/

เราควรมีชีวิตที่ไม่เป็นภาระธรรมชาติ คุยกับ ปู – ฤทธิ์ บินอับดุลเลาะห์ เจ้าของบ้านสวนมีกิน

ในหนึ่งวันเคยลองนับไหมว่าเราสร้างขยะไปกี่ชิ้น ปล่อยคาร์บอนออกไปเท่าไหร่ และมนุษย์สามารถดูดซับคาร์บอนด้วยตัวเองแทนต้นไม้ได้แค่ไหน

นี่อาจเป็นคำถามไม่กี่ข้อที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในวันที่โลกเดือดขึ้นทุกวัน และนั่นทำให้มีพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเล็กๆ อย่างนครนายก ที่อยากทดลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่เบียดบังธรรมชาติ

และนั่นคือ บ้านสวนมีกินของ ปู – ฤทธิ์ บินอับดุลเลาะห์

ในอาณาเขตไม่เล็กไม่ใหญ่ของ ‘บ้านสวนมีกิน’ ข้างซ้ายมือจะเป็นแปลงนาข้าวขนาดกะทัดรัดแต่ผลิตข้าวสารพอเลี้ยงคนในบ้านได้ตลอดทั้งปี ในขณะที่ฝั่งขวามือเป็นตัวบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง ที่ถ้ายังสังเกตุดีก็เห็นแฝงโซล่าเซลล์ติดอยู่บนหลังคา ถัดไปจากตัวบ้านเป็นโรงเรือนเพาะปลูกและผสมปุ๋ย ที่หน้าโรงเรือนเป็นแปลงผักสวนครัวที่ถ้าอยากทำอาหารเมื่อไหร่ก็ออกมาเด็ดได้ง่ายๆ ลึกเข้าไปจากโซนแปลงผักมีบ่อเก็บน้ำและต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่โดยรอบ ทำให้ภายในพื้นที่บ้านสวนมีกินแห่งนี้เย็นกว่าข้างนอกมาก

ที่นี่คือ อาณาจักรที่ทำให้ ปู สามารถใช้ชีวิตที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง ลดการใช้พลังงาน และไม่สร้างภาระให้กับโลกใบนี้ได้ เพราะ ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกชั่วขณะของชีวิตเรา ได้ทิ้งอะไรมากมายไว้บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นขยะ ก๊าซเรือนกระจกและอีกมากมายที่เบียดเบียนธรรมชาติ

ปัจจุบันพี่ปูเป็นทั้งวิทยากร นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักสื่อความหมายธรรมชาติ นักส่องนก นักเดินป่า นักสำรวจธรรมชาติ และอื่นๆ ตามแต่จะเรียก แต่ที่ดูจะจำกัดความความเป็นพี่ปูได้ตรงไปตรงมาและครอบคลุมที่สุดคงเป็น คนที่พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติและส่งต่อโลกนี้ที่น่าอยู่ให้ลูกหลานในอนาคต

ก่อนหน้าจะเกิดบ้านสวนมีกิน พี่ปูทำอะไรมาบ้าง

เด็กๆ เกิดมากับพ่อเป็นแขก แม่เป็นจีนปนลาว แม่พี่เป็นคนนครนายก ตายายอยู่ที่นี่ ตาเป็นจีน ยายเป็นลาวเวียง ก็ถือว่าเป็นคนนครนายกแต่ไปทํามาหากินอยู่ข้างนอก ออกจากจังหวัดนี้ไปตอนเรียนจบ มส. 3 ไปทํางาน แล้วกลับมาที่นี่เพื่อมาทําธุรกิจด้านท่องเที่ยว 

ย้อนไปนิดหนึ่ง ตั้งแต่เด็กๆ เราสนใจเรื่องชีวะ เรื่องพืช เรื่องสัตว์ ห่วงใยธรรมชาติ เสร็จแล้วก็มาเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวล่องแก่ง เดินป่า ดูนก โรยตัว  เช่าหน้าร้านอยู่บนถนน 3049 เดือนละ 1,200 บาท จนกระทั่งปี พ.ศ. 2554 ที่เกิดน้ําท่วมใหญ่ก็วิกฤตเลยไม่มีตังค์จ่ายค่าเช่าร้านก็เลยยกเลิก แล้วก็เข้ามาอยู่ตรงนี้ (บ้านสวนมีกิน)

เพราะ เผอิญว่าช่วงที่ทําท่องเที่ยวอยู่มีโอกาสพานักท่องเที่ยวเข้าไปที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นศูนย์ที่แสดงแนวคิดเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เขาก็มีอาจารย์บรรยายเรื่องการพึ่งพาตัวเอง เราก็ได้ครูพักลักจําไปด้วย แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย!! แนวคิดนี้น่าจะอยู่ได้ ก็เลยตั้งว่า เรามาอยู่วิถีชีวิตนี้แล้วกัน แล้วต่อเขาไปอีกนิดกลายเป็น เศรษฐกิจพอเพียงคู่เคียงธรรมชาติ กลายเป็นบ้านสวนมีกินจนทุกวันนี้

ตั้งแต่มีบ้านนี้ ปี 2556 เรามานั่งดูแล้วการใช้ชีวิตแบบพอเพียง อันดับแรกเลยเป็นเรื่องของการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจพอเพียงมันมีเก้าขั้น สองสามขั้นแรกเป็นเรื่องของการพึ่งตนเอง พอพึ่งตนเองได้ก็เป็นการที่เราใช้ทรัพยากรหรือพึ่งพาข้างนอกน้อย การพึ่งพาข้างนอกน้อยทําให้การใช้คาร์บอนก็น้อยลงด้วยเป็นจุดเริ่มต้นของวิถี Low Carbon ของเรา

อะไรคือวิถี Low Carbon สำหรับพี่ปู

ตัวอย่างเวลาเราเปิดก๊อกน้ํา กว่าน้ำจะขึ้นมาแล้วถูกปล่อยลงมา ที่ก๊อกน้ําเนี่ยมันจะต้องใช้พลังงานในการสูบน้ํา ใช้พลังงานส่งน้ำมาตามท่อ หรือการที่เปิดไฟก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นพลังงานฟอสซิลอยู่ดี 

จริงๆ เรื่องของ Low Carbon อย่างง่ายๆ เรื่องการปลูกต้นไม้ ดูที่นี่มีต้นไม้ตั้งหลายต้น เราอยู่แค่คนเดียว ดูเทียบกันระหว่างซับกับปล่อย ดูซับจะเยอะกว่านะ แล้วก็นอกจากการซับคาร์บอนแล้ว ต้นไม้ก็ยังปล่อยออกซิเจน ซึ่งเราก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ถูกกระจายไปให้เพื่อนบ้านด้วย 

การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีเลย ตรงนี้ก็ลดคาร์บอนเหมือนกัน

แล้วก็น้ํานี่เห็นไหม เก็บเองน้ําฝน ซึ่งโชคดีตรงที่ว่า นครนายกไม่ใช่ เมืองอุตสาหกรรม มาเรื่องพลังงาน แก๊สเราก็ไม่ใช้ เราใช้ฟืนบ้าง ถ่านบ้าง ก็สามารถหุงต้มได้ พลังงานไฟฟ้าเราก็ใช้จากโซลาร์เซลล์ ติดอยู่หลังคาบ้านนู่น ตอนนี้ใช้โซลลาร์เซล์ทั้งระบบเลย มีแผงยี่สิบวัตต์ 6 แผง แล้วก็มีพ่วงอีก 2 แผง แผงละร้อยกว่าวัตต์ รวมเป็น 8 แผง งั้นเราก็จะมี ไฟจากฟ้า น้ําจากฝน ความร้อนจากฟืน 

พอ Low Carbon แล้ว เราก็พยายามที่ไม่สร้างขยะด้วย (Zero waste) เราก็เริ่มกําหนดจำนวนขยะที่ตัวเองจะผลิตในหนึ่งวัน เพราะว่าพวกนี้ก็คือ ใช้พลังงานในการผลิตทั้งนั้นเลย เริ่มจากตอนแรก 15 ชิ้น พออยู่ไปอยู่มา เหลือแค่สิบ แล้วมีบางวันที่เราไม่สร้างขยะเลย ในหนึ่งสัปดาห์ถ้าเรา Zero waste ได้หนึ่งวัน เดือนหนึ่งเราได้สี่วัน ปีหนึ่งเราก็ได้เยอะนะ 

ชีวิตแบบ Low Carbon มันสำคัญยังไง

เพราะพี่เป็นนักสื่อความหมายธรรมชาติ นักสื่อความหมายจะต้องไปรู้จักธรรมชาติ รู้จักโลก เราไปรู้ว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมีระบบอะไร เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ จริงๆ แล้วโลกนี้ถ้าไม่มีพวกเรา พวกสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่านก ต้นไม้ เขาก็จะอยู่ได้อย่างอิสระ ไปตามเรื่องของเขา ไม้เลื้อยก็เลื้อย นกก็บิน ไอ้เรื่องที่จะทําให้เกิดคาร์บอนเนี่ยแทบไม่มี ในธรรมชาติ ถึงมีก็ถูกดูดซับด้วยพวกเขาเอง ต้นไม้เขาก็ซับของเขา แล้วก็ปล่อยออกซิเจนออกมา  สัตว์ก็เอามาใช้ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น เรารู้ว่าระบบของธรรมชาติเขามีของเขาแบบนี้ แล้วที่มันเพี้ยน จนทําให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นมา ก็มาจากเรา เห็นเขาพูดกันมาตั้งนานเนอะ เรื่องโลกร้อน คาร์บอนเป็นจําเลยใหญ่โต เพราะฉะนั้นเราก็เลย เออ ช่วยกันลดหน่อย

ทีนี้การที่จะสื่อสารออกไปบอกคนอื่น เราก็ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนดีไหม? นับหนึ่งที่ตัวเรา ก็เริ่มเลยแล้วเราก็ทํามาตลอด เพื่อที่จะช่วยโลก บางคนก็บอก เฮ้ย! โลกไม่ใช่ของเราคนเดียว ก็ช่างมันเถอะ แต่มันก็เป็นของเราอยู่ดี ถ้าเราไม่ทํา ใครจะทํา

แล้วอีกอย่างหนึ่งเราก็จะได้ไม่รู้สึกว่าหลังจากที่เราตายไปแล้ว หรือเป็นบรรพบุรุษแล้ว ลูกหลานจะได้ไม่พูดถึงว่า ก็รุ่นพ่อรุ่นลุงทําไว้อย่างนี้ อะไรประมาณนั้น 

แล้วจากคนที่เคยทำงานด้านท่องเที่ยวธรรมชาติ ได้มาสัมพันธ์กับวิถีชีวิตแบบนี้ยังไง

สัมพันธ์มากเลย เพราะว่าการดูนกของพี่ไม่ใช่ที่ดูแค่สวยงาม แต่เราดูแล้วตั้งคําถาม ว่า นกมาจากไหน แล้วมันกิน มันอยู่ยังไง แล้วพอยิ่งต้องหาคําตอบไปเรื่อยๆ ไปรู้ว่าเฮ้ย นกมีมาตั้งแต่ 100 ล้านปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคก่อนจูราสสิค มนุษย์เพิ่งถือกำเนิดเมื่อไม่กี่ 100,000 ปีนี้เอง แล้วยุคมีกี่ยุค ถอยไปๆ เรื่อยๆ จนไปถึงยุคที่โลกกำเนิดมา ตอนเรียนมันก็ไม่มีเรื่องนี้หรอก จนรู้ว่า อ๋อ เขาสันนิษฐานทฤษฎีกำเนิดโลกไว้ว่าคือ บิ๊กแบงหรือการระเบิดที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็เกิดเป็นดาวนู่นดาวนี่ โลกเกิดขึ้นมาในยุคนั้น ดวงอาทิตย์มาก่อน โลกมาทีหลัง 

สิ่งมีชีวิตกว่าจะเกิดขึ้นมาโลกพัฒนามา 4,000 ล้านปีแล้ว 500 ล้านปีหลังถึงเพิ่งมีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต พวกพืช สัตว์ทั้งหลายมาก่อนเราหมดเลย พืช สัตว์ที่เกิดอยู่ในทะเลเป็นจุดแรกเลย แล้ววิวัฒนาการพาตัวเองขึ้นมาเป็นสัตว์เลื้อยคลานมาอยู่บนโลก 

จนไปรู้ถึงเรื่อง การถ่ายทอดพลังงาน ตั้งคำถามว่า พลังงานจริงๆ อยู่ไหนวะ? เขามีคําถามว่า อ้าว! ทําไมกินข้าว ก็ถ้าไม่กินข้าวก็ตายนะไม่มีพลังงาน แล้วข้าวกินอะไร พืชกินอะไรเป็นอาหาร เขาบอก อ๋อ ดวงอาทิตย์ไง ส่องลงมาพืชก็สังเคราะห์แสง เพราะฉะนั้น ถ้าดับดวงอาทิตย์ล่ะ จบเลย เพราะงั้นต้นกำเนิดพลังงานที่ใหญ่ที่สุดบนโลกนี้ก็คือ ดวงอาทิตย์ 

แล้วเราก็เลยมาเชื่อมต่อกันได้ว่า เราใช้วิถีแบบ low carbon ไม่ผลิตขยะ มันก็ลดพลังงาน ลดพลังงานก็รักษาโลก รักษาชีวิตของเรา คือมันเป็นวัฎจักร เป็นพลวัตรกัน อย่างที่บอกตั้งแต่แรกถ้าเราถอดมนุษย์ออกจากโลกนี้ไป ธรรมชาติอยู่ได้ เขาสบาย เขาจะมีความสุขด้วยซ้ํา  ไม่มีใครไปตัดเขา ไม่มีใครไปทําอะไรเขา กิจกรรมของมนุษย์นั่นแหละที่เป็นกิจกรรมที่ทําให้โลก แปรปรวน 

แล้วทีนี้เขาก็บอกว่า มีก๊าซที่ทําให้เกิดการเรือนกระจกอยู่สี่ห้าอย่าง คาร์บอนเนี่ยมี พิษน้อยที่สุดแต่มันเยอะ ถูกปลดปล่อยเยอะมากจากกิจกรรมของเรา จากกิจกรรมในการสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกอะไรต่างๆ ทั้งหมดเบียดเบียนธรรมชาติทั้งนั้นเลย เราก็เลยพยายามจะเบียดเบียนธรรมชาติ ให้น้อยที่สุด 

ซึ่งบางคนเขาบอกว่าอยู่แบบยั่งยืนอะไรก็ว่ากันไปเนอะแต่พี่ก็ไม่รู้แหละ รู้แต่ว่าการย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบให้มันรบกวนโลกน้อยที่สุด ก็คือ อย่างที่ทํานี่แหละ

ซึ่งการที่เราพาเขาไปดูธรรมชาติก็เพื่อให้มองย้อนกลับมาว่า พฤติกรรมอะไรของเราที่ไปรบกวนธรรมชาติ  เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตให้มันรบกวนน้อยที่สุด 

ความยากและความง่ายของการใช้ชีวิตแบบนี้คืออะไร

ความยากของการ ใช้ชีวิตแบบ Low Carbon ทําสวนเกษตรอินทรีย์ ก็คือ มันอาจจะลําบากขึ้นเพราะว่าพลังงานทําให้เราสะดวกสบาย 

แต่สิ่งที่ง่ายก็คือลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเราก็จะได้ไม่ต้องไปยึดโยงว่าต้องมีเงินเยอะ แล้วก็มีความสุข เชื่อไหมว่าความรู้สึกที่ได้เก็บผักจากสวนมาสู่โต๊ะอาหาร อย่างวันนี้จะกินแตงกับน้ําพริก ก็เดินไปเด็ดจากที่เราปลูกแล้วมากินเลย มันไม่ได้อิ่มกายอย่างเดียวนะ มันอิ่มใจด้วย

แล้วเรารู้อยู่แล้วว่าผักเราอินทรีย์แท้ๆ เรามั่นใจความปลอดภัย ในทุกกระบวนการการปลูกของ เรารู้ว่าไม่มีเคมีแม้แต่หนึ่งหยด หนึ่งเม็ดก็ไม่มีเลยในนี้ โอ้โหมันส์มากอ่ะชีวิต

 

เกิดการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างกับชีวิตหลังจากมาลองวิถี Low Carbon

ตอนที่เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตอนนั้นน่ะ ก็กังวลอาทิตย์นี้จะมีเรือไหม กังวลอยู่กับเงินแทบตลอดเวลา แต่ตอนนี้ต้องเรียกว่า ปลดแอกจากทุนนิยม ไม่ยึดโยงกับการเงินได้แล้ว 

แต่ก็ยังพอมีเข้ามาบ้างนะเรื่องท่องเที่ยว ปีหนึ่งก็จะไปสํารวจนก หมายถึง เราออกไปสํารวจนกก็เพื่อไปหาประสบการณ์ ไปอุทยานนู้น อุทยานนี้ ปีหนึ่งก็จะมีก๊วน มีแก๊งขึ้นเหนือไปดูนกอพยพที่นู่นกัน 

ครั้งหนึ่งเราไปสํารวจน้ําตกเหวนนรกเพื่อจะทําเส้นทางเดินป่า วันนั้นรู้สึกว่า เฮ้ย นี่กูมาทํางานหรือมาเที่ยว มันรู้สึกดีจังเลยว่ะ เมื่อก่อนทํางานออฟฟิศ หรือเป็นพ่อค้าก็ต้องจมจ่อมอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ แต่พอมาตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิตโชคดีจังเลย

ความท้าทายของการใช้ชีวิต แบบ Low Carbon คืออะไร

เอาจริงๆ ก็เหมือนคนทั่วไปก็คือ เรื่องของความมั่นคงของชีวิต ที่เขายังไม่รู้ว่า มันจะไปรอดหรือเปล่าวะ จะอยู่ได้แน่นะ 

ในการใช้ชีวิตแบบนี้มันมีคนถามครับ ตกลงมีรายได้จากอะไร คำตอบคือ ไม่ได้มีอะไรเป็นหลัก เรียกว่าเป็นคนตกงานตั้งแต่ปี 2554 นั่นแหละ แต่เราก็อยู่กันได้ เราอยู่มาได้ เราพิสูจน์ด้วยตัวเองเลย 

คําถามพวกนี้มาจากสังคมหรือบรรทัดฐานข้างนอก ว่าเราต้องประสบความสําเร็จแบบนี้ แบบนั้น ถึงจะเรียกว่าประสบความสําเร็จได้? แต่แล้วไงเพราะความสําเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของเราคิดว่า เราได้ช่วยโลกใบนี้ เราสําเร็จแล้ว 

ส่วนเรื่องเงินใครก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วเนอะ เราก็มีบ้างเป็นบ้านเช่ามรดก เดือนหนึ่งก็ไม่กี่ตังค์หลอกแต่ก็พออยู่ไป แล้วก็ไปร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของเรา อย่างเมื่อวานนี้ก็ไปทําล่องแก่งมา ก็พอมีรายได้จากจัดทริปท่องเที่ยว จัดทริปดูนกเบื้องต้น รายได้อีกทางก็คือเป็นกระบวนกร เป็นวิทยากรในค่าย อย่างตอนนี้มันมีกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าใหม่ของประเทศไทย แต่เก่าของญี่ปุ่นก็คือ ก็คือ อาบป่า ที่พวกฝรั่งเรียกว่า Forest Bathing 

 

พอมาใช้ชีวิตแบบนี้แล้วพี่ปู ค้นพบอะไรหรือเรียนรู้อะไรบ้าง 

ความสุขใจว่าเราจะเป็นบรรพบุรุษที่อาจทิ้งมรดกที่ดีๆ ไว้ให้ลูกหลาน แล้วก็อาจจะได้เห็นธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกทําลายไปมากกว่านี้ ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มันเพิ่มขึ้นมาบางอย่างเกินความจํา แฮปปี้มากกับการที่ไม่ได้ใช้เงิน 

มันมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ แต่ว่าอันนี้อยู่ที่ใจเราเอง ถ้าเราก้าวข้ามตรงนี้ไป ก้าวข้ามทุนนิยม กิเลส ก็จะมีแต่เรา

ปัจจัยภายในใจของเราก็คือ เรามีความภาคภูมิใจว่าเราจะใช้ของแบบนี้ เราก็ไม่ได้ปล่อยคาร์บอน ไม่ได้เบียดเบียนโลก เราก็พอมีเรื่องไปเล่าให้เด็กๆ ฟัง 

นอกจากเปลี่ยนที่ตัวเราแล้ว พี่ปูพาความรู้นี้ไปสู่คนอื่นๆ ยังไงบ้าง

ก็เวลามีเด็กมาอบรม Nature Art Learning Space at บ้านสวนมีกิน ตั้งแต่แรกเราจัดงานเปิดบ้าน ชื่อ วิถีชีวิตพอเพียงคู่เคียงธรรมชาติ เปิดบ้านก็เอาเครือข่ายของเรา อย่างกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ไม้ขีดไฟ ปั้นดิน กลุ่มใบไม้ที่เคยทำค่ายเยาวชนต้นกล้าจังหวัดนครนายกด้วยกัน 

กิจกรรมมีอะไรสามารถติดตามได้ที่เพจปั้นดินกับเพจบ้านสวนมีกิน เราทํางานร่วมกันนั่นแหละ  เดี๋ยวแบดเขาก็จะเอาเด็กๆ ที่เรียกว่าเด็กเปราะบาง เด็กด้อยโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรม อย่างน้อยให้เขาได้มาสัมผัสกับธรรมชาติ แล้วมันจะฝังเข้าไปในชิปฝังหัวเขา ว่าธรรมชาติทําให้เรามีความสุขน่ะ สนุกน่ะ และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

อะไรทําให้เราต้องรักษาธรรมชาติไว้

คนรุ่นต่อไป รุ่นเราอีกไม่นานก็ไปแล้ว มีภาพหนึ่งเป็นภาพคนเข้าแถวมีทั้งคนแก่ คนหนุ่ม คนสาว มีเด็ก คนท้องอะไรต่างๆ เดินเข้าคิว แล้วก็บอกว่าคนที่อยู่หัวแถวถ้าคุณตักอาหารไปเยอะ เด็กที่อยู่ข้างหลังก็จะไม่ได้กิน 

มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าทรัพยากรถูกใช้ไปกับรุ่นเราหมด ถ้ารุ่นเราผลาญไปหมด รุ่นเราก็ควรต้องตั้งคําถามแล้วล่ะ ว่าคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราทําอะไรได้บ้างกับอุตสาหกรรม 

ตอนนี้นโยบายของรัฐมันเป็นบนลงล่าง (Top down) เขาจะเอาแบบนี้ เช่นการสร้างเขื่อน ซึ่งก็มีอยู่สองมุมว่า ไอ้นี่ขวางความเจริญ ไปต้านเขาทําไม? เขาจะเอาน้ําไปใช้ประโยชน์ เขาก็มองมุมเขาก่อน มุมเรา เราก็มองเห็นความจําเป็นของเขา แต่ว่า เอามาเทียบกันแล้วใครควรจะถูกมากกว่า คุณสร้างเขื่อนคุณได้น้ําไป แต่คุณเสียอะไร รัฐไม่คิดถึงคนเสียไง เขาคิดถึงคนได้อย่างเดียวและก็จะมาพูดแต่ด้านดีอย่างเดียว 

มาบอกว่าเรื่องที่จะเสียรัฐแก้ไขได้ ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้ คุณสร้างป่าไม่ได้ คุณสร้างได้แค่พื้นที่สีเขียว ป่าน่ะเขามีการคัดเลือกของเขามาแล้ว ว่าไม้นี้ต้องเกิดที่นี่ ไอ้นี่ต้องอยู่นี่ แล้วสัตว์เขาก็ปลูกกันเอง นกปรอดกินเม็ดนี้ไปถ่ายปลูกไว้ตรงนั้น นกเงือกปลูกตรงนี้

 

เราทําอย่างธรรมชาติไม่ได้เลย เราทําได้แค่พื้นที่สีเขียว 

written by
photo by
Picture of Aom Supakorn

Aom Supakorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR