รู้หรือไม่ว่าลุ่มน้ำพระปรงคือต้นกำเนิดของสายน้ำบางปะกงที่หล่อเลี้ยงคนส่วนหนึ่งของภาคตะวันออก
และรู้หรือไม่ว่าที่ลุ่มน้ำพระปรงนี้เองที่เป็นต้นแบบการจัดการระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรม นำไปสู่การตรวจสอบไม่ให้อุตสาหกรรมมาทำลายต้นน้ำลำธารได้
และนี่คือเรื่องราวของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง ที่มี พิสมัย พันชาติ เป็นกำลังสำคัญในปัจจุบัน
สำหรับ พิสมัย เธอคือคนลุ่มน้ำพระปรงที่มีบ้านติดริมแม่น้ำ เติบโตมากับลุ่มน้ำพระปรงที่มีปลา กุ้ง หอยจากแม่น้ำแห่งนี้กลายเป็นอาชีพประมงเลี้ยงดูครอบครัว ได้ใช้น้ำดิบมาทั้งอุปโภคและบริโภคและใช้ในการเกษตร
สิ่งนี้เองทำให้คนลุ่มน้ำพระปรงมีความผูกพันกับแม่น้ำและเกิดความอยากปกป้องดูแลพื้นที่ของตัวเอง
ปัจจุบันนอกจากเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงจะเฝ้าระวังและดูแลลุ่มน้ำพระปรงและลุ่มน้ำปราจีนบุรีแล้ว เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงยังให้ความช่วยเหลือขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในปราจีนบุรี ที่ตัว พิสมัย เองร่วมลุกขึ้นมานำและต่อสู้ไปพร้อมกับเครือข่ายทุกฝ่ายอย่างที่เธอทำมาตลอดสิบปี
ชวนไปพูดคุยกับ พิสมัย ในบทบาทของผู้นำที่สร้างต้นแบบการจัดการระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมผ่านเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงพร้อมๆ กับสิ่งที่เธอวาดหวังไว้ไปด้วยกัน

แควพระปรง…ต้นกำเนิดแม่น้ำบางปะกง
ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของพิสมัยก็เกิดและเติบโตมากับสายน้ำของลุ่มน้ำพระปรงหรือแควพระปรง พิสมัยเล่าให้ฟังว่า “คนแถวนี้เขาก็ประกอบอาชีพประมงพื้นถิ่น ประมงน้ำจืด หากุ้ง หอย ปู ปลาในแม่น้ำพระปรงไปกิน ไปขาย น้ำในแม่น้ำก็ใช้ไปผลิตน้ำดิบ ใช้รดน้ำต้นไม้ ทำการเกษตร ตั้งแต่บรรพบุรุษเชื้อสายลาวญวณมาตั้งถิ่นฐานก็เพราะมีแควพระปรงให้พึ่งพา”
แควพระปรงที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนตำบลย่านรีแห่งกบินทร์บุรีนี้ได้รับน้ำมาจากป่าต้นน้ำจังหวัดสระแก้วและจังหวัดจันทบุรีเดิมเป็นแค่คลองพระปรง จากนั้นมารวมกับคลองพระสะทึง กลายเป็นแควพระปรง จากนั้นแควพระปรงก็ไหลไปบรรจบกับแควหนุมานก่อเป็นต้นกำเนิดแห่งแม่น้ำบางปะกงที่หล่อเลี้ยงคนกว่าครึ่งในภาคตะวันออก ทำให้ความสำคัญของลุ่มน้ำแควพระปรงเป็นที่ประจักษ์ เพราะแควพระปรงสำคัญไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นแหล่งชีวิต ผูกโยงไปยังวัฒนธรรมและประเพณีของชาวชุมชนย่านรีและอีก 9 ชุมชนตลอดสายแควพระปรงเท่านั้น แควพระปรงยังสำคัญในระดับมหภาคด้วย
หากไม่มีแควพระปรงและไม่มีเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงที่ค่อยดูแลแควพระปรงก็จะไม่มีแม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิตอย่างที่ภาคตะวันออกมีเช่นทุกวันนี้

การพัฒนาที่นำมาซึ่งผลกระทบต่อแม่น้ำ
พิสมัยเล่าว่าประมาณปี พ.ศ. 2530 มีแผนพัฒนาของประเทศ ทำให้เริ่มเกิดการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี โรงงานแรกที่เข้ามาสร้างในพื้นที่คือ โรงงานอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ที่ตําบลนนทรี ซึ่งก็พบปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ โดยพิสมัยเล่าว่า “ชาวตำบลนนทรี เขาก็ต่อสู้เรื่องโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำพระปรง” ต่อมาก็มีการขยับขยายเข้ามาก่อตั้งโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงตำบลย่านรีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2552 – 2553 ตอนนั้นพิสมัยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล
“ทีนี้ก็เกิดน้ำเสีย ปลาตายที่แควพระปรงเราเนี่ยบ่อยครั้ง เราก็เอ๊ะ!! ทำไมมันเกิดบ่อยจัง ปรากฏว่าก็ไปสืบดูแล้วเจอโรงงานที่เหนือจากหมู่บ้านเรา เหนือจากแควพระปรงไปตั้งเกือบสิบกิโล ที่ตําบลวังตะเคียน ตําบลบ่อทองไล่ไปเรื่อยที่มีโรงงานอุตสาหกรรมสารพัดอย่าง แล้วก็จะมีโรงงานสระแก้วเจริญที่เป็นโรงงานแป้งมันด้วย”
โดยเหตุผลที่พิสมัยและพี่น้องที่อยู่อาศัยริมแควพระปรงปักใจเชื่อว่าต้นเหตุมาจากโรงงานแป้งมันสำปะหลัง เพราะลักษณะของของเสียที่ลอยมาตามน้ำมีลักษณะเป็นเมือกๆ ใสๆ ที่ลอยเต็มลำน้ำ เกาะอุปกรณ์หาปลาของชาวบ้าน พิสมัยยกตัวอย่างให้ฟัง
“พ่อเราเนี่ย แกหาปลาประจำเน๊อะ ในแม่น้ำปกติมันก็เจอน้ำเสีย เจอกุ้งลอยหัว ปลาลอยหัวอยู่และแต่ปีที่โรงแป้งปล่อยน้ำเสียลงมา โอ้โห!!! ทั้งลําคลองเลยทุกคนเจอเป็นเมือกๆ พ่อเราก็เจอติดเต็มตาข่ายดักปลาของแก ตั้งแต่ไอ้แควพระปรงเราไล่ลงมาเจอกันหมด ทุกคนหวาดผวากันใหญ่ มันอะไรเกิดขึ้น จับปลาไม่ได้เลย หากินไม่ได้เลย”
ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอและพี่น้องที่อยู่อาศัยริมแควพระปรงลุกขึ้นมาสู้ เกิดการประสานงานกัน มีการตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำทำให้คนในพื้นที่ได้รู้จักกัน จนเกิดเป็นเครือข่ายลุ่มพระปรงขึ้นมาในที่สุด
“เพราะนี่คือ วิกฤตหนักเลย พอเราเจอวิกฤติ เราถึงได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ ลุกขึ้นมาถามว่า ตําบลนี้มันเป็นอย่างนี้นะ ตําบลเหนือเราก็เป็นนะ เหนือไปอีกก็เป็นนะ ตื่นขึ้นมาทุกตําบลที่มันอยู่เพราะทุกที่มันโดนผลกระทบทั้งลําน้ำ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ก็เลยกลายเป็นลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องนี้แหละ เริ่มต้นเลยเนี่ย”

ก่อนที่จะมาเป็นพิสมัย พันชาติ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง
ก่อนจะเกิดการรวมตัวกันจนเกิดเป็นเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงโดยมีพิสมัยเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหลัก พิสมัยเป็นสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบล แต่ก่อนหน้านั้นไปอีกเธอเป็นลูกสาวของชาวประมงพื้นถิ่นผู้รักแควพระปรง พิสมัยเล่าว่าก่อนที่เธอจะลุกขึ้นมาสู้ คนแรกที่ลุกขึ้นมาและเป็นตัวอย่างให้เธอคือ พ่อของเธอ “พอแป้งปล่อยมานี่มันหนักมาก พ่อเรานี่ลุกขึ้นสู้เลยนะ พ่อบอกว่าสู้เลยลูก สู้เลย ไม่ไหวแล้ว พ่อเนี้ยผูกพันกับแม่น้ำมาก เราก็ผูกพันกับพ่อมาก พ่อจะหาปลามาให้เรากิน”
“เรื่องราวที่เรามีความผูกพันกับแม่น้ำเพราะเราได้กิน ได้อยู่ ได้อาบ ได้อะไรตอนเป็นเด็ก พอมันเกิดเรื่องราวอย่างงี้เราอยากปกป้องพื้นที่ตัวเอง เพราะเราเกิดที่นี่ เรารักมัน เรารักแม่น้ำของเรา เรารักอาหารการกินของเรา เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำ”
พิศสมัยเป็นผู้ประสานเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงรุ่นสอง หน้าที่ของเธอคือหากเกิดอะไรขึ้น พิสมัยก็จะประสานงานติดต่อกับแกนนําหลักๆ ของหลายตําบล เพื่อให้แกนนำไปคุยกับคนของเขาแล้วก็รวมคนกันมา พิสมัยบอกว่า “ถ้าเกิดว่าเราต้องการต่อสู้ แกนนำก็จะถามว่าเอาคนเท่าไหร่? ก็จะพากันไป ทุกคนก็จะเกณฑ์กันไป รวมถึงเครือข่ายที่เราเคยไปช่วยเขา เขาก็จะมาช่วยเรา เราเคยช่วยกัน สนิทกัน ก็ไป”
ปัจจุบันเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงประกอบไปด้วย 9 ตำบลตั้งแต่เหนือจรดใต้ลุ่มแม่น้ำ ได้แก่ ตำบลนนทรี ตำบลวังตะเคียน ตำบลบ่อทอง ตำบลย่านรี ตำบลเมืองเก่า ตำบลกบินทรบุรี ตำบลบ้านนา ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลหาดนางแก้ว เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีการประสานไปยังเครือข่ายลุ่มน้ำอื่นๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำปราจีนบุรีตามที่หน่วยงานทรัพยากรของจังหวัดจัดตั้งขึ้น และมีการขยายความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายแม่น้ำบางปะกง และเครือข่ายอื่นที่นอกเหนือจากเครือข่ายลุ่มน้ำด้วยเช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายที่ต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้าจากขยะ และอื่นๆ
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การขยับแต่ละครั้งของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงสร้างความขับเคลื่อนในสังคมได้เสมอ และความสามารถในการประสานงานทั้งหมดนั้นเริ่มต้นมาจากผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอย่าง พิสมัย พันชาติ

ผู้นำแบบพิสมัย
แม้พิสมัยจะบอกว่าเธอเป็นเพียงผู้ประสานงานหลัก แต่ในตัวเธอก็มีความเป็นผู้นำอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากมีการรวมตัวกัน
แล้วลุกขึ้นมาสร้างเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงแล้ว ทั้งเครือข่ายก็ตามหาคนที่จะมาทำหน้าที่ประสานงาน ซึ่งพิสมัยใช้คำว่าต้องการหา ‘คนหัวไวใจสู้’ ที่คุยกันรู้เรื่อง เธอก็เลยกลายเป็นตัวแทนชาวบ้านไปเอง เรียกว่าเป็นไปเองโดยธรรมชาติ
“ตอนนั้นทางเครือข่ายไม่ได้ยึดติดว่าคุณเป็นใคร เอาแค่ว่าต้องการใครที่กล้าพูด กล้าชน กล้าเป็นตัวแทน ก็ลุกขึ้นมาเลย พี่ก็ไปในสายนั้นซะด้วยแหละ ก็เลยไปดู ไปช่วยตรวจสอบ ไปช่วยหาข้อมูล ทีนี้ก็ไปเรื่อยๆ”
ดังนั้นถ้าจะให้จำกัดความเป็นผู้นำแบบพิสมัย คงเป็นคำว่า ผู้นำตามธรรมชาติ แต่แน่นอนว่าการต่อสู้และความสำเร็จของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงไม่อาจเกิดได้จากพิสมัยเพียงคนเดียว โดยพิสมัยบอกว่าหัวใจของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงคือ ความเข้มแข็งของชุมชนด้วย
“เป็นเพราะว่าชุมชนเราเข้มแข็งพี่คิดอย่างงี้เลย ชุมชนเรามีคนที่เข้มแข็งที่กล้าลุกขึ้นมาทวงถามสิทธิของชุมชน กล้าลุกขึ้นมาทวงถาม ลุกขึ้นต่อสู้ว่าสิทธิของเราที่อยู่ก่อน เราสมควรได้ การที่เราอยู่มาก่อนเราทำไมเราจะต้องอยู่แบบยอมรับไปซะทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเขามาอยู่ทีหลังแล้วสร้างความเดือดร้อนให้แม่น้ำของเรา สร้างความเดือดร้อนให้กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารความมั่นคงที่เรามีอยู่”
ซึ่งหมายความว่านอกจากพิสมัยแล้วชุมชนของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงยังมีผู้นําธรรมชาติคนอื่นๆ ที่กล้าต่อรอง กล้าเข้าไปพูดคุย กล้าที่จะเผชิญกับปัญหา ลุกขึ้นมาแก้ปัญหา กล้าไปทวงถามจังหวัดผู้ที่อนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาตั้ง พิสมัยเล่าว่า “พวกเราลุยหลายกรณีเลยนะ มันใช้เวลาในการต่อสู้กว่าที่เราจะสร้างชัยชนะได้ มันไม่ใช่แค่โรงงานแป้งมัน มันมีโรงงานไทยเคนที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก มีฟาร์มหมู มีหลายกรณีเราก็สู้กัน เราล่ารายชื่อ เราฟ้องศาล เราเดินขบวน เรามีนักวิชาการเข้ามาช่วย กว่าจะได้เรียกว่าเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง ทุกวันนี้ถ้ามีประเด็นร้อน เราก็ยังพร้อมสู้อยู่”

ต้นแบบการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและคนในพื้นที่
หลังจากการลุกขึ้นมาต่อสู้และทวงสิทธิ์ของตัวเองของเครือข่ายลุ่มน้ำพระปรงก็มีการจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า ไตรภาคี ขึ้นโดยประกอบไปด้วยสามฝ่าย ได้แก่ฝั่งโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 8-9 โรงงานที่ตั้งอยู่ริมแควพระปรง ฝ่ายที่สองคือหน่วยงานรัฐซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมจังหวัด และฝ่ายสุดท้ายคือตัวแทนประชาชน พิสมัยเล่าว่าไตรภาคีตั้งมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อกําหนดข้อตกลงร่วมกันซึ่งยังรักษามาตราฐานและข้อตกลงมาได้ถึงปัจจุบัน ข้อตกลงว่าด้วยเรื่อง
“การไม่ปล่อยน้ำสียลงมาซี้ซั้ว คุณต้องบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อย และปล่อยตามระยะเวลาที่ตามกฎหมายกำหนด ว่าเดือนไหนเป็นเดือนไหน? มันจะมีของมันตามกฎหมายของอุตสาหกรรมจังหวัดควบคุมตามกรมมลพิษ ก่อนปล่อยตอนแรกๆ ก็ให้เราตรวจก่อน มีการแจ้งพื้นที่ก่อนว่าจะมีการปล่อยน้ำเสีย อันนี้คือบริษัทเขาก็พัฒนาขึ้น ยินยอมให้ภาคประชาชนเข้าไปดูศึกษาดูงานของเขาบ้าง ให้ไปดูวิธีการบําบัดแล้วก็อธิบายหลายๆ อย่างในการทํางานของเขานั่นแหละ ว่าทำจริง มันก็สร้างความมั่นใจให้เราเพิ่มขึ้น”
นอกจากนั้นทางบริษัทต่างๆ ก็รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบกันเอง ในบางกรณีที่ชาวประมงพื้นถิ่นที่ทำหน้าที่คอยสอดส่องแจ้งมาว่ามีการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้บำบัด หรือแอบปล่อยน้ำเสียนอกระยะเวลาที่อนุญาต เมื่อแจ้งไปในไตรภาคี โรงงานที่อยู่ในละแวกคุ้งน้ำนั้นๆ ก็จะเป็นฝ่ายตรวจสอบกันเองเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง จนเกิดเป็นความผูกพันที่พิสมัยใช้คำว่า
“ก็คือรู้เขารู้เรา ต่างคนต่างให้โอกาสกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เขาอยู่ได้เราก็อยู่ได้”
กลายเป็นต้นแบบตัวอย่างการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้งและชาวบบ้านในพื้นที่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาและการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อแม่น้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถหาทางอยู่ร่วมกันได้



