ร้านสุนทรภู่เป็นร้านหนังสืออิสระที่ตั้งอยู่ที่ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง ถ้าหากว่าใครได้มีโอกาสไปเยือนย่านตลอดเก่าสามย่านแล้วขับรถข้ามสะพาน ‘สะพานฉลอง 100 ปีบ้านตลาดสามย่าน’ เลยขึ้นไปหน่อย มองทางขวามือก็จะพบกับร้านสุนทรภู่ โดยมีจุดสังเกตเป็นป้ายวงกลมสีน้ำทะเลสดใสตัดกับตู้ไปรษณีย์สีแดงและสวนกระถางสีเขียวเล็กๆ บริเวณด้านข้างร้าน
ในร้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เรียงรายไปด้วยชั้นหนังสือสองฝั่งผนัง เคาท์เตอร์สีขาวที่จัดเรียงกระปุกชาตัดกับผนังสีเดียวกันกับป้ายหน้าร้าน ที่หลังเคาท์เตอร์มีเจ้าของร้านกำลังง่วงอยู่กับการชงชาหอมกรุ่น แสงแดดยามบ่ายสีทองกับไอน้ำจากถ้วยกระเบื้องเคลือบให้บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนห้องนั่งเล่นในบ้านที่ชวนให้ใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาเลือกหนังสือขึ้นมาสักเล่มแล้วนั่งลงใช้เวลาจมจ่อกับตัวอักษรในมือ หรือถ้าใครอยากหาคู่สนทนาเรื่องหนังสือ ก็เรียกได้ว่ามาถูกที่แล้ว เพราะ ฐอน – รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ เจ้าของร้านสุนทรภู่เป็นนักอ่านตัวยงที่จะสามารถแนะนำหนังสือที่คุณตามหาให้ได้อย่างแน่นอน
แต่ความสำคัญของร้านสุนทรภู่ในเมืองที่อดีตกวีเอกของแผ่นดินเคยมาเยือนนั้นไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อร้านสุนทรภู่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ ทั้งในวงการตัวอักษรและในด้านการช่วยเหลือสังคม หรือแม้แต่กับคนไม่อ่านหนังสือร้านสุนทรภู่ก็ยังเป็นคาเฟ่แสนชิคที่มีชาหายากจากหลากหลายแห่งที่มาเชิญชวนให้ทุกคนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศอบอุ่นได้อย่างไม่รู้สึกเบื่อ
ในวาระที่ปี พ.ศ.2566 เป็นปีที่ครบรอบ 10 ปีของร้านหนังสืออิสระที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนาน EPIGRAM จึงอยากชวนไปทำความรู้จักกับ ฐอน -รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ ผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของร้านหนังสือสุนทรภู่ ร้านหนังสือที่เป็นมากกว่าร้านหนังสือในเมืองแกลง จ.ระยอง

เพราะชีวิตเหมือนการเล่นดนตรีที่มีจังหวะขึ้นลง
ก่อนหน้าที่ ฐอน – รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ จะกลับมายังบ้านเกิดที่อำเภอแกลง ฐอนเคยเป็นเจ้าของบริษัทและโรงงานขนาดใหญ่สองแห่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิต จนกระทั่งเธอล้มเลิกกิจการที่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วไปพักใจที่ประเทศอเมริกา ก่อนจะตัดสินใจกลับมาเพราะคุณอาการป่วยของคุณแม่ “ตรงจุดนี้เองที่ทำให้จากคนที่เคยยุ่งๆ อยู่ตลอดเวลากลับกลายเป็นรู้สึกว่าเหมือนชีวิตตัวเองไม่มีค่า เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีอะไรทํา ไม่มีอะไรเลย แล้วมันก็สะสมสิ่งเหล่านี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเปิดร้านหนังสือสุนทรภู่ ” ทำให้เธอได้เจอผู้คนเยอะขึ้น ได้กลับมาอ่านหนังสือที่เธอรัก
เมื่อมองย้อนกลับไปฐอนบอกว่าเธอเพิ่งจะเข้าใจและตระหนักได้ก็ตอนอายุ 50 เข้าไปแล้วว่า “ เออมันก็ดีเหมือนกัน ทุกอย่างมันเป็นจังหวะของชีวิตที่เหมือนเราเล่นดนตรี แล้วเราก็พยายามจะฝืนว่าเราจะต้องขึ้นไปในขณะที่โน้ตมันต่ำ มันก็ควรต้อง smooth สิ มันต้องเล่นตามจังหวะสิ เราถึงจะอยู่อย่างมีความสุขเน๊อะ” ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่ตอนนั้นกลับมายังตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง และเริ่มต้นเปิดร้านสอนศิลปะเด็กและสอนการใช้คอมพิวเตอร์ก่อนปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านหนังสืออิสระที่ชื่อ ‘สุนทรภู่’ แห่งนี้

จุดเริ่มต้นของร้านหนังสืออิสระที่ชื่อ “สุนทรภู่”
ถ้าถามว่าก่อนหน้านั้นเมืองแกลงมีร้านหนังสือไหม ฐอนก็ได้เล่าให้ฟังว่าในวัยเด็กของเธอ เมืองแกลงมีร้านหนังสืออยู่เพียงสองร้านคือ “ร้านนารีรัตน์ที่ขายพวกแบบเรียน และคู่มือการเกษตร กับร้านนายอินทร์ที่ขายหนังสือทั่วไป” จากนั้นก็มีร้านสุนทรภู่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้านรวมเป็นสามร้าน โดยมีร้านซีเอ็ดบุ๊คส์มาแทนร้านนายอินทร์ที่เลิกกิจการไปแล้ว ถามว่าในอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งการมีร้านหนังสือสามร้านถือว่าเพียงพอหรือไม่? ฐอนบอกว่าเธอเคยได้ยินประโยค“เราจะดูว่าเมืองๆ หนึ่งเติบโตเจริญรุ่งเรืองมากแค่ไหน ให้ดูว่าเมืองๆ นั้นมีร้านหนังสือกี่ร้าน” ฐอนบอกเราประโยคนี้ยิ้มๆ แล้วเสริมว่า “ ร้านหนังสือแต่ละร้านมีวิธีการเลือกหนังสือเข้าร้านที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะร้านหนังสืออิสระดังนั้นลูกค้าก็แตกต่างกันด้วย
สำหรับร้านสุนทรภู่นั้น กำเนิดมาจากโครงการร้านหนังสือเล็กๆ ที่บ้านเกิดของนักเขียน นามปากกา ปรายพันแสง ร่วมกับความชอบในการอ่านหนังสือซึ่งมีอยู่เป็นทุนเดิม ฐอนจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและได้เปิดร้านหนังสืออิสระชื่อสุนทรภู่ขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2556 โดยเธอตั้งชื่อร้านว่าสุนทรภู่เพราะ “สุนทรภู่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแกลง” และไม่ใช่เพียงเพราะอำเภอแกลงเป็นบ้านเกิดของเธอ ที่ตั้งของร้าน หรือเป็นบ้านเดิมของพ่อของสุนทรภู่ที่ท่านเคยมาเยือนในสมัยหนุ่มๆ แต่เป็นเพราะลึกๆ ฐอนก็มีความหวังที่อยากจะสร้าง ‘ถนนสายกวี’ ขึ้นที่เมืองแกลงให้สมกับที่นี่เป็นเมืองของกวีเอกแห่งแผ่นดินโดยมีร้านสุนทรภู่ของเธอเป็นสารตั้งต้น ซึ่งภายในร้านเธอก็พยายามเลือกหนังสือที่เกี่ยวข้องกับบทกวี ร้อยแก้วร้อยกรองเพิ่มเข้ามาให้มากขึ้น
นอกจากเรื่องหนังสือ ฐอนเองก็อยากเพิ่มกิจกรรมที่เชื่อมโยงเข้ากับความตั้งใจที่อยากจะทำให้คนเข้าใจประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ “ล่าสุดเนี่ยเรามีจัดกิจกรรมให้เด็กกําเนิดวิทย์ได้มาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก แล้วก็เล่าประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับแถวนี้ทั้งหมดให้ฟัง เสร็จแล้วพาไปวัดราชบัลลังก์”
นอกจากนั้นสมัยก่อนโควิด-19 ที่ร้านสุนทรภู่ก็ยังเป็นที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนบ่อยๆ โดยฐอนใช้ชื่อว่างาน ‘จิบชา ร่ายกวี’ ที่เธอจะเชิญนักเขียนหลายๆท่านมาพูดคุย อบรมให้เด็กๆที่สนใจ “โดยเคยมีน้องคนหนึ่งที่เป็นนักอ่านประจำของร้านสุนทรภู่ ชื่อน้องโดนัท ที่ปัจจุบันน้องโดนัทได้กลายนักเขียนแล้ว” ฐอนเล่าด้วยความดีใจและภูมิใจที่ปิดไม่มิด

ร้านหนังสืออิสระมันไม่ตายหรอก
แน่นอนว่าในยุคปัจจุบันที่มีร้านหนังสือออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย แล้วอะไรคือทางรอดของร้านหนังสืออิสระกันแน่?
ฐอนบอกว่าร้านหนังสืออิสระแต่ละร้านมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเองโดย “ ร้านหนังสืออิสระมักมีลักษณะเฉพาะของมันอยู่แล้ว อย่างร้านหนังสือพาสปอร์ตที่เป็นร้านหนังสือเดินทาง ในร้านเขาก็จะมีดนตรี มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหนังสือท่องเที่ยวเดินทางที่เราว่าเยอะมาก มันก็แบบเป็นคาแรคเตอร์ชัดเจน แล้วก็นอกนั้นก็มีวรรณกรรมดีๆ อีกเยอะด้วย ส่วนร้านน้ำพุก็มีหนังสือและมีกิจกรรมในท้องถิ่นเยอะ ร้านเล่าที่เชียงใหม่ก็เช่นกัน”
แต่ในฐานะเจ้าของร้านหนังสือและคนที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานาน ฐอนก็ยอมรับว่าตัวเองรู้สึกได้ถึงความซบเซาของทั้งวงการหนังสือ เธอบอกว่า “เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและการอ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์สะดวกสบายและมีไฟล์ที่ดีขึ้น หนังสือในแพลตฟอร์มมีความลึกและคลาสสิกขึ้น” แต่ถึงอย่างนั้นในอนาคตฐอนก็ยังมองว่าวงการสิ่งพิมพ์ก์จะต้องมีการปรับตัวและหวนกลับมาได้ เช่น “สำนักพิมพ์อาจจะเล็กลง พิมพ์ยอดขั้นต่ำน้อยลง เลือกพิมพ์เฉพาะหนังสือที่ได้ความนิยมอย่างเช่น หนังสือมองอนาคต หรือหนังสือแปล หนังสือวาย” แต่ยังมีคนที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือแบบได้สัมผัสเนื้อกระดาษอยู่แน่นอน
“ มันก็เหมือนคนเล่นกล้องอ่ะ” ฐอนบอกโดยอธิบายว่าคนเล่นกล้องกับคนเล่นกล้องมือถือก็คนละแบบกัน มีความ classic ที่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป แต่ถามว่าร้านหนังสือยังจะอยู่ได้ไหม? ฐอนตอบว่า “มันไม่ตายหรอก มันก็ยังจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่พอใจจะได้สัมผัสวิธีแบบเดิม ยังหลงใหลในศาสตร์นี้ แล้วก็อาจจะมีกลุ่มใหม่ๆ ที่เพิ่งค้นพบเพิ่มเข้ามาด้วย” ยกตัวอย่างเช่นปี 2023 นี้ มีร้านหนังสืออิสระเพิ่มขึ้นแบบสวนกระแสเลยด้วยซ้ำ
นอกจากนั้นสายส่งหนังสือและร้านหนังสือเองก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน โดยฐอนมองว่าทางรอดของร้านหนังสืออิสระคือ “ มีรายได้หลักจากทางอื่นไม่ได้เป็นร้านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์อะไรบางอย่างของสังคมที่อยู่ด้วย เช่นมีกิจกรรมและสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง” แต่ก็ต้องไม่ทิ้งเอกลักษณ์การเลือกชนิดหนังสือของตัวเองไป เธอบอกว่าถ้าอยากทำร้านหนังสืออิสระ “ก็ใจกล้าแล้วทำเลย”
‘แบ่งและปัน’ การเติบโตของร้านหนังสือสุนทรภู่
ที่ตั้งใจส่งต่อหนังสือและส่งต่อสังคมดีๆ
“ต่อให้มีนักอ่านเพียงหนึ่งคน เราก็ยังจะเปิดอยู่ เพราะการมีร้านหนังสือในเมืองที่นี่เป็นแหล่งปลูกปัญญา และต้องการทำให้บทกลอน บทกวีมันไม่ตายไป” ฐอนย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้วฐอนเคยฝันว่าอยากจะนอนอ่านหนังสือในร้านหนังสือซึ่งในปัจจุบันความฝันของเธอกับความจริงก็ไม่ได้ต่างกันมาก “ทุกวันนี้ถ้าวันไหนลูกค้าน้อยพี่ก็ยังนอนอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านค่ะ” ดังนั้นสำหรับเธอตั้งแต่เริ่มต้นเปิดร้านสุนทรภู่ก็ถือว่าตอบโจทย์แล้ว ที่จริงอาจจะเรียกได้ว่าเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ด้วย “ยกเว้นเรื่องรายได้” ที่ฐอนตอบพลางขยายความเพิ่มเติมว่า “แต่เหมือนเราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการค้าจริงๆ น่ะค่ะ เราก็มีหารายได้จากทางอื่น แต่เรามองว่าธุรกิจหนังสือมันก็ยังโอเค ในแง่วันเสาร์อาทิตย์เนี่ยก็จะมีลูกค้ามาจากกรุงเทพ เรานอนอ่านหนังสืออยู่เราก็เปิดร้านได้นั่งคุยกัน”
นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ฐอนชอบที่สุดในการเป็นเจ้าของร้านหนังสือโดยเฉพาะตอนที่คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในร้านเป็นคนประเภทเดียวกัน เป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง ฐอนบอกว่า “คนอ่านหนังสือก็มีมีบุญของคนอ่านหนังสือที่แบบ เฮ้ย เราคุยกันรู้เรื่องเพราะว่ามันจะมีแต่คนที่อ่านเรื่องนี้ ชอบอันนี้คล้ายๆกัน มันก็เป็นความความสุขที่เราได้นั่งคุยกันเรื่องเดียวกัน ก็โอเค ก็แฮปปี้ค่ะ”
แต่ฐอนก็ยังไม่หยุดไว้แค่นั้น เพราะร้านหนังสือสุนทรภู่ยังเดินหน้าต่อ สู่การทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ฐอนเล่าให้เราฟังถึงวันที่เธอลุกขึ้นมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเกิดของเธอ

เรื่องมันเริ่มมาจากลูกค้าคนหนึ่งของร้านสุนทรภู่ชื่อหมอมาร์ค หมอมาร์คเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลแกลง “คุณหมอมาร์คแกมาบ่นให้ฟังเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลแกลงไม่เพียงพอ” หรือแม้แต่ห้องไอซียูที่โรงพยาบาลแกลงก็ไม่ได้มาตรฐาน ฐอนก็เลยเกิดความรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง?” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ฐอนใช้ร้านสุนทรภู่ในการระดุมทุนในการสร้างห้องไอซียูโรงพยาบาลแกลงจนเป็นผลสำเร็จ โดยการระดุมทุนครั้งนี้เธอระดมเงินได้มากถึงสามสิบแปดล้าน แต่สิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการระดมทุนครั้งนี้ไม่ใช่การสร้างห้องไอซียูแต่เป็นการปลุกสังคมแห่งการให้ให้เกิดขึ้นที่เมืองแกลงด้วย ความอิ่มเอมจากการสร้างผลทางบวกต่อบ้านเกิดทำให้แนวทางในการมีอยู่ของร้านสุนทรภู่และคุณค่าของตัวเองที่ฐอนค้นพบว่า…ตัวเธอเองเป็นได้มากกว่าเจ้าของร้านหนังสือชัดเจนขึ้นกว่าครั้งไหนๆ
ดังนั้นร้านหนังสือสุนทรภู่ในนิยามของฐอนในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นแค่ร้านหนังสือ แต่ว่าเป็นจุดศูนย์รวมกิจกรรมส่งเสริมทั้งเรื่องของหนังสือแล้วก็ส่งเสริมผู้คนในพื้นที่ด้วย ฐอนบอกว่า “สําหรับพี่หนังสือเป็นภูมิปัญญา เรายังเชื่อเรื่องนี้อยู่ว่า ร้านหนังสือก็ยังพอช่วยที่ทําให้ในสังคมนั้นน่ะ มีการปลูกฝังเพิ่มขึ้น”
“ซึ่งพี่ว่าในวันนี้ แม้ว่าเด็กจะไม่ค่อยอ่านแล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราดึงเขาด้วยอะไรก็ตาม มานั่งเล่าให้ฟัง เดี๋ยวเขาจะไปตามอ่านเอง มันก็เลยแบบ เอ้ย จุดประกายให้เราเป็นอีกมิติหนึ่งที่แบบมันโชว์ว่า เฮ้ย เด็กควรจะต้องได้เรียนรู้อะไรแบบนี้ มันคือการเรียนรู้จากคน”
และนั่นทำให้วันนี้ร้านหนังสือสุนทรภู่ เป็นยิ่งกว่าร้านหนังสือ แต่คือพื้นที่แบ่งปันเพื่อคนแกลง

อยากเข้าใจคนตะวันออก ลองอ่านเล่มนี้ แนะนำโดยเจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่
บ้านเมืองเบื้องบูรพา – วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
“ถ้าถามพี่พี่อยากขายเล่มนี้ ‘บ้านเมืองเบื้องบูรพา’ เล่มแรกเลย” โดยฐอนให้เหตุผลที่อยากแนะนำหนังสือเล่มนี้เพราะ บ้านเมืองเบื้องบูรพาเป็นประวัติศาสตร์ภาคตะวันออกที่เธออ่านแล้วรู้สึกว่าเขียนได้ลึกซึ้งมีที่มาที่ไป สำหรับคนภาคตะวันออกที่อยากรู้รากเหง้าของตัวเองพี่ฐอนแนะนำให้อ่าน
พระอภัยมณี – สุนทรภู่
“ส่วนเล่มที่สองคงเป็นเล่นอื่นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ ‘พระอภัยมณี’ เพราะถ้าพูดถึงพระอภัยมณีเราก็ต้องนึกถึงสุนทรภู่แล้วที่นี่ร้านสุนทรภู่” ฐอนว่า นอกจากนั้นที่อำเภอแกลงยังประดิษฐานอนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร และมีตัวละครอื่นๆ ในเรื่องพระอภัยมณีอยู่โดยรอบบริเวณ ความพิเศษของอนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่อำเภอแกลงคือ เป็นหนึ่งในงานปั้นชั้นเอกที่ได้รับการออกแบบและปั้นอนุเสาวรีย์จำลองจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนจะถูกส่งต่อมาให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้าง
ฐอนยังทิ้งท้ายวันอีกด้วยว่า
“นอกจากสองเล่มนี้ อีกอย่างที่อยากแนะนำคือ หนังสือจากสำนักพิมพ์กำมะหยี่ เพราะโกดังสำนักพิมพ์เขาก็ตั้งอยู่ที่นี่”



