/

“เจ้าชายกบ” พิภพ อ่อนโม้ จากตำนานกัปตันทีมฉลามชล สู่การเป็นโค้ชฟุตบอลในภาคตะวันออก

หากจะบอกว่า ‘ความรัก’ ช่วยผลักดันใครคนใดคนหนึ่งให้ไปข้างหน้า

 

ชีวิตของ กบ – พิภพ อ่อนโม้ ก็เป็นเช่นนั้น

ต้องเกริ่นก่อนว่า พิภพ อ่อนโม้ คืออดีตนักเตะกองหน้าทีมชาติไทย และตำนานกัปตันทีมสโมสรชลบุรี เอฟซี จนได้รับสมญานามจากแฟนฟุตบอลไทยว่า ‘เจ้าชายกบ’ 

และบ้านหลังแรกที่ทำให้เขาได้เติบโตมาก็คือสโมสรชลบุรี เอฟซี สโมสรฟุตบอลไทยชื่อดังในภาคตะวันออกนี่เอง

พิภพ อ่อนโม้ เป็นชาวพิจิตรที่ตัดสินใจเลือกชีวิตเป็นนักฟุตบอลด้วยใจรัก หลังจากจบชั้นประถมศึกษาก็รวมเงินกับเพื่อนนั่งรถไฟมาที่ชลบุรีเพื่อเข้าโปรแกรมคัดตัวนักเตะที่จังหวัดชลบุรีตามคำชวนของศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา

และจากวันนั้น ชลบุรีและภาคตะวันออกก็กลายเป็นบ้านอีกหลังที่ทำให้เขาได้เติบโตในวงการลูกหนังจนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิต

แน่นอนว่ากว่าจะไม่ถึงวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เราเลยอยากชวนทุกคนไปนั่งจับเข่าคุย สนทนาถึงเรื่องชีวิต ความฝัน และการเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพของเขาด้วยกัน

**บทสัมภาษณ์นี้สัมภาษณ์ในช่วงที่พิภพรับตำแหน่งเฮดโค้ชให้กับระยอง เอฟซี ก่อนระยอง เอฟซีจะเลื่อนชั้นสู่ไทยลีกในฤดูกาล 2024-2025**

การเดินทางของ ด.ช.พิภพ อ่อนโม้

ย้อนไปในวัยเด็ก กบได้ดูการแข่งฟุตบอลทีมชาติไทยในทีวีของบ้านข้างๆ และได้สัมผัสบรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลในเวลานั้นถึงแม้จะเป็นแค่หน้าทีวี แต่กบจำได้แม่นว่าบุคคลที่กำลังโล้ดแล่นอยู่ในสนาม หนึ่งในนั้นคือ ตุ๊ก-ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน 

เมื่อแรกเห็นก็บอกตัวเองได้ทันทีว่า นี่คือไอดอลด้านฟุตบอลของเขาตั้งแต่นั้น ทำให้ตัวเขาเริ่มศึกษาวิธีการเล่น การเลี้ยง การยิง หรือแม้กระทั่งท่าทางการเดินของตำนานกองหน้าทีมชาติไทย โดยหวังว่าวันนึงตนจะได้ออกทีวีให้คนที่บ้านดูบ้าง

ชีวิตช่วงวัยเด็กของกบ ไม่ต่างอะไรกับเด็กต่างจังหวัดทั่วไปที่มีใจรักฟุตบอล มีเพื่อน มีลูกฟุตบอลพลาสติกและรองเท้าแตะที่เอามาใช้ตั้งแทนโกลเวลาอยากเตะบอลกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน บางครั้งก็เป็นกระดาษมัดอัดกันแน่นให้เป็นลูกกลมไว้ใช้แทนฟุตบอล

และวันแห่งความฝันของเขาก็เข้ามาเมื่อมีการเปิดรับคัดตัวนักเตะที่ชลบุรี

นั่นเป็นการเดินทางไกลจากบ้านเกิดเพื่อมาตามหาความฝัน กับเด็กหนุ่มวัย 13 ปี ในวันที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเปิดคัดตัวทีมชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับความใหญ่โตของโรงเรียน ทั้งตัวตึกอาคาร และสนามที่ใช้ฝึกซ้อม ด้วยบรรยากาศเหล่านี้ยิ่งเป็นแรงผลักดันที่ทำให้กบอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวดีว่ายังไม่มีทักษะดีเท่าเด็กโรงเรียนใหญ่ และเป็นคนตัวเล็กเมื่อเทียบกับเด็กๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

แต่ด้วยความใจสู้และมุมานะ ทำให้ผู้ใหญ่เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงเลือกให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมแม้จะยังไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในวันแรกก็ตาม

เมื่อคนตัวเล็กก็เล่นกองหน้าได้

ในตำแหน่งกองหน้า เป็นธรรมชาติของตำแหน่งที่จำเป็นต้องพึ่งพาสรีระของนักฟุตบอลเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกาย (ยกเว้นมือ) ในการสัมผัสบอลเพื่อทำประตู การมีแข้งขาที่ยาวกว่าหรือรูปร่างที่สูงไว้ก่อน ย่อมได้เปรียบในจังหวะการทำประตู แต่กบคือกองหน้าความสูง 163 เซนติเมตรที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ด้านการครองบอลติดเท้าที่เข้ามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

กบเชื่อว่าพรสวรรค์ก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือการฝึกฝน “พรสวรรค์เนี่ย มันสร้างงานได้ก็จริง แต่ถ้าคนมีพรแสวงจะไปต่อได้ดีกับฟุตบอล คนจะคิดว่าคนตัวโตถึงจะสามารถที่จะครองบอลได้ดีใช่ไหม แต่จริงๆ คนตัวเล็กก็สามารถที่จะครองบอลได้ถ้ารู้วิธีการที่ดีที่ชัดเจน”

“พี่เติบโตมาจากชลบุรีสไตล์ ฟุตบอลชลบุรีเป็นสไตล์ครองบอลอยู่แล้ว ก็จะเน้นรุก แล้วก็ได้อาจารย์วิทยา เลาหกุล เป็นโค้ชพี่ครับ แล้วหลังจากนั้นพี่ก็ได้เรียนรู้ในด้านศาสตร์ของฟุตบอลกับเขา”

ภายใต้การฝึกสอนของโค้ชวิทยา กบเน้นฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่น อดทน มีวินัย และทัศนคติที่ว่าถึงจะเป็นกองหน้าที่ไม่สูงเท่าคนอื่น แต่สิ่งที่เอามาทดแทนให้กบได้ก็คือเทคนิคการครองบอลไว้ให้ดีที่สุด ซึ่งผลของความมุ่งมั่นตั้งใจและเข้าหาทุกโอกาสที่มีทำให้กบได้มีรายชื่อเป็น 11 ตัวจริงชุดใหญ่ ก่อนเรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา

หากถามว่ากบได้วินัยมาจากไหน คงต้องบอกว่าได้มาจากทั้งการเป็นนักเรียนโรงเรียนประจำที่มีกฎระเบียบให้ต้องปฏิบัติตาม และการเป็นนักกีฬาที่ต้องเก็บตัวซ้อม ต้องตรงต่อเวลา ซึ่งก็เป็นพื้นฐานที่ดีในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้ใหญ่

หลังเรียนจบชั้นม.ปลาย การเดินทางสายฟุตบอลของกบยังคงไปต่อกับการคัดตัวที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ทำให้กบได้ทุนเรียนฟรี และได้ลงเล่นในฟุตบอลยูนิเวอร์ซิตี้ลีก ซึ่งจากฝีเท้าและฟอร์มการเล่นของกบ ทำให้เข้าตาของผู้ช่วยโค้ช บีอีซี เทโรศาสน ที่เข้ารับชมการแข่งขันในวันนั้นชวนไปคัดตัว

เมื่อทีมจากลีกสูงสุดอย่าง บีอีซี เทโรศาสน ยื่นข้อเสนอมาจึงเป็นเรื่องยากที่กบจะปฏิเสธ กบจึงรับข้อเสนอนี้พร้อมตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่าจะต้องคัดเข้ารอบ 15 คนสุดท้ายให้ได้ ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ ทำให้จากนักบอลพาร์ตไทม์ช่วงม.ปลายที่พอได้ค่าขนมเล็กน้อยกลายเป็นนักบอลอาชีพที่ได้เงินเดือนประจำ แต่เขาเองก็ต้องแลกกับการเดินทางจากศรีราชาไปยังกรุงเทพเพื่อซ้อมในทุกๆ วัน ซึ่งวิธีการจัดสรรเวลาของกบนั้นคือลงเรียนในช่วงเช้า เดินทางช่วงกลางวัน ฝึกช่วงเย็น และเดินทางกลับตอนดึกอย่างนี้เรื่อยๆ

