/

เมื่อในท้องเต่ามีแต่ขยะ ไม่ใช่หญ้าทะเล คุยกับ หมอข้าวตู และพีท จากเพจ ‘อะไรอยู่ในท้องเต่า?’

ปี พ.ศ.2564 เมืองพัทยาต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากเพื่อเก็บขยะริมชายหาดที่เกิดขึ้นจากเทศกาลลอยกระทงกว่า 15 ตัน ซึ่งเทศบาลฯ ใช้เวลาทั้งวันก็ยังเก็บไม่หมด ในขณะเดียวกันควันหลงหลังวันลอยกระทงปี พ.ศ. 2565 ยังพบขยะจากกระทงเกลื่อนชายหาดบางแสนและชายหาดอื่นๆ ในหลายจังหวัดในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจำพวกตะปู หมุดขนาดเล็กและดอกไม้พลาสติก สร้างความเดือดร้อนและเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะเดินเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ ทางเทศบาลแสนสุขจึงต้องจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บขยะและทำความสะอาดหาดครั้งใหญ่

สำหรับมนุษย์ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ขยะเหล่านี้ยังสร้างความเดือดร้อนให้ แล้วกับสัตว์ต่างๆ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าขยะเหล่านี้ไม่สามารถกินได้ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ขยะจากกระทงจะสร้างความสูญเสียจนถึงชีวิตให้แก่สัตว์ทั้งหลาย

ซึ่งไม่เพียงแต่สัตว์บนบก หรือในแม่น้ำเท่านั้น แต่รวมถึงสัตว์ทะเลด้วย
.
“ขยะแปลกๆ ที่เราพบในท้องเต่าทะเล คือ พวกตะปูจากกระทง หรือดอกไม้พลาสติกสีขาวๆ ที่เป็นเหมือนดอกมะลิที่เขาจะเอาไว้ที่ปลายของกระทง ดอกรักพลาสติกก็เคยเจอเหมือนกัน ก็คือรู้สึกว่าเราแทบจะสามารถเจอทุกอย่างได้ ถ้าลงทะเลไป” เสียงพีทและหมอข้าวตู เพจอะไรอยู่ในท้องเต่า บอกเล่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสะทกสะท้อนใจ

และนอกจากขยะจากกระทงแล้วยังมีขยะจากพลาสติกและขยะอื่นๆ โดยสถานการณ์สัตว์ทะเลเกยตื้นปี พ.ศ.2565 พบว่ามีสัตว์ทะเลเกยตื้นจำนวนกว่า 625 เคส ซึ่งสาเหตุกว่า 33% ที่ทำให้สัตว์ทะเลเสียชีวิตและเกยตื้นคือ ‘ขยะ’ ไม่ว่าจะมาจากการกินเศษขยะเข้าไป หรือการที่อวัยวะบางส่วนไปติดหรือรัดกับแพขยะพลาสติกกลางทะเล

นั่นทำให้เพจ ‘อะไรอยู่ในท้องเต่า’ เกิดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาขยะกับสัตว์ทะเลผ่านชีวิตการงานของ พีท- ภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมง และ หมอข้าวตู – สพ.ญ.อรณี จงกลแพทย์ สัตวแพทย์ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดระยอง

ซึ่งพวกเขาเลือกจะออกมาแชร์เรื่องราว ภาพเศษขยะ และผลชันสูตรเต่าทะเลที่เสียชีวิต ป่วยหรือได้รับผลกระทบจากขยะในทะเลที่พวกเขาพบในพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งภาคตะวันออก เพื่อหวังว่าหนึ่งเขาจะไม่ต้องออกมาเล่าเคสเหล่านี้อีก และได้อวดความน่ารักของสัตว์ทะเลแทน

เพจอะไรอยู่ในท้องเต่าเกิดขึ้นได้ยังไง?

พีท : เริ่มมาจากเราว่างก็เลยโดนเพื่อนลากไปช่วยงานที่โรงพยาบาลฯ ก่อนไปเราไม่รู้อะไรเลย เราก็นึกว่าเออ มันคงทำงานเหมือนเรา มีปัญหาอะไรเหมือนเรา แต่พอเราไปช่วยทำงานปุ๊บ เราเห็นภาพจริงที่แตกต่างว่า โอเคมันมีการผ่าตัดนะ มีการรักษาเต่าอยู่ มีการชันสูตร แล้วก็คือหนึ่งในสิ่งที่เราเจอก็คือการชันสูตรเต่า เราพบว่าขยะอยู่ในท้องเต่า ก็คือถ้าเกิดให้ย้อนกลับไปตัวที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้จะเป็นเต่าเด็ก ตัวเล็กๆ ใช้คําว่าเต่าแรกเกิดได้เลย ไม่น่าเกินหนึ่งเดือน ซึ่งการตายของเต่าเด็กมันเป็นความปกติของธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ว่าต้องมีการชันสูตร ตอนที่ผมผ่า ผมไม่สังเกตเห็นอะไร แต่พอคุณหมอมาดู บอกว่ามันมีขยะนะ ซึ่งเราก็แบบตกใจว่าแม้แต่เต่าเด็กขนาดนั้นที่อยู่ในธรรมชาติก็ยังเจอขยะ

