/

คุณภาพชีวิตแรงงานต้องมั่นคง ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่มั่งคั่ง สนทนากับ สหัสวัต คุ้มคง 

รู้หรือไม่ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่พื้นที่เล็กที่สุดในประเทศ แต่ขนาดพื้นที่ที่เล็ก กลับเทียบไม่ได้เลยเมื่อมาดูขนาดเศรษฐกิจของภาคตะวันออกที่ตัวเลขรายได้เฉลี่ยประชากรต่อหัว (GDP per capita) สูงที่สุดในประเทศไทย

 

ท่ามกลางเมืองอุตสาหกรรมในภาคตัวออกที่เข้มข้น และสถิติและตัวเลขที่แสนมั่งคั่ง มีเบื้องหลังคือ ‘แรงงาน’ ที่เป็นคนขับเคลื่อนเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ และจักรกลการผลิตในโรงงาน พวกเขานั้นคือส่วนสำคัญของภูมิภาคแห่งนี้ แต่ภายใต้ภาพที่สวยหรูกลับแฝงไปด้วยสารพัดปัญหาแรงงานที่เข้มข้น และสิทธิแรงงานที่ยังอ่อนแอในภูมิภาค

เฉกเช่นกับอีกหลายที่ อ.บ่อวิน จ.ชลบุรี จากอดีตพื้นที่ป่า ตอนนี้กลับกลายถิ่นอุตสาหกรรม อันเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเพื่อโอกาสในการพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันแรงงานก็เผชิญกับหลากหลายปัญหาทั้งการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม การแย่งงานจากแรงงานต่างชาติ ตลอดจนทุนต่างชาติที่รุกเข้าสร้างปัญหาในพื้นที่

เนม – สหัสวัต คุ้มคง คือชาวบ่อวินโดยกำเนิด เป็นนักกิจกรรมแรงงานที่ทำงานกับสหภาพแรงงานในพื้นที่ ก่อนจะได้รับเลือกเป็นสส.เขตชลบุรีในพื้นที่นี้

เราได้มีโอกาสสนทนากับสหัสวัตถึงประสบการณ์นักต่อสู้เรื่องสิทธิ และการก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องแรงงาน ถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานในพื้นที่ตะวันออก ประกันสังคมที่หลายคนสงสัย และภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ก่อนจะเข้ามาเป็นสส.หน้าใหม่ในสภา ทำอะไรมาก่อน

ผมเริ่มสนใจการเมืองในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย และสนใจมากขึ้นในพ.ศ.2557 ที่เกิดการรัฐประหาร เข้าร่วมกับขบวนนักศึกษาในขณะนั้น คุยกันเรื่องการต้านรัฐประหาร การสร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อเรียนจบ กลับมาสานต่อธุรกิจส่วนตัวของที่บ้าน ที่อ.บ่อวิน ด้วยความที่เป็นนักกิจกรรม และเติบโตมากับความสนใจการเมือง กลับมาที่บ้านเกิดก็ได้มารู้จักกับพี่น้องแรงงานที่เขาเคลื่อนไหวประเด็นแรงงานอยู่ในพื้นที่

จากนักกิจกรรมทางการเมืองที่เน้นภาพใหญ่ ขยับมาเป็นนักกิจกรรมแรงงานในจ.ชลบุรี  ทำให้เราได้ทำงานเคลื่อนไหวเชิงสังคม และยิ่งทำให้สนใจมากขึ้น เมื่อรับรู้ว่าพี่น้องแรงงานที่นี่ เขาไม่ได้พูดแค่ประเด็นแรงงาน แต่เขาพูดเรื่องประเด็นอื่นๆ ที่มันเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย ไม่ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเอง นักโทษการเมือง หรือแม้กระทั่งเรื่องมาตรา 112 ก็ต่างเป็นประเด็นที่พี่น้องแรงงานพูดคุยกันในพื้นที่

การเติบโตที่อ.บ่อวิน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม มีส่วนทำให้สนใจประเด็นแรงงานเป็นพิเศษบ้างไหม

ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญมาก อ.บ่อวิน เป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีแรงงานอยู่หนาแน่น และมีกลุ่มที่เป็นกลุ่มสหภาพแรงงานกลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ยิ่งพอเราเข้าไปคลุกคลีกับพี่น้องแรงงานแล้ว  ก็ยิ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เราทำให้เราเห็นว่า ปัญหาแรงงาน เป็นปัญหาที่กระทบกับคุณภาพชีวิตของคนจำนวนมาก

เนื่องจากคนทำงานคนนึงนั้น มันไม่ใช่เรื่องแค่ตัวเขาเพียงคนเดียว แต่มันหมายถึงทั้งลูกเมีย พ่อแม่ ทั้งครอบครัว มันคือคุณภาพชีวิตของคนทั้งสังคม ยิ่งเราอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิด และคลุกคลีกับพี่น้องแรงงานอย่าง พี่บุญยืน สุขใหม่ ก็เป็นเหมือนแบบอาจารย์ของเรา มันยิ่งทำให้เรามีความสนใจในประเด็นนี้  และมีความอินกับประเด็นแรงงานมากๆ

ภาคตะวันออกกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของชาติ จากการย้ายโรงงานน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ตลอดจนแผนพัฒนา EEC คุณว่า การพัฒนาเช่นนี้มาถูกทางหรือยัง วิสัยทัศน์และภาพฝันต่อการพัฒนาภาคตะวันออก

ผมพูดในฐานะคนชลบุรี ผมเป็นคนภูมิใจในจังหวัดตัวเองมาก ผมรู้สึกว่าจังหวัดเราสุดยอด มีทั้งท่าเรือ สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม เรียกได้ว่ามีทุกอย่างเลย แต่ว่าด้วยความที่มันมีทุกอย่างแล้ว ทำไมคุณภาพชีวิตเรายังได้แค่นี้ คุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้อีกหรือเปล่า แน่นอนผมคิดว่าภาคตะวันออกเนี่ย เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาที่ดี แต่มันดีได้มากกว่านี้แน่นอน ผมมั่นใจ

ผมอยากเห็นภาคตะวันออกถูกพัฒนาโดยการคิดบนฐานว่าเอาคนเป็นที่ตั้ง อย่างแผน EEC มีเป้าหมายดึงนักลงทุนเข้ามา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี สร้างงานในพื้นที่ แต่กระบวนการคัดกรองนักลงทุนนั้นห่วยแตก เพราะกระบวนการพัฒนาพื้นที่ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เลย กรรมการ EEC อยู่ไหน อยู่กรุงเทพฯ  แล้วการพัฒนาโดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม คุณจะเรียกสิ่งนั้นว่าการพัฒนาได้อย่างไร คนกรุงเทพฯ คิด แแล้วคนภาคตะวันออกก็ต้องมารับผลกระทบ กระบวนการพัฒนาที่ ที่มีคนต้องเสียสละ อย่างไม่เต็มใจมันต้องจบสักที

มันต้องเป็นภูมิภาคที่ ไม่ใช่พัฒนาแค่เศรษฐกิจ ไม่ได้พัฒนาแค่ GDP ไม่ได้พัฒนาแค่ตัวเลขทางบัญชี หรือว่ารายได้ที่มันดูเหมือนจะสวยหรู มันไม่ได้เป็นจริงตามที่ตัวเลขในกระดาษมันบอก แต่ควรเป็นการพัฒนาบนฐานคุณภาพชีวิตของผู้คน ผมว่าแค่นี้ภาคตะวันออกนี่สู้ได้ทุกที่ในโลก

มีคำกล่าวที่ว่า ‘เราทุกคนล้วนเป็นแรงงาน’ แต่ทำไมประเด็นแรงงานกลับไม่ได้รับความสนใจมาเท่าที่ควรในสังคมไทย

ผมว่ามันเป็นเรื่องของภาพจำในสังคม คือเวลาพูดถึงคำว่าแรงงาน ทุกคนก็จะคิดว่าต้องเป็นผู้ใช้แรงงานที่แบกหาม ยกปูน ก่อสร้างเท่านั้น  โดยไม่ทันได้คิดว่าการใช้แรงงาน จริงๆ แล้ว นิยามมันคือการที่เราเข้าไปทำงานโดยเราไม่ได้เป็นคนถือครองทรัพยากรนั้นๆ

เมื่อภาพจำของสังคมมองว่าแรงงานคือคนที่ต้องแบกหาม ผู้คนที่ไม่ได้ทำงานกลางแจ้ง หรือใช้กำลังทำงานหนัก อย่างงานออฟฟิศ งานที่ใช้ความสร้างสรรค์ ช่างภาพ นักออกแบบ จึงต่างมีความรู้สึกเชิงลบกับคำว่าแรงงาน ทั้งๆ ที่งานเหล่านี้ก็ต่างการใช้ทักษะ ซึ่งนับได้ว่าก็คือการใช้แรงงานของร่างกายเหมือนกัน

เราจะได้ยินคำพูดของหลายๆ คนที่มักได้ยินกันบ่อยๆ ว่าเขาไม่ใช่แรงงาน  ผมมองว่าสิ่งนี้เป็นความสำเร็จของรัฐไทยที่แบ่งแยกและปกครอง จนไม่สามารถนำไปสู่ ‘สำนึกแรงงาน’ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้คนจำนวนมาก พอได้ยินคำว่ากฎหมายแรงงานหรือประเด็นปัญหาแรงงาน ก็คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้สนใจ

ในฐานะคนที่ขับเคลื่อนประเด็นแรงงาน ภาพจำของคำว่า ‘แรงงาน’ กลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนประเด็นบ้างไหม

ผมคิดว่าเมื่อเทียบ 10 ปีก่อนกับปัจจุบัน ผู้คนมีสำนึกแรงงานมากขึ้น มีความเข้าใจว่าตัวเองเป็นแรงงานมากขึ้น ต่างเริ่มนิยามว่าแรงงานกว้างมากขึ้น เห็นได้จากหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล ครู  ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้มันแทบไม่มีการพูดแบบนี้เลย

แต่ว่าเรื่องนี้มันมีข้อถกเถียงโดยเฉพาะในนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายว่า เราควรต้องทำให้คำว่าแรงงานเนี่ย มันกลายเป็นคำสากลที่ทุกคนยอมรับ หรือในเมื่อการช่วงชิงคำว่าแรงงานกลับมาเป็นเรื่องยาก ,uทางเลือกการใช้คำอื่นมาสื่อสารกับคนเช่น ‘คนทำงาน’ แทน

ดังนั้นสำหรับผมแล้วมองว่าโจทย์สำคัญก็คือ ทำยังไงให้คนเข้าใจว่าจริงๆ ว่าความหมายคำว่าแรงงาน คืออะไรเสียมากกว่า

รายได้เฉลี่ยของประชากรภาคตะวันออกสูงกว่าภาคอื่นๆ อย่างระยองที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คุณคิดว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กระเป๋าผู้คน คือสาเหตุที่ทำให้ผู้คนหลับตาข้างหนึ่งให้กับปัญหาเรื่องแรงงานหรือไม่

สำหรับผมยิ่งแรงงานไม่มีเงินเพียงพอ ยิ่งทำให้คนลุกขึ้นสู้ยากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่แรงงานภาคบริการในเชียงใหม่จำนวนมากกลับได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาลุกขึ้นสู้มากเท่าที่ควร

ผมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรู้สึกว่ายังหลับตากับปัญหาแรงงาน เพราะคนไทยแทบไม่รู้สิทธิของตัวเองในเรื่องของกฎหมายแรงงานเลย หากโรงงานไหนไม่มีสหภาพแรงงาน หลายครั้งลูกจ้างโดนละเมิดสิทธิ ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองโดนละเมิดเสียด้วยซ้ำ ซึ่งพอคนไม่รู้แม้กระทั่งสิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย ความรู้สึกที่กล้าลุกขึ้นสู้มันยิ่งถดถอย

ตลอดจนกลไกการจ้างงานแบบ Subcontract แทนการจ้างงานแบบประจำ มันยิ่งทำให้คนหลับตาข้างหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ยิ่งไม่กล้าลุกขึ้นมาบอกว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา เพราะว่าโอกาสถูกเลิกจ้างมันสูงขึ้น โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่แย่ลงในปัจจุบัน หางานยากขึ้นอีก มันยิ่งทำให้คนหลับตาข้างเดียว

การจ้างงานแบบ Subcontract คืออะไร แล้วทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่ที่แรงงานภาคตะวันออกกำลังเผชิญ

ผมมองว่าปัญหาใหญ่ของพี่น้องแรงงานในภาคตะวันออกคือระบบการจ้างงานที่ไม่มั่นคง  โดยเฉพาะหลังยุคโควิดเป็นต้นมา ตัวเลขของการจ้างงานแบบ Subcontract มันสูงขึ้นมากๆ

ตัวอย่างการจ้างงานแบบ Subcontract  ถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการ ผมไม่ได้จ้างนาย ก. มาทำงานโดยตรง แต่ผมจ้างนาย ก. ผ่านบริษัท A  ให้หาคนงานมาทำงานให้บริษัทผม  ซึ่งในกรณีนี้นาย ก. เนี่ยจะไม่มีความมั่นคงใดๆ เลย เพราะสมมติว่าอยู่ๆ ผมเบื่อหน้านาย ก. ผมก็แค่ไปบอกบริษัท A  ให้หาคนใหม่มาแทนให้ทันที โดยผมซึ่งเป็นเจ้าของไม่ต้องชดใช้อะไรใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นการจ้างงานผ่านบริษัท Subcontract มันทำให้นาย ก. มีความเสี่ยงตกงานได้ตลอดเวลา และคาดการณ์ไม่ได้เลยว่าอีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้งานใหม่ ความมั่นคงของคนงาน Subcontract มันจึงต่ำมาก สวนทางแล้วอัตราการจ้างงานของ Subcontract มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในภาคตะวันออก

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทุนจีน  และโรงงานศูนย์เหรียญในภาคตะวันออก ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่หลายคนจับตามอง นอกจากไม่สร้างเม็ดเงินให้เศรษฐกิจไทย แรงงานในโรงงานมีปัญหาแฝงซ่อนไว้อย่างไรบ้าง

ขอเกริ่นก่อนว่าเราไม่ได้มีอคติกับทุนชาติใดชาติหนึ่ง แต่เราดูจากสิ่งที่เขาปฏิบัติกับเรา  เมื่อเปรียบเทียบทุนทั้งหมดที่มาลงทุนในไทยไม่ว่าเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา พวกเขามักจะมาพร้อมกับมาตรฐานบางอย่างที่คอยกำกับดูแล หรือหากพวกเขามาละเมิดสิทธิแรงงานในไทย เราก็ยังพอหาช่องทางร้องเรียนกลับไปที่ประเทศต้นทางได้ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ก็จะมีองค์กรที่ต้องดูแลเรื่องธรรมาภิบาลต่างๆ ในการลงทุนของบริษัท

แต่หากเทียบกับทุนจีนในปัจจุบัน  หากทุนจีนมาละเมิดสิทธิมนุษยชนในบ้านเรา มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่เราจะร้องไปที่ประเทศต้นทาง แล้วจะมีการตอบกลับมา

มากไปกว่านั้นผมคิดว่าลักษณะพิเศษของทุนจีน คือวัฒนธรรมการใช้อำนาจที่เข้มข้นมากกว่าที่อื่น ในกรณีที่เราเคยเจอคือลูกจ้างทำงานช้า แล้วตีขาหรือเอายอดขายมาเขียนไว้ที่หน้าผากเพื่อประจาน ตลอดจนทุนจีนบางกลุ่มดูเหมือนว่าเขามากอบโกยเต็มที่ เพราะโรงงานก็ขนวัตถุดิบทั้งหมดมาจากจีน ใช้แรงงานจีน หรือจงใจใช้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเป็นหลัก โดยเราไม่รู้เลยว่าลงทุนจริงหรือไม่ หากสังเกตดูโรงงานจีนพวกนี้ เขามักจะมีที่พักในโรงงาน แต่แท้จริงแล้วที่พักเหมือนกับเป็นห้องคุมขัง โดยที่แรงงานผิดกฎหมายก็ต้องทนอยู่ไป เพราะไม่สามารถไปร้องเรียนที่ใครได้

ย้ำอีกครั้งคือผมไม่ได้เกลียดหรือมีอคติกับคนจีนนะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยครั้งมักเกิดขึ้นที่โรงงานโดยทุนจีน จนมีคำกล่าวในหมู่สหภาพแรงงานว่า เมื่อเจอทุนจีนเข้าไปเนี่ย เรื่องอื่นๆ กลายเป็นดูดีขึ้นมาเลย

แล้วการเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ ส่งผลต่อการจ้างแรงงานคนไทยบ้างไหม แล้วจะแก้ไขกันอย่างไรดี

ปัญหาเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติมีอยู่  2 แบบ  คือแรงงานที่ทำงานที่คนไทยไม่ทำ บ้างเป็นงานสกปรก บ้างเป็นงานอันตราย ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ที่แทบจะหาคนไทยทำไม่ได้ ก็เลยต้องจ้างแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก

ส่วนอีกกลุ่มคือแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งเป็นอาชีพสงวนนะ ที่ทำได้เฉพาะแรงงานไทยกับ MOU 4 สัญชาติ แต่เราเห็นว่าหลายโรงงานเป็นคนงานที่ส่งตรงมาจากจีน โดยอาศัยช่องโหว่ของฟรีวีซ่า 30 วัน แล้วก็ออกไปนอกชายแดน ไม่กี่วันแล้วก็ค่อยกลับเข้าไทยมาใหม่ จากประสบการณ์ที่ผมเคยประสานกรณี นำไปสู่การบุกจับกุม แต่การบุกจับนั้นก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ในเมื่อท้ายที่สุดโรงงานเหล่านี้ก็หาคนใหม่ทดแทนอย่างรวดเร็ว

ดังนั้งการแก้ไขปัญหามันควรแก้ไขระเบียบการส่งเสริมการลงทุนของเรา ให้มีการตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น อย่างในกรณีวีซ่าท่องเที่ยวที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเรื่องนี้ถามในสภาไปก็แล้ว กลับยังไม่เห็นท่าทีผู้มีอำนาจที่แก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ปัญหามันชัดเจน คนในพื้นที่ พี่น้องแรงงานที่อยู่ในพื้นที่นี้ทุกคนรู้ปัญหานี้หมด ว่ามันมีการมาแย่งงานคนไทยเกิดขึ้นจริง

ท่ามกลางสถาณการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศจำนวนมาก ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบบ้างไหม

สถานการณ์สาหัสมาก ผมขอยกตัวเลขแรงงานกัมพูชาในไทยประมาณ 540,000 คนที่ถูกกฎหมาย ยังไม่นับรวมกับที่ผิดกฎหมาย จากการประเมินคร่าวๆ โดยข้อมูลจากประเทศกัมพูชาและกลุ่ม NGO ต่างๆ คือคนกัมพูชาเนี่ยกลับไปไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ซึ่งต้องยอมรับว่าแรงงานกัมพูชาส่วนมากก็จะอยู่ในภาคแรงงานที่คนไทยไม่ทำ อย่างงานที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น

ในเป็นภาคตะวันออกก็จะมีความพิเศษ คือเราพึ่งพิงแรงงานกัมพูชาในภาคการเกษตรจำนวนมาก เช่น สวนลำไย สวนทุเรียน เหล่านี้ ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคิดว่าต่อให้กลับไปแล้ว ก็หาคนใหม่มาแทน แต่แรงงานในภาคการเกษตร ถือว่าเป็นแรงงานที่ใช้ทักษะ (skilled labor)

ผมยกตัวอย่างแรงงานในภาคเกษตร ของสวนทุเรียน คุณจะไม่ได้แค่มาเพื่อเก็บเกี่ยวทุเรียนอย่างเดียวนะ แต่คุณจะอยู่ในสวนทั้งปี เพราะทุเรียนเนี่ยต้องมีการแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ดูแลสวน ตัดแต่งช่อหลายขั้นตอน ซึ่งแรงงานเหล่านี้ หากหายไปเลยย่อมส่งผลกระทบกับชาวสวนจำนวนมาก

รวมทั้งปัญหาเร่งด่วนที่สุด คือสวนลำไยที่ใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในภาคตะวันออก การขาดแคลนแรงงานกัมพูชาเนี่ย ทำให้เราไม่มีคนเก็บลำไย หลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เอาแรงงานไทยไปทำ คือมันต้องฝึกฝนกันระดับนึง เพราะว่าการเก็บลำไยอ่ะ มันก็ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ เพราะราคาลำไยที่เป็นแบบพวงกับที่ร่วงแล้ว ราคามันห่างกัน 10 เท่า ให้คนไม่เคยเก็บมันก็ทำให้ผลผลิตเสียหายมาก ตลอดจนเสียงสะท้อนจากชาวสวนปาล์มในภาคตะวันออกที่แรงงานตัดปาล์มหายไปมากกว่าครึ่ง

ดังนั้นถ้าไม่ใช่แรงงานกัมพูชาเขาเก็บจนเชี่ยวชาญ งานหนักแบบนี้ ต่อให้ได้ค่าจ้างสูงก็จริง แต่ไม่ใช่ใครก็ทำได้เช่นกัน อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของภาคตะวันออก นอกจากเราขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรเราก็ขาดอยู่มากเช่นกัน

นอกจากในบทบาทเรื่องแรงงานเด่นชัดแล้ว ภาพจำอีกด้านของสส.ก็คือเรื่องประกันสังคม อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจประเด็นประกันสังคม

“จ่ายทุกเดือน แต่ไม่เคยได้ใช้เลย”, “โดนหักทุกเดือนเลย ไม่เห็นได้อะไรเลย” หรือ “สิทธิรักษาจ่ายเงิน แต่ว่าสู้บัตรทองไม่ได้” คือคำพูดที่ผมได้ยินพี่น้องแรงงานพูดกันบ่อยครั้ง ผมว่าประเด็นประกันสังคมเป็นรองเพียงจากเรื่องค่าแรง เพราะเป็นประเด็นที่คนทำงานสัมผัสได้มากกว่าภาษีอีก  แรงงานทุกคนต้องจ่ายเองในทุกๆ เดือน

ผมจึงสนใจและติดตามประเด็นประกันสังคมมาโดยตลอด จนทำให้รู้ว่ารัฐติดหนี้ประกันสังคมอยู่  นำไปสู่การพูดคุยกับคนทำงานจำนวนมาก ในช่วงแรกของการเป็นสส. ยังไม่มีเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ยังเป็นบอร์ดประกันสังคมชุดเก่าที่มาจากการแต่งตั้งอยู่ ตอนนั้นเราก็ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งประกันสังคมให้เร็วที่สุด ต่อมาเมื่อมีทีมประกันสังคมก้าวหน้าเกิดขึ้นมา ก็มีการทำงานร่วมกันตลอด เป็นพันธมิตรใกล้ชิดเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เรายิ่งลึกขึ้นในประเด็นประกันสังคมแล้ว เลยยิ่งทำให้ผู้คนจดจำผมในประเด็นนี้ด้วย

ประกันสังคมเป็นกองทุนที่มูลค่าสูงสุดของประเทศไทย และเกี่ยวข้องกับคนทำงานแทบทุกคน แต่ทำไมประเด็นประกันสังคมถึงไม่ถูกพูดถึงมากเท่าที่ควรในอดีตที่ผ่านมา

ผมว่าสาเหตุหลักมี 2 อย่าง ประการแรก นักการเมืองที่เข้าไปก่อนหน้านี้ มันไม่มีใครเป็นตัวแทนของคนทำงาน จึงไม่เข้าใจปัญหาของคนทำงาน คุณลองนึกภาพนักการเมืองก่อนหน้านี้สิ ส่วนใหญ่ก็เป็นตระกูลการเมือง ผู้มีอิทธิพล คุณคิดว่าคนพวกนั้นใช้ประกันสังคมไหม เพราะเขาไม่เคยมาสนใจความเป็นไปของกองทุนนี้ ประการต่อมา ประกันสังคมเป็นพื้นที่หากินของกลุ่มการเมืองที่เข้ามาหาประโยชน์จากประกันสังคม สภาพเช่นนี้เขาจะพูดถึงทำไม ในเมื่อเขาได้ประโยชน์จากโครงสร้างที่มันมีปัญหา

แฉตึกร้างมูลค่า 7 พันล้าน อยากให้ช่วยเล่าที่มาที่ไปของข้อมูล และประสบการณ์ในการตรวจสอบกองทุนประกันสังคม 

ต้องบอกว่าถ้าไม่มีเลือกตั้งประกันสังคม ไม่มีตัวแทนของผู้ประกันตนเข้าไปอยู่ในบอร์ด เราไม่มีวันเข้าถึงข้อมูลพวกนี้เลย ด้วยความที่เราเองเป็นพันธมิตรทำงานกับทีมประกันสังคมก้าวหน้า ก็มีการอัพเดทข้อมูลกันอยู่เรื่อยๆ เราจึงตั้งข้อสังเกตหลายๆ  แต่ในเรื่องที่เราก็สงสัยกันว่าทำไมการลงทุนของประกันสังคมในแต่ละปีมันได้กำไรเพียง 3% ในขณะที่การลงทุนแค่ฝากธนาคารก็ได้แล้วไง มันก็เริ่มมีการตรวจสอบและขุดลงไปครับ แล้วบางทีพวกข้าราชการข้างในร้อนตัว แล้วบอกว่าอย่าไปสนใจมันเลยอะไรอย่างเงี้ย แต่ยิ่งบอกอย่าไปสนใจ เรายิ่งต้องสนใจ

สิ่งสำคัญของการสื่อสารเรื่องประกันสังคม ต้องยอมรับว่ามันอยู่ได้เพราะความเชื่อมั่น มันคือกองทุนที่เราต้องสมทบเข้าไปแล้วสมทบต่อเนื่อง รุ่นนี้ชราภาพหมดไป ก็ต้องมีรุ่นใหม่มาทดแทน เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นต่อกองทุนจึงสำคัญมากๆ เมื่อเราเปิดเรื่องทุจริตของกองทุนแล้ว เราก็ต้องเตรียมเสนอทางออกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับความน่าเชื่อถือของกองทุน เราเลยต้องย้ำการปฏิรูปประกันสังคมมากๆ เพราะกองทุนมันจะเจ๊งทันที ถ้าคนไม่เชื่อมั่นในกองทุนนี้

ในวันที่สิทธิบัตรทองนำหน้าไปไกลกว่าประกันสังคมแล้ว หรือแท้จริงประกันสังคมอาจไม่จำเป็นในสังคมไทยปัจจุบัน

ประกันสังคม หรือ social security หน้าที่ของมันจริงๆ แล้วไม่ได้มีหน้าที่เป็นการดูแลรักษาพยาบาล แต่หน้าที่สำคัญของประกันสังคมนั้น  คือเป็นเบาะรองรับเวลาที่ผู้คนล้ม ไม่ว่าจะจากการว่างงาน  การถูกเลิกจ้าง จากการเจ็บป่วยที่ไปทำงานไม่ได้จนขาดรายได้  การบาดเจ็บ ตลอดจนความพิการ ซึ่งหน้าที่สำคัญของมันอยู่ตรงนี้ พูดอย่างง่ายๆ คือคอยซัพพอร์ตเราในวันที่เราไม่สามารถทำงานได้

ย้อนกลับไปสมัยที่ตั้งประกันสังคมในช่วงปี พ.ศ.2533 ประเทศไทยไม่มีสิทธิใดๆ เลย มีเพียงแต่สิทธิอนาถา ในขณะนั้นจึงจำเป็นต้องเรียกร้องสิทธิรักษาพยาบาลอยู่ในประกันสังคมด้วย จนกระทั่งสิทธิบัตรทองกำเนิดในช่วงหลังปีพ.ศ. 2540 นี่เอง

ดังนั้นผมมองว่า มันไม่ควรยกเลิกประกันสังคม แล้วเหลือเพียงบัตรทอง  แต่ประกันสังคมนั้น ควรต้องโอนสิทธิรักษาไปให้บัตรทองดูแลคนเดียว  เนื่องจากสิทธิการรักษาพยาบาลมันควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนได้ รัฐมีหน้าที่ดูแลสิ่งนี้ให้กับประชาชนทุกคน แล้วประกันสังคมนั้นดูแลในส่วนที่คนทำงานที่ส่งเงินทุกเดือนก็เอาไว้เป็น safety ให้กับตัวเอง ไม่ให้สะดุดล้มในวันที่แก่ชรา ในวันที่บาดเจ็บ ในวันที่ตกงานไป ซึ่งเป็นหน้าที่จริงๆ ของประกันสังคมที่ทั่วโลกเป็น

เริ่มมีการพูดถึงข้อยกเลิกเลือกตั้ง เสนอกลับไปแต่งตั้งบอร์ดอีกครั้ง ขอเหตุผลที่ยังต้องมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต่อไป ในวันที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาผู้มาใช้สิทธิ์น้อยเพียงหยิบมือ

เหตุผลง่ายมากครับ ผู้ประกันตนเป็นเจ้าของเงินในกองทุนควรต้องได้มีสิทธิ์ในการเลือกตัวแทน ที่จะเข้าไปบริหารจัดการเงินกองทุนนี้ด้วยตัวเอง  ผมขอยกตัวอย่างบริษัทเอกชน หากคุณจะเลือกกรรมการ คุณต้องเลือกตั้งโดยเสียงจากคนในองค์กร ผมว่าเนี่ยมันหลักการเข้าใจง่ายมาก ไม่ต้องว่ากันเรื่องประชาธิปไตยเลยเลย ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

รอบหน้าผู้ประกันตนยังจะได้เห็น  ‘ปฏิทินประกันสังคม’ อยู่อีกไหม

บอร์ดประกันสังคมประกอบด้วย 21 คน เป็นลูกจ้าง 7 คน นายจ้าง 7 คน ข้าราชการ 7 คน ซึ่งทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะ 6 คนในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมันยังคงเป็นเสียงข้างน้อย แล้วในเชิงปฏิบัติจริงๆ คนที่มีอำนาจตัวจริงในประกันสังคม ก็คือข้าราชการที่จะสามารถกำหนดและผลักดันโครงการต่างๆ แม้ว่าการเลือกตั้งบอร์ดจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ปลายทางสำคัญก็คือต้องประกันสังคมออกจากระบบราชการอยู่ดี

ตลอดการทำงานในฐานะ สส. ช่วยยกตัวอย่างสักกฎหมายที่คุณเชื่อมั่นว่า จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตคนภาคตะวันออก หากมันเกิดขึ้นได้จริง

ผมขอยกตัวอย่างกฎหมายที่ผ่านสภาฯ เรื่องการลาคลอดบุตร ในร่างกฎหมายที่พรรคผลักดันคือ 180 วัน แต่ว่าในท้ายที่สุดชั้นกรรมาธิการเราก็ต่อสู้จนได้มาสูงสุดอยู่ที่ 120 วัน และจะได้รับเงินชดเชยแบบในช่วงลาคลอดเต็มที่ขึ้นมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ที่ 90 วัน และไม่ได้เงินเดือนชดเชยเต็มหน่วยในช่วงการลาคลอด

หลายครั้งคนมักจะนึกถึงเรื่องการลาคลอดเป็นเรื่องเล็ก หรือเป็นเพียงเรื่องของแม่และเด็กเท่านั้น แต่จริงๆ มันเป็น มันเป็นเรื่องที่กระทบกับทั้งสังคม การที่เด็กคนนึงช่วงอายุ 0-1 ขวบ เป็นช่วงที่ที่เด็กต้องการการดูแลมากที่สุด หากไม่มีวันหยุดในการเลี้ยงดูเด็กช่วงแรกเกิดที่เพียงพอ  พ่อแม่ก็ต้องส่งลูกไปให้ปู่ย่าเลี้ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบเจอได้ในหลายครอบครัวที่ยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวไปด้วย

ตลอดจนที่ผ่านมาเราเห็นคนท้องไม่ได้สิทธิลาคลอด หรือได้สิทธิลาคลอดแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้คนจึงยิ่งรู้สึกไม่ยากมีลูก เพราะว่าการลาคลอดมันซัฟเฟอร์มากเหลือเกิน การที่คุณพ่อก็สามารถลามาช่วยเลี้ยงได้อีก 15 วัน หรือแม่เด็กมีอาการป่วยหลังคลอดก็ลาเพิ่มไปได้อีก 15 วัน  มันทำให้เปิดโอกาสให้คนมีครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นนิดเดียว แต่ก็ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะขยับต่อได้

อนาคตของระบบประกันสังคมที่คุณอยากเห็นเป็นอย่างไร

ข้อเสนอในการปฏิรูปประกันสังคมของเรานั้นง่ายมากๆ  ประการแรก คือเอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ  ในหลายเรื่องประกันสังคมที่ติดล็อกกับระบบราชการ อย่างการลงทุน ถ้าตัดระเบียบราชการ มันอาจจะได้กำไรจาการลงทุนเยอะกว่านี้มากๆ เพราะว่าด้วยระเบียบการบริหารงานของรัฐมันจำกัดการบุคลากรที่จำเป็น กองทุน 2.6 ล้านล้าน แต่กลับมีนักลงทุนอยู่หลักสิบ มีนักคณิตศาสตร์ประกันภัยหลักหน่วย

ประการต่อมา คือสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้ เพื่อรับฟังเจ้าของเงินให้มากขึ้น ปัจจุบันผู้ประกันตนนั้นมีส่วนร่วมได้เพียงผ่านการเลือกตั้งเองเท่านั้น แค่นี้ยังจะมีคนอยากยกเลิกเสียด้วยซ้ำ  ผมคิดว่าผู้ประกันตนควรจะมีส่วนร่วมได้มากกว่านี้ ทั้งในการนำเสนอนโยบาย นำเสนอปัญหา ออกแบบสิ่งต่างๆ กระบวนการดำเนินงานของประกันสังคมสามารถฟังเสียงผู้ประกันตนและนายจ้างได้มากกว่านี้

ประการสุดท้ายก็คือการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประกันสังคมโปร่งใสสามารถถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา ปัจจุบันประกันสังคมเหมือนกับดินแดนลึกลับอะ บันทึกการประชุมของบอร์ดต่างๆ ไม่มีผู้ประกันตนคนไหนเคยเห็น ไม่รู้ประชุมวันๆ ทำอะไรกันบ้าง การขอตรวจสอบ ขอเอกสารก็ยากเย็น ถ้าทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส กระบวนการคอร์รัปชั่นก็จะน้อยลง ผู้ประกันตนก็สามารถส่งเสียงได้เต็มที่ ผมว่าแค่ 3 ข้อนี้ มันทำให้ประกันสังคมสามารถยืนหยัดเป็นประโยชน์กับสังคมได้มหาศาลแล้ว

สุดท้ายนี้ อยากส่งเสียงอะไรถึงพี่น้องแรงงาน

ถ้าบอกอะไรกับพี่น้องแรงงานในภาคตะวันออกได้ ผมคงจะบอกว่าให้ทุกท่านรู้จักสิทธิของตัวเอง ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปยอมคนที่จะมาขูดรีด กดขี่ หากคนเดียว คุณสู้ไม่ไหว ก็ใช้ 10 คน 100 คน 1,000 คน รวมตัวกันให้เข้มแข็ง เพราะไม่มีใครปกป้องสิทธิเราได้นอกจากพวกเราเอง

ในฐานะของผู้แทนราษฎรที่มีอำนาจหน้าที่ออกกฎหมาย ผมพร้อมจะฟังเสียงพี่น้องแรงงานทุกคนว่า มีปัญหาอะไร แล้วต้องการให้เราแก้ไขอย่างไร  และสนับสนุนการเดินหน้าของขบวนแรงงานในทุกมิติ แต่สิ่งที่ผมต้องการบอกก็คือ ต่อให้โลกใบนี้นั้น มันจะมีกฎหมายแรงงานที่สมบูรณ์แบบแค่ไหนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดการปกป้องแรงงานได้ดีที่สุด คือกระบวนการรวมกลุ่ม ถ้าแรงงานไม่รวมตัวกันเพื่อยืนยันว่ากฎหมายข้อนั้นนายจ้างต้องบังคับใช้ ไม่สามารถละเมิดกฎหมายแรงงานได้ ก็ไม่เป็นผล

อยากชวนให้พี่น้องแรงงานรวมตัวกันอย่างแข็งขัน ปกป้องสิทธิของตัวเอง แล้วใช้งานพวกผมในฐานะผู้แทนราษฎรให้หนัก เพื่อสู้ไปด้วยกันเพื่อทำให้แบบคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศมันดีกว่านี้


บทสัมภาษณ์โดย : ศุภณัฐ หอมหวล
ภาพถ่ายโดย : ก้องกนก นิ่มเจริญ
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR