หากพูดถึงชื่อเมืองอย่าง ‘ศรีราชา’ ในจังหวัดชลบุรี ภาพจำของหลายคนอาจเป็น ‘ซอสพริก’ อันโด่งดังที่มีต้นตำรับมาจากที่นี่ หรือไม่ก็คงเป็นภาพของ ‘เกาะลอย’ เกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 500 เมตร สถานที่ที่ชาวศรีราชานิยมมาพักผ่อนหย่อนใจ และยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีอีกด้วย
แต่ศรีราชา ยังเปรียบเสมือนสถานที่ที่ฟูมฟักวงดนตรีที่อาจนับได้ว่าเป็น ‘วงดนตรีเร็กเก้แถวหน้าของเมืองไทย’ อย่างวง ศรีราชา ร็อคเกอร์ (Srirajah Rockers) วงดนตรีที่มีเอกลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจน ผ่านท่วงทำนอง Dub ของเร็กเก้ และมีเนื้อเพลงที่มีการใช้ภาษาและวรรณศิลป์อธิบายเรื่องราวของตัวตนมนุษย์ สังคม หรือแม้กระทั่ง ‘การเมือง’ ผ่านปลายปากกาของชายผู้หนึ่งที่เขียนและเรียบเรียงเนื้อหาให้ออกมาจิกกัด แต่มีความหนักแน่นต่อการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ในระดับตัวตน หรือแม้แต่ระดับภาพใหญ่อย่าง ‘ระบบการเมือง’
บุคคลดังกล่าวนั้นคือ วิน ชูจิตรารมย์ – ผู้แต่งเพลง, ฟรอนท์แมนแห่ง ศรีราชา ร็อคเกอร์ และ ‘เด็กสีชา’ ที่เติบโตมาใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บอกเล่าถึงความคิดและมุมมองต่อดนตรีและเรื่องราวทางการเมืองและสังคม
วินเชื่อว่า ดนตรีกับสังคมคือสิ่งที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วหน้าที่ของดนตรีคือการส่งเสียงต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึงการส่งเสียงถึงความไม่เป็นธรรมด้วยเช่นกัน

ช่วยเล่าความเป็นมาของวง ‘ศรีราชาร็อคเกอร์’ ให้ฟังหน่อย
มันเริ่มจากตอน ม.ต้น ที่เราเรียนอยู่ อัสสัมชัญ ศรีราชา คือเราเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่ตอนนู้น มีชมรมมีอะไร ฟังเพลงตามประสาวัยรุ่นอ่ะเนอะ ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ฟังพวกแบบ ดนตรี Alternative ไม่ก็ Hardcore พวก Punk หรือ Metal พวกอะไรอย่างนี้ แล้วก็เด็กอัสสัมฯ อ่ะ ส่วนใหญ่เป็นเด็กเมืองกันไง มันจะหลากหลายมาก อย่าง Hiphop, Rap สมัยนั้นก็มีโผล่มาบ้าง
แล้วก็พอเรามาเรียนต่อที่ ชลชาย (โรงเรียนชลราษฎรอำรุง) ก็คือยังมีเซ็ตเด็กอัสสัมฯ ที่รวมกันเล่นดนตรีอยู่ ก็ยังเล่นก๊อกๆ แก๊กๆ อะไรไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงฝั่งตะวันตก Slipknot, System of a down จะไม่ยอมเล่นเพลงตลาดอ่ะ (หัวเราะ) ช่วงที่เพลงอะไรมาดังๆ เราจะไม่เล่นเลย
เราก็ลองไปเรื่อยๆ จนแบบประมาณ จบ ม.6 ก็มาคุยกันว่า เอ๊ย! เราอัดเพลงกันไหม ทําเพลงกัน ตอนนั้นด้วยความสนใจ บวกกับไม่ค่อยมีใครในรุ่นราวคราวเดียวกันทํา ก็เลยลองกันโดยที่แบบ งูๆ ปลาๆ มั่วสัส (หัวเราะ) จนมาหาแนวทางตัวเองเจอนี่แหละ
ตอนนั้นสมาชิกที่รวมกัน หลักๆ จะมีสามคน มีผม มี ต๋อง เรืองวิทย์ มี กอล์ฟ ตอนนั้นชื่อกฤษฎา ตอนนี้ชื่อกฤษณ์ เราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก คือไม่ใช่แค่เพื่อนในพาร์ทดนตรี แต่เป็นเพื่อนสนิทกันเลย แล้วก็ชวนกันเล่นดนตรี ชวนกันทำอะไรแผลงๆ ชวนกันเปรี้ยวในสมัยมัธยม (หัวเราะ) ก็เล่นก๊อกๆ แก๊กๆ กันไป จนแยกย้ายกันไปเรียนต่อตามธรรมชาติของชีวิตช่วงนั้น เราไปอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว แต่เพื่อนเราก็อยู่ที่นี่แหละ ต๋อง เรียน ม.บูรพา กอล์ฟ เรียน เกษตรฯ ศรีราชา มีเราไปเรียน ม.ศิลปากร คนเดียว สังคมมันก็เปลี่ยน แต่ก็คือยังทําเพลงกับเพื่อนอยู่นะ แล้วตอนนั้นเอาเพลงไปให้พี่ แก๊ป T-bone คือไปสืบกันมาว่าแกอยู่แถวไหนวะ คือจริงๆ แล้วแกไม่ใช่คนชลบุรี แต่แกย้ายมาอยู่แถวบางพระ ใกล้ๆ กับศรีราชานี่แหละ คุยกับเพื่อนว่าลองเอาเพลงไปให้แกฟังไหม? คือมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่เป็นอารมณ์ประมาณ “พี่ครับ ผมเป็นเร็กเก้ได้โอเคไหม?” ซึ่งตอนนั้นบ้า T-bone กัน เพิ่งเริ่มมาทางเร็กเก้ ช่วงเริ่มต้น
‘ศรีราชาร็อคเกอร์’ ชื่อนี้มีที่มายังไง?
เราก็ทําไปเรื่อยๆ แต่เพราะมันอยู่คนละที่ ต่างคนต่างแยกย้ายโดยระยะห่าง แล้วก่อนที่จะมา เป็นวงชื่อ ศรีราชาร็อคเกอร์ เนี่ย ก่อนหน้านั้นเป็นวงชื่อ ‘มาซูเมะ’ เป็นชื่อวงแบบนึกอะไรไม่ออกอ่ะ (หัวเราะ) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อก็มานั่งคุยที่เกาะลอยนี่แหละ แบบเราเปลี่ยนชื่อกันเถอะ แล้วก็มองไปที่เกาะลอย แล้วแบบเออ สีชา (ศรีราชา) ดิวะ ซึ่งมันก็เกิดทําให้เกิดประโยคติดปากของเราก็คือ ‘สีชาดิวะ’ คือคนที่นี่เขาจะพูดกร่อนเสียงกัน จากศรีราชา เป็นสีชา อะไรแบบนั้น
ก็คืออารมณ์สํานึกรักบ้านเกิดแหละมั้ง (หัวเราะ) บวกกับตอนนั้นบ้าหนังเรื่อง ‘Rockers is dangerous’ มันเป็นหนังเร็คเก้ วัยรุ่น ซึ่งเราดูแล้วแม่งเกิดแรงบันดาลใจ ก็เลยเอามารวมเป็น Srirajah Rockers อีกประเด็นนึงก็คืออยากให้คนมางงว่า ทําไม Rockers ถึงเล่น Reggae วะ (หัวเราะ) กูก็ร๊อคแบบนี้ไง เร็กเก้กูก็ร๊อคเหมือนกัน
เราตั้งวงกันปี ค.ศ.2003 ก็ร่วมๆ 20 ปีแล้ว เตรียมตัวกันอยู่ว่าจะทําคอนเสิร์ต ก็กําลังวางแผนกันอยู่ แล้วก็มีทําอัลบั้มใหม่ พยายามจัดการวงให้เป็นระบบมากขึ้น โตมากขึ้น เพราะว่าพวกเราไม่มีค่ายเพลง ทํากันเองทุกอย่าง ตอนนี้พยายามที่จะจัดสรรทุกอย่างให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นครับ

ต้องการส่งสารอะไรต่อผู้ฟัง?
เอาจริงๆ เราไม่ได้ยึดติดกับพื้นที่นะ เราอยากให้มันกระจายไปมากกว่าเฉพาะในศรีราชา คือสําหรับตัวเรา เราอยากให้เพลงเรามันเข้าถึงวัยรุ่นเว้ย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คนที่กําลังสับสนในชีวิตวัยรุ่น หรือว่าคนที่กําลังต้องเลือก คนที่กําลังเป็นทุกข์สัสๆ ให้มันไปเป็นประเด็นมากกว่า ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่ เพราะว่าแต่ละพื้นที่เขาก็เลือกฟังไม่เหมือนกัน
คือเราก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง ก็เหมือนพวกนายนี่แหละ เหมือนทุกคนที่แม่งได้ลองผิดลองถูก ได้เจอเรื่องดีๆ เรื่องร้ายๆ มันคือ ‘ชีวิต’ น่ะ ใช่ไหม? มันได้ทุกข์ ได้ Agressive ได้ทดลอง ลองผิดลองถูก
เราก็มั่วไปเรื่อยอ่ะ สําหรับเรานะ เรามั่วจนเราแข็งแรงอ่ะ ไม่รู้จะพูดยังไง มั่วจนมีชุดความคิด ชุดประสบการณ์ มีความมั่นใจการที่จะเลี้ยงชีพด้วยการเล่นดนตรี ที่แม่งดูไม่มีโอกาสที่จะเลี้ยงชีพได้เลยอะไรอย่างนั้นครับ

มีเป้าหมายยังไงต่อการสร้างสรรค์งานดนตรี?
ถ้าสมมติเป้าหมายไกลๆ ก็คือแค่แบบอยากทําไปให้ได้นานที่สุดแค่นั้นเอง ทําไปเรื่อยๆ มีซักร้อยอัลบั้มอย่างนั้นเลย จนวินาทีสุดท้ายที่หมดลม แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องของปริมาณแบบนั้นนะ เราต้องการแบบคุณภาพมากกว่า อยากให้เพลงมันแบบไปถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน เพลงมันอาจจะไม่แมสขนาดนั้น แต่มันก็ยังพอไปสู่กลุ่มคนเล็กได้ก็แล้วกัน
แต่เรื่องระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มันก็โอเค มันเห็นผลน่ะ แต่มันไม่ใช่เรื่องชื่อเสียง ความโด่งดังนะ แต่มันคือเรื่องอื่น เรื่องที่คนอย่างเราๆ พอจะสัมผัสได้อ่ะ มันไม่ใช่ความโด่งดัง เราไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น แต่เราต้องการใช้ชีวิตอย่างนี้นี่แหละ ต้องการได้เล่น ต้องการได้เที่ยว ได้ขี่มอไซค์ ได้เล่นสเก็ต
สิ่งที่เกิดขึ้นมา เราอยู่มาถึงตอนนี้ เรารอดมาได้ไงไม่รู้อ่ะ (หัวเราะ) ก็เป็นคําถามในใจเหมือนกัน จริงๆ มันไม่ควรรอดมาตั้งแต่แรกแล้ว คือแบบมันควรจะตายไปตั้งแต่เริ่มต้นอ่ะ เพราะว่าพวกเรามันแกะดํามาก แล้วก็ไม่มีใครสนใจเลย แล้วแม่งก็เริ่มจากติดลบด้วยซ้ำ แต่ว่ามันสะใจที่แบบดื้อมาจนได้อ่ะ นึกออกไหม
ดื้อจนได้แล้วก็ไม่ยอม เราคิดว่าพวกเรามีความเพียรสูงอยู่นะ แล้วเราก็ไม่สนผลที่มันจะตามมา มันก็เลยไม่ค่อยมีอุปสรรคเท่าไหร่ เพราะเราทําไปเรื่อยๆ ถึงเวลาก็ทําใหม่แค่นั้นเอง ไม่ดีก็ปรับปรุง ทําให้ดีขึ้น แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองทีละนิดๆ จากคนที่อัดเพลงจากคอมพิวเตอร์ตัวเดียว ไม่มีเงินที่จะไปหาสตูดิโอแพงๆ พอมันถูกพัฒนามาเรื่อยๆ โดยที่ทุกอย่างมันเป็นระบบธรรมชาติมาก ไม่ได้มีความอยากจะเป็นศิลปินให้ได้แบบนั้น แม้กระทั่งตอนนี้กูก็ยังไม่คิดว่ากูเป็นศิลปินเลย (หัวเราะ) คนอื่นจะมองแบบไหน เราก็คิดว่าเราเป็น ‘ไอ้วิน’ เหมือนเดิม เป็นคนปกติที่สนุกกับการใช้ชีวิตด้วย
สมัยก่อนเราอัดลงเทปเลยครับ อัดความคิดตัวเองไว้ แค่เริ่มจากตรงนั้นอ่ะ เริ่มจากจินตนาการในตอนกลางคืน มันไม่ใช่เรื่องของการเริ่มจากความรู้ว่า กูจะต้องมีความรู้แบบนั้นแบบนี้ แต่ทุกอย่างมาจากจินตนาการ ลองผิดลองถูก มั่วไปเรื่อย มั่วจนได้อ่ะ มันคือการทดลอง แต่คือสิ่งนั้นมันคือสิ่งที่เราทํามันโดยที่เราไม่เคยเบื่อเลยไง
เรารู้สึกว่าการที่ได้ทําเพลง แล้วเป็นเพลงเร็กเก้ด้วย ที่มันมีเนื้อหากบฏจัดๆ โดยที่สับขาหลอกให้คนไม่เข้าใจ มันมีความสุขอ่ะ หมายความว่ามึงก็จะทําสิ่งนี้ ไปได้เรื่อยๆ เปล่าวะ ก็มึงชอบมันอ่ะ มึงหลอกตัวเองไม่ได้หรอก แล้วเราก็ซื่อสัตย์กับตัวเองมาเสมอ ถึงว่าปลายทางอาจจะไม่ดี หรือว่าอาจจะไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้รึเปล่า มันจะทําให้พ่อแม่เราโอเคไหม มันจะมีผลต่อความคิด ความรู้สึกของเรารึเปล่าในอนาคต สุดท้ายเราคิดว่าจะต้องบาลานซ์ให้ดีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทําทุกอย่างตามใจตัวเองแล้วมันจะดีไปหมด

เพลงแรกที่แต่งคือเพลงอะไร รู้สึกยังไงกับมันบ้าง?
เพลงของศรีราชาร็อคเกอร์เพลงแรกน่าจะไม่เพลง ‘Check your moves’ ก็เพลง ‘Rudeboy’ ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดแรกของพวกเราครับ ชื่ออัลบั้ม ‘ศรีราชาร็อคเกอร์’ นี่แหละ
ผมก็พากันทดลองไปเรื่อย ชื่อนี้ไม่ได้ เอ้ย ลองเปลี่ยนก่อน เปลี่ยนฟอนต์ไหม นู่นนี่นั่น แล้วก็มาตัดหน้าปกเทปกัน สมัยนั้นเรียนสถาปัตย์ไง ก็ตัดเองเลย คํานวณว่าตัดแบบนี้ประกอบร่างกันแล้วมันตรง ตัดแล้วจะพอดี พอออกมาแม่งเหลื่อมทุกอันเลย (หัวเราะ) ก็ขายมันอย่างนั้นอ่ะ เทปละ 60 บาท ซึ่งคนซื้อหมดเลย โคตรมัน แม่งแฮนด์เมดจัด ดิบๆ อะไรอย่างนั้น ตอนนั้นมันคือจุดเริ่มต้นแล้ว คุณไม่มีทางที่จะช่วงเวลาแบบนั้นได้อ่ะ เพราะถ้าคุณไม่เริ่มจากตรงนั้น คุณจะไม่มาถึงตรงนี้เลย

แล้วเพลงที่เราชอบที่สุดคือเพลงอะไร?
เราแต่งเอง จริงๆ แล้วเราอินทุกเพลง แต่ว่าถ้าจะให้ตอนนี้ก็คือ ชอบชุดใหม่ที่ยังไม่ได้ปล่อย ชอบเพลงอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า ‘Enduro’ เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ของวง เพลงชื่อว่า ‘เทอร์พีน’ ครับ หวานที่สุดในสามโลก หวานที่สุดในรอบยี่สิบปี แล้วก็ชอบเพลงชุด ‘สัตว์ประเสริฐ’ เป็นเพลงแรกที่จะเปิดตัวเลย คิดว่าจะเปิดตัวประมาณ น่าจะปลายปี 2024 หรือไม่ก็ต้นปี 2025 ตอนนี้กําลังทําให้มันมีระบบที่ดี ให้มันมี quality ที่ดี ตอนนี้กําลังส่งไปมิกซ์อยู่กับพี่แก๊ปทีโบน กับส่งไปมิกซ์ที่สเปน แล้วก็เดี๋ยวจะส่งไปที่อังกฤษ คือเราต้องการ sound ที่สามารถฟังได้แบบโอเคหน่อย เทียบเท่าฝรั่ง อะไรอย่างนี้ครับ
อันนี้ขอเล่าเพิ่มหน่อย อย่างประสบการณ์ที่เคยไปญี่ปุ่น เราไม่ได้ใช้คําว่าไปเที่ยว คือไม่ได้ไปเที่ยวเลย เราไปขนแผ่นเสียง แล้วก็ไปมิกซ์เพลงชุด ‘Organix’ กับชุด ‘พร’ คือชุดก่อนหน้าที่เพิ่งทําไป ก่อนหน้านี้ไปทําที่ญี่ปุ่นสองอัลบั้ม ไปทํากับซาวด์เอ็นจีเนียร์ที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก สําหรับผมเขาเป็นซาวด์เอ็นจีเนียร์ระดับท๊อปของเอเชียเลย แล้วญี่ปุ่นเขาจริงจัง เวลาทําอะไรเขาซีเรียสกันมาก
ก็ไปมาทั้งหมด 5-6 ครั้ง ไปตลอดอ่ะครับ ไปหาเพื่อน ไปเล่นดนตรีที่นั่นด้วย ตามร้าน Local อะไรแบบนั้นอ่ะครับ

สิ่งไหนคืออุปสรรคของการทำดนตรีบ้าง และเราก้าวข้ามมันยังไง?
หนักที่สุดของวงก็คือการหมด passion เว้ย หมด passion หมดแรง หมดความคิดในการทํางาน อยากทําอย่างอื่น เราก็เลยลงใต้ ลงไปอยู่ภาคใต้ได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว ไปอยู่ที่เกาะยาวน้อย จ.ภูเก็ต
ไม่ใช่ว่าไม่รักศรีราชานะ เรารักฉิบหายเลย ชอบฉิบหาย สบายฉิบหาย พร้อมหมดทุกอย่าง มีครบ มีเพื่อน มีอะไรแบบนี้ แต่ว่ามันหมด passion เพราะว่ามันเจอที่เดิมๆ เจอบรรยากาศเดิมๆ คนเดิมๆ แล้วมันตันไปหมดแล้วอ่ะ ทุกอย่างมันไม่มันแย่นะ ทุกอย่างมันดี แต่เราแค่ต้องการเนื้อเพลงแบบใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ ไปอยู่กับโลกใหม่ๆ ไปอยู่กับอะไรที่แม่งท้าทาย ทําให้ตัวเองรู้สึกได้ใช้ชีวิตอ่ะ อยากใช้มันให้คุ้มก่อนที่จะตายห่ากันไป (หัวเราะ)
แล้วเราเชื่อว่าอัลบั้มที่กำลังจะออกแม่งจะแบบโคตรสุด โคตรมัน โคตรกลั่นกรอง ผ่านอะไรมาไม่รู้แบบ ‘โหดเลวดี’ มีหมดอ่ะ เราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้สัมผัสกับพื้นทรายจริงๆ ได้เจอกับปัญหาของชาวบ้านที่เขาเป็นชาวบ้านจริงๆ ชาวบ้านอยู่กันยังไง มีปัญหาไง เราเจอปัญหาอย่างงั้น เจออะไรยังไงก็เจออย่างนั้น ได้สัมผัสวิถีอีกแบบนึง ทุกอย่างมันคือการแก้ปัญหาไปหมดเลย สนุกฉิบหาย แล้วก็นั่นแหละ มันก็จะเกิดกระบวนการคิด ทําให้คุณได้งานใหม่ๆ ประมาณนั้นครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตเราไหม?
ก็พยายามทําทุกอย่างให้ตอบโจทย์ตัวเองที่สุด ดื้อกับทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างให้ตอบโจทย์ตัวเองที่สุด ตั้งแต่เด็กเป็นยังไง ก็ยังคงมีสันดานแบบนั้น (หัวเราะ) เราจะต้องทํา แล้วก็ได้มาในสิ่งที่ตัวเราคิดว่ามัน make sense มันมีเหตุผล แล้วก็มันมีประโยชน์ เลี้ยงครอบครัวได้ นี่คือตอบโจทย์มากที่สุด คือการเลี้ยงครอบครัวได้ มีเงินให้ลูก มีเงินให้พ่อแม่ แม้ว่าจะแบบลุ่มๆ ดอนๆ บางที แต่ก็รู้สึกว่ามีอิสระทางเวลามากกว่าคนอื่นแน่นอน เราไม่ได้มีข้อจํากัดของเวลาแบบ แปดชั่วโมง หกชั่วโมงต่อวัน แล้วก็ได้เที่ยว ไม่ต้องวางแผนชีวิตอะไรมากมาย อยากไปไหนก็จะไปตรงนั้น ไม่อยากไปก็จะกลับมา เราอยากให้ชีวิตมันเคลื่อนไหว แล้วก็สดใหม่เสมอ เพราะเราเป็นคนขี้เบื่อครับ

สังคม การเมือง และดนตรี เกี่ยวข้องกันยังไงในมุมมองคุณ?
สําหรับวงอื่นเราไม่แน่ใจไม่รู้ เพราะแต่ละวงก็จะมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน Target ไม่เหมือนกัน แต่สําหรับเราก็คือ ถ้าเรื่องของการเมือง เราว่ามันเกี่ยวกับวัฒนธรรม กับศิลปะ ดนตรีอยู่แล้วนะ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราสนใจด้วย ด้วยธรรมชาติของดนตรีเร็กเก้ทั่วโลกอ่ะ ทุกคนจะสนใจสิ่งนี้ เพราะผม หรือจริงๆ ก็มนุษย์ทุกคนน่นแหละ แม่งต้องการความอิสระเสรี มันก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความรู้กัน ช่วยกันบอกช่วยกันเตือน อะไรแบบนี้
รากของดนตรีเร็กเก้เนี่ย มันคือการเรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง ให้คนอื่นด้วย แล้วเราก็รู้สึกว่าดนตรี มันเป็นส่วนร่วมกับทุกสิ่ง ทุกอย่างมันเป็นสิ่งเดียวกัน เราเป็นส่วนนึง เป็นความคิดหนึ่ง เป็นประชาชนคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนี้ แล้วเลือกที่จะนำเสนอแบบนี้
มันก็คล้ายๆ กับเพลงหมอลํานั่นแหละ แต่ว่ามันก็จะไปเน้นเรื่องของปรัชญา เรื่องวิธีคิด ทํายังไงถึงจะมีความสุข สังคมสงบสุข สันติ ไม่ทะเลาะกัน ไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่ในบางกรณี เร็กเก้มันก็พร้อมที่จะรุนแรงเหมือนกันถ้ามันต้องสู้อ่ะ มันเป็นลักษณะของมนุษย์เหมือนกันนะ มันก็คล้ายๆ ความรู้สึกของคนหนุ่มสาวในช่วงที่ผ่านมาว่านายจะต้องลุยอ่ะ แม่งก็ต้องไป ก็ต้องลุย ในเมื่อมันมีความรู้สึกร่วมตรงนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าดนตรี มันก็เป็นส่วนร่วมทั้งหมด ทุกอย่างมันเป็นสิ่งเดียวกัน ทําให้คนมีความรู้สึกร่วมที่จะแบบคิดไปในทางเดียวกัน เพราะเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้นี่หว่า เราก็คิดว่าเราขอเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องแล้วกัน แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เราเป็นส่วนนึง เป็นความคิดนึง เป็นประชาชนคนนึงที่รู้สึกแบบนี้ แล้วเลือกที่จะนำเสนอแบบนี้ พร้อมที่จะสนับสนุนพวกนายนะเว้ย
ถึงตอนนี้เราแม่งก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่เลย ถึงตอนนี้ หรือถึงตอนไหน อะไรที่แม่งแบบไม่เป็นธรรม ที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่อ่ะ ก็อย่างที่รู้กันนั่นแหละ แต่ว่านายเลือกจะพรีเซนต์แบบไหน นายก็จะพรีเซนต์แบบ แบบที่นายทํา เราก็จะพรีเซนต์แบบที่เราทํา พรีเซนต์โดยเพลง แล้วก็พรีเซนต์แบบเราอาจจะไม่ได้ออกไปพูด แต่ว่าเราออกไปร้องเพลง เราก็ไปให้กําลังใจ ก็ทําให้คนใจเย็น แล้วก็ทําให้คนเกิดพลัง สําหรับเรานั่นคือที่สําหรับเราที่เราอยากไป ซึ่งเราว่าเราไม่เหมาะที่จะเป็นนักปาศัย ก็เลยใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่แล้วอย่างกีตาร์ตัวนึงกับแมสเสจบางอย่าง ที่ทําให้สะกิดอะไรได้แค่นั้นก็พอ

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตหรือสังคม มาจากอะไร?
คือเราเป็นคนที่สนใจเรื่องของสังคมอยู่แล้ว เรามีคําถามกับตัวเองเสมอว่า เรามีชีวิตเพื่ออะไรวะ แล้วไงต่อวะ แล้วได้อะไรวะ แล้วเขาได้อะไรวะ ตายแล้วไงต่อวะ เราตายแล้วไปที่ตามที่เขาบอกจริงๆ เหรอ หรือไงวะ คือแม่งวนไปเรื่อยอ่ะ แต่มันก็จะทําให้คุณมีความคิดสนใจเรื่องของชีวิต อาจจะเสือกชีวิตคนอื่นมากไปนิดนึง (หัวเราะ) สนใจเรื่องของสังคม สนใจเรื่องของการเมือง สนใจเรื่องของวิธีคิด สนใจเรื่องของระบบว่าทําไมระบบถึงออกมาแบบนี้ แล้วก็ทําไมคนใน ในพื้นที่นี้ถึงมีความคิดแบบนี้ ถึงชอบแบบนี้ ทําตัวแบบนี้ เราจะเลือกหยิบมาเล่า
เราคิดว่า เรื่องการเมือง มันกำหนดบทบาทกับชีวิต ทําให้คนมีความสุขความทุกข์ได้ อย่างเพลง ‘Destroy Babylon’ เราแต่งจากความคิดที่ว่า ระบบที่เป็นอยู่ มันเป็นระบบที่เลื่อนลอย ลิดรอน แล้วก็เป็นมาเสมอ เราก็แค่อยากจะพูดความจริงว่าเรารู้สึกยังไง แต่ว่าเราอยากจะใช้คําที่สับขาหลอกหน่อย (หัวเราะ) เราก็เลือกใช้คําว่า “เมื่อเรานั้นเวียนวนอยู่ในป่า ระบบบัญชาเปลือกของใครดีกว่า” เนี่ย มึงแปลไปดิ ป่าอะไรดีอ่ะ? (หัวเราะ) ไปตีความเอากันเอาเอง ท่อนต่อไปมันก็เหมือนให้กำลังใจ ไม่เป็นไรน่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอะไรยังไง เราก็ยังมีพลังที่มันส่องสว่าง มันคืออาณาเขตจริงๆ ที่ไร้ซึ่งการปกครองจากพวกคนเหล่านั้นน่ะ
เราก็เลยอยากจะส่งให้กับใครก็ได้ ใครเข้าใจอย่างที่สื่อสารไปก็ช่วยต่อยอด ช่วยรับ แล้วก็ทําให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งนี้ คิดแค่นั้นเอง ก็คิดอยู่ว่ามันจะขึ้นชาร์จได้ยังไง มันจะขายยังไง คือมันเป็นเพลงที่วงทํามาด้วยความซื่อสัตย์มากๆ เพื่อที่จะสื่อสารถึงเรื่องการเมืองการปกครองที่มันล้มเหลวมาตลอด คอร์รัปชัน บ้านใหญ่ บ้านเล็กบ้านน้อย อย่างคำว่า ‘Babylon’ ก็คือระบบ ทั้งรัฐบาล องค์กรที่ถูกชักใยจากข้างบน อะไรก็แล้วแต่ คือมันแทนคําว่าระบบที่ไม่ดีนั่นแหละ มันคือภาพรวม แล้วเราก็คิดว่าคํานี้คนส่วนใหญ่น่าจะไม่เข้าใจแน่นอน ซึ่งมันก็ดี พอเวลาผ่านไป ก็ยังมีคนมาถามอยู่
เราก็คิดว่ามันเป็นการสร้างสรรค์เนื้อเพลงที่แยบยล และไม่ให้เราต้องล้มเลิกไปก่อน แต่ว่าเราก็อยากจะทำมันไปเรื่อยๆ โดยที่ใช้คําที่สวยงามสับขาหลอกกับเนื้อหาที่กบฎ ซึ่งการตีความของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราจะเห็นมาตลอดนะว่าศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง ของพวกนี้มันเกี่ยวข้องมาโดยตลอด

ช่วงที่ผ่านมา คุณถือว่าเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงที่ส่งเสียงถึงความไม่เป็นธรรม มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้าง?
ก็มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น บางคนก็หมั่นไส้ เพื่อนที่มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันก็ด่าบ้าง แต่ก็ช่างเหอะ เป็นตัวของตัวเองดิ ต่างคนต่างเป็นตัวของตัวเอง ต่างคนรู้สึกอะไรก็แสดงออกไปเป็นแบบนั้น ถูกแล้ว จะดีจะเลว จะอะไรก็ให้เวลามันเดินทางไปดีกว่า เราไม่มายด์เลย
ถามว่าส่งผลต่องานไหม ก็อาจจะมี แต่เราคิดว่าแบบ งานที่เขาไม่ได้เห็นไปทางเดียวกัน เขาจะจ้างวงที่มี Message อย่างวงเราเหรอ งานกาชาดอะไรแบบนั้นน่ะ เหมือนกับจ้างไปด่าเขาอ่ะ (หัวเราะ) เราก็คิดว่ามันแยกอยู่แล้ว แล้ว Target ของเราเป็นวัยรุ่น เป็นเยาวชน เป็นคนหัวสมัยใหม่ คนเหล่านี้เขาเกิดขึ้นมาตลอดเวลา เกิดมาเรื่อยๆ ไม่มีวันตายจากกันแน่นอน เขาคือกลุ่มแฟนเพลงที่สําคัญกว่า ใครจะจ้างไม่จ้าง จะพูดอะไรแล้วทําส่งผลกระทบกับวงก็เอาเลย เราแค่คิดว่าซื่อสัตย์กับตัวเองนั่นล่ะถูกที่สุดแล้ว ใครจะไม่ชอบ จะผิดจะถูกอะไรยังไงก็ว่ากันไปครับ

คิดว่าในอนาคต ภาพของสังคม การเมืองจะเป็นแบบไหน
สำหรับเรามันเหมือนกับถูกเขียนไว้แล้ว เรารู้สึกว่ามันถูกวางแผนไว้มานานแล้ว ถูกร่างไว้แล้ว มีคนเขียนบทละครบทนี้ไว้แล้ว ซึ่งมันเป็นบทละครที่แย่มากนะ แล้วเราเชื่อว่าเขาจะเขียนให้บทละครนี้ดําเนินต่อไป แล้วก็เป็นสิ่งที่คนหัวสมัยใหม่จะไม่มีทางอยู่ด้วย มึงก็ดําเนินกันต่อไป ซึ่งมันเห็นแล้วไง อะไรที่กําลังจะตายไป อะไรที่มันกําลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด พวกเราแม่งคือเชื้อราที่แม่งจะผุดออกมาโดยที่ไม่ที่สิ้นสุด แล้วก็ไม่หมดด้วย แต่ให้เวลามันหน่อย มันมาแน่ แล้วมันมาแรงด้วย ยังไงเราก็จะยังไม่หยุดในสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร แต่เราไม่อยากเห็นภาพที่จะต้องมาสูญเสียกันหรืออะไรแบบนั้นนะ
คิดว่าสิ่งที่เราทำ มันส่งผลยังไงกับพื้นที่นี้บ้าง ในฐานะคน ‘ศรีราชา’
มันอาจจะส่งผลต่อวัยรุ่นหรือบางคนที่พอจะได้ฟัง อย่างน้อยให้เขารู้สึกว่าเขามีเพื่อน แล้วเป็นวงที่แม่งมาจากศรีราชา วงที่อยู่ในชลบุรี ให้รู้สึกว่าใกล้ตัวหน่อย จับต้องได้ แค่เขาอบอุ่นใจแค่นั้น ผมก็พอแล้วล่ะ

นอกจากการทำวง ยังมีความสนใจในเรื่องไหนอีกบ้าง
สนใจเรื่องการทำซาวด์ครับ อย่าง Srirajah Sound System มันก็เป็นพาร์ทของดนตรีอยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นภาพของดนตรีที่ทําให้คนได้ฟังเพลงเร็กเก้หลากหลายขึ้น มันเป็นการทําลําโพง ในรูปแบบของ UK สไตล์อังกฤษ เขาจะมีการทําลําโพงแล้วก็แยกย่านของเสียงให้ชัดเจน โดยที่มีเครื่องมือมิกซ์ที่ดีๆ หน่อย แล้วเราจะเล่นเปิดเป็นแผ่นเสียง ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นเสียง แล้วก็หลายๆ วิธี มีอะไรให้ลองหลายแบบ
เราต้องการพรีเซนต์เพลงเร็กเก้จากทั่วโลกที่แม่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา แล้วก็ซาวด์แต่ละที่แม่งไม่เหมือนกัน และคือเรื่องซาวด์เนี่ยเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับเพลงเร็กเก้ เลยอยากพรีเซนต์มันครับ
คือสนใจมานานแล้ว เป็นสิบปีแล้ว แต่คือไม่มีตังค์ (หัวเราะ) แต่พอมีเงิน พอจะทําอะไรได้ เราก็ทํามาเซ็ตนึง ซื้อ Vios ได้คันนึงอ่ะ สองสามแสน ก็ทําไปเรื่อยๆ เราเป็นคนที่อยู่ในระบบแบบนี้ มันก็ต้องใช้เงิน
อย่างวงหมอลําที่เป็นอีกโปรเจคต์นึง วงชื่อว่า เสียงหอง Zion เสียงหอง ที่แปลว่าเสียงสูงในภาษาอิสานน่ะ แล้วก็รวมหมอลําวัยรุ่นมาจอยกัน เราเริ่มเมื่อเก้าปีที่แล้ว เราเกริ่นแบบนี้ว่า เราเป็นคนชลบุรีที่มีเพื่อนเป็นหมอลําเยอะมาก ไผ่ดาวดิน หรือว่าพวก กู่แคน พวก บันเทิงศิลป์ อะไรแบบนี้ แล้วเราก็จะไปอยู่ ไปนอนกินกับเขา เราก็จะชอบหมอลํา แล้วเราก็ฝึกเป่าแคน เราสะสมแผ่นเสียงหมอลํา เรารู้สึกว่าหมอลํากับเราคือสิ่งเดียวกัน
คิดกับตัวเองตอนเริ่มทำโปรเจคต์นี้ไว้ว่า อีกซักสิบปีค่อยออกอัลบั้มของวงนี้ เราก็จะเริ่มกลับมาทำอีก ซึ่งก็ทำกับพวกนี้แหละ พวกวัยรุ่นหมอลํา แล้วก็ทําเป็นแผ่นเสียง ขายต่างประเทศด้วย อย่างวง The Paradise Bangkok Molam International Band เราก็รู้จักกัน แล้วก็วนเวียน สุงสิงกับเขาเนี่ยแหละ
