หลายๆ คน อาจจะเคยเห็นปัญหาคนกับสัตว์ผ่านตามสื่อโซเชียลมาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะปัญหาลิงที่ จ.ลพบุรี จากการที่ลิงศาลพระกาฬ ได้เข้าแย่งขโมยสิ่งของ หรือทำร้ายผู้คนโดยรอบบริเวณย่านเมืองเก่า สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนโดยรอบ ทำให้ทุกวันนี้แถบนั้นแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง
หรือปัญหาหมาจรจัดที่เคยมีการเสนอให้ ‘set zero’ จากการไล่กัดประชาชนโดยหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ และหลายคนเกรงว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะระบาด จนกลายเป็นดราม่าเมื่อหลายปีก่อน
แต่เชื่อไหมว่า ‘ช้าง’ ก็มีปัญหากับคนเช่นเดียวกัน ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าสัตว์ที่กล่าวไปในข้างต้นอย่างมาก ผลกระทบที่ตามมาจึงยิ่งทวีคูณ กรณีที่ชัดเจนที่สุดได้แก่ การทำลายพืชผลทางการเกษตร ณ บริเวณรอบป่ารอยต่อภาคตะวันออก ที่ชาวบ้านต้องออกมาป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นจนถูกช้างเข้าทำร้ายและได้รับบาดเจ็บ
หรือในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ มีคนเสียชีวิตไปกว่า 77 ราย เพียงเพราะอยู่อาศัยใกล้กับพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้เป็น ‘เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า’
จากปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา เราจึงอยากชวนทุกคนไปร่วมค้นหาคำตอบจากบทสัมภาษณ์ว่า แท้จริงแล้ว ต้นเหตุของปัญหาคืออะไร พื้นที่เกษตรกรรมจากการแผ้วถางป่า ส่งผลให้ ‘ช้าง’ ต้องออกมาหากินนอกป่าจริงหรือไม่ หรืออันที่จริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากประวัติศาสตร์ทางการเมือง และนโยบายโดย ‘รัฐ’ ที่ส่งผลให้ ‘คน’ ถูกเคลื่อนย้ายมาบนพื้นที่ทับซ้อนของปัญหา ‘ป่ารอยต่อภาคตะวันออก’
ตาล วรรณกูล อดีตนักสื่อสารมวลชน และอดีตโปรดิวเซอร์สารคดี ที่ทุกวันนี้ ผันตัวมาเป็นนักพัฒนา/นักวิจัยชุมชน และก่อตั้ง ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ช้างป่าตะวันออก จากการที่ได้ฝังตัวในพื้นที่เขาอ่างฤาไน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้ตาลเห็นว่า ปัญหาการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ใหญ่อย่าง ‘ช้าง’ ในพื้นที่ภาคตะวันออก จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเกิดการ ‘กระจายอำนาจ’ สู่ท้องถิ่น ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนด หรือออกแบบการจัดการปัญหาได้อย่างมีส่วนร่วมและเป็นธรรม

ช่วงก่อนที่จะมาทำประเด็นช้างป่า เราทำอะไรมาก่อน?
ก่อนหน้านั้นผมเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทีวีบูรพา มันมีช่วงหนึ่งที่เราทํารายการ ‘สัตว์ป่วนเมือง’ ผมรับผิดชอบในส่วนของช้างป่า จากการที่สนใจเรื่องนี้เป็นทุนเดิมมานานแล้ว เราก็มาเห็นสภาพปัญหาช้างป่าใน 19 กลุ่มป่าทั่วประเทศ ในบรรดากลุ่มป่าทั้งหมด ภาคตะวันออกเนี่ย เป็นกลุ่มป่าหนึ่งที่มีปัญหามากที่สุด และหนักที่สุด เพราะว่าสภาพป่ามันเป็นเกาะอยู่ใจกลางการห้อมล้อมของพื้นที่เกษตร พื้นที่ของชุมชน ก็เลยทําให้สนใจว่า เอ๊ย! หลังจากที่เราออกอากาศรายการไปแล้วเนี่ย ในช่วงระยะเวลาปีหรือสองปีหลังจากนี้ มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ก็เลยลาออกจากทีวีบูรพาเพื่อจะมาเฝ้าดูผลกระทบที่เกิดขึ้น
แล้วมาสนใจปัญหาช้างป่าในภาคตะวันออกได้ยังไง?
หลังจากเห็นสถานการณ์ จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยได้คุยกับนักวิชาการ กับอาจารย์ที่เรานับถือหลายคนว่า “ผมอยากผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคตะวันออก เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า มันจะมีแนวทางไหนไหมที่จะทําให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้บ้าง” อาจารย์ก็แนะนํามาว่า ลองหาทุนวิจัยแล้วศึกษามันให้ถ่องแท้ เพื่อให้เห็นผลกระทบที่มันลึกตื้นหนาบาง แล้วค่อยนําไปสู่การเสนอแนวทางการจัดการ หลังจากปรึกษากันแล้ว ก็มาเริ่มทํางานวิจัยเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ของปัญหาช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออก มีที่มาที่ไปยังไง?
ถ้าเราไล่ดูประวัติศาสตร์มา เราก็จะเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเนี่ยเกิดขึ้นมานานแล้ว เริ่มแรกก็ที่นครนายก อันนี้เท่าที่มีบันทึกจากกรมพญาดํารงราชานุภาพ เขาบันทึกสมัยเป็นเสนาบดีมหาดไทย สมัย ร.5 เขาก็ล่องเรือมาในคลอง รังสิต-องครักษ์ แล้วก็จอดเรือค้างแรม ก็ไปเห็นว่าชาวบ้านก่อไฟไว้ตามหัวไร่ปลายนา แล้วก็ไปถามชาวบ้านว่า ก่อไฟไว้ทําไม? ชาวบ้านก็บอกว่าเอาไว้กันช้าง มันมีบันทึกประวัติศาสตร์ความขัดแย้งมาตั้งแต่ตอนนั้น
พอหลังจากนั้น ปี พ.ศ.2475 ตั้งแต่ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ก็เริ่มมีสัมปทานป่าไม้ โดยบริษัทเอื้อวิทยา พื้นที่ป่าภาคตะวันออกทั้งหมดเนี่ย แต่ก่อนเขาเรียกว่าป่าพนมสารคาม มีพื้นที่อยู่ประมาณ 6 ล้านไร่ มันคือพื้นที่ป่าที่ใหญ่มาก แต่การสัมปทานมันก็ทําให้ป่าเนี่ย ค่อยๆ เหี้ยนลง ถนนที่เราเห็น เราใช้กันอยู่ปัจจุบันในพื้นที่เนี่ย คือทางลากซุงมาก่อนทั้งนั้นแหละ

ช่วงปี พ.ศ.2510 เนี่ย ก็มีสงครามเวียดนาม ก็ตัดถนนเส้น 331 กับ 304 แล้วก็ถนนที่ตัดไปโคราช มาจากสัตหีบ ขนคนและยุทโธปกรณ์เข้าไปที่แนวหน้า คนก็หลั่งไหลมาตั้งชุมชนอยู่ตามถนน จนมันพัฒนาเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นอำเภอในที่สุด
ปี พ.ศ.2518 ก็เริ่มจัดการไม่อยู่ คนเข้ามาเยอะ มาทั้งมาเป็นแรงงานตัดไม้ มาแผ้วถางทําพื้นที่การเกษตร พอคุมไม่อยู่ รัฐบาลก็ ออก พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรก่อน ก็เอาคนที่แผ้วถางเนี่ย มาลงเป็นที่ดิน สปก. มาให้สิทธิ์ทํากิน พอหลังจากนั้นการจัดการที่ดินเริ่มมีปัญหา โซนนี้ยิงกันตายเยอะนะ แย่งชิงทรัพยากรที่ดิน อํานาจบ้านใหญ่ ซุ้มเสือซุ้มมือปืนทั้งหลายมันก็อยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะราคาที่ดินมันโดดมาก จนท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงปี พ.ศ.2525 มีการเอาเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเข้ามา แล้วก็รุกป่าเข้าไปจนถึงใจกลางเขาอ่างฤาไนเลย พอรุกเข้าไปจนถึงข้างใน คนก็ตามเข้าไปด้วย
ช้างป่าที่ออกมาหากินในพื้นที่ชุมชน มีจำนวนเยอะแค่ไหน
หลังจากมีการประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 รัฐมีนโยบายเอาคนออกจากพื้นที่ติดกับอ่างฤาในทางเหนือ เอาคนออกประมาณ 900 หลังคาเรือน เดิมมันคือที่ไร่ที่นาเขาไง พอคนออกช้างที่มันเคยอยู่ตรงนั้นประมาณห้าสิบกว่าตัว มันก็มีอิสระมากขึ้น เพราะพื้นที่มันถูกคุ้มครอง แล้วทีนี้ช้างมันก็มีอิสระ ก็มารู้จักพื้นที่เกษตรรกร้างตรงนั้นแหละเป็นที่แรก พืชผลก็ยังมีอยู่ พวกถั่วเหลือง ข้าวโพด สับปะรด มันสำปะหลัง มันก็จะเริ่มรู้จักอาหารข้างนอกป่าตั้งแต่ตอนนั้น พื้นที่ก็เพิ่มขึ้นมาจากเดิม 100 ตารางกิโลเมตร ก็เป็น 1,076 ตารางกิโลเมตร มันก็มีอิสระมากขึ้น
พอมันได้กินอาหาร มันมีความสุข พลังงานมันเหลือเฟือ พื้นที่มันกว้างใหญ่ขึ้น มันก็ขยายเผ่าพันธุ์สิ ประชากรมันก็เพิ่มขึ้นมาจาก 50 ตัว ในราวๆ พ.ศ. 2520 พอมา พ.ศ. 2540 เพิ่มเป็น 217 ตัว มาถึงพ.ศ. 2559 เป็น 424 ตัว แล้วก็มาเป็น 592 ตัว ในปี พ.ศ. 2566

คิดว่าอะไรคือปัญหาหลักของเรื่องนี้
หลายคนสงสัยว่า เฮ้ย! สมัยแรกๆ ไม่เห็นมีช้างซักกะตัวเลย ก็ป่ามันระเบิดไง คือในอดีตมันมีช้างอยู่แล้ว มีการกระทบกระทั้งระหว่างคนกับช้างมาก่อนแล้ว แต่ทว่าปัจจุบันเนี่ย ป่ามันเหลือพื้นที่อยู่ราวๆ 2,400 ตารางกิโลเมตร มันก็กลายเป็นดราม่าไง คนรักสัตว์ก็บอกว่า “พวกคุณไปรุกที่อยู่ของช้างเอง” แต่การรุกที่อยู่ของช้าง มันไม่ใช่รุกด้วยคนธรรมดาได้ง่ายๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นมันเกิดอะไรขึ้น? ต้องย้อนกลับไปดูว่า มันมีกระบวนการสัมปทานป่าไม้ มันมีการตัดถนน ใช่ไหม? มันมีกระบวนการการจัดการทรัพยากรแบบนี้โดยรัฐมาก่อนแล้ว แล้วคนที่เข้ามา เขาก็เข้ามาแสวงหา มาเป็นลูกจ้าง พอตัดไม้โซนนี้หมด ความเป็นลูกจ้างหายไป มีพื้นที่ตรงนั้น นายทุนบอกว่าไปถางที่ตรงนั้นตรงนี้ ให้เป็นพื้นที่เกษตรของตัวเอง ก็กลายเป็นชุมชนแบบนี้มาถึงปัจจุบัน
ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากช้างป่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีจำนวนเท่าไหร่
5 ปีที่ผ่านมา มีประมาณ 77 รายที่เสียชีวิต แล้วก็ปี 66 นี่ 3 ราย บาดเจ็บอีกเยอะพอสมควร ปีนี้เหมือนตัวเลขจะยังน้อย แต่มันคือชีวิตคนนะ แล้วก็อย่าวางใจไป เพราะหลังเดือนตุลาเป็นต้นไปจะเยอะขึ้น ช้างมันสะสมพลังงานมาตั้งแต่ฤดูฝน พอฤดูแล้งเนี่ย ในช่วงนั้นจะตกมัน คืออาการตกมัน เนี่ย มันคือช้างมึนอ่ะ มันไม่สนแล้ว ปกติจะมากันตอนกลางคืน แต่ถ้าตกมัน กลางวันมันมึน มันอยากจะเดินก็เดินน่ะ
การจัดการปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอต่อการแก้ไข
คือ back to basic ถ้าให้คนพื้นที่จัดการปัญหาจากผ่านการกระจายอํานาจ น่าจะมีการจัดการปัญหาที่มันตรงเป้า มากกว่าการที่ให้ใครไม่รู้มาคิดวิธีการจัดการปัญหา แล้วปัญหาก็ยังมีอยู่แบบเดิม ไม่ถูกแก้ไข ซึ่งผมว่าเนี่ยแหละ ที่มันเป็นแบบนี้คือปัญหาเชิงโครงสร้างใช่ไหม? ชาวบ้านเขาอยู่กับช้างมา 20 กว่าปี แล้วคุณเป็นใคร? อยู่เมืองหลวง อยู่บนหอคอยงาช้าง ออกแบบนั่น ออกแบบนี่มาให้เขา เขาจะปฏิเสธยังไง เมื่อเขาไม่มีอํานาจในการต่อรอง อันนี้คืออํานาจผูกขาด เราก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า อํานาจแบบนี้ มันควรสูญสลายไปจากประเทศไทยได้แล้วไม่ว่าจะในมิติไหน ไม่ว่าจะในมิติการพัฒนา มิติการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม มิติการปกครอง ทุกคนเท่ากัน เพราะฉะนั้นในยุคโลกาภิวัฒน์ โลกมันไปไหนต่อไหนแล้ว ใช่ไหม? เด็กเกิดมาถือมือถือก็รู้ข้อมูลแล้ว ผมคิดว่าการ ‘กระจายอํานาจ’ คือทางออกของประเทศนี้ ทุกคนต้องมีอํานาจ ทุกคนต้องเท่าเทียม
สิ่งที่พยายามสื่อสารมาโดยตลอด คืออะไร
เรื่องช้างมันเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งของกระแสการพัฒนาในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเนี่ย มันมีกระแสการพัฒนาอยู่แค่สองกระแส ก็คือ ‘กระแสการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ’ เรามี EEC เรามีเขตนิคมอุตสาหกรรม เรามีพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันอีกกระแสหนึ่งก็คือ ‘กระแสการพัฒนาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ’ ซึ่งภาคตะวันออกในพื้นที่สามหมื่นหกพันตารางกิโลเมตร จํานวนพื้นที่ป่าอนุรักษ์แค่ประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าอีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์มันคือพื้นที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ
ไอ้สองกระแสเนี่ย กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ แล้วคนกลุ่มใหญ่ก็คือคนในชุมชน ชาวบ้าน ตาสีตาสา หาเช้ากินค่ำ ที่กําลังถูกการพัฒนาทั้งสองกระแส บีบคั้นให้เขามีพื้นที่ปากเสียง พื้นที่อธิปไตยการมีชีวิตแคบลง บีบคั้นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างกระแสสองอันนี้ ให้ล้มหายตายจาก หรือไม่ก็หนีออกไปจากพื้นที่
ทางออกต่อการจัดการปัญหา ‘ช้างป่า’ ในภาคตะวันออก คืออะไร
มันเป็นการรวบรวมข้อเสนอจากพี่น้องภาคตะวันออกทั้งหมดเนอะ เรื่องที่หนึ่งก็คือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เรื่องที่สองก็คือการควบคุมจํานวนประชากรด้วยการทําหมันชั่วคราว ก็คือการใช้ฮอร์โมนที่เอาไปลดกําหนัดของช้าง แล้วก็ต้องทําควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่รองรับ ทําให้พื้นที่ป่ามีแหล่งอาหารสําหรับช้างให้มันมากพอ และมีคุณภาพที่ดี โดยที่ข้างนอกป่าเองก็ต้องจัดระบบการเฝ้าระวังรอบป่า โดยใช้คนนี่แหละ ไม่ต้องไปสร้างกำแพงอะไรเลย เพราะช้างเอาชนะได้ทุกอย่าง ใช้คนนี่แหละ เล็ดลอดบ้างไม่เป็นไร แต่อย่าให้มันเล็ดลอดออกมาทั้งหมด

สุดท้ายก็คือเรื่องการกระจายอํานาจ และสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหาที่มีชาวบ้าน มีประชาชนเป็นฐาน ให้เขามีส่วนร่วมในการพิจารณา การมีส่วนร่วมมันมีบันไดเจ็ดแปดขั้น เนี่ย มันต้องมีให้ครบ ร่วมออกแบบ ร่วมวางแผน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดําเนินการ ร่วมตรวจสอบ ร่วมประเมินผล มันต้องมีให้ครบ ไอ้ที่เป็นอยู่นี่มันไม่แฟร์สําหรับประชาชน ประเทศนี้มันเป็นของประชาชน ใช่ไหม? ไม่ใช่ของรัฐ รัฐมีหน้าที่ในการอํานวยความสะดวกให้ประชาชน เนี่ยถึงจะเป็น ‘ประชาธิปไตยเรื่องช้างป่าภาคตะวันออก’
แต่ ‘ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง’ เป็นมิตรกับคนนะ ถ้าเห็นตามสื่อ?
ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนรู้กันมาเนี่ย คําว่า ‘สัตว์คู่บ้านคู่เมือง’ มันกลายเป็นวาทกรรมที่ใช้กล่อมเกลาสังคมไทยมานาน เราเชื่อว่าพระองค์ดําฟันสะพายแล่งพระมหาอุปราชาด้วยง้าวจากบนหลังช้าง มีการท้ากระทําศึกยุทธหัตถีกันในลานกว้าง แต่ประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง พระมหาอุปราชาอาจจะถูกยิงด้วยปืนก็ได้ ใช่ไหม? ประวัติศาสตร์ฝั่งพม่าเขาไม่ได้พูดถึงการกระทําศึกยุทธหัตถีด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง มันเป็นเพียงวาทกรรม มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด
เราต้องยืนอยู่บนฐานความเป็นจริง ความเป็นเหตุเป็นผล เพราะปัจจุบันช้างฆ่าคน ใช่ไหม? ช้างไม่ได้ไปปกป้องประเทศ ช้างมันมีประชากรที่เกินความสามารถในการรองรับของผืนป่า แล้วมันสร้างผลกระทบกับผู้คนในบริเวณโดยรอบ
อย่าไปคิดว่าสัตว์สี่เท้าที่ยืนขนานอยู่กับผืนโลกเนี่ย มันจะเป็นมิตรกับมนุษย์ทุกคนนะ แม้แต่ช้างเลี้ยง อยู่กับคนมา มันยังเอางาเสียบควาญตายได้เลย ขณะเดียวกันนี่ช้างป่า อิสระเสรีมันมีเยอะกว่าช้างเลี้ยงอีก มันก็ย่อมมีผลกระทบกับชาวบ้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความน่ารักของช้างเนี่ย เราเห็นแค่จากสื่อ เราลองมาอยู่แทนเขา ดูว่าคนในพื้นที่เนี่ยเขาอยู่ยังไง เราจะยังรู้สึกว่ามันน่ารักอยู่รึเปล่า?
ภาพอนาคตต่อปัญหา ‘ช้างป่ารอยต่อภาคตะวันออก’
โจทย์ของเราก็คือเพื่อนําไปสู่การจัดการเชิงนโยบาย การที่เราเข้าไปยื่นข้อเสนอที่สภาให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเนี่ย ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่ามันยังมีบันไดที่สูงชันลอยอยู่ข้างหน้าอีกหลายขั้น เราก็ไปกันต่อ หลังจากนี้มันอาจจะต้องมีพี่น้องที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะต้องลุกขึ้นมาสู้กับเรา ด้วยการศึกษา ด้วยฐานข้อมูล ต้องพยายามจัดการเรื่องพวกนี้ให้มันเบ็ดเสร็จ แล้วก็ช่วยกันผลักดันให้เกิดขบวนภาคประชาชนให้มันสําเร็จให้ได้ในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก ที่มีปัญหาเรื่องช้าง และการพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
เราอยากเห็นคนตะวันออกลุกขึ้นสู้ อยากเห็นพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ลุกขึ้นมาหลอมรวมพลังกัน ให้เกิดความเข้มแข็งในหมู่ประชาชน ให้มันมีอํานาจต่อรอง เพื่อที่จะไปต่อกรอํานาจทุน อํานาจรัฐพวกนี้ อยากเห็นแบบนี้ ที่เหลือเราไม่ต้องการอะไรแล้ว
Photo Credit: ตาล วรรณกูล



