หากใครจำกันได้ เมื่อหลายปีก่อน มีกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่งที่ออกมาโคฟเวอร์เอ็มวีของวง BLACKPINK จนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก และพวกเขาคือเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสระแก้วนี่เอง
ความไวรัลนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเก่งกาจของเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นความสร้างสรรค์ และการหยิบเอาสิ่งของ บริบทรอบตัวมาเป็นองค์ประกอบที่กลายเป็นเสน่ห์ขึ้นมาในทันทีทันใด ทั้งภาพพื้นถนนดินลูกรังสีแดง ทั้งฉากบ้านเรือนที่พบเจอได้ตามชนบท ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมที่หยิบเอาของใกล้ตัวอย่างผ้าถุง เข็มขัดของยาย ไฟคาดหัว ที่หนีบเสื้อ มาสร้างสรรค์ใหม่ เป็นแฟชั่นเฉพาะตัว
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาด้วยกำลังสำคัญนั่นก็คือ ความตั้งใจอันแรงกล้าของ ต่อ – สิทธิชัย รักพินิจ ผู้ก่อตั้ง เด็กเซาะกราว
เป็นเวลากว่า 8 ปี ที่ ‘พี่ต่อ’ ของ กุ้งเต้น มอมแมม ส้ม และกวาง สมาชิกรุ่นแรกของเด็กเซาะกราวก่อตั้งเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูป ‘DEKSORKRAO เด็กเซาะกราว’ ขึ้น ปัจจุบันเด็กเซาะกราวมีผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่า 1.5 ล้านคน มีผู้ติดตามในยูปทูบมากกว่า 2.94 ล้านคน รวมถึงมีผู้ติดตามใน Tiktok สูงถึง 527.9 แสนคน เรียกว่าเป็นความสำเร็จที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กต่างจังหวัดกลุ่มนึงในแทบจะทันที
ชวนไปสำรวจลึกเบื้องหลังความสำเร็จของเด็กเซาะกราวผ่านบทสนทนากับ ‘ต่อ สิทธิชัย’ เด็กหนุ่มผู้ฝันไกล และเชื่อว่าเด็กๆ บ้านนอกก็มีศักยภาพไม่แพ้เด็กๆ ในเมือง เพียงแต่ได้รับโอกาสในการมองเห็นไม่เท่ากันเท่านั้น
เขาจึงตัดสินใจว่าจะเป็นผู้สร้างช่องทางในการมองเห็น เปิดประตูแห่งความหวัง และส่งต่อโอกาสในการฝันให้เด็กๆ ในอำเภอ ตาพระยา จังหวัดสระแก้วด้วยตัวเอง

(อดีต) เด็กชายต่อ กับความฝันเพื่อเด็กทุกคนในตาพระยา
“เพราะการถ่ายวิดีโอคือตัวเรา” เป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปทั้งตอนที่เขาเป็นเด็กชายต่ออายุ 12 ขวบ และในตอนที่เขาเป็นพี่ต่อวิดีโอครีเอเตอร์ (video creator) และผู้ก่อตั้งสตูดิโอเด็กเซาะกราว
ปัจจุบันต่ออายุ 25 ปี เรียนจบปริญญาตรีภาควิชานิเทศศาสตร์ เอกการสื่อสารตราสินค้า มหาวิทยาลัยบูรพา ตลอด 13 ปีที่ผ่านมาต่อรู้ชัดมาเสมอว่าความชื่นชอบของตัวเองอยู่ที่ไหน และในที่สุดเขาก็สามารถเปลี่ยนความชื่นชอบของตนให้กลายมาเป็นอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเอง ครอบครัวและสร้างรายได้ให้แก่เด็กๆ ในชุมชนบ้านเกิดของตนที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ได้สำเร็จ
“ผมชอบถ่ายวิดีโอตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ผมจําได้เลยว่าผมได้มือถือเครื่องแรกตอนประมาณป. 6 คุณแม่คุณพ่อซื้อให้ เวลาน้องทําอะไร เพื่อนทําอะไรผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายตลอด จนโทรศัพท์เต็มไปด้วยคลิปน้องๆ” ต่อเล่าให้ฟังพร้อมเสริมว่าเขารู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร พอขึ้นชั้นม. 4 ต่อก็ได้กล้องตัวแรกเป็นของตัวเอง แต่ตอนนั้นเขาแค่อยากได้กล้องเพียงเพราะรู้สึกว่าการสะพายกล้องไว้ที่คอมันเท่ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป
จนกระทั่งเขาขึ้น ม. 6 “ผมอัดคลิปน้องเหมือนเดิม ทําทุกอย่างเหมือนเดิม เหมือนในทุกๆ ปี ผมก็จะมีคลิปน้องอัดลงโซเชียลมีเดีย แต่ว่าช่วงนั้นโซเชียลมีเดียมันเริ่มบูมขึ้นมา บูมขึ้นมาเรื่อยๆ” แล้วก็มีเพจเพจหนึ่งมาดูดคลิปของต่อไปลงในเพจของตนเอง แล้วบังเอิญว่าคลิปที่ว่าดังขึ้นมา ซึ่งเพจดังกล่าวได้ส่งเครดิตกลับมายังต่อ จึงมีคนตามมาดูที่เฟซบุ๊กต้นทาง ตอนนั้นเขารู้สึกดีใจมากที่คลิปดัง มียอดคนดูเป็นพันคน ต่อจึงเริ่มอัพคลิปน้องๆ ลงเฟสบุ๊กส่วนตัวของตัวเองเรื่อยๆ ก่อนเขาจะตัดสินใจเปิดเพจ ‘DEKSORKRAO เด็กเซาะกราว’ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มเด็กเซาะกราวอย่างเป็นทางการ

‘เด็กเซาะกราว’ เพราะเราคือเด็กบ้านนอก ที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ที่มาของชื่อ ‘เด็กเซาะกราว’ มาจากคำที่แว่บเข้ามาในหัวของต่อ โดยคำว่าเด็กเซาะกราวแปลว่า ‘เด็กบ้านนอก’ ตอนนั้นเขาตั้งแบบเร็วๆ และไม่ได้คิดอะไรเยอะ โดยเอาคําว่า ‘เด็ก’ ที่เป็นภาษาไทย กับคำว่า ‘เซาะกราว’ ที่เป็นภาษากัมพูชาที่แปลว่าบ้านนอกมารวมกัน
ต่อบอกว่า “ตั้งเพราะรู้สึกว่าคำนี้จำง่าย แล้วก็สื่อถึงตัวของน้องๆ กับผมเอง อืม แบบว่า..ก็เด็กบ้านนอกก็มันก็จริง เพราะเราอยู่ต่างจังหวัดใช่ไหมครับ? คําง่ายๆ ที่คนเรียกกัน ภาษาบ้านๆ ก็คืออยู่บ้านนอก เป็นเด็กบ้านนอก เรียกว่าเป็นคําที่จํากัดความเป็นของพวกเราได้ดี” โดยสำหรับเขาบ้านนอกไม่ได้มีความหมายเชิงลบเพราะว่า บ้านนอกก็แค่ต่างจังหวัดเท่านั้นเอง
ต่อไม่ได้มองว่า “บ้านนอกคือ ไม่มีความคิด ไม่สร้างสรรค์ หรือว่าจนหรือว่าไม่มีเงินอะไร สําหรับเราคือเด็กบ้านนอก ก็คือเด็กบ้านนอก คือตัวตนของพวกเรา”
นอกจากความหมายที่สื่อถึงพวกเขาโดยตรงแล้ว ต่อยังเสริมด้วยว่าความบ้านนอกหรือเซาะกราวตรงคอนเซ็ปต์ของเพจทุกอย่างด้วยทั้งโลเคชั่น ทั้งการเลือกอุปกรณ์ การประยุกต์ใช้เครื่องแต่งกายต่างๆ

ความเป็นบ้านนอกที่ต่อจำกัดความให้ตัวเองเริ่มตั้งแต่การที่เขาเป็นคนสระแก้วมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จําความได้เขาก็อยู่สระแก้วแล้ว ปัจจุบันหลังเรียนจบต่อก็กลับมาทํางานที่สระแก้วอีก เรียกได้ว่าเขาอยู่บ้านนอกต่างจังหวัดมาเกือบทั้งชีวิต ดังนั้นสำหรับต่อแล้วการเป็นเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กบ้านนอกไม่ได้ทำเขารู้สึกขาดอะไร กลับกันต่อกับรู้สึก ในวัยเด็ก เขาเองก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่บ้านอกมาก เพราะเขารู้สึกว่าสบาย รถไม่ติด อากาศดี
จนกระทั่งเขาเติบโตขึ้นมา “เพิ่งมารู้สึกตอนโตนี่แหละครับ พอเราได้เห็นจุดเปรียบเทียบ จริงๆ เราเข้าใจอยู่แล้วนะว่ามันต้องต่างกัน แต่แบบมันไม่ใช่แค่ต่าง แต่มันขาดครับ อย่างการเดินทาง ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ผมต้องนั่งรถจากหมู่บ้านไปห้าสิบกิโลไปขึ้นรถตู้ที่อำเภออรัญประเทศ อันนั้นคือรถตู้สายแรกที่มีในจังหวัดสระแก้ว แล้วมันลำบากมาก แล้วก็อีกหลายๆ อย่างทั้งเรื่องไฟดับที่ดับแต่ละทีนี่ดับเป็นวัน ตอนเด็กเราก็อาจจะรู้สึกว่า เออ โอเค เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตปกติกับสภาพแวดล้อม แต่เราแค่ไม่โอเคกับสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรต่างต่างนานา เรื่องของสาธารณูปโภค เรื่องน้ำก็เหมือนกัน เมื่อก่อนน้ำก็ขุ่นมาก ขุ่นแบบต้องใช้สารส้มตลอดตั้งแต่เด็ก สิบยี่สิบปีคือ ผมจำได้เลยว่าบ้านผมต้องใช้สารส้มตลอด แล้วข้างล่างที่ใส่น้ำก็จะเป็นตะกอน เวลาอาบมันก็จะตี เพิ่งมามี 5-6 ปีหลังนี่เองที่น้ำเริ่มใส”
สุดท้ายต่อมองว่าตัวเอง “ไม่ได้ติดอะไรกับชีวิตที่ตาพระยาเลย ผมมีความสุขดี ทุกวันนี้ก็ยังมีความสุขอยู่ แต่ว่าก็แค่รู้สึกว่ามันจะมีความสุขมากขึ้นถ้ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องดีถึงขั้นเทียบกับในเมืองเอาแค่การใช้ชีวิตได้ไม่ลำบากก็พอ”

8 ปีกับเส้นทางของ ‘เด็กเซาะกราว’ ที่ยังดำเนินต่อไป
“ไม่เคยคิดว่าจะถึงทุกวันนี้ แต่ว่าก็ยังไม่คิดว่าทุกวันนี้เป็นจุดสิ้นแล้ว”
ความสำเร็จของเด็กเซาะกราวเป็นการเดินทางที่ไกลกว่าที่ต่อคิดไว้ ต่อเล่าว่าตอนเขาเริ่มทำคลิปแรกๆ เขาคิดแค่ว่าดังแล้ววันหนึ่งก็คงจะดับลง แต่ความดังและการเดินทางของเด็กเซาะกราวกับยาวนานและมั่นคงมากว่า 8 ปี แล้ว
จากจุดเริ่มต้นแน่นอนว่าเมื่อเริ่มออกเดินทางทุกคนก็ต้องเปลี่ยนไป ต่อบอกว่าความเปลี่ยนที่เห็นชัดที่สุด คือ เขาเริ่มเห็นทิศทางของน้องแต่ละคนชัดขึ้น “อย่างมอมแมมชอบเต้นตั้งแต่แรก ทุกวันนี้ก็ยังเต้นเก่งเหมือนเดิม แล้วก็ไปในแบบที่จะชอบพูด ชอบแสดงออก จะกล้าออกหน้าตลอด แล้วก็อย่างกวางชอบวาดภาพครับ ชอบศิลปะ ทุกวันนี้คือน้องเป็นคนที่วาดรูปสวยมาก แล้วก็เวลาที่แบบถามว่าอยากเป็นอะไร น้องจะชอบแบบอยากเป็นดาราอยากอยู่ในวงการการแสดง ถ้าในอนาคตเป็นไปได้ เราก็อยากจะดันให้น้องไป”
นอกจากสมาชิกเริ่มต้น 4 คนแล้ว ปัจจุบันเด็กเซาะกราวยังมีน้องๆ และนักแสดงรับเชิญขาประจำที่เพิ่มมากขึ้นอีกหลายคน อย่างที่เราเห็นได้ในคลิปวิดีโอ ต่อเล่าว่า “ตอนนี้เรามีน้องๆ ที่เข้ามาร่วมแสดงในคลิปเพิ่มมาเป็นสิบครับ น้องๆ หลักๆ ก็จะมีเพิ่มเข้ามา 5-7 คน แต่ว่าจริงๆ น้องทุกคนเล่นได้หมดเพราะว่าทุกวันนี้ถ้าไปนับดูคลิปแล้วจะเห็นได้เลยว่า โอ้! เด็กทั้งหมู่บ้านมาหมดแล้วจริงๆ ครับ” ต่อเล่าให้ฟังแบบติดตลก แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข ปัจจุบันกลุ่มเด็กเซาะกราวจึงไม่ได้มีเพียง พี่ต่อ กุ้งเต้น มอมแมม ส้ม และกวางอีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีเด็กๆ อีกหลายคนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมไปพร้อมๆ กัน
ซึ่งน้องๆ คนอื่นที่เข้ามาถ่ายในช่องเด็กเซาะกราว ต่อเล่าว่า “ตอนนี้น้องทั้งหมู่บ้านเดินผ่านก็จะแบบพี่ต่อถ่ายคลิปวันไหน พี่ต่อหนูอยากมาถ่ายคลิป” ประโยคนี้เป็นประโยคที่เด็กๆ ในหมู่บ้านใช้ทักทายเมื่อเจอต่อ เนื่องจากบางครั้งคุณครูในโรงเรียนละแวกหมู่บ้านก็เปิดคลิปของเด็กเซาะกราวให้เด็กๆ ดู ทำให้เด็กๆ อยากมาเล่น เมื่อมีเด็กๆ ในหมู่บ้านสนใจมาถ่ายคลิปกับต่อมากขึ้น เขาจึงใช้วิธีถ่ายแบบกลุ่มมากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กในช่วงวัยต่างๆ มากขึ้น จากเด็กระดับมัธยมลงไปถึงเด็กระดับประถม

“บางทีน้องคนนี้แบบทักหลายรอบแล้ว มารอ มาเล่น อย่างคลิปล่าสุดของแจฮยอน NCT ที่เป็นเพลง cover น้องคนนั้นน่ะมาตามดูตลอดเวลาถ่ายคลิป ตอนแรกผมไม่ได้ดึงน้องมาโดยส่วนตัว แบบว่าเฮ้ย! ขอน้องคนนี้มาถ่ายได้ไหม แต่ว่าน้องอะเดินมาดูผมถ่ายคลิปตลอด เดินมาดูแล้วก็ชอบอยากถ่าย เราก็เลยถามว่าอยากเป็นพระเอกไหม ? อยากเล่นไหม? น้องก็ตอบตกลง คลิปนั้นแหละคลิปแรกของน้องที่เล่นแบบคลิปแรกเลยครับ ไม่ได้มีการบรีฟอะไรมาก่อน แล้วก็ถ่ายตอนเย็นหลังเลิกเรียนสองวัน”
“แล้วก็คลิปอวตาร ตอนแรกเราก็ตั้งใจจะถ่ายน้องแค่สองคน คือนางเอกกับพระเอกแต่ว่าน้องพาเพื่อนมาดูเยอะ เราก็เลยงั้นมาถ่ายทั้งหมดเลย ยืนเป็นคนข้างๆ เพราะในต้นฉบับมันก็มีคนเยอะอยู่แล้ว” เป็นสองตัวอย่างที่ต่อยกขึ้นมาเล่าให้ฟังว่าเขาคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร นอกจากนั้นการชวนหรือนัดน้องๆ มาแสดงก็ง่ายมากแค่ถามจากเด็กๆ ที่มาเฝ้าการถ่ายทำ เช่น “ว่างใช่มั้ย? อะ มาถ่ายกับพี่ กล้าถ่ายมั้ย? แล้วก็คือจบง่ายๆ” ซึ่งถ้าบางคนไม่กล้า ต่อก็จะให้กำลังใจว่าให้มาลองก่อน โดยบอกให้เด็กๆ มั่นใจว่าเขาเป็นคนถ่ายทำ ซึ่งจะคอยดูแลบอกทุกขั้นตอนและจะใช้วิธีการตัดต่อช่วยอยู่เสมอ ทำให้เด็กหลายๆ คนสามารถเข้ามาเป็นดาราหน้าใหม่ในช่องทางของเด็กเซาะกราวได้อย่างมั่นใจ
สำหรับเส้นทางนี้ต่อมองว่าเขาและเด็กเซาะกราวยังอยู่แค่ระหว่างทาง คิดว่าเด็กเซาะกราวยังไปได้อีกไกล ยังขาดอีกหลายอย่าง “ตอนนี้เรายังมองว่า เออ เราทำเล่นๆ อยู่เลยอ่ะ เราไม่มีตากล้องของเราเอง ถ้าเรามีตากล้องของเรา ถ้าเรามีคนตัดต่อของเรา เราก็ไม่ต้องมานั่งตัดวีล็อกเองหรือว่าเราคงได้ทําวีล็อกแบบกระจายมากขึ้น มันก็คงจะมีรายได้มากขึ้นกว่าที่เรากําลังจะทําอยู่ตอน” ดังนั้นแม้จะผ่านมา 8 ปีแล้ว ต่อก็ยังคิดว่านี่เป็นเพียงระหว่างทางของเด็กเซาะกราวเท่านั้น

ดังนั้นจุดสิ้นสุดจึงเป็นคำที่ห่างไกลจากต่อ เพราะตัวของเขาเองยังคงมองการณ์ไกลอยู่ตลอด “แล้วก็มองอะไรที่มันเว่อร์ตลอดด้วย ยิ่งเว่อร์เรายิ่งชอบทำ อย่างเช่น เวลาเราเลือกคลิปมาทำเนี้ย ยังไงก็ต้องเป็นคลิปที่ดัง ถ้าในไทยก็คือต้องเป็นคลิปที่แมส มาก ๆ ระดับที่ทุกๆ คนจะต้องรู้จัก หรือถ้าอีกแบบหนึ่งก็คือ จะเลือกคลิปต่างประเทศไปเลย เพราะเราอยากไประดับโลก จริงๆ เราแฮปปี้มากเวลาที่คลิปของเราดังไปถึงเกาหลี มีเห็นคอมเมนต์เกาหลี เรารู้สึกว่าอยากทำให้มันไปถึง อยากทำให้มันอิมแพ็คมากขึ้น ให้เขาเห็นว่าเด็กไทยทำได้” เมื่อไปได้ถึงระดับนั้น ต่อยอมรับว่าเขาจะรู้สึกสะใจมากๆ เหมือนว่าผลงานชิ้นนั้นประสบความสำเร็จในใจของเขา
“ด้วยความที่เราจะชอบมองภาพไกล ๆ ตลอด เราจะไม่แค่มองภาพใกล้ ๆ” ดังนั้นภาพไกลๆ ที่ต่อมองเห็นสำหรับกลุ่มเด็กเซาะกราวคือ “อยากเป็นบริษัทใหญ่ๆ เป็นสตูดิโอที่มั่นคง อยากให้น้องๆ ทุกคนมีรายได้ วันหนึ่งน้องคนไหนจะออกไป จะเข้ามาก็แล้วแต่ แต่ว่าเราอยากทำตรงนี้ให้มันมีความสุข”
การเดินทางของสตูดิโอเด็กเซาะกราวจึงยังดำเนินต่อไป โดยไม่ใช่แค่การก่อร่างสร้างพื้นที่กายภาพ แต่หมายรวมถึงทั้งตัวน้องๆ ทีมงาน ตากล้อง คนตัดต่อที่มาจากตาพระยาที่บ้านเกิดของตน
เด็กเหมือนกัน แต่โอกาสไม่เท่ากัน
ถ้าเลือกให้ความเจริญเข้าถึงตาพระยาได้นอกจากเรื่องคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ต่อเลือกอยากให้ที่นี่มีโรงเรียนสอนการแสดง หรือโรงเรียนพิเศษ โรงเรียนทางเลือกที่ไม่ใช่สอนเฉพาะวิชาการ โดยต่อบอกว่า “จริงๆ อะ ผมว่าถ้าแถวนี้มีโรงเรียนสอนการแสดงที่เข้าถึงง่ายๆ หน่อย คือปัจจุบันผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแถวนี้ที่ไหนมี อรัญมีไหม? ตรงอรัญประเทศที่ผมว่าเจริญขึ้นหน่อยก็อาจจะไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็ไกลอยู่ดี” ซึ่งต่อเชื่อหมดใจว่าถ้าตาพระยามีโรงเรียนสอนการแสดง สอนร้องเพลง สอนเต้น หรือมีเหมือนที่ในเมืองเขามีกัน เขามั่นใจว่าน้องๆ ในหมู่บ้าน จะไม่ใช่มีแค่เด็กเซาะกราวที่จะดังขึ้นมาแน่นอน เพราะมันจะมีอีกหลายเพจ หลายกลุ่ม หลายช่องเลยที่เป็นที่รู้จัก

ต่อสรุปเพิ่มว่าถ้ามองในมุมของการทำให้การเกิดขึ้นของความฝัน ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่าความเป็นต่างจังหวัดมันลดทอนโอกาสลง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเด็กๆ บ้านนอกไม่ได้มีความสามารถต่างกับเด็กในเมืองเลย โดยต่อบอกว่า
“เกิดมาทุกอย่างเหมือนกัน แต่ว่าสภาพแวดล้อมเขามันไม่ได้ทำให้เขาไปเจออะไรอย่างงั้นนะครับผม มันเลยลดโอกาส ทั้งเรื่องของโรงเรียนสอนพิเศษหรือโรงเรียนสอนการแสดง แล้วก็เรื่องการเดินทางเพื่อที่เขาจะได้ไปเจออะไรที่มันเจริญหูเจริญตากว่า พูดตรงๆ ว่ามันก็ทำให้เป็นข้อด้อยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเด็กในเมืองแน่นอนว่าเขาจะมีมุมมองอีกแบบหนึ่งน่ะครับ”
ซึ่งต่อยอมรับว่า ความเจริญมันมีผลหลายๆ อย่าง ถึงแม้ว่าต่อจะอยากได้ความเจริญแต่ความเจริญในมุมมองของเขาก็ไม่ใช่หมายความว่าจะต้องมีตึกรามบ้านช่องขึ้นใหญ่โต เขาเพียงต้องการสิทธิพื้นฐานของการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะ การเข้าถึงด้านการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ หรือแหล่งความรู้ที่เป็นทางเลือกให้เด็กๆ มากขึ้นเท่านั้น
“ทุกวันนี้ที่มันก็เพิ่มขึ้นมา แต่มันก็ยังเหมือนไปไม่ถึงน้อง เหมือนเป็นแค่ชื่อโครงการแล้วก็หายไป ไม่รู้ว่าที่เขาตั้งชื่อขึ้นมาฝั่งหัวหน้าเขารับรู้ แต่ว่าฝั่งคนแถวๆ นี้ที่เขาเป็นคนทํางานจริงๆ เขาได้ทําให้เด็กไหม เขามาบํารุงจริงไหม? เข้ามาทำอะไรจริงๆ บ้าง ผมไม่เห็นรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเลย”
จาก ‘เด็กชายต่อ’ ในวันนั้น สู่ ‘พี่ต่อ’ ของเด็กๆ เซาะกราวในวันนี้
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ต่อรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมากโดยเฉพาะเรื่องมุมมอง เมื่อก่อนเขารู้สึกว่าตัวเองถ่ายคลิปแค่เอาความสะใจส่วนตัวที่ได้ทำสิ่งที่ชอบในบางครั้งก็โดนดราม่า เช่น “แบบนี้ไม่เหมาะกับน้อง เอาน้องมาทําแบบนี้มันไม่ดีนะ” ปัจจุบันต่อเรียนรู้ที่จะตัด เรียนรู้ว่าว่าอะไรควรอะไรไม่ควร จนไปถึงทำการคัดกรองคอนเทนต์เพื่อป้องกันการดราม่าได้ดีขึ้น
นอกจากมุมมองในการมองโลกที่เปลี่ยนไปแล้วความสามารถในการทำงานก็มากขึ้นด้วย โดยเขาสามารถทำงานได้เร็ว และมีความชำนาญขึ้นมาก ต่อบอกว่า “เมื่อก่อนผมถ่าย blackpink เป็นเดือนๆ หลังๆ มาเหลือประมาณสิบวัน การถ่ายทำเอย มุมกล้องเอย เมื่อก่อนผมมองนานมาก แบบเอ้ย! มุมนี้มันจะถ่ายยังไง มันต้องวนยังไง มันต้องเฉียงยังไง กล้องต้องเอียงข้างซ้าย ทุกวันนี้ผมถ่ายเร็วขึ้นมาก”

และนอกจากตัวเอง ต่อมองว่าน้องๆ ในทีมก็เติบโตขึ้นมากเหมือนกัน “จากที่เมื่อก่อนเป็นแค่เด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไร ทุกวันนี้ก็รู้หมดแล้ว หน้ากล้องต้องพูดอะไร ภาพลักษณ์สาวๆ ก็จะเปลี่ยนไปจากแค่กลุ่มเด็กที่แบบว่าทำคอนเทนต์ กลายเป็นคนดูโตขึ้นแล้วก็คนรู้จักมากขึ้น ทั้งคนในหมู่บ้านทั้งคนภายนอก ทุกคนเรียกว่าเขายอมรับในตัวเรา”
อีกเรื่องที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ “เมื่อก่อนผมถ่ายงาน ผมไม่เคยได้เงิน จาก YouTube ก็โดนลิขสิทธิ์ใช่ไหมครับ? ตัดเรื่องรายได้ออกไปได้เลย รีวิวก็ไม่ค่อยรับ น้องที่ถ่ายคลิป blackpink รุ่นแรกมาด้วยใจทั้งหมดทั้งสี่คน แต่ทุกวันนี้ไม่มีน้องคนไหนไม่ได้เงินในการถ่ายคลิป คลิปเล่น คลิปจริงจัง คลิปงานได้เงินทั้งหมด คลิปงานก็จะได้เยอะขึ้นไปอีก คลิปเล่นก็ให้ระดับเรตนึงแต่ยืนยันว่าทุกคนได้เงินหมด” โดยเฉพาะ น้องรุ่นแรก 4 คนที่ต่อให้เยอะในระดับที่มากขึ้นเพราะว่าน้องๆ เหล่านั้นบุกเบิกทําร่วมกันมาเยอะ
สุดท้ายเป็นเรื่องที่ทำให้ต่อรู้สึกว่าตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงก็คือ เขาสามารถหาเงินให้พ่อแม่ได้จากงานที่ตนทํา “ตอนนี้ ก็ให้เงินพ่อแม่ ช่วยพ่อแม่จากที่เมื่อก่อนเขาเป็นฝ่ายให้เราเต็มที่ ตัวเราเองก็โตขึ้น จากเด็กที่แบบว่าขับรถไม่เป็น ไม่มีรถ ไม่มีอะไร เราก็มีรถ เราก็ซื้อนู่นซื้อนี่เอง ไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย มีแต่เราให้เขาอย่างเดียว”
ให้เด็กตาพระยา กล้าที่จะฝัน
อิทธิพลที่เด็กเซาะกราวส่งตรงถึงหมู่บ้านตาพระยาในมุมมองของต่อคือ “น้องหลายๆ คนลุกขึ้นมาถ่ายคลิปของตัวเองบ้าง จากที่เห็นน้องในทีมของเราเองก็จะกลับไปถ่ายทําติ๊กต็อกของตัวเอง”
นอกจากนั้นพ่อแม่ก็เปลี่ยนความคิดจากที่ “ลูกเรามันทําไม่ได้หรอก ไม่ได้ผลักดัน แต่พอเห็นเราทําสำเร็จ เขาก็เปลี่ยนความคิด พ่อแม่ก็เปิดใจให้กับน้องๆ มากขึ้น” ต่อคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำน่าจะเปลี่ยนความคิดคนได้ระดับหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่า “ถ้าไม่มีผม ไม่มีเด็กเซาะกราว หมู่บ้านเราก็ไม่มีคนดัง แต่พอมีมันจะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ทำให้รู้สึกว่าเราก็ทําเหมือนเขาได้”

ต่อคิดว่าสิ่งที่เป็นผลทางบวกที่สุดที่ความสำเร็จของเขาและเด็กเซาะกราวทำให้เกิดคือการเปลี่ยนความคิดของน้องๆ ในหมู่บ้าน ต่อบอกว่า
“เอาจริงๆ ถามน้องทุกวันนี้จะไม่ค่อยมีคําตอบ หรือคำตอบจะลดน้อยลงครับ ว่าอยากเป็นครู อยากเป็นพยาบาล มันลดน้อยลงไปเลย เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนเด็กต่างจังหวัดก็มีความฝันไม่ไกลไปกว่าอยากเป็นครู อยากเป็นพยาบาล แต่ทุกวันนี้เราได้ยินคำตอบว่า อยากเป็นยูทูบเบอร์ อยากเป็นคนดัง อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์เยอะขึ้นมาก”
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากชื่อเสียง เงินทองและความโด่งดังที่เด็กเซาะกราวทำได้ ต่อบอกว่ามันทำให้ “เรายิ่งมั่นใจว่าความฝันของเด็กๆ กว้างขึ้น ไกลขึ้นแน่ๆ”
เพราะว่าต่อไม่ได้แค่อยากคนที่สร้างวิดีโออย่างเดียว แต่เขาอยากช่วยกระจายความสามารถของเด็กๆ ด้วย เขาอยากกระจายสิ่งที่เด็กเซาะกราวเป็นอยู่ให้คนรู้จักมากขึ้น ให้ผู้คนได้รู้จักตัวตนของพวกเขาแล้วก็ได้เป็นแรงบันดาลใจขของคนอื่นๆ “เนี่ยก็จะแฮปปี้มากๆ” เป็นประโยคที่ต่อบอกเราด้วยรอยยิ้ม
เพราะการเข้ามาของโซลเชียลมีเดียที่ทำให้การเข้าถึงโลกกว้างขึ้น การเป็นเด็กบ้านนอกในปัจจุบันจึงไม่ได้มีกรอบจำกัด ลดทอนหรือกีดกันอะไรบางอย่างในตัวเขา ในทางกลับกันต่อสามารถใช้จุดนี้ของตนเป็นข้อได้เปรียบได้ ในมุมมองของการถ่ายทำคลิปในมุมที่แปลกๆ อย่างหลายๆ ตอน หลายๆ คลิปที่ดังในติ๊กต็อกก็มีเสน่ห์มาจากความเป็นบ้านนอก
“เราไม่ได้มองเป็นกรอบเลย มันเป็นตัวที่ทําให้เราเด่นขึ้นมาด้วยซ้ำ แล้วก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราพยายามจะหาอะไรที่เราขาด เราไม่มีเหมือนในเมือง เราก็หาอันอื่นที่มันแปลกใหม่กว่าขึ้นมา มันสร้างเสริมให้เราหาจุดแกร่ง หาจุดที่ทําให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น ถ้าไม่ได้อยู่ตรงเนี้ย ถ้าไม่ได้อยู่จังหวัดเนี้ย ผมก็อาจจะไม่ได้มีความคิดที่0tเอาอะไรมาประยุกต์ใช้เหมือนที่ทุกคนเห็นกันในคลิป” เพราะฉะนั้นสำหรับต่อเขาจึง ไม่ได้คิดว่าการเป็นเด็กบ้านกรอบตัวตนของเขา กลับรู้สึกว่าโชคดีจังเลยที่เกิดมาอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าในอนาคตจะมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมมากขึ้นก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกในมุมของต่อ