กบยังคงยืนยันคำว่า “มีวินัย” ที่ต้องวางแผนว่าแต่ละวันเราต้องทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาสู่ฟุตบอลแบบมืออาชีพแล้วความมีวินัยอยู่เสมอเป็นคีย์สำคัญ

หลังจากหมดสัญญากับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน 4 ปี กบแจ้งกับทีมงานว่าขอพักเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า 8 เดือน ก่อนที่กบจะได้รับคำชวนให้ไปทำงานกับสโมสรชลบุรี เอฟซีที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ซึ่งเป็นเหมือนอคาเดมี่ให้กับเด็กๆ ทำให้การกลับมาครั้งนี้เหมือนเป็นการกลับบ้านของกบ 

และในตอนนั้นก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าออกจากจังหวัดพิจิตร

ชีวิตหลังแขวนสตั๊ดและเริ่มเส้นทางโค้ชฟุตบอล

จากพรสวรรค์ผสมรวมกับพรแสวงในสัดส่วนที่ลงตัว ทำให้ในปี พ.ศ. 2554 พิภพ อ่อนโม้ ถูกเรียกติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของ วินฟรีท เชเฟอร์ ในเวลานั้น และได้ร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ซาอุดิอาราเบีย และในปี พ.ศ. 2555 กบคือนักเตะไทยคนแรกที่ทำประตูได้ 100 ประตูรวมจากทุกรายการ ภายใต้สีเสื้อและปลอกแขนกัปตันทีมของชลบุรี เอฟซี รวมถึงพาทีมคว้าแชมป์มานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไทยลีก หรือ ถ้วยฟุตบอลพระราชทาน ก. 

แต่กบไม่ได้หยุดอยู่แค่ตำนานเหล่านั้น 

หลังใช้ชีวิตเป็นนักฟุตบอลอาชีพจนอิ่มตัว ก็ถึงเวลาที่เขาเลือกแขวนสตั๊ด แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของเขากับวงการลูกหนัง เพราะเขายังมีเป้าหมายต่อไปในวงการฟุตบอลไทย

นั่นก็คือการเป็นโค้ชทีมฟุตบอล

จากประสบการณ์ของอดีตกองหน้าชุด U-17 ที่คว้าแชมป์ AFC Championship ในปี พ.ศ. 2541 เขาเริ่มต้นเป็นผู้ช่วยโค้ชให้ทีม U-17 ของจังหวัดชลบุรี ก่อนจะขยับมาเป็นเฮดโค้ชเต็มตัว ซึ่งการจะเป็นโค้ชได้นั้นต้องผ่านการสอบใบอนุญาติตั้งแต่ Intro License ไล่ไปยัง A-C และสูงสุดของใบอนุญาตก็คือ Pro License ที่กบกำลังเรียนอยู่ 

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จหรือความร่ำรวย แต่คือการได้ส่งต่อแฟชชั่นของฟุตบอลไปสู่เยาวชน หรือคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในวงการให้ได้รับประสบการณ์และโอกาสเหมือนที่เขาเคยเจอ

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เขามาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะ ‘ โอกาส’ ที่ชลบุรี เอฟซีเคยมอบให้เขา

จากเส้นทางการเติบโตของเขาจนมาถึงวันได้เป็นโค้ชฟุตบอล ทำให้เขาอยากผลักดันวงการนักเตะด้วยสองแนวคิดคือ “ให้เวลาในการฝึกซ้อมและให้โอกาส ไม่ตัดสิน” เพราะเขาเชื่อว่านักเตะที่เก่ง ต้องผ่านการฝึกซ้อมที่ดีใช้เวลาลงแรงกับมัน ผสานเข้ากับการให้โอกาสที่จะไม่รีบตัดสินว่าเด็กๆ จะเล่นไม่ได้แต่แรกเริ่ม 

ทั้งสองสิ่งนี้คือปรัชฐาการเป็นโค้ชของชายที่ชื่อ พิภพ อ่อนโม้

แม้จะเป็นโค้ช ก็ยังต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

อาชีพฟุตบอลโดยเฉพาะโค้ช ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

แน่นอว่าหลังผันตัวจากนักฟุตบอลสู่โค้ชฟุตบอล ก็มีหลายบทบาทที่เปลี่ยนไป แต่กบเองก็ยังหยิบเอาประสบการณ์การเป็นนักเตะมาปรับใช้กับการเป็นโค้ชไปพร้อมๆ กัน 

“ตอนเป็นนักเตะพี่เป็นสไตล์คล้ายๆ กับบอลเพรสซิ่ง แนวกดดัน ใช้ความคล่องตัว ความเจ้าเล่ห์ แบบเป็นตัวเล็กที่จัดจ้าน สร้างความได้เปรียบของทีม ซึ่งพอเป็นโค้ช พี่ก็ยังเป็นตัวตนของพี่ในการเป็นโค้ช พี่ก็จะสไตล์ที่ดุดันหน่อย แล้วก็เน้นในเรื่องของฟุตบอลที่เป็นฟุตบอลเน้นครองบอล”

กบอธิบายเพิ่มถึงสไตล์ที่เขาชอบไว้ว่า “ตอนเราเล่นบอล เราก็อยากได้บอลใช่ไหมล่ะ ตอนพี่เล่น พี่ก็ชอบเอาบอลไว้กับตัว ชอบครองบอล ดึงจังหวะ มันสนุกนะ ตอนมาเป็นโค้ชพี่เลยคิดว่าอยากให้ทุกคนในสนามได้ครองบอล เอาบอลไว้กับตัว แล้วพากันขึ้นไปตามแผนที่วางไว้ตามแต่ละโซนของสนาม”

ซึ่งกบมองว่า “การเป็นโค้ชนั้นจำเป็นต้องมีความรู้เยอะมากๆ  ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและต้องซ้อมฟุตบอลอยู่ตลอด สิ่งสำคัญเลยคือการมองเกม โดยใช้ความเจ้าเล่ห์ของโค้ชมองว่าคู่ต่อสู้เป็นอย่างไร เราจะทำอย่างไร จะแก้ยังไง  ถ้าเขาเป็นแบบนี้เราจะทำยังไง สิ่งเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์ของการได้ทำ ทำมากก็เกิดสถานการณ์บ่อย แล้วก็เรียนรู้จากสถานการณ์ตรงนั้นแหละ”

“วิธีการสมัยใหม่ในการสอนเนี่ย ก็คือการทำให้เห็น” กบเน้นย้ำอีกครั้ง

ชลบุรีคือบ้าน และชลบุรี เอฟซีคือโอกาส

เรื่องราวทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีคำว่า ‘โอกาส’

และโอกาสเกิดขึ้นที่ภาคตะวันออก 

กบบอกกับเราว่าชลบุรีเปรียบเสมือนชีวิตของกบไปแล้ว เพราะการทำงานตรงนี้ให้ทั้งหน้าที่การงาน ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้นได้ด้วยอาชีพฟุตบอล ทำให้มีชื่อเสียงเพราะติดทีมชาติ ที่นี่คือพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคน 

“ชลบุรีเอฟซีจะยั่งยืนควบคู่ไปกับประเทศชาติของเรา โดยสร้างทรัพยากรที่มีคุณภาพ ยกระดับทีมชาติไทยเราได้แน่นอน ความคาดหวังของพี่หรือว่าต่อไปในอนาคตจะมีบุคลากรทางด้านฟุตบอลของชลบุรีทั่วประเทศ แล้วก็สโมสรฟุตบอลชลบุรีจะไม่ขาดคนดี คนมีความสามารถ น่าจะประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนครับ พี่ภูมิใจนะที่ที่ที่เติบโตมาจากชลบุรี”

กบได้ทิ้งท้ายกับเราว่าจังหวัดชลบุรีนั้นเปรียบเสมือนหัวใจของภาคตะวันออก ก่อนจะเปิดเพลงขอกาแฟแก้วนึง โดยแมว จิระศักดิ์ ให้เราฟัง

 

“นี่เป็นเพลงโปรดตอนออกกำลังกายเลย”

 

 

เรียบเรียงโดย Dhansita Sitdhesa-nguanpun
สัมภาษณ์และบรรณาธิการโดย Chanasorn S.
written by
photo by

Ployrung.S

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR