เดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นเดือนที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองต่อเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน 1970 ที่รัฐนิวยอร์ก ก่อนที่จะเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า เดือนมิถุนายนคือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีเพศหลากหลาย โดยใช้ชื่อเรียกว่า Pride Month
เราเลยขอต้อนรับเดือน Pride month ด้วยบทสัมภาษณ์ตัวแม่ตัวมัมอย่าง อาจารย์โจโจ้ – ผศ.ดร.กังวาฬ ฟองแก้ว นักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่เล่าถึงข้อค้นพบเรื่องการตีตราในกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศว่า การเหยียดจากความไม่เข้าใจเรื่องต้นทุนทางสังคม รวมไปถึงความไม่เข้าใจต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ยังมีอยู่สูงมากในสังคมไทย ส่งผลให้คนเหล่านี้ถูกผลักสู่ชายขอบของสังคม และทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก
ส่วนสำคัญของการที่อาจารย์โจโจ้ สนใจในเรื่องนี้ คือการที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และต้องการที่จะสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ ในภาคตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนเรื่องความเข้าใจแบบใหม่ต่อสังคม และแก้ไขปัญหาการตีตราของเพศหลากหลาย ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

ถ้าให้อาจารย์ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่า LGBTQIA+ คืออะไร
ถ้าจะให้อธิบายตามหลักวิชาการ L = Lesbian, G = Gay, B = Bisexual, T = Transgender, Q = Queer, I = Intersex แล้วก็มีบลา บลา บลา ก็ว่ากันไป
แต่สําหรับเราที่ศึกษาเรื่องนี้มาตลอด เรามองว่าการเรียกแบบนี้ มันก็เป็นการแยกกล่องเหมือนกันนะ มันเหมือนกับเป็นความพยายามที่จะปลดปล่อยคนออกจากเพศชาย/หญิง แต่สุดท้ายคุณก็กลับไปสู่กล่องอีกกล่องหนึ่งอยู่ดี สิ่งที่เราเห็นก็คือ เราก็แบ่งแยกกันอยู่ดี
ตัวเราเองจะพยายามไม่ใช้คําว่า LGBT เพราะมันจะไม่จบ มันก็จะมีไอ มีคิว มีพลัส มาเรื่อยๆ ถ้าสําหรับภาษาไทย ชื่อที่ตัวเองเลือกใช้คือคําว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คือมันไม่มีความสัมพันธ์เชิงอํานาจระหว่าง ชาย หญิงเกย์ เลสเบี้ยน อะไรอแบบนี้ มันก็คือรวมทุกคนเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศหมด แล้วมันให้เซนส์แบบไม่มีใครที่มาก่อนหน้า หรือมาทีหลัง
บางทีก็จะเถียงกันว่า ‘ทําไม L นำหน้าก่อน G’ บ้าง ‘ฉันอ่อนแอกว่าทําไม ทําไมไม่ให้เกียรติฉันไปก่อน’ บ้าง อะไรแบบนี้ พอใช้คำว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศ คุณก็ไม่ต้องแยกละ เพราะทุกคนเท่ากันหมด
ทำไมถึงสนใจในประเด็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ที่ผ่านมา สิ่งที่เราโฟกัสในการศึกษาเรื่องผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลักๆ จะเป็นเรื่องการตีตราผ่านโรค ซึ่งโรคที่ว่าคือเอดส์ หรือ HIV เพราะว่ามันรีเลตกับชีวิตเรา ตัวเราเองก็เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเนอะ แล้เราก็เติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อเป็นผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV แล้วพ่อเป็นรุ่นแรกๆ ของผู้ติดเชื้อ HIV ในประเทศไทย ก็ประมาณปี พ.ศ.2535 ซึ่งเราก็จะเจอการตีตราและการเลือกปฏิบัติเยอะมากในสังคม