หลังจากนั้นพอคุณหมอไปทำอะไรเราก็ถามว่า แบบเจออะไรบ้าง? เจออะไรแปลกๆไหม? แล้วจนถึงจุดๆ หนึ่ง คุณหมอก็เหมือนเกริ่นๆ มาคุยกันว่ามันมี ศักยภาพพอที่จะสามารถนําไปสื่อสารได้ เราก็เลยตกลงกันว่าจะเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำเป็นเพจดีกว่า เพราะเราอยากให้ข้อมูล อยากให้คนอื่นเห็น แล้วก็อยากเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ด้วย

 

เพจ อะไรอยู่ในท้องเต่า สำหรับหมอข้าวตูกับพีท คืออะไร

หมอข้าวตู : เป็นทั้งศูนย์รวมข้อมูล เป็นทั้งที่ให้ความรู้ ตอนนั้นที่ต้องการก็คือให้มันเป็นแหล่งรวมความรู้ที่เราต้องการจะสื่อสารออกไปให้กับคนทั่วไปได้รับรู้ค่ะ ถ้าเกิดถามว่าผ่านมา 3-4 ปีแล้วจุดประสงค์อันแรกที่เราตั้งไว้เราก็รู้สึกว่ามันก็ยังคืออันเดิมอยู่ ด้วยความที่เพจงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มันก็ยังหลายหลายอย่างที่ไม่ได้สื่อสารกันไป เราก็อยากจะสื่อสารต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังทําได้อยู่ ใช้พื้นที่สื่อสารของเรา

พีท : แค่ว่าตอนนี้เพิ่มงานสํารวจเข้าไปด้วยเพราะว่า กรมทรัพยากรชายฝั่ง มันมีงานสํารวจสัตว์ทะเลหายากใช่ไหมครับ? ก็มันจะทำให้คนรู้ว่าตรงไหน มีสัตว์อะไรอยู่? แล้วอาจจะช่วยเรื่องการระมัดระวังได้ แล้วก็อยากจะเป็นศูนย์รับแจ้งให้กว้างขึ้นด้วย

 

พอเริ่มทำเพจอะไรอยู่ในท้องเต่าตอนแรกมีความคาดหวังไหม?

พีท : ผมไม่อยากทำเพจเพื่อให้สื่อสารอะไรเป็นเรื่องกว้างมาก แต่อยากให้ทุกๆ คนที่เข้ามาเห็นเพจพอเขาเลื่อนไปที่โพสต์หนึ่งสองสามสี่ เขาเห็นขยะหมดเลย มันก็ impact กับคนที่เห็นมากๆ แล้ว มันจะทำให้เขารู้ว่ามันมีปัญหาอยู่ ปัญหาเนี่ยเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เป็นมีมตลกๆ ที่ว่าแบบว่าทิ้งหลอด เดี๋ยวเต่ากินหลอดแล้วตาย

หมอข้าวตู : นอกจากนั้นส่วนหนึ่งที่เป็นไอเดียเริ่มต้นขึ้นมา ก็คือถ้าเรามีเพจนี้ที่ดูแบบให้เขาเห็นว่านี่นะเกี่ยวกับเต่า เกี่ยวกับการเกยตื้น เขาจะได้นึกถึงเราว่าติดต่อมาที่เพจนี้แล้วกัน เหมือนกับจะช่วยรับแจ้งถ้าเขาไปเจอเคสขึ้นมา

ภาพจากเพจอะไรอยู่ในท้องเต่า

คิดว่าอะไรคือจุดเด่นของ เพจอะไรอยู่ในท้องเต่าที่ทำให้มีคนติดตามถึงกว่าสองหมื่นคน ?

คุณหมอข้าวตู : คิดว่าส่วนหนึ่งมันทำให้พวกเขาได้เห็นนะคะว่า เต่ากินขยะ เต่าจะตายนะ ก่อนหน้านี้เขาอาจคิดไม่ออกว่าเต่าไปกินขยะแล้วตาย มันเป็นยังไง? แต่พอเหมือนกับเราเอาภาพให้ดู เรามีวีดีโอให้ดู เขาก็เห็นว่า โอ๊ย! มันทรมานนะกับการที่มีขยะติดอยู่เหมือนเคสของน้องใบพัดเนอะ น้องใบพัดเป็นเต่าที่เจ้าหน้าที่ช่วยเลี้ยงเจอว่ามีขยะอุดก้นเขาอยู่ ก็เลยเรียกหมอช่วย แล้วหมอก็ไปค่อยๆ คีบดึงขยะออกมาโดยใช้สารหล่อลื่นช่วย

ความจริงตอนนั้นหมอเองก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าขยะมันจะยาวขนาดนั้นนะคะ ซึ่งเขาไม่ได้ตัวใหญ่ ตัวใบพัดขนาดปกติประมาณ 60 เซนติเมตรค่ะแต่ว่าขยะที่ดึงออกจากก้นเขานั่นมันก็ 40 เซนติเมตรเข้าไปแล้ว ถ้าเทียบกับตัวเขาก็คือ มันแทบจะยาวเท่าตัวเขาแล้วค่ะ มันก็เลยเกิดอิมแพ็คมากจากคนที่เห็นวิดีโอนั้น จนตอนนี้น้องใบพัดกลับสู่ท้องทะเลไปแล้วค่ะ

ภาพจากเพจอะไรอยู่ในท้องเต่า

ตามชื่อเพจตอนนี้อะไรอยู่ในท้องเต่าบ้าง?

หมอข้าวตู : ก็หลากหลายเลยค่ะ ถ้าแปลกเลยที่เจอก็จะเป็นพวกตะปูกระทง

พีท : หรือดอกไม้พลาสติกสีขาวๆ ที่เป็นเหมือนดอกมะลิ ที่เขาจะเอาไว้ใส่อยู่ที่ปลายของกระทง ดอกรักพลาสติกก็เคยเจอเหมือนกัน ก็คือรู้สึกว่าเราแทบจะสามารถเจอทุกอย่างได้ ถ้าลงทะเลไป ของเล่นเด็กอย่างเฮลิคอปเตอร์พลาสติกเราก็เคยเจอแต่ตอนนั้นเจอในท้องวาฬ

 

ตลอดเกือบสี่ปีที่ทำงานมาเจอเคสเต่าเกยตื้นมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร?

หมอข้าวตู : ถ้าพูดถึงจำนวนเคสก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าอันนี้คือรวมถึงเคสทั้งหมดนะคะ  แต่ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์เฉพาะเคสที่ได้รับผลกระทบจากขยะที่เจอจากเคสทั้งหมดก็สักเกือบประมาณ 70% ได้เลย แถมเคสอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากขยะโดยตรงมันก็ยังมีขยะปนเปื้อนเป็น 60% เลย ก็คือ ต่อให้เขาไม่ได้ป่วยเพราะขยะ มันก็ยังมีขยะอยู่ในตัวเขาอยู่ดี เหมือนมันไปซ้ำเติมเขามากเข้าไปอีก

ภาพจากเพจอะไรอยู่ในท้องเต่า

เล่าเคสที่รักษาตัวอยู่ตอนนี้ให้ฟังได้ไหม?

หมอข้าวตู : เคสตอนนี้เยอะมาก ใกล้เคียง 20 ตัว เพราะยังไม่หมดฤดูกาลเกยตื้นหรือฤดูมรสุมของภาคตะวันออก (บทสัมภาษณนี้สัมภาษณ์ช่วงเดือนกันยายน : กองบรรณาธิการ) คือหมายความว่าพอเข้าฤดูมรสุมปุ๊บ เต่าที่ป่วยเขาสู้แรงคลื่นไม่ไหวก็จะถูกพัด ลอยเข้ามาเกยตื้นเยอะ ตอนนี้เลยมีเคสหลากหลายมาก ปกติเวลาเต่าเกยตื้นมา เขาก็จะมีอาการป่วยบางอย่างของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าด้วยความที่คลื่นลมซัดเข้ามาก็เลยกลายเป็นว่าแทบทุกตัวที่มาเกยตื้นจะมีอาการปอดอักเสบร่วมด้วย เพราะเขาก็สำลักคลื่นมา นอกจากนั้นก็มีโรคอื่นๆ แต่ละตัวไม่เหมือนกัน เช่นโรคไต หรือก็อาจจะมีขยะสดแบบว่าเพิ่มเติมเสริมเข้ามาอีก

 

เต่าเกยตื้นที่ไหนในอ่าวไทยเยอะที่สุด? แล้วเกยตื้นเพราะขยะที่ไหนเยอะที่สุด?

หมอข้าวตู : ทุกที่ค่ะ มาอย่างพร้อมเพรียงเคยมีวันหนึ่งสามจังหวัดก็ต้องแบ่งกันไปคนละจังหวัด เต่าทะเลส่วนใหญ่ที่เจอเยอะก็จะเป็นระยอง แต่มันกระจายค่อนข้างทั่ว แต่ว่าถ้าเป็นโลมามันจะเจอชลบุรีกับตราดเยอะกว่า แต่ที่น้อยหน่อยคือจันทบุรีด้วยความที่จันทบุรีพื้นที่ชายหาดน้อยส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนและก็มีจำนวนตัวเต่าที่น้อยกว่าอยู่แล้ว

 

ทำไมเต่าถึงกินขยะเข้าไป เขามีแหล่งอาหารเพียงพอไหม?

พีท :  อย่างที่ผมเล่าไปเศษขยะเล็กๆ ที่ตกค้างเช่นพวกเศษอวน เศษถุงพลาสติกมันปะปนอยู่ในระบบนิเวศไปหมดแล้วครับ ด้วยหญ้าทะเลที่มันมีลักษณะเล็กแล้วเศษขยะก็อยู่ร่วมกับหญ้า

หมอข้าวตู : เขาก็แค่กินหญ้า คงจะคิดว่าเป็นแค่หญ้าด้วยซ้ำไป แต่ว่าขยะมันอยู่ในนั้นน่ะ แล้วก็ลักษณะร่างกายของเต่าก็คือเขาจะเลือกยากเพราะปากเขาแข็ง

 

ทำไมเราต้องชันสูตรหาสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลทั้งหลาย?

หมอข้าวตู : เพราะมันช่วยทำให้เราตั้งสมมติฐานได้ว่าสาเหตุการตายเขาเป็นอะไร สมมุติว่าถ้าเป็นการป่วย เราอาจจะรู้ได้ว่า เฮ้ย! ช่วงนี้ป่วยแบบนี้เยอะ เราอาจจะเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์รักษาเอาไว้ทันท่วงที อาจจะสั่งยาเตรียมไว้เลย ทำให้การรับมือของเราง่ายขึ้นค่ะ หรือสมมุติว่าบางทีบางพื้นที่เจออาการเหมือนเรือชนบ่อย เราก็ลงไปคุยกับท้องถิ่น คุยกับเทศบาลว่าพื้นที่เนี้ยมีเต่าทะเลเยอะ เราเจอเคสชนเรือเยอะ จะได้ประกาศพื้นที่ให้เรือแล่นช้าลง เวลาเราออกนโยบายออกกฎหมายข้อมูลเหล่านี้ก็ช่วยรองรับ เพราะว่าเรามีข้อมูลในมือ เราไม่ได้คิดเองเออเอง

ภาพจากเพจอะไรอยู่ในท้องเต่า

วิธีปฐมพยาบาลเต่าทะเลเกยตื้นควรทำอย่างไร?

หมอข้าวตู : อันดับแรกอาจจะต้องดูก่อนว่าเขามีแรงอยู่ไหม? เขาเงยหน้าหายใจไหม? พอคนจับเขาดิ้นไหม? ถ้าเขายังพอมีแรง ก็ถือว่าโอเค ยังสบายใจได้ แต่ถ้าเขาไม่มีแรง ดูอ่อนแรงมากก็คือรีบเลยค่ะ ต้องรีบโทรหาหมอ หมอจะได้มาถึงให้ไวที่สุด หมอแนะนําว่าทุกเคสถ้ายังมีชีวิต ให้เอาเขาลงภาชนะหรือกะละมัง แล้วก็ใช้เป็นผ้าชุบน้ำรองใต้ตัวเขาหนึ่งผืน คลุมตัวคลุมกระดองเขาหนึ่งผืน รองให้หัวเขาสูงหนึ่งผืน เอาเข้าที่ร่มแล้วก็รอเท่านั้นค่ะ ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะว่าถ้าเกิดเขาอ่อนแรง เขาจะเงยหน้าพ้นน้ำไม่ไหว แล้วเขาจะสำลักน้ำเสียชีวิต แค่ระวังความเสี่ยงไม่ให้กระดองแห้ง แล้วก็ร้อนเพราะอาจจะมีผลกับอวัยวะ แต่ถ้าเขาบาดเจ็บกระดองแตกหรือว่าโดนใบพัดเรือ ถ้ายังมีเลือดออกอยู่ก็ใช้เหมือนของคนเลย คือหาผ้าสะอาดกดห้ามเลือดไว้แล้วก็ติดต่อหมอให้มารับเลย

พีท : การปฐมพยาบาลเบื้องต้นมันสำคัญมาก ว่ามาถึงมือหมอจะอาการแบบไหน แล้วหมอจะรักษาต่อได้หรือไม่? เราเลยมีการอบรมเครือข่ายในชุมชนติดชายฝั่งทะเล เขาจะมีเครือข่ายถ้าเจอเขาจะโทรแจ้งผู้นําชุมชน แล้วผู้นําชุมชนส่วนมากจะเป็นเครือข่าย มีความรู้ผ่านการอบรมการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากครับ ก็คือทางกรมก็จะจัดตั้งโครงการลงมา แล้วก็จะชวนพวกกู้ภัยหรือว่าผู้นําชุมชนกับหัวหน้ากลุ่มประมง หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่พื้นที่ริมทะเลซึ่งมีโอกาสได้พบเจอมาอบรม มาได้รับความรู้ เขาจะรู้ว่าเขาต้องโทรหาใคร แล้วเขาต้องช่วยเหลือเบื้องต้นได้เพิ่มโอกาสรอดให้สัตว์ทะเลหายากทั้งหลาย

 

พูดถึงในเรื่องขยะ ชาวประมงหรือคนที่อาศัยริมชายฝั่งตระหนักรู้และช่วยลดการสร้างขยะไหม?

หมอข้าวตู : มากค่ะ เวลามีคนเจอขยะ เขาก็เก็บกันมากขึ้น จริงๆ หลายหลายชุมชนริมน้ำก็เป็นชุมชนต้นแบบที่แยกขยะเลยด้วยซ้ำนะคะ เขาห่วง เขาด่ากันจริงจังมากนะคะ ถ้ามีป้ายด้านข้างแล้วมีคนโยนขยะทิ้งนี่เขาตะโกนด่าเลย จริงๆ ชุมชนริมน้ำหลายๆ พื้นที่เข้มแข็งมากเรื่องขยะ เพราะบางทีขยะมันอยู่ใกล้บ้านเขาเพราะคลื่นมันก็ซัดเข้ามา

ชอบอะไรในการทำงานด้านนี้ที่สุด?

หมอข้าวตู : ชอบมากที่สุดของตัวหมอมันจะเป็นทั้งเรื่องของการที่มีคนฟีดแบ็กกลับมา อย่างโดยเฉพาะเด็กๆ เป็นเด็กนักเรียนที่มาบอกอย่างเช่น หนูทำแบบนี้นะ หนูขอให้แม่ถือถุงผ้าไปหรือว่าขอให้แม่ลดการใช้ถุงพลาสติกลง ก็รู้สึกว่านี่แหละเราเหมือนกับปลูกต้นไม้เล็กๆ ในใจให้กับเด็กได้

กับอีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกดีมากๆ เป็นตอนได้ปล่อยเต่ากลับลงทะเลไปค่ะ เหมือนกับเราเห็นตั้งแต่เริ่ม เราเห็นเขาแบบเหี่ยวมา ไม่มีแรงเป็นผักต้มมา แล้วจนถึงวันที่เราปล่อยเขาเดินกลับลงทะเลไปได้ วันนั้นคือรู้สึกดีมากๆ ทำให้รู้ว่ายังชอบที่จะทำอยู่

พีท : ก็ใกล้เคียงกันครับ เราชอบทำอะไรด้านนี้อยู่แล้ว มันเป็นเหมือนแบบแพสชั่นของเราในใจแต่แรกอยู่แล้ว พอเราได้ลงมือทำ เราเห็นผลที่เกิดจริงอย่างที่คุณหมอบอกเนี่ย มีน้องเต่าตัวนึงชื่อพีท เพราะว่าเราเห็นสภาพน้องเขาแล้วแย่มาก ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ามีโอกาสรอดแค่ 10% เท่านั้น แล้วน้องรอด ตั้งแต่วันนั้นที่ลมหายใจเขามีกลิ่นเหม็นน่ะครับ เหม็นเป็นกลิ่นเน่าเลย จนแบบค่อยๆ เห็นว่าเขาดีขึ้น จากเขาไม่ยอมกินอาหาร ไม่รับยา ซึ่งทุกคน รวมไปถึงน้องฝึกงานก็ช่วยกันหลอกล่อหาวิธีการให้ไอ้เต่าตัวนั้นกินให้ได้ ให้กลืนให้ได้ สุดท้ายคือได้รับการฝังเข็มช่วย จนวันหนึ่งก็ปล่อยเขากลับทะเลไปได้ เวลาผมไปสัมภาษณ์ที่ไหน ผมจะใช้น้องพีทเป็นตัวอย่างตลอดเลยเพราะว่า น้องเป็นเคสแรก มันเติมเต็มหัวใจ มันเติมเต็มช่องว่าง เติมเต็มแพสชั่น ก็คือว่า เราเห็นว่ามันมีคนทำได้จริง ทำสำเร็จ แล้วมันคือแบบมันมีผลงานจริงๆ ในการช่วยสัตว์ทะเล

 

เคสที่ประทับใจ?

หมอข้าวตู : สำหรับตัวหมอเป็นเคสโลมาหลงเข้ามาในคลอง เพราะว่ามันแสดงให้เห็นว่าคนพื้นที่มีความรู้สึกรัก แล้วก็แบบช่วยเหลือเจ้าสัตว์ทะเลหายากพวกนี้มากๆ เลย หลายๆ คนมักจะคิดว่าชาวประมงน่าจะเป็นศัตรูกับพวกสัตว์ทะเลหายาก เพราะเหมือนกับว่าถ้าเขาคุ้มครองพวกนี้ ก็เลยมาห้ามประมงนู่นห้ามประมงนี่ แต่ในความเป็นจริงชาวประมงรักมันมากนะคะ แล้วก็หวงมากด้วยเหมือนกันค่ะ

เขาเป็นคนที่บางทีถ้าเราให้ความรู้เขา ให้เขามีความรู้ที่ถูกต้องสักนิดหนึ่ง เขาเป็นคนที่ช่วยเหลือเราได้มาก หมอเคยเจอเป็นชาวประมงเจอเต่าเขาเอาขึ้นเรือมา ซากมันเขาก็ยังแบกขึ้นเรือมาให้เรา เขารักและเขาหวงมาก เราก็อาจจะต้องแยกเรื่องการประกอบอาชีพออกจากการอนุรักษ์ ก็คืออาชีพของเขาเฉยๆ จริงๆ บางทีกฎหมายห้ามเลยมันก็คงไม่ถูกต้อง ต้องมาคุยกันหาตรงกลางที่ดีที่สุดค่ะ

 

เรารู้สึกท้อไหมกับการที่เราพยายามสื่อสารผ่านเพจ แต่ว่าก็ยังเจอขยะในท้องเต่าอยู่เรื่อยๆ 

พีท : ตอนแรกก็รู้สึกท้อ แต่พอเราเห็นมาสักพักหนึ่ง พอเราศึกษาเพิ่ม เราเลยมองว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ใหญ่จนเกินตัวเรา เราเลยย้อนกลับไปที่การเปลี่ยนแปลงจากคนที่เห็นเพจของเรา เราก็เลยไม่รู้สึกว่าเราท้อแล้วเพราะว่าที่เราทำ อย่างน้อยมันก็มีคนเห็น แต่ว่าเพราะว่าสเกลมันไม่ใช่แค่ระยอง แต่มันคือทั้งโลก ขยะทั้งโลกไม่ได้แค่สองหมื่นสี่พันคนนี้ที่ตามเพจเรา แต่ถ้าสองหมื่นสี่พันคนนี้ทำอะไรสักอย่าง ลดการใช้ลง อย่างน้อยมันก็จะได้อะไรมาสักอย่าง ก็คือยังเป็นความหวังในการทำงานด้านนี้อยู่

หมอข้าวตู : เรายังมีความหวังอยู่ คือ เราทั้งสองคนมีความเห็นเหมือนกัน ก็คือเรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องซีเรียสนะ แค่เราทำอะไรที่มันไม่ต้องเดือดร้อนตัวเอง เดือดร้อนคนอื่น แล้วก็เริ่มบอกต่อๆ กัน บอกวิธี แนะนําต่อว่าเราจะลดขยะยังไง ร่วมๆ กันหลายหลายคน ลดกันแค่คนละซองอนาคตมันก็ลดลงได้ค่ะ. เราเคยเห็นชัดเจนกลับมาที่เราเลยว่าแบบ เอ๊ย! เนี่ย ฉันลดขยะแล้วนะเพราะว่าฉันเห็นเพจของคุณ แล้วเจ้าเต่าพวกนี้มันได้ผลน่ะ

ตั้งแต่ก่อตั้งเพจ อะไรอยู่ในท้องเต่าขึ้นมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างไหม ?

หมอข้าวตู : เพจตั้งขึ้นมาในช่วงเดียวกันกับที่เขาเริ่มรณรงค์เรื่องขยะด้วยค่ะ มันก็เลยอาจจะบอกไม่ได้เต็มปากว่า เอ๊ย! เราทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนะ แต่หลังจากนั้นประมาณเกือบปีเขาก็มีนโยบายงดแจกถุงพลาสติกพอดี ก็เลยรู้สึกว่ามันกลายเป็นที่เราเห็นว่าสำเร็จก็คือว่า เราเห็นคนทั่วไปอ่ะมาเห็นปัญหานี้

พีท : ก็มีคนที่ติดตามเพจบางคนมาบอกว่า เขาช่วยนะ เขาเป็นกําลังใจให้หรือว่าเขาแบบ นี่เขาก็พยายามทำอย่างงั้นอย่างงี้ ผมมองว่าอันนั้นมันคือก็คือความสำเร็จอยู่ อาจจะไม่ได้กว้างขวางมากแต่ว่าหนึ่งในสองหมื่นกว่าคนที่เห็นเพจเราแล้วเขามาบอกว่า เขาได้อะไรจากสิ่งที่เรานําเสนอไป ผมว่าอันนั้นก็คือมันประสบความสำเร็จมาก

หมอข้าวตู : นอกจากนั้นก็มีน้องที่เคยมาทักมาหาว่า หนูเป็นเด็กนักเรียน มีการขายของในโรงเรียนแล้วได้เงินมาก้อนหนึ่งเลยอยากจะช่วย อันนั้นเป็นอันแรกที่ทำให้เราเห็นว่า อ๋อ เออสิ่งที่เราทำมันมีคนเห็นนะ อย่างน้อยๆ มันก็จุดประกายเด็ก ให้นักเรียนเขาได้รับรู้อะไรบางอย่าง แล้วก็มีเด็กฝึกงานสัตวแพทย์เอง บางคนก็ทักมา อยากจะฝึกสัตว์ทะเลหายาก หรือบางคนมาแล้วก็บอกว่า เอ้า ที่นี่หรอ ที่ทำเพจอะไรอยู่ในท้องเต่า หนูก็เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน มันทำให้รู้สึกว่า มันไปถึงเขาจริงๆ ด้วย

 

ตอนนี้อะไรคือความท้าทายในการทําเพจ อะไรอยู่ในท้องเต่า’ ?

พีท : ความท้าทายคือ ผมได้ไม่อยู่ที่ประแสร์ครับ อย่างที่ผมบอกว่า 70 % คือข้อมูลมาจากคุณหมอแล้วผมก็ช่วยเขียนเติม แต่ว่าข้อมูผมไม่เห็นแล้ว เพราะผมย้ายที่ทำงาน ไอเดียเยอะมากๆ แต่ก็อยู่ที่ทางกลุ่มนี้ (โรงพยาบาล) การเขียนไอเดียขึ้นมาได้โดยที่เราไม่ได้เห็นของจริง พอเขียนแล้วก็เหมือนเป็นการเขียนรายงาน

หมอข้าวตู : เอาตรงๆ ตอนแรกหมอไม่ได้คิดถึงเพจมาก่อนเลย เพราะว่าเราเห็นมันทุกวันก็รู้สึกว่าปกตินะ แต่พอทุกคนข้างนอกมาเห็นแล้วบอกว่า เฮ้ย! มันเป็นประโยชน์นะ นี่มันคือคนอื่นต้องได้รับรู้เหมือนที่เรารับรู้ ก็สร้างเพจขึ้นมา ตอนนี้ความท้าทายก็คือเรื่องไอเดียหลักๆ จากพีทมันหายไป แล้วเราต้องเป็นคนพยายามผลักไอเดียขึ้นมาเอง

 

มองอนาคตของเพจอะไรอยู่ในท้องเต่าเป็นอย่างไร เพจอะไรอยู่ในท้องเต่าจะเติบโตไปทางไหน?

พีท : ถ้าเกิดสำหรับผมคนเดียว ความฝันของผม ผมอยากทำข้อมูลทั้งประเทศ ทุกวันนี้ที่ผมทำเป็นข้อมูลแค่ภาคตะวันออก แค่กลุ่มที่รู้จักกัน ถ้าเกิดว่าผมกลับเข้าไปทำในหน่วยงานกรมทรัพฯ อีกรอบ ด้วยตำแหน่งที่ดีขึ้น ผมก็อาจจะไปคุยจริงจังมากขึ้นว่าอยากทำ อยากแก้ปัญหาที่กว้างขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าทำทั้งประเทศแล้ว ผมว่าผมคงแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผมว่ามันมีเยอะมาก มันเยอะมากเพราะว่าทั้งอันดามันหรือแม้แต่ทางของศูนย์ชุมพรก็ยังมีเคสเต่าเยอะมาก แต่เขาไม่ได้เผยแพร่ออกไปเพราะเขาไม่ได้มีช่องทาง

หมอข้าวตู : ใช่ค่ะ จริงๆ แทบทุกศูนย์ก็เจอปัญหาเหมือนๆ กันเพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มีจุดที่เขาจะเผยแพร่ข้อมูลไป เขามีแค่จุดเดียวคือช่องทางของกรมทรัพฯ แล้วกรมเขามีหลายอย่าง บางทีเรื่องมันแทรกกันไปหมดเลย คนอื่นก็จะไม่เห็น

ปัญหาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางทะเลของไทยวิกฤตแค่ไหน?

หมอข้าวตู : รู้สึกว่าวิกฤตมากแล้ว ถึงขั้นที่เต่าทะเลกินหญ้าทะเลเฉยๆ ยังมีขยะปนเข้าไป มันมากแล้วนะคะ มันแทรกเข้าไปถึงขั้นนั้นแล้ว จริงๆ ด้วยความที่หมอทำงานกับเต่าเลยเห็นแค่เต่า นี่เรายังไม่รวมปลาที่มันก็คงมีไมโครพลาสติกเล็กๆ เหมือนกัน เพราะไอ้ลูกเต่าตัวจิ๋วที่บอกพลาสติกมันเล็กมากในลูกเต่าเดือนเดียว ซึ่งเดือนเดียวยังได้ขยะเข้าไป แล้วคิดว่าปลาทั้งหลายที่เรากินมันจะขนาดไหน

พีท: แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่อง อย่างการสร้างเขื่อนกันคลื่นที่ทำลายชายหาด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อเต่าทะเลเพราะที่วางไข่เขาก็จะลดลงไป ผมว่ามันไปสร้างผลกระทบเกี่ยวกับแนวชายทะเล ชายฝั่งครับ ปัญหาที่ส่งต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็จะวนกลับมาให้เราเห็น เพราะว่าการพัฒนาที่ทำให้ทำให้เกิดผลกระทบระบบนิเวศของทราย ในเขตน้ำขึ้นน้อยลง ปะการัง หญ้าทะเล มันจะส่งผล

หมอข้าวตู : บางทีก็สงสัยเหมือนกันค่ะ คือแต่ก่อนเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า EIA แต่เดี๋ยวเหมือนเขายกเลิกไปแล้ว ไม่ต้องมีตั้งแต่หลายปีแล้ว จะกลับมาให้มีอีก เมื่อก่อนน่ะมันต้องมีค่ะ ซึ่งมันต้องคุยกับชุมชน แล้วก็ต้องคุยกับทช. ต้องคุยหลายด้านมาก

พีท: ปกติ EIA บางครั้งข้อมูลละเอียดมันไม่ก็จำเป็น ไม่ได้หมายความว่ามันน่าเชื่อถือ แต่ขนาดมี EIA แต่ว่าข้อมูลมันสอดไส้ได้ ก็อันตรายแล้ว แต่การไม่มี เลยเนี่ยก็คือแย่ยิ่งกว่า

หมอข้าวตู: ซึ่งตอนนี้เขาก็เหมือนว่าจะผลักดันกันให้กลับมาเป็นมาตรฐานเลย เพราะว่าบางทีเมื่อก่อนก็มีเขียนนะคะว่าปรึกษากรมทรัพฯ แล้ว รับเงินกับใคร? ไปไหน? บางทีหน่วย หน่วยนั้นเขาเป็นกรมทรัพฯ ก็จริงแต่เขาไม่ได้มีความรู้ เหมือนกับแต่ละหน่วยเขาจําเพาะของเขา

พีท : ยกตัวอย่างเช่นตอนนั้นที่เราไปบินสำรวจที่ประแสร์ เราเจอว่ามีเรือดูดลอกคลอง ก็เลยเป็นข้อสงสัยว่าเขามาทำเนี่ย เขาคุยกับใครแล้ว เพราะตอนนั้นเรายังอยู่กรมทรัพยฯ แล้วเราไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าเขามาคุยกับกรมทรัพฯ เลย

หมอข้าวตู : แล้วลอกคลองเขาต้องดูดเลนออกใช่ไหมคะ? ตอนนั้นเขาหันท่อเลนที่ทิ้งไปในแนวหญ้าทะเลเลย!!!! ก็เลยลองไปหาข้อมูลว่า เขาทํายังไง ก่อนทำมีการทําประชาวิจารณ์นะ มีการคุยกับตัวแทนของกรมทรัพฯ นะ แต่ว่าคุยไม่ถูกหน่วยงาน เขาไม่ได้มีข้อมูลทรัพยากร เพราะฉะนั้นไปคุยกับหัวหน้าทางกลุ่มที่เขาดูแลหญ้าทะเล เขาก็แบบมีเหรอ? เขาไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย

 

ตั้งแต่ทำงานมาเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากที่ภาคตะวันออก?

หมอข้าวตู : เปลี่ยนไปค่ะ ถ้าสมมติถ้าภาพรวมเราอาจมองว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ว่าในสิ่งที่เราสัมผัสเรากลับรู้สึกว่ามันดีขึ้นเพราะว่ามันคือสิ่งที่เราสื่อสาร

พีท : อย่างเช่นที่คุณหมอเขาบอก ชาวประมงหลายคนก็เริ่มเปลี่ยนแปลง หลายคนที่เราสัมผัสก็เปลี่ยนแปลง แต่ว่าองค์รวมภาพใหญ่มันเหมือนเดิม เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้มาก มันยังไม่ได้มากพอ

หมอข้าวตู: อย่างหลายๆ กลุ่มประมงเขาก็รับรู้แล้วว่าเขาต้องดูแลเต่าเกยตื้นยังไง เขาต้องติดต่อใคร เขาดูแลเบื้องต้นยังไง เขารู้ว่ามันเป็นสัตว์ทะเลหายากที่เขาต้องดูแล เขารู้ว่าพื้นที่นั้นมันคืออะไร? เขาต้องระวังอะไร? สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนคือ การแจ้งเหตุที่เกิดขึ้น ถ้ามาลงเทียบปริมาณการเกยตื้นมันจะดูรู้สึกว่ามันจะมากขึ้น แบบพีคขึ้นมาช่วงหนึ่งเลยค่ะ ซึ่งมันไม่ได้เกยตื้นเยอะขึ้นนะแต่ว่าคนเขารู้ว่าเขาต้องแจ้งใคร เคสที่เราได้รับมันเลยเยอะขึ้นด้วย

 

หมอข้าวตูกับพีทรู้สึกกังวลอะไรมากที่สุดในเรื่องเกี่ยวกับทะเลแล้วก็สัตว์ทะเลหายากของเรา?

หมอข้าวตู : กังวลเรื่องที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป เหมือนเรามาคิดกันว่าการอนุรักษ์คือ เพิ่มจำนวน ลดการฆ่า เรามีเอาไข่มาอนุบาลแล้วปล่อยกลับไปให้มีจํานวนมากๆ หมอรักษาทำให้อัตราการตายน้อยลง แต่ว่าถ้าที่อยู่อาศัยเขาน้อยลง เราจะปล่อยเยอะไปทําไม ถ้าหญ้าทะเลมันลดลงทุกวัน ปะการังมันเสื่อมโทรม แล้วเราปล่อยเขาไป เขาจะกินอะไร มันแทบไม่มีประโยชน์ ซึ่งถ้าเราวนมาดู สมมติว่าเราโฟกัสที่เต่า เรื่องชายหาดเนี่ยก็สำคัญของเขา เคยได้ยินข่าวเรื่องของหาดไม้ขาวที่ภูเก็ตไหมคะ ที่เขาจะสร้างรันเวย์ พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่หลายรังเลยนะคะ

มันจะมันจะมีคําที่พูดว่า การกินหรือการล่าไม่ได้ทำให้สัตว์สูญพันธ์ แต่ว่าการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยทำให้เป็นไปได้ใช่ไหมคะ? เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญแล้วก็เรื่องใหญ่ ซึ่งเราควรมองสิ่งนั้นด้วย เคยท้อเรื่องที่อยู่อาศัยนี่แหละค่ะ เห็นเขาสร้างเขื่อนกันคลื่น เป็นปูน ปูน ปูน แล้วก็นั่งคิดว่าแบบ อ้าว! แล้วหนูเป็นหมอที่รักษาเต่า รักษาหายและจะปล่อยไปทําไม? รู้สึกว่าปล่อยเพื่ออะไร? ปล่อยไปแล้วน้องกินอะไร น้องจะวางไข่ที่ไหน? เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

มีอะไรที่คิดว่าอยากทำอีกไหม?

หลังการการรักษามันจะมีเต่าที่พิการที่เราปล่อยกลับลงทะเลไม่ได้จริงๆ เขาจะต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต อย่างของน้องสามเปอร์เซ็นต์ปล่อยไม่ได้แล้วแน่ๆ เพราะเขาไปแย่งหากินกับคนอื่นไม่ได้ ซึ่งแค่รู้สึกว่าในเมื่อเรามีแบบนั้น ทําไมเราถึงไม่มีแบบว่าส่วนจัดแสดง ให้คนอื่นได้เห็น หลายๆ ตัว บางครั้งมันเป็นผลกระทบจากหลายๆ อย่าง ขยะทะเลบ้าง หรือป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง สมมติว่ามีตัวนี้พิการเพราะเขาไปติดแพติดขยะ ตัวนี้พิการเพราะว่าเขามีอาการป่วยนะ อย่างเรามีเต่าตาบอดอยู่สองตัว คือเขาก็ยังเป็นเต่าปกตินะคะ แค่ตาบอด อย่างน้อยๆ มันก็ยังโชว์ให้คนเห็นว่านี่ไง เต่าหน้าตาเป็นแบบนี้ เต่าว่ายน้ำแบบนี้

ปัญหาคือเต่าพวกเนี้ยจะอยู่ที่โรงพยาบาลไปจนตลอดชีวิตของเขา มันจะเท่ากับว่าเพิ่มงานให้โรงพยาบาลในการดูแล ทำให้เหมือนเตียงคนไข้ใหม่ที่จะเข้ามาน้อยลง เพราะว่าเขาต้องอยู่ตลอดไป แต่ถ้าพอมีตัวไหนที่เอาพิการเอาไปอยู่ส่วนจัดแสดงไปเลยนะ แล้วเตียงนี้ก็จะว่างพอที่จะรับคนใหม่ เคสใหม่ๆได้มากขึ้น ซึ่งอันนี้ก็คือต้องมีหน่วยงานเข้ามา

 

written by
photo by
Picture of Aom Supakorn

Aom Supakorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR