนชอบสังคม เพียงแต่ว่า ให้คุณเป็นคนชอบวิทย์แบบเดิม มีอํานาจแบบเดิม ไปมีฐานะทางเศรษฐกิจแบบเดิม แต่คิดถึงคนอื่นบ้างระหว่างนั้นก็พอแล้ว
สมมติว่าในอนาคตมี เด็กสักคนไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม หรือมีสักคนไปนั่งเป็นบอร์ด ปตท. สังคมมันน่าจะมีเปลี่ยนแปลงไป ผมว่าระยองก็จะดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองไปพร้อมๆ กัน

สุดท้ายแล้ว วิชาสังคมในมุมมองของคุณป็นอย่างไร
ต้องถามว่าหมายถึงสังคมที่มีอยู่หรือว่าสังคมที่ควรจะเป็นล่ะ?
ถ้าหมายถึงสังคมที่มีอยู่ก็น่าเศร้า ใช่ไหม? ผมรู้สึกว่า วิชาสังคมที่มีอยู่น่าเศร้าตรงที่ว่า มันให้แต่ความจริง แต่ไม่ค่อยสร้างแรงบันดาลใจ หรือจินตนาการให้คนอยากจะทําให้มันดีขึ้น
ผมคิดว่า วิชาสังคมมีทั้งขาของการทําความเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ว่าขาใหญ่ของสังคมอีกอย่างหนึ่งคือ การมองว่าสังคมมันก็ต้องเปลี่ยน โลกมันต้องเปลี่ยน ประเทศเราต้องเปลี่ยนแน่ แต่วิชาสังคมที่ผ่านมากลับไม่ใช่วิชาที่สอนให้คนลองคิดว่า แล้วถ้ามันจะเปลี่ยนน่ะ มันจะเปลี่ยนไปยังไง? เราจะเปลี่ยนอะไร? เราจะเข้าไปเปลี่ยนมันได้ไหม? เราจะมีบทบาทไหนในการนำทางสังคมของเรา พูด ในฐานะพลเมืองธรรมดา ไม่ต้องเป็นแบบนโยบายอะไรเลย เรามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างไร?
ความเปลี่ยนแปลงแทบจะทั้งหมดนี้ไม่เคยถูกพูดถึงเลย แทบจะไม่มีอยู่ในหลักสูตร หรือตัวชี้วัด คือแทบจะไม่มีอยู่ในวิชาใดๆ เหล่านี้เลย
เราเรียนเพื่อรู้สิ่งที่ผ่านมาแล้ว แล้วก็เดาเอาว่าเราก็จะไปใช้ในอนาคต แต่ว่าสุดท้ายมันมีขานี้อยู่ด้วยนะ ขาของการทําให้คนนึกให้ออกว่าสังคมมันจะเปลี่ยนแล้ว เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนนั้น ซึ่งใกล้ที่สุดอาจจะบอกว่าเป็น พลเมืองตื่นรู้ (active citizen) ที่จะต้องมีในวิชาหน้าที่พลเมือง
ยกตัวอย่างเรื่องการไปเลือกตั้ง ผมคิดว่า มันไม่ใช่แค่การไปมีส่วนร่วมในฐานะที่คุณเป็นพลเมืองที่ก็กติกาบอกว่าคุณต้องไปมีส่วนร่วม คุณจึงต้องมีส่วนร่วม แล้วคุณก็ไปทําความเข้าใจว่า โอเค คนเรามีสิทธิ์อะไรบ้าง มีหน้าที่อะไรบ้างตามรัฐธรรมนูญนะ
แต่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนได้ไหม คำตอบคือ เปลี่ยนได้ เราเลยต้องสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลง แล้วมาดูกันมั้ยว่าถ้าเรามีโอกาส เราอยากเปลี่ยนอะไร ถ้าคุณมีโอกาสได้ออกแบบรัฐธรรมนูญเอง มีอะไรที่คุณอยากจะเพิ่มไหม
ผมคิดว่านี่มันคือจินตนาการเล็กๆ ที่ทําให้นักเรียนเห็นว่าคุณอาจจะโอเคกับการทําตามสิ่งที่มีอยู่ แต่สุดท้ายวันหนึ่งคุณไม่ได้เป็นแค่คนที่ต้องทําตามสิ่งที่คุณอยู่ แต่คุณมีโอกาสได้เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงมัน แล้วคุณมีอํานาจนั้นอยู่แล้วที่จะเปลี่ยน คำถามคือ เราเปลี่ยนมันให้ดีขึ้นได้ไหม? อะไรแบบนี้ผมคิดว่าเป็นขาที่มันขาดหายไปในวิชาสังคม
ผมเลยคิดว่า วิชาสังคมมีองค์ประกอบที่เพิ่มได้ ประยุกต์ได้มากกว่านี้เยอะ เพียงแต่ว่าด้วยหลักสูตรปัจจุบันมันก็อายุยาวนานพอสมควร แม้ว่าจะถูกแก้ไข มันก็ถูกคิดบนฐานของโลกเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วอะไรแบบนี้

อะไรคือหัวใจหลักของวิชาสังคม
ชื่อของมันคือวิชาสังคม คําถามคือ สังคมคืออะไรใช่ไหมครับ? โดยทั่วไปเราก็จะสอนกันมาว่า สังคมคือการที่คนมากกว่าหนึ่งคนมาอยู่ร่วมกัน แล้วเราก็จะรู้แค่มีกฎระเบียบ เป็นคําตอบที่เด็กทั่วไปตอบ แต่ในความเป็นจริงสังคมเนี่ยมันไม่ได้อยู่ข้างนอกตัวเรา ไม่จำเป็นต้องมีผมกับคุณเป็นคนสองคนขึ้นไปเพื่ออยู่เป็นสังคม แต่ตัวผมหรือคุณแยกย้ายกลับไปที่บ้าน เราแต่ละคนก็เป็นสังคม
สังคมมันอยู่ในตัวเราเต็มไปหมด เช่น เราคิดว่าตัวเองเป็นเพศอะไร ความเข้าใจที่เรามีว่าโลกนี้มีกี่เพศ โอ้! อันนี้คือ เรื่องสังคมละ ถูกไหมฮะ เราฝันว่าอยากเป็นอะไร ก็เป็นเรื่องสังคม เพราะถ้าเราเกิดคนละที่ เราไม่มีทางฝันใกล้เคียงกันได้เลย เกิดคนละยุค จินตนาการความฝันก็ไม่เหมือนกัน เรื่องสังคมมากครับ
คุณกลับไปอยู่ยุคหินชีวิตก็แบบหนึ่ง อยู่ยุคเกษตรกรรมก็ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ยุคอุตสาหกรรมอาชีพก็แบบหนึ่ง คือสุดท้ายสังคมมันอยู่ในตัวเราตลอดเวลา แต่การศึกษาของเรามีแนวโน้มจะทําให้สังคมเป็นเรื่องไกลตัว เพราะว่าสมมติฐานของเรา สังคมคือเรื่องที่ต้องมีสองคน ตั้งกฎขึ้นมาเพื่อควบคุมกัน กฎระเบียบ กติกา คือ สิ่งที่พวกเราสอนเด็กแบบนั้น แต่ในความเป็นจริง กระทั่งว่าเขาคิดว่าเป้าหมายชีวิตคืออะไร เกิดมาทําไม มีความหมายหรือเปล่า พวกนี้เป็นเรื่องของสังคมที่เขาอาศัยอยู่หล่อหลอมลงมาทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของสังคมศึกษาคือ การพยายามบอกว่าชีวิตคุณมันไม่ใช่ของคุณเท่านั้น มันมีสิ่งจํานวนมากที่กําหนดสิ่งที่คุณเป็นได้ครับ คุณต้องต่อสู้กับมัน และหลายครั้งคุณอาจเป็นสิ่งนั้น สิ่งที่ไปกําหนดชีวิตคนอื่น
และการได้มองเห็นว่า ชีวิตเรา การตัดสินใจของเรามันมีมากกว่าตัวเราหนึ่งคน ร่างกายของฉันจริงๆ ไม่ใช่ของฉัน ความคิดของฉันไม่ใช่ของฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันคือการที่ทําให้เราเริ่มก้าวออกไปจากตัวเอง แล้วเมื่อเราเริ่มก้าวออกไปจากตัวเอง นั่นน่ะสเต็ปแรกของความเข้าอกเข้าใจ (empathy)
ถ้าเรายังสนใจแต่ความเป็นไปของเรา เราจะทนไม่ได้ แต่ถ้าเรากระโดดออกไปมองเห็นว่า เออว่ะ การที่ฉันมีชีวิตแบบนี้ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะฐานะทางเศรษฐกิจ มันเป็นบริบทของประเทศอะไรก็ว่าไป ในขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน คนที่เกิดในอีกครอบครัวหนึ่ง ในอีกจังหวัดหนึ่ง ในอีกประเทศหนึ่ง ต่อให้เขาพยายามใกล้เคียงกัน เขาก็อาจจะไม่มีโอกาสได้มีชีวิตที่ดีเหมือนเรา อันนี้คือก้าวของการพยายามทําความเข้าใจคนอื่น เข้าใจว่าชีวิตของเราแต่ละคนมันไม่อยู่ในกํามือของเราล้วนๆ มันมีสิ่งอื่นมากกว่านั้น
แล้วผมคิดว่านี่คือ ฐานใหญ่ที่สุดเลยฮะ สําหรับวิชาสังคมทั้งหมดที่เราควรจะสอนให้เด็กๆ หรือสอนให้คนทั่วไปเข้าใจ

ห้องเรียนวิชาสังคมของคุณเป็นยังไง
โดยมากก็สนุกครับ แล้วก็เป็นการดีเบตกัน ถามตอบความคิดเห็น กระบวนการโดยทั่วไปผมก็จะมีกิจกรรมสั้นๆ ในห้อง แต่ว่าส่วนใหญ่ผมก็จะเป็นคนชวนคิด ชวนถาม แต่ถ้าเป็นวิชาที่มันยาวหน่อยก็จะมีกิจกรรมที่จริงจังขึ้น
วิชาสังคมโดยตัวมันไม่ใช่วิชาท่องจําเลยแม้แต่น้อย เป็นวิชาที่เต็มไปด้วยความต้องเข้าใจ เต็มไปด้วยหลักเหตุผล เต็มไปด้วยข้อถกเถียง เต็มไปด้วยความพยายามหาคําอธิบายปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้น แต่การท่องจําคือ การที่เราเอาวัตถุประสงค์ของการสอบเป็นตัวตั้งว่านี่คือเรื่องราวทั้งหมด
ในฐานะครู ผมก็พยายามเต็มที่ ที่จะทําให้เขาเห็นว่าทุกๆ คาบมันไม่ใช่คาบที่เขาเสียเวลามานั่งนะ ผมคิดว่านั่นเป็นพื้นฐาน ผมเชื่อว่าเด็กๆ เห็นแหละว่าครูแต่ละคนในแต่ละวิชา ใครมาพร้อมกับความตั้งใจ มาพร้อมกับความพยายาม มาพร้อมกับความสนุก ผมคิดว่าผมก็ทําเต็มที่ในพาร์ทนั้น
แต่ฝั่งนักเรียนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันมีหลายอย่างที่เขาต้องสนใจนะ แต่ว่าโอเค ถ้าพูดเทียบแบบว่าก่อนหน้าที่เขาจะเรียนกับผม กับหลังจากนั้นเปลี่ยนไปยังไง ในภาพรวมมันพูดได้ว่ามันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสําคัญมาก ก็คือเด็กนักเรียนวิทย์ เมื่อเข้ามาโรงเรียนก็จะถูกถามว่า เขาชอบวิชาอะไรและไม่ชอบวิชาอะไร ผมก็ไปดูข้อมูลทุกปี ตั้งแต่ปีแรกที่มาทํางาน เด็กตอบเหมือนกันหมด ซึ่งวิชาสังคมและประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่เด็กๆ ไม่ชอบลำดับต้นๆ แทบทุกคน แต่เมื่อเรียนไปแล้ว ผมลองไปถามใหม่ ค่อนข้างมั่นใจว่าเด็กจํานวนมากจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว
คุณคิดว่าอะไรทำให้ก่อนหน้านั้นวิชาสังคมกลายเป็นวิชาท่องจำ
ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกว่า วิชาสังคมพอมันเข้ามาสู่ในประเทศไทย มันก็นำเข้าความรู้มาจากต่างประเทศแหละ เพียงแต่ว่าวิธีที่เรามองความรู้ ทั้งวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ เป็นวิธีมองของคนซึ่งได้ประโยชน์จากการไม่เปลี่ยนแปลงของความรู้
นึกออกไหมฮะ? คือ ถ้ามันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณจะยังได้ประโยชน์จากมัน เพราะฉะนั้นคุณจึงดีไซน์ให้มันไม่ต้องมีองค์ประกอบที่แตกต่างออกไป ไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพราะว่าถ้าคุณแตกต่างและเปลี่ยนแปลงคุณจะเสียประโยชน์ เพราะฉะนั้นสังคมศึกษาในรูปของวิชาประวัติศาสตร์เองด้วย อย่างน้อยตอนที่มันถูกดีไซน์ขึ้นมาในช่วงที่เราเห็นกันอยู่ มันถูกคิดค้นว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้มันจะดีต่อบางสิ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเขา และสิ่งนี้จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ชีวิตการเป็นครูสังคมของคุณเปลี่ยนไปไหมหลังจากมาสอนในโรงเรียนของเด็กวิทย์ฯ
ผมรู้สึกว่า ผมก็ยังทําสิ่งเดิมอยู่ครับ โดยสาระสําคัญผมก็ยังมีเป้าหมายเดิม มีความพยายามแบบเดิม เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนไป แค่เนื้อหาในแต่ละปี ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่ผมเข้ามา เพียงแต่ว่าพยายามทําให้ดีขึ้น
สิ่งที่อาจจะเปลี่ยนไปจริงๆ ในกระบวนการทั้งหมด มันน่าจะเป็นเพราะ ผมลดอีโก้ของตัวเองลง ฟังเด็กมากขึ้น ยืดหยุ่นกับนักเรียนมากขึ้น ในปีแรกผมมาพร้อมกับสิ่งที่ผมเชื่อมากกว่านี้เยอะ ว่ามันเป็นคําตอบที่ดี แล้วสุดท้ายผมก็ได้ฟีดแบ็คในปีแรกๆ เลยว่า บางครั้งผมถามคําถามซึ่งจริงๆ ดูเหมือนผมไม่ได้ต้องการคําตอบจากเขาเท่าไหร่
คือถ้าเขียนงานวิชาการน่ะ มันต้องทําสิ่งนั้นใช่ไหมฮะ? แล้วผมไม่สนด้วยว่าคุณจะเชื่ออะไร แต่พอเป็นการสอนหนังสือ โอเคมันจะต้องมีอยู่ แต่มันต้องมีที่ที่ทําให้คนที่คิดไม่เหมือนเราหายใจได้บ้าง แล้วอย่างน้อยที่สุด เขาไม่จําเป็นต้องสนใจปลายทางที่เหมือนเราขนาดนั้น
ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เยอะ คือลดระดับความเชื่อมั่นในตัวความรู้ของตัวเองลงมาเยอะ เราเปิดให้เด็กได้ทําในสิ่งที่เขาเชื่อมากขึ้น
แอบกังวลบ้างไหมว่า ในอนาคตเด็กๆ จะไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่สนใจสังคม
ก็ไม่ขนาดนั้นนะ ไม่สนใจประวัติศาสตร์อาจจะเฉยๆ ไม่สนใจสังคมก็อาจจะเศร้า ผมคิดว่ามันก็เป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น เพราะว่าถ้าหลักสูตรมันยังไม่ปรับ เทรนด์ของโลกเองมันก็ผลักให้เราเป็นแบบนั้นแหละ หมายความว่า โลกที่สุดท้ายเราถูกสอนให้คิดถึงแต่เรา เป็นปัจเจก คิดถึงแต่ชีวิตของเรา ความสําเร็จของเรา ความพยายามของเรา เราต้องทําทุกอย่างเพื่อวางแผนอนาคต คําว่า ‘ตัวเรา’ อย่างเดียวเลย มีแต่คําว่าเรา
งานเทศกาลหนังสือ ในร้านหนังสือก็เต็มไปด้วยหนังสือการพัฒนาตนเอง แต่มันไม่ใช่เรื่องว่าสังคมมันจะดีขึ้นอย่างไร? ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของฉันไปหมด ซึ่งผมว่าก็ เทรนด์ของโลกมันก็ไปทางนี้แหละ เราก็จะสนใจสังคมน้อยลงนะ
แต่ผมก็ยังเชื่อว่ามีคนที่สนใจมันอยู่ แล้วก็ผมก็ยังเชื่อว่าเพื่อนๆ จํานวนมากที่ทํางานอยู่ในระดับโรงเรียน หรือกระทั่งมหาวิทยาลัยก็ทําสิ่งนั้นอยู่ ทําให้ความสนใจในเรื่องสังคมยังมีความหมาย
แล้วสุดท้ายในทางปฏิบัติต่อให้คนไม่สนใจเรื่องสังคมยังไง สังคมก็ยังอยู่กับเขา จะอยู่ได้ดี หรืออยู่ได้ไม่ดี เราก็เลี่ยงพลังของมันไม่ได้
เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยกังวลกับนักเรียนเท่าไหร่ ในความหมายว่าเด็กก็เติบโตไป แล้วก็มีโอกาสได้ลองผิดลองถูก หนึ่งในวิธีคิดที่ผมเชื่อมาก แบบมากจริงๆ คือ ผมเชื่อว่าเราต้องเรียกร้องจากคนที่มีอํานาจมากให้เยอะ แล้วเรียกร้องจากคนที่มีอํานาจน้อยให้น้อยหน่อย
เพราะถ้าคุณมีอํานาจมาก คุณควรจะต้องมีความรับผิดชอบและถูกเรียกร้องมากกว่าด้วย แต่สังคมเราไม่ค่อยเรียกร้องจากคนมีอำนาจ เราผ่อนปรนกับคนมีอํานาจมาก แล้วมารีดเค้นกับคนตัวเล็กตัวน้อย
ในระดับแบบเดียวกัน ผมรู้สึกว่านักเรียนเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ก็อาจจะทําผิดได้ ลองผิดลองถูกได้ แต่ว่าผู้ใหญ่ที่มีทั้งอํานาจเงิน ทั้งอํานาจคอนเน็กชั่น อํานาจมากมาย แต่ไม่ค่อยถูกเรียกร้องให้ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเท่าไหร่

หลังมาสอนที่นี่ มองเห็นความน่าสนใจอะไรในการสอนวิชาสังคมในภาคตะวันออกบ้าง
ผมว่าระยองเป็นที่ที่น่าสนใจมาก เพราะมันเป็นจังหวัดที่ถ้าเราไปดู GDP ต่อหัวใช่มั้ยฮะ? นี่คือ จังหวัดที่รวยที่สุด แต่ผมคิดว่าคนระยองจํานวนมากไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในจังหวัดที่รวยที่สุดในประเทศไทย เพราะมันดูไม่รวยใช่ไหมฮะ? แต่ถ้าเอาอําเภอเมืองระยองไปเทียบกับเขตในกรุงเทพมหานคร ก็จะรู้สึกว่าแบบระยองมีห้าง ดูมีความเจริญ แต่ว่านี่คือจังหวัดที่ร่ำรวยทางเศรษฐกิจขนาดนั้นหรือเปล่า?
ซึ่งพอเราไปเจาะดูพื้นที่จริงๆ เราก็จะพบว่า ความเจริญของจังหวัดระยองกระจุกตัวมากเลย ไม่ใช่แค่พื้นที่พื้นที่หนึ่ง แต่คนกลุ่มหนึ่งที่ทําอาชีพบางอาชีพในอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมเท่านั้น ผมคิดว่าอันนี้คือสถานการณ์ที่ถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ และได้เข้าใจว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมกับจังหวัดหรือภูมิภาคที่มันเป็นภูมิภาคที่ทั้งร่ํารวยและเจริญในทางตัวเลข ร่วมถึงเป็นภูมิภาคที่รัฐบาลให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่ามันจะเป็นภูมิภาคที่สนุก มีโอกาสในทางหน้าที่การงาน โอกาสด้านการศึกษาที่ทําอะไรได้เยอะ มีงานวิจัยที่ควรจะทํามากมาย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นพื้นที่ที่เห็นความแตกต่างระหว่างคนอย่างชัดเจนจนไม่รู้จะชัดยังไง
ผมรู้สึกว่าระยองเป็นจังหวัดที่จําลองประเทศไทยได้ดีพอๆ กับกรุงเทพฯ คือ กรุงเทพมันเป็นจังหวัดที่มีความเหลื่อมล้ําในตัวมันเอง ถูกไหมฮะ? คนเมืองกับคนยากจนเมือง ผมว่าระยองก็อาจจะมีภาพแบบนั้น อาจจะไม่ได้ชัดในระดับของความเจริญ แต่มันชัดในความหมายว่า คุณดูสิ่งที่มันอยู่ในตัวเลขที่คุณเขียน กับสิ่งที่เป็นจริง มันแตกต่างกันมาก
คําถามคือ ไอ้ช่องว่างตรงนี้มันเกิดจากอะไร ผมคิดว่าโดยตัวมันเองมันน่าสนใจมากทั้งในทางวิชาการ ในทางเศรษฐกิจ ถ้าเด็กๆ เขาได้มีโอกาสเข้าใจพื้นที่ของเขามากขึ้น ผมคิดว่านี่คือ ขุมทรัพย์ของการหาความรู้ และพาเขาไปเจอโลกการเรียนวิชาสังคมได้ดีกว่าจังหวัดอื่น

จากที่พูดว่าระยองมันเป็นจังหวัดที่เห็นภาพความเหลื่อมล้ำชัด แล้วคิดว่าการสอนวิชาสังคมจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ไหม
ได้อย่างแน่นอนฮะ วิชาสังคมมันทําให้เราเข้าใจปัญหาใช่ไหมฮะ ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมันไม่สามารถหายไปร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ แต่การที่มันหายไปร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรพยายามลดมัน วิชาสังคมคือวิชาที่ทําสิ่งนั้น คือวิชาที่พยายามบอกมนุษย์ว่า เฮ้ย สังคมมันเปลี่ยนได้ และถ้าเรามีเป้าหมายมากพอ เราสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้มันดีขึ้นได้นะ
เราอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่วิชาสังคมพยายามบอกว่า ไม่มีที่ไหนเป็นอย่างงั้นตลอดไป ไม่มีสังคมไหนที่เลวร้าย แล้วจะเลวร้ายอย่างเดียวเลยไม่ดีขึ้น
สุดท้ายจะมีคนที่พยายามเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น และมีหลักฐานมาตลอด ว่าสังคมสามารถทําอย่างงั้นได้ มีตัวอย่างในอดีตว่า มีสังคมดีขึ้น มีเศรษฐกิจที่เท่าเทียมขึ้น การเมืองที่แฟร์ขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร?
มันให้ทั้งแนวทางในการทําให้คนเห็นว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น และสามารถทําให้เห็นแนวทางในการคิดถึงอนาคตได้ด้วยซ้ำว่า ตกลงคุณอยากให้สังคมที่คุณอาศัยอยู่เป็นไปในแนวทางไหน?