ลองจินตนาการว่าคนยังไม่เคยรู้จัก HIV เลยอ่ะ เหมือนกับเรายังไม่เคยรู้จักโควิด แล้วเขาก็ไม่รู้จะดีลกับมันยังไง เราอยู่ในอําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ไกลมาก เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งคนในชุมชนก็ไม่มีเข้าใจเรื่อง HIV เพราะมันใหม่มาก ดังนั้นเมื่อมีคนเป็นผู้ติดเชื้ออยู่ในชุมชน ชุมชนก็ไม่รู้จะตอบสนอง หรือว่าดีลกับสิ่งนั้นยังไง แล้วเราก็เจอปรากฏการณ์การถูกตีตรามาเยอะมาก

การเติบโตมาด้วยการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เราก็ถูกบูลลี่มาตั้งแต่เด็กๆ ในโรงเรียนในอะไรอย่างนี้ ซึ่งเราก็เข้าใจได้บ้าง เพราะในสมัยก่อนเรื่องบูลลี่ ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ พอเราโตมาเนี่ย เราก็เกิดคําถามว่า จะทํายังไงเพื่อให้เรื่องทำนองนี้มันดีขึ้นได้ เพราะเราไม่อยากให้ใครมามีประสบการณ์เหมือนกับเรา
ก็เลยจับพลัดจับผลูมาเป็นอาจารย์มหาลัย คือเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ต่อปริญญาเอก ดังนั้นงานตั้งแต่วิทยานิพนธ์เราก็จะโฟกัสในเรื่องของเพศสภาพ ในประเด็น HIV มาตลอด พอมาเป็นอาจารย์แล้วก็ยังทําวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง HIV จนกระทั่งวันนี้ที่เราทําวิจัยเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศกับการอยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มาได้ประมาณ 20 ปีแล้วแหละ
สิ่งที่ชอบที่สุดในการทําวิจัย เราชอบทุกอย่าง ชอบเม้าท์มอย ชอบไปเจอคน ชอบอยู่ในชุมชน ชุมชนที่เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเขา ด้วยความเป็นกะเทย เวลาเราเข้าไปเจอภาคประชาสังคมที่ทำเรื่องนี้ ก็กรี๊ดใส่กัน สนุกสนาน (หัวเราะ) เรามีความสุข เราคุยกันรู้เรื่อง เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ประกอบขึ้นมาเป็นชุมชน ซึ่งชุมชนในที่นี้ก็คือไม่ได้ชุมชนเชิงกายภาพนะ แต่เป็นชุมชนเชิงจินตภาพ ก็คือคอมมูนิตี้ผ่านองค์ความรู้เรื่องเพศสภาพ
เราสามารถเรียกผู้มีความหลากหลายทางเพศว่า ‘กะเทย’ ได้ไหม
เราชอบคําถามนี้นะ (หัวเราะ) คำว่า ‘กะเทย’ เมื่อก่อนมันเคยเป็นคําดูถูก เป็นผู้มีสองเพศในคนเดียวกัน ไม่สมประกอบ อะไรอย่างนั้น ดังนั้นมันก็เลยถูกนํามาใช้ในการเรียกแบบ Name-calling (การตั้งฉายาเชิงลบแก่ผู้อื่น) แต่ในระยะหลังมานี้ ชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศเนี่ย ใช้คําที่เป็นด่ามาเป็นคําที่ Empower กัน กะเทยหลายคนชอบให้ถูกเรียกว่าตรงๆ ว่า ‘กะเทย’ นะ
ดิฉันว่ามันขึ้นอยู่กับว่าท่าทีในการเรียกมากกว่า อย่างเวลาเรียกเพื่อนเรายังเรียก ‘อีเหี้ย ไอห่า’ ได้เลย แต่อยู่ดีๆ เราจะไปเรียกคนอื่นว่าเหี้ยไม่ได้ใช่ไหม มันขึ้นอยู่กับท่าทีและความเหมาะสมมากกว่า
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ คําว่ากะเทย ถูกนํามาใช้เป็นชื่อของ ของมูลนิธิ ซึ่งก็คือ มูลนิธิเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เขาเป็นเครือข่ายใหญ่เลยนะ แล้วตัวเราเองก็สนิทกับอาจารย์รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ที่เขาเป็นประธานของมูลนิธิ เขาบอกว่าเวลาเข้าไปจดทะเบียนมูลนิธิเนี่ย ใช้เวลานานมาก เพราะต้องตอบคำถามว่าทําไมต้องใช้ชื่อกะเทย ดูเหมือนชื่อดูถูก แต่ว่าเขาพยายามที่จะใช้คําดูถูกเนี่ย มาเป็นคําที่ Empower กัน เพื่อเป็นการเปลี่ยนความหมายให้มันเป็นเชิงบวก

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่พบเจอได้บ่อยๆ คืออะไร
เอาอย่างนี้แล้วกัน เราเรียกมันรวมๆ ว่า Representation หรือภาพตัวแทน กระบวนการของมันก็คือ มนุษย์เรามีหลายมิติ หนึ่งชั้นเนี่ย มันมีมิติของความเป็นเพื่อน มิติของความเป็นแฟน มิติของความเป็นครู มิติของความเป็นอะไรมากมายใช่ไหม แต่คนจะเลือกที่จะรับรู้เราเพียงแค่บางอย่าง เช่น เราถูกเรียกว่าสายเหลือง สีเหลืองคือสีอะไร? ก็คือสีอุจจาระ เพราะว่ามันถูกเรียกผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ซึ่งถ้าหากว่าคุณเรียกฉันสายเหลือง แปลว่าคุณเรียกฉันผ่านกระบวนการการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งชีวิตฉัน 24 ชั่วโมง ฉันใช้ชีวิตกับเรื่องเซ็กซ์แค่หนึ่งวินาทีมั้ง (หัวเราะ)
ฉันใช้เวลา 6 ชั่วโมงในการสอนหนังสือตั้งแต่เช้ายันบ่าย ทําไมไม่เรียกฉันว่านักวิชาการ ทําไมไม่เรียกฉันว่าครู คนมักจะเลือกบางมิติที่เขาคิดว่าเราเป็นมิติแบบนั้น แล้วเอามิตินั้นมาเป็นเหมือนภาพแทนของชีวิตเรา ดังนั้นคนแต่ละคนก็จะมีมุมมองในแต่ละส่วนของความเป็น LGBTQ+ ต่างกันไป
เราสอนอยู่ในเอกนิเทศศาสตร์ เพราะฉะนั้นมิติเรื่องสื่อเนี่ย เป็นตัวอย่างที่ดีเลยในการยกมาพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพาดหัวข่าว ‘กระเทยหึงโหด’ ‘ทอมซ่า’ ‘ไม้ป่าเดียวกัน’ ‘อมนกเขา’ แบบชอบมีพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ เวลากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทำผิด ว่า แก๊งอมนกเขาบ้าง อะไรบ้าง ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวกับอมนกเขา มันเกี่ยวกับการลักทรัพย์ แล้วทุกคนก็ลักทรัพย์ได้ ถ้าหากว่าคุณเรียกกระเทย เกย์ ว่าแก๊งอมนกเขา ทําไมคุณไม่พาดหัวข่าวผู้หญิงเวลาลักทรัพย์ว่า แก๊งอมกล้วย หรือเรียกผู้ชายว่า แก๊งเลียหอย บ้างล่ะ? คุณเรียกพวกเราผ่านกระบวนการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคุณเอาสิ่งนั่นมาเป็น Representation ในการตีตราพวกเรา ซึ่งมันไม่แฟร์
การ ‘ตีตรา’ (Stigma) คืออะไร
การตีตรา หรือ Stigma เนี่ย มันก็คือการเอามุมมองอะไรบางอย่าง แล้วทำให้มุมมองนั้นน่ะเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้มันกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซึ่งมันไม่แฟร์ พอเราศึกษาเรื่องนี้มากๆ เรารู้เลยว่าทําไมผู้มีความหลากหลายทางเพศจํานวนมาก ส่วนใหญ่เติบโตมาแบบไม่ภูมิใจในตัวเอง หรือมีปัญหาเรื่องของสุขภาพจิต มีงานวิจัยเยอะมากที่บอกว่า LGBTQ+ มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต งานวิจัยของอาจารย์ก็ชี้เหมือนกันว่า เขาไม่เคยเห็นตัวแบบที่มันดีในโลกของสื่อเลย
ยกตัวอย่างเช่น มีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นกะเทยแต่งหญิง อาจารย์ก็ไปถามเขาว่าสูงสุดของชีวิต หนูอยากเป็นอะไร? เขายังไม่กล้าตอบว่าอยากเป็นผู้พิพากษาเลย ทั้งๆ ที่มันคือความฝันเขา เพราะเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน เราเคยมีรัฐมนตรีที่เป็นกะเทยไหม หรือว่าเป็นนายกฯ ที่เป็นกะเทยบ้างรึเปล่า? เราไม่เคยเห็นเลย เราจะเห็นกระเทยแต่แบบ Sex worker นางโชว์ คนในวงการบันเทิง แต่งหน้าจัดดอกไม้ มันก็มีอยู่แค่นี้ ซึ่งยืนยันนะว่าอาชีพเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร แต่แค่เหมือนเราถูกตีกรอบว่า พวกเธอเป็นได้แค่นี้นะ จากการผลิตซ้ำผ่าน ‘สื่อ’ นี่แหละ

ทำไม LGBTQ+ ถึงมีการตีตรากันเองด้วย?
ทุกที่มีการแบ่งคลาสหมดแหละ อย่างกะเทยเขาก็มีชนชั้นของเขา ก็จะมีชื่อเรียกเช่น กระเทยบ้านนอก กระเทยหัวโปก กะเทยไล่ควาย อะไรแบบนั้น คนที่ถูกเรียกก็คือคนที่ไม่มีทรัพยากรในการปรับเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้ไปถึงหญิงข้ามเพศ แม้กระทั่งคุณมีนมแต่คุณมีงู คุณก็ถูกเรียกว่า ‘กะเทยมีงู’ นะ
ถ้าคุณเป็นเหมือน ปอย ตรีชฎา Miss tiffany โอ้! ก็จะเป็นอีกขั้นหนึ่งไปเลย หลังๆ มันจะมีเพจชื่อว่า นางฟ้าอ่าวไทย ก็คือคุณแบบ สวยจนหลุดออกอ่าวไปแล้ว (หัวเราะ) สวยเลย สวยจริง สวยมาก อย่างเช่น โยชิ แบบนี้ เขาก็จะไปทางนั้นกันเลย ก็จะไม่ค่อยมาสุงสิงกับกะเทยหัวโปก ประมาณนั้น
พวกเขารับมือกับการถูกตีตราอย่างไร
ถ้าพูดถึงในมุมมองทางด้านวิชาการแล้วกัน คือมันก็มีการต่อรองหลายแบบ ต่อรองทั้งในเชิงต่อรองแบบต่อต้าน และต่อรอนในเชิงสนับสนุน เช่น อย่างที่เล่าเมื่อซักครู่ เรื่องของการให้บริการด้านสุขภาพสําหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศนะ เพราะว่า Health sector ของประเทศไทยมันไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยผู้มีความหลากหลายทางเพศ ดังนั้นมันมีช่องว่างที่ใหญ่มาก แต่ตอนนี้มันมีองค์กรภาคประชาสังคม ที่พยายามลดช่องว่างตรงนั้น ให้มีการบริการที่เหมาะสําหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น
แต่บางอย่างเราก็มีเพดานที่ยังไปไม่ถึงอย่างเช่น สมรสเท่าเทียม มันก็จะต้องสู้กันต่อไป หรือว่าแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยสาระมันก็ไม่เล็กนะ อย่างเรื่องของเพศศึกษา ทุกวันนี้มันก็ยังเป็นแค่ชายกับหญิงในแบบเรียน หรือแม้กระทั่ง ความพยายามในการที่จะตัดคําว่าพ่อกับแม่ออก แล้วเปลี่ยนเป็นคําว่าผู้ปกครองแทน เพราะว่าประเทศตะวันตกที่เขาพัฒนาแล้ว เขาตัดคําว่า father and mother ออกให้เป็น Parents แทน เพราะว่ามันจะได้โอบล้อมทุกเพศสภาพ
งั้นขอสรุปว่า การต่อสู้มันเป็นการต่อสู้ทั้งการต่อรองโดยตรงกับแหล่งอำนาจ และการพยายามที่จะอุดช่องว่าง สร้างการสนับสนุน มันเป็นทั้งแบบ Hard และแบบ Soft ไปด้วยกัน แต่สุดท้ายอาจารย์ก็เชื่อว่าอุดมการณ์รัฐมันก็แข็งแกร่งมากๆ คำถามคือ เราจะสร้างการต่อรองยังไงให้เห็นผล
ทำไมถึงสนใจศึกษาเรื่องนี้เป็นพิเศษ
อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงค่ะ เรามองว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงมันมี 2 อย่าง อย่างแรกก็คือ เราสร้างงานวิชาการ เราสร้างองค์ความรู้ เพื่อจะไปเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ดิฉันเขียนไป มันอาจจะอยู่อีก 50-60 ปี คนอีก 50-60 ปี ข้างหลังเขาอาจจะมาใช้องค์ความรู้ที่เราผลิตหลังจากเราตายไปแล้วก็ได้ใช่ไหม
แต่ระยะสั้นเนี่ย ดิฉันสอนนิสิต วันนี้ดิฉันสอนนิสิต 100 คนถ้วน ดิฉันอาจสามารถเปลี่ยนมุมมองเด็กต่อเรื่องนี้ 100 คนได้ เราเชื่อว่าการที่เราอยู่ในระบบการศึกษาเนี่ย เราสามารถเปลี่ยนแปลงคนรุ่นใหม่ๆ ได้จากการที่เขาเจอเราทุกวัน ถึงแม้เราไม่ได้สอนเขา แต่เขาเห็นเรา แล้วมันก็จะรู้สึกเป็นกันเอง แบบเขาก็คือมนุษย์เหมือนกัน เขาอาจจะมีเพศไม่เหมือนกับอาจารย์คนอื่น แต่เขาทํางานของเขาเต็มที่ ฉันก็อยากจะให้เขารู้ว่า เออ! ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถเป็นอาจารย์ได้ ฉันทําวิจัยได้ ฉันมีผลงานวิชาการ ดังนั้นมันไม่ควรแยกกันที่เพศสภาพ เราก็รู้สึกดีนะที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีวัฒนธรรมการยอมรับเรื่องเพศสภาพ เราอยู่ที่นี่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเองมาก

ข้อค้นพบที่ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ มีอะไรบ้าง
เวลาเราทํางานวิจัย เราจะมีการทบทวนงานวิจัยที่เขาทํามาก่อนหน้าเรา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการตีตรา งานวิจัยก่อนหน้าดิฉัน 20 ปี ผลของเขาเป็นยังไง อีดอก! ผ่านมาอีกยี่สิบปี ผลก็ยังเป็นเหมือนเดิม (หัวเราะ) แค่มันเปลี่ยนคําไปเฉยๆ เมื่อก่อนจะเป็นคําแบบ อมนกเขา ไม้ป่าเดียวกัน ถั่วดํา อะไรอย่างนี้ ในขณะเดียวกันศัพท์รุ่นใหม่มา มันก็เป็นคำประเภท มนต์รักฟักทองบด บ้างล่ะ สายเหลือง บ้างล่ะ คือมันแค่เปลี่ยนคํา แต่ตัวอุดมการณ์ของมันยังอยู่
งานวิจัยที่เพิ่งทําไม่กี่ปีเนี่ย ก็ยังพบเลยว่า Stigma ยังสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV แล้วมันเป็นการตีตราที่ซับซ้อนด้วย แล้วมันไม่ได้มีแค่ชั้นเดียวอ่ะ บางคนมีหลายชั้นมาก เช่น คุณเป็นกะเทย ที่อยู่ในครอบครัวที่จน พอจนเสร็จก็เข้าเรียนไม่ได้อีก เข้าเรียนไม่ได้ก็ไม่มีงานทํา เลยต้องเข้ามาพัทยาเพื่อเป็น Sex worker พอเป็น Sex worker แล้วไม่มีความรู้เรื่องเพศก็ติดเอดส์อีก พอหลังจากติดเอดส์ มีบางคนต้องถูกตัดแขน บางคนมีแผลพุพอง นี่ก็เป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง
สิ่งที่เราเจอก็คือ อุดมการณ์มันยังอยู่ แล้วปฏิบัติการของอุดมการณ์มันซับซ้อนมากขึ้น แล้วมันทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เพราะมันทําให้คนที่อยู่รอบข้างอ่ะ เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าคนกลุ่มนี้มันสมควรแล้ว แม้กระทั่งคนที่เป็นคนดีลกับคนกลุ่มนี้โดยตรงอย่างเช่น เจ้าของบาร์ หรือว่าคนที่เป็นผู้ว่าจ้าง หรือแม้กระทั่งทันตแพทย์ที่ปฏิเสธการให้บริการ ซึ้งนั้นคือปี พ.ศ.2562 นะ ยังมีทันตแพทย์ที่ปฏิเสธการให้บริการหญิงข้ามเพศอยู่อีกเหรอ
อะไรแบบนี้มันเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมคน รัฐไทยมันจะบอกว่าคนในประเทศไทยจะต้องมีแค่ชายกับหญิง เพราะพวกคุณต้องมีลูก ต้องสร้างประชากรเพิ่มใช่ไหม? เมื่ออุดมการณ์หลักมันเป็นอย่างนี้ เครื่องมือทางสังคมต่างๆ มันก็จะถูกคอยกล่อมเกลาว่าคุณจะต้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงตั้งแต่อนุบาลเลย ต้องใส่กระโปรง ใส่กางเกง หากเป็นเพศนี้ คุณต้องมีรูปแบบการตัดผมแบบนี้
ดังนั้นเครื่องมือทางสังคมต่างๆ มันก็ถูกล้อผ่านอุดมการณ์หลัก ซึ่งมันก็ยังแข็งแรงอยู่แม้ว่ามันถูกท้าทายนะ เช่น นิสิตตอนนี้ก็ให้แต่งกายข้ามเพศได้ ให้รับปริญญาใส่ชุดตามเพศสภาพที่เราเป็นได้ แต่ใบประกาศนียบัตรก็ยังเป็นนายอยู่ เราก็ต้องท้าทายมันไปเรื่อยๆ

ระหว่างทำวิจัย เจอประสบการณ์อะไรที่ส่งผลต่อเราไหม
โอ้! ฉันสัมภาษณ์ฉันจะร้องไห้ โหดที่สุดคือที่ไปลาว อาจารย์ไปสัมภาษณ์น้องคนหนึ่งที่เป็นเกย์ เขาจนมาก เลยต้องข้ามมาไทย มาขายตัว แล้วเขาอ่านหนังสือยังไม่ได้เลย ดังนั้นเขาก็ไม่มีความรู้เรื่อง HIV เขาก็ติดเชื้อที่นี่ แล้วพออาการเริ่มทรุด เขาก็ทํางานต่อไม่ได้ ก็ต้องกลับลาว ตอนเราไปสัมภาษณ์ เขาซูบมากๆ แบบเหลือแต่กระดูกเลย เวลาสัมภาษณ์ก็จะพูดได้แค่หนึ่งคํา แล้วเวลาก่อนสัมภาษณ์เราต้องให้เขาเซ็นใบยินยอม แต่เขาไม่มีแรงที่จะสามารถยกมือขึ้นมาเซ็นกระดาษได้ เราก็ต้องเป็นคนประคองมือให้เขาเซ็น
ความจนเนี่ย มันไม่ได้จนแค่เงินนะ มันจนทุกมิติในชีวิตเลย แม้กระทั่งเรื่องเพศ คุณจนเงิน คุณจนชาติกําเนิด คุณจนเรื่องการศึกษา แล้วหลังจากนั้นคุณจนเรื่องสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรนะ คุณจนทุกอย่าง มันเป็นความจนที่โคตรซับซ้อน ซึ่งแต่ละคนมันมีเลเยอร์ต่างกัน บางคนอาจจะมี 20 เลเยอร์เลยก็ได้ ใครจะไปรู้ใช่ไหม
ทุกคนมีสตอรี่ มีเรื่องเล่าหมด ดังนั้นเวลาเรามีนโยบายที่แบบคล้ายๆ กับการแจกเงิน สมมติว่าคุณให้เงินเขาไปหมื่นนึง แต่คุณไม่ได้ให้โอกาสอย่างอื่นกับเขา ลูกเขายังไม่มีโอกาสที่จะเข้าโรงเรียนฟรี ก็ต้องเอาเงินไปใช้กับเรื่องเฉพาะหน้า อย่างเช่นการซื้อมอเตอร์ไซค์ ชนชั้นกลางก็จะไปดูถูกเขาว่าฟุ่มเฟือย อีดอก! เขาไม่มีมอเตอร์ไซค์ เขาต้องทํามาหากิน แต่มึงมีรถ ถ้ามึงเป็นเขา มึงก็ต้องเอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์เหมือนกันแหละ
หรือว่าบางคนเอาไปซื้อเหล้า เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตเขาอาจจะผ่านอะไรหนักๆ มา เหล้าซักกสองกลมมันอาจจะทําให้ชีวิตเขาดีขึ้น มองอะไรออกได้บ้าง คือพวกเขาไม่ได้มีความรู้ในการที่จะเอาเงินไปซื้อคริปโตฯ ไง เขาไม่ได้จะเอาเงินไปลงทุนในหุ้นตราสารหนี้ เขาไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าหุ้นทั้งหลายคืออะไร? แต่พวกคุณจบการศึกษามา คุณมีทางเลือก คุณก็เห็นอะไรมากกว่าเขาไง
สถานการณ์ต่อเรื่องเพศหลากหลายในภาคตะวันออก ปัจจุบันเป็นอย่างไร
ในแง่หนึ่งเราศึกษาในเรื่องการให้บริการเกี่ยวกับ HIV สําหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย ซึ่งก็ถือว่าดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ แต่เราไม่ได้รับการซัพพอร์ตจากรัฐบาลไทยนะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าในโรงพยาบาลรัฐเนี่ย มันถูกออกไว้รับรองคนที่เป็นชายหญิง เขาไม่ได้ออกแบบเพื่อรับรองคนที่เป็นกะเทย หรือคนที่เป็นเพศหลากหลาย ดังนั้นบริการในพวก healthcare ทั้งหลาย มันไม่ได้ถูกดีไซน์เพื่อคนเหล่านี้
เธอคิดว่าคนเป็นกะเทยเข้าไปแล้วก็ แบบว่ามีปัญหาเรื่องการทำนม หรือว่าอยากจะไปถามเรื่องฮอร์โมน หรือว่าอยากจะได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ เพราะว่ากะเทยเขามีเพศสัมพันธ์ไม่เหมือนชายหญิงทั่วไปใช่ไหม? ซึ่งโรงพยาบาลปกติมันให้ไม่ได้ และคนกลุ่มนี้ก็ถูกดิสเครดิตมาตลอดเวลา แต่พอหลังๆ ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา มันก็จะมีองค์กรภาคประชาสังคม ถ้าพัทยาก็มี สวิง มี มูลนิธิซิสเตอร์ ถ้าชลบุรีก็มี ฟ้าสีรุ้ง เนอะองค์กรภาคประชาสังคมพวกเนี้ยก็จะถูกดีไซน์มา โดยเฉพาะอย่างซิสเตอร์ เขาก็จะดีไซน์มาจากคนที่เป็นทรานส์เจนเดอร์เลย ซึ่งเขาก็รู้ว่าความต้องการของกะเทยคืออะไร เขาออกแบบการให้บริการของเขาสําหรับกะเทยโดยเฉพาะ
เขาก็จะรู้ความต้องการของคนเหล่านี้ว่า เขาผ่านอะไรมา และคนกลุ่มนี้ต้องการอะไร ง่ายๆ สุดเลยคือการออกแบบเวลา เธอคิดว่าคนทำงานกลางคืนจะไปเข้าไปขอรับบริการตรวจ HIV ตอนแปดโมงเช้าไหมล่ะ? หรือเธอคิดว่าแต่งหน้าเต็มเข้าไปในโรงบาลได้ไหมล่ะ? คนก็มองสิ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้เขาก็ดีไซน์ให้มันเหมาะสมกับเพศวิถีและวิถีชีวิตชีวิติของคนเหล่านี้

ทำไมถึงเลือกทำประเด็นนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างพัทยา
ถ้าหากว่าเป็นเหตุผลส่วนตัว ก็คือเราย้ายมาสอนที่นี่ แต่ถ้ามองในเชิงวิชาการ เรามองว่าที่นี่มันมีความเป็น Global และ Local อยู่ในที่เดียวกัน แต่เผอิญ Global กับ Local เนี่ย มันไม่ได้อยู่กันแบบ Harmony มันไม่ได้อยู่กันแบบราบรื่น มันอยู่กันแบบขูดรีดซึ่งกันและกัน
เห็นไหมเรามี EEC เดี๋ยวก็จะมีรถไฟความเร็วสูง มีสนามบินอู่ตะเภา นู่นนี่นั่น เขาทําให้คนท้องถิ่นเหรอ? ไม่ใช่ เขาทําให้คนต่างชาติ ดังนั้นมันก็เลยเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ที่พวกเราทําวิจัยแล้วพวกเราเจอมา ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อกันโดยไม่รู้ตัว เช่นการมีอยู่ของเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา มันก็ต้องการแรงงานหลากหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือแรงงานทางเพศ คนพวกนี้ก็เข้ามาเพราะมีความฝันว่าตัวเองจะดีขึ้น แต่กลายเป็นว่ากลับไปบ้านก็คือเป็นเอดส์ แล้วไม่มีใครดูแลเขา แล้วเขาก็ตาย แทนที่เขาจะได้อยู่บ้านของเขา ถ้าหากว่ามันมีความเจริญที่เท่าๆ กันทั้งประเทศ
ประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว บ้านนอกกับในเมืองเนี่ย รายได้มันใกล้ๆ กันเลยนะ มันไม่มีความต่างกันมากมายอะไร แล้วคนก็สามารถที่จะอยู่บ้านนอกของเขาได้อย่างเท่าเทียมกับคนในเมือง แต่ของเรามันไม่ใช่ ของเรามันรวมศูนย์กันอย่างสุดๆ ดังนั้นคนก็จะเข้ามาในศูนย์กลาง แต่คนไม่ได้เข้ามาเพื่อความเท่าเทียมนะ มันเข้ามาเหมือนกับเป็นแมงเม่า ถูกขูดรีด ดูดเลือดดูดเนื้อกันเสร็จก็กลับไป
มีอะไรที่อยากพูดหรือส่งต่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจประเด็นเหล่านี้มากขึ้นรึเปล่า
อยากจะให้ทุกคนมองคนอื่นเป็นคนเท่ากันทั้งหมด อย่าไปตัดสินว่าเขาเป็นเพศอะไร อันนี้มองในมุมมองของ Gender เนอะ อยากจะให้ทุกคนลองเอาเท้าของเราไปใส่ในรองเท้าของเขา เราไม่ควรไปตัดสินในสิ่งที่เราคิดว่ามันผิด คนหนึ่งคงไม่อยากมาเป็นกระเทย แล้วก็ไปเป็น Sex Worker แล้วก็ติดเอดส์หรอก การเป็นกระเทยมันต้องจ่ายอะไรเยอะมาก อยู่ดีๆ คุณจะไปแต่งหญิงไหมล่ะ? แล้วแต่งหญิงไม่พอ คุณจะต้องมีเรื่องกลับบ้านตัวเองอีก ต้องไปถูกบูลลี่ในโรงเรียนอีก ทําไมเขาต้องออกจากโรงเรียน ทําไมเขาต้องระหกระเหินเข้ามาพัทยา ถ้าเขาไม่รักในการเป็นกะเทยจริงๆ เขาคงไม่ทําหรอก
ดังนั้นเราควรที่จะมองเห็นค่าทุกคนเท่ากัน เคารพความเป็นมนุษย์ ดูตอบแบบนางงามมากเลย (หัวเราะ) แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันคิด ยกตัวอย่างเช่น มีนิสิตคนหนึ่งเป็นกะเทย จบไปแล้วสองสามปี แล้วนางก็ไปเป็นนางโชว์ ฉันก็รู้สึกภูมิใจกับเขานะ เพราะมันก็เป็นอาชีพ มันอยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งนานแล้ว

ภาคตะวันออกที่คุณอยากเห็น เป็นอย่างไร
Global meet local นั่นแหละ แต่มันเป็นการ meet ที่ไม่เท่าเทียมกัน มันเป็นการ meet ที่ขูดรีด ซึ่งเราก็อยากเห็นภาคตะวันออกที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้ขูดรีดน่ะ เขาน่าจะตระหนักได้ว่าการกระทําของเขามันส่งผลกระทบต่อคนในชุมชน หรือต่อโลกด้วยซ้ำ คุณควรที่จะมีสามัญสํานึกอะไรบางอย่าง ที่เป็นผลประโยชน์ให้กับ Local ด้วย
ในขณะเดียวกันเราก็มองว่า Local เนี่ย ก็ไม่ควรที่จะให้เขาปู้ยี่ปูยำยังไงก็ได้ เราควรที่จะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการต่อรอง ต่อสู้ มันต้องรวมกัน ทั้งชาวบ้าน คนทั่วไป หรือองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหลาย ควรที่จะสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน แล้วไปด้วยพร้อมๆ กัน