ส่วนสเก็ตบอร์ดเนี่ย อันนี้เป็นงานอดิเรก เราเล่นมาตั้งแต่ ป.5 – ป.6 แต่เล่นมาเท่าไหรก็โดดไม่ขึ้น แบบ ไม่ขึ้นสักทีอ่ะ เพิ่งมาขึ้นตอนแก่ สารภาพเลยน่ะว่าฝึก Ally มาตั้งแต่ ป.6 เพิ่งมากระโดดเป็นท่าจริงๆ จังๆ ตอนอายุ 37 (หัวเราะ) คือเล่นมาเรื่อยๆ แต่คือไม่ได้จริงจัง เฟี้ยวฟ้าว แล้วก็อันตรายแบบนั้น เพราะเราเคยเล่นแล้วเราเข่าเสียไง เราก็เลยเลือกที่จะเล่นแบบพอดีๆ แต่จะชอบดูน้องๆ เล่น เพราะว่ามีความฝันว่าอยากเล่นได้แบบนั้น ซึ่งบางทีเราก็ไปเล่นที่ร้านของเจ้าเต็นท์ (Izakate) ที่บางแสนนั่นแหละ แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งแน่นอน เล่นมาแต่เด็ก เขาเรียกว่าเป็น sub-culture แรกที่เรารู้จักด้วย เชี่ย สเก็ตบอร์ดแม่งเปลี่ยนคน แม่งเปลี่ยนสังคมเว้ย สเก็ตบอร์ดเปลี่ยนความคิด ซึ่งเราไม่รู้จะต่อยอดยังไง แต่เราว่ามันยิ่งใหญ่นะ

ฝากผลงานอัลบั้มถัดไป
ถ้าฟังแล้วชอบ เพลงไหนหรืออัลบั้มไหนที่มันทําให้รู้สึกแล้วก็ทําให้คลายทุกข์ได้ ผมก็รู้สึกยินดีนะ ก็ ถือว่าผมประสบความสําเร็จแล้ว แล้วก็ชุดใหม่อยากให้ฟังจริงๆ อยากให้ฟังเพราะว่าแม่งคัดกรองการใช้ชีวิตของผมมาทั้งหมด 38 ปี ที่ผมรู้สึกว่าชีวิตแม่งน่าจะประมาณนี้ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ (หัวเราะ)
ตอนนี้เข้าอัลบั้มที่ 5 แล้ว กับ EP อีกเยอะแยะไปหมด ซึ่งอัลบั้มที่กำลังจะออกนี้มีชื่อว่า Enduro คาดว่าราวๆ ปลายปี 2024 ก็น่าจะได้ฟังกันแล้วครับ
ภาคตะวันออกสำหรับคุณคืออะไร
ภาคตะวันออก ชลบุรี หรือศรีราชาก็คือบ้านเกิดเรา แต่มันคือพื้นที่ๆ หนึ่ง ที่วันนึงเราก็ต้องจากไป แล้วก็เคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตมันก็เคลื่อนไหวตลอดเวลาอ่ะนะ
สำหรับเราแล้วมันเป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์ของมัน ไม่ว่าจะคนหรือว่าพื้นที่ ถึงแม้มันจะเป็นพื้นที่ๆ นึง แต่ทุกคนในภาคตะวันออก เขาภูมิใจในความที่เขาอยู่ ณ พื้นที่นี้นะ มันสะดวก ใกล้เมืองหลวง มีทะเล มีภูเขา มีน้ำตก มันมีครบอ่ะ ไม่ต้องไปกรุงเทพฯ ก็ได้ มีครบหมด จบแล้ว
คือเราไม่ได้มองว่ามันเป็นวัฒนธรรม East-side West-side แบบอเมริกาเขาน่ะ ถ้าสมมุติเราไม่มีแผนที่ เราจะเป็นใครวะ? มันก็คงเป็นแบบทั้งโลกคือประเทศนึงไปเลยแหละมั้ง เราก็เป็นเหมือนพลเมืองของโลกใบนี้อะไรแบบนั้นป่ะ? (หัวเราะ)

มองวงการดนตรีในภาคตะวันออกว่ายังไงบ้าง
เราขอโทษไว้ก่อนเลยนะ เราอาจจะแบบดูอีโก้จังเลย (หัวเราะ) แต่เราว่าศรีราชามันคือเมืองหลวงของเร็กเก้ ทุกคนแม่งมารวมทําเพลงกันอยู่ที่นี่หมดเลยเว้ย แต่มันก็กระจายไปเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั่นแหละ ส่วนเรื่องของภาคตะวันออกคือ เรามองไปที่การเป็นประชากรของโลก คือเราเก่งเหมือนกัน แต่เก่งทุกคนไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วว่าตัวเองเป็นรูปแบบไหน จะพรีเซนต์งานตัวเองยังไง มีทั้งฮิปฮอป มีทั้งเร็คเก้ ทั้งพังค์ ทั้งร็อค อะไรแบบนี้มันถูกแอบซ่อนอยู่เว้ย มันมีหมด อันนี้พูดถึงแบบพวกที่ต้องการสร้างสิ่งนี้จริงๆ ศิลปะที่แม่งเป็นของจริงนะ
ผมคิดว่าแค่ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วก็ทําไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะภูมิภาคไหน มันคือการทําให้ Quality พัฒนาอยู่เสมอ คือคลื่นใต้น้ํา ผมเชียร์คนที่ทำเพลงใต้ดินมากๆ เลยนะ คนที่ตั้งใจทําสิ่งที่ตัวเองอยากทําจริงๆ แต่ว่าในในพาร์ทของงานดนตรี ผมคิดว่ามันกําลังพัฒนาอยู่ มันกําลังเดินอยู่ แต่ยังไม่ถึงก้าวกระโดดนะ แต่ก็ไม่ใช่ย่องๆ เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนทุกคนต้องเล่น ต้องฟังเพลงตลาด ต้องเล่นแต่แบบนี้ตามกัน
คือเราอยากให้วงการดนตรีในภาคตะวันออก หรือทุกที่ในประเทศเลยเว้ย แม่งพาเกินเดินไปทางนั้น ทางที่ทุกคนตั้งใจทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ซึ่งมันกําลังเกิดขึ้น กำลังเป็นอยู่



