/

‘Maimeearaitam’ การรวมตัวของคนไม่มีอะไรทำที่อยากทำอะไรๆ ให้บางแสนมีอีเวนต์แหวกแนว

ท่ามกลางสภาวะปลาขาดน้ำของดนตรีอินดี้และพื้นที่สร้างสรรค์ที่ฉีกออกไปจากสิ่งที่เรียกว่า ‘กระแสหลัก’ ในบางแสน ยังมีทีมออร์แกไนซ์เซอร์ที่ชื่อว่าทีม ไม่มีไรทำ (Maimeeraitam) ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีอินดี้และคนที่ชื่นชอบในเสียงดนตรี ได้รวมตัวกันเป็นเพื่อจัดงานอีเวนต์ ด้วยความเชื่อว่าอีเวนต์อาจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับดนตรีกระแสหลักหรือกาแฟเสมอไปก็ได้

นับตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่าน ทีมไม่มีไรทำก็ได้จัดงานอีเวนต์มาแล้วหลายงาน หลายรูปแบบ ทั้งดนตรีและงานกิจกรรมอื่นๆ ที่ล้วนแต่มีจุดประสงค์เพื่อชุบชูให้ซีนดนตรีอินดี้และเพื่อเปิดพื้นที่ให้ความสร้างสรรค์ได้มีชีวิตชีวาขึ้นในพื้นที่บางแสน  อาทิ ‘UNPLUGGED’ งานดนตรีสดที่เป็นการคัฟเวอร์เพลงแนวกรันจ์ (Grunge) แนวเพลงที่นิยมกันมากในยุค 90s หรือ ‘ยาเสน่ห์’ งานที่จัดขึ้นเพื่อให้วงดนตรีโลคอลในบางแสนและชลบุรีได้โชว์ของกัน และล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้คืองาน ‘อยากฟังเรื่องผี’ อีเวนต์ที่ชวนให้ผู้เข้าร่วมผลัดกันเล่าเรื่องผี 

และในบรรยากาศลมหนาวเคล้ากลิ่นดอกตีนเป็ด เราก็มีโอกาสได้คุยกับ เส็ง – อรรถนนท์ นวลภักดี ฟร้อนท์แมนแห่ง Acid Altar, เต้น – กิตติคุณ กำเนิดทรัพย์ พนักงานบริษัทผู้ชื่นชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ และอาร์ม – จารุวัตร โสภี แห่ง Death Air Radio สามสมาชิกของทีม ‘Maimeearaitam : ไม่มีอะไรทำ’ ทีมจัดงานดนตรีของ ‘คนไม่มีอะไรทำ’

‘ไม่มีอะไรทำ’ เริ่มต้นมาจากอะไร?

เต้น: “ผมกับเส็งรู้จักแต่เด็ก ประมาณ ป.5 – ป. 6”

เส็ง: “เราเจอกันที่โรงเรียนอนุบาลชลบุรี ส่วนผมกับอาร์มเจอกันที่ร้าน Hala-bala ตอนนั้นเล่นร้านเดียวกัน”

อาร์ม: “มันเป็นร้านริมสระ เป็นเหมือนคอมมูนิตี้วันเสาร์ที่หลายคนได้เจอกัน แล้วผมเล่นเบรกหลังต่อจากเส็งพอดี ก็ได้คุยกัน สนิทกัน”

เส็ง: “ผมกับเต้นเคยจัดงานกันมาก่อน แต่เป็นทีม The Heat Team ซึ่งทำแต่งานร็อกกับเมทัล ทำประมาณ 2 ปี ภายใน 2 ปีนั้นงานค่อนข้างแน่น เราแค่ทำให้กำไรสามารถพยุงงานได้ แต่พอทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่า “The Heat Team ชื่อนี้มีแต่ร็อก” มันเป็นกับดักตัวเอง เพราะเราเบื่อ มีแต่อะไรเดิมๆ ถ้าวงดนตรีไม่เล่น cover ก็เล่นเพลงตัวเองซึ่งเป็นแนวร็อก เราก็คิดว่าลองทำอย่างอื่นดูดีกว่ามั้ย ตอนนั้นพักทีม ปล่อยไปเลย แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งก็อยากจัดงานอีกครั้ง แต่ไม่ได้อยากทำแนวร็อกอย่างเดียว”

เส็ง: “พอมาทำ ‘ไม่มีอะไรทำ’ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไร แต่เราก็ไม่มีอะไรทำด้วย มันง่ายมาก ตรงตัวมาก เพราะทุกอย่างเริ่มจากไม่มีอะไรทำนั่นแหละ ก็เลยอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มีอะไรทำ เราชวนอาร์มมาทำ ส่วนเต้นก็อยากจัดงานอยู่ละ นี่คือที่มาของทีมนี้”

อาร์ม: “ย้อนไปนิดนึง ผมก็เคยทำงานชื่อ Backyard หลังจากนั้นสมาชิกก็แยกย้ายกันไป เหลือเราคนเดียวที่คิดถึงการจัดงาน บวกกับพี่เส็งชวน จังหวะมันก็พอดี เลยได้มาร่วมกัน”

เต้น: “พอทิ้งระยะช่วงโควิดสัก 3 – 4 ปี ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเล่นดนตรีทางเลือกในบางแสนอยู่ แต่ร้านเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้เล่นน้อย เราพยายามผลักดันเขาด้วย เพราะส่วนตัวเราชอบเสพ ชอบฟัง แต่พอเริ่มต้นจากการทำฮาร์ดคอร์ ทำเมทัลจ๋าๆ เหมือนที่เส็งบอกไป กลุ่มคนทำก็เบื่อ อย่างที่สองคือกลุ่มลูกค้าที่น้อยอยู่แล้ว ทำให้กำลังซื้อน้อยไปด้วย หลายอย่างทำให้มันยาก เราก็พักกันไป ถึงมาเจออาร์มอีกที คุยกันว่าอยากจะจัดเป็นชื่อ “ไม่มีอะไรทำ” ชื่อตามความหมายของมัน หมายความว่าเราไม่ได้ล็อกขาตัวเองอยู่กับที่ เราจัดอะไรก็ได้ อาจเป็นกลุ่มดนตรีที่เป็นกระแสรอง เป็นกลุ่มทางเลือก เราเอาหมด”

เต้น: “เหมือนเราได้เปิดโลกของตัวเอง ออกจากกรอบที่แต่ก่อนจะต้องแรง ต้องฮาร์ดคอร์ พอเราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น จัดแบบนี้ก็โอเคนะ เราอาจจะไม่ได้ชอบที่สุด แต่มันไม่น่าเบื่อ มีที่ให้เราไปเรื่อยๆ”

อาร์ม: “ทำให้ได้เจอคนหลากหลายประเภทด้วย”

คาแรคเตอร์ของไม่มีไรทำเป็นแบบไหน?

อาร์ม: “ในมุมของผม น่าจะเป็นที่ความชอบของแต่ละคนมากกว่า อย่างงาน ‘ยาเสน่ห์’ ผมเอาความชอบของผมใส่ไปเต็มร้อย แล้วก็เอามาคุยกับทีม ให้พี่ๆ มาตบไอเดีย”

เส็ง: “คาแรคเตอร์จริงๆ ก็คือความชอบของพวกเราแหละ อย่างที่เราเคยคุยกัน งานมวยปล้ำที่เราชอบกันตอนเด็ก ก็อยากทำมากเลย”

อาร์ม: “ใช่ ผมก็เลยคิดว่าคาแรคเตอร์อาจเป็นความชอบและความทรงจำวัยเด็ก”

เส็ง: “แต่ถ้าเอาเนื้อใน อยากเปลี่ยนชื่อมากเลยนะ เป็น ‘ไม่มีเงินทำ’ (หัวเราะ)”

เต้น: “มันก็เหมือนกับการที่เราออกไปดื่มน่ะ แต่เพราะเราชอบเสพดนตรีด้วย เราก็ไม่รู้จะทำอะไร พอเราไปเห็นอะไรที่มันเดิมๆ ก็เบื่อ อย่างแรก เราไม่ได้ล็อกตัวเองอยู่กับร็อก เราเข้าใจว่าร้านเขาทำธุรกิจ ธุรกิจมันก็ต้องได้ผลกำไรตอบแทน ซึ่งแนวอื่นที่ขยับออกจากฮาร์ดคอร์ ออกจากเมทัล กลุ่มลูกค้ามันเยอะกว่า มันก็เลยทำให้ ‘ไม่มีอะไรทำ’ สามารถไปได้ไกลกว่า สามารถไปได้เรื่อยๆ”

เส็ง: “จะเรียกว่า “ไม่มีคาแรคเตอร์” ก็ได้นะ พอเราอยากทำอะไรเราก็ทำ”

เต้น: “ต้องบอกว่าโชคดีที่คาแรคเตอร์ของเราคือตรงๆ คุยกันง่าย ถ้าคาแรคเตอร์คนนึงธุรกิจจ๋า คนนึงติสท์จ๋า ก็ทำไม่ได้หรอก”

ภาพบรรยากาศงาน ‘ยาเสน่ห์’ อีเวนต์ที่จัดโดยทีมไม่มีไรทำ

ที่มาภาพ: Maimeearaitam : ไม่มีอะไรทำ

อะไรคือเป้าหมายของทีมไม่มีอะไรทำ?

อาร์ม: “ผมเคยตั้งในไบโอของเพจ ‘ไม่มีอะไรทำ’ ว่าเราพยายามเป็นตัวกลางของเรื่องดนตรี เรื่องความชอบ เรื่องการแสดง ศิลปะ หรืออะไรก็ได้ ซึ่งมันคือการแสดงทั้งหมด ฟีล Live House เพื่อให้ทางฝั่งของศิลปินกับคนที่ชอบมาเจอกัน อยากให้มันเป็นคอมมูนิตี้ที่หนาแน่นกว่านี้”

เต้น : “ลำดับความสำคัญแรกของผม คืออยากให้วงที่มา ‘ไม่มีอะไรทำ’ หรือวงในบางแสน สามารถขึ้นไปสู่ Top Ranking มีค่ายใหญ่ได้ อย่างที่สอง อยากให้มันเป็นอาชีพที่ 2 ของผม พอเรามีอาชีพที่ 2 มันก็ดีกว่า แต่อย่างแรก ขอสักคน วงไหนก็ได้ ขอให้ขึ้นไปแล้วบอกว่ามาจากบางแสนและเริ่มต้นจาก ‘ไม่มีอะไรทำ’  เริ่มต้นจากพวกเรานี่แหละ” 

เส็ง: “ส่วนของผมก็ไม่มีอะไรมากนะ ผมอยากเห็นการตื่นตัวที่มากกว่านี้ อยากเห็นจริงๆ เอาง่าย ๆ ก็คืออยากให้มันเจริญกว่านี้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่ต้องมานั่งยักแย่ยักยันกันขนาดนี้ ไม่อยากรู้สึกว่าหลายอย่างต้องพยายามกันมากมาย เพื่อผลลัพธ์ที่ไม่ได้เหมาะสมกับความพยายามขนาดนั้น รู้สึกว่าชีวิตมันควรจะง่ายกว่านี้นะสำหรับคนแบบเราๆ” 

ถ้ามีเส้นตัดอยู่ที่ปี 2020 เป็นต้นมา ไม่มีอะไรทำมองภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของซีนดนตรีและศิลปะในบางแสนเป็นยังไงบ้าง?

เส็ง : “ผมเป็นคนชลบุรีและผมเรียนศิลปกรรมมา มันเห็นมาทั้ง 2 อย่าง คืออาร์ตกับดนตรี ก่อนโควิด แนวทางเลือกมันมี มีเยอะด้วย ทุกวันนี้แนวตัวเลือกที่เราเห็นเด่นๆ คือแนวเพื่อชีวิตที่ร้าน Buff House แต่เมื่อก่อนจะมีร็อก เรกเก้ มีมากกว่าแนวตามกระแส ถึงแนวอินดี้จะไม่ค่อยเยอะ แต่การจัดงานก็มีหลายแนวมากๆ เช่น งานฮาร์ดคอร์ ไม่ใช่ร็อกหรือเมทัลนะ แต่เป็นคำว่าฮาร์ดคอร์เลย เพราะจะมีทีมผู้จัดชื่อว่า ‘Chonburi Hardcore’ เขาจัดงานกันบ่อยมาก คือทุกวันนี้เขาเติบโตไปจัดงานใหญ่แล้ว”

“ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่เรียน รวมกันก็ 10 ปี ช่วงประมาณ 5 – 6 ปีแรก ผมจำได้เลยว่าผมเล่นแต่แนวที่ตัวเองชอบอย่างเดียว อย่างร้าน Hala-bala ที่เล่นหลังโควิด ตอนนั้นเล่นวันเสาร์ เป็นอะคูสติก เราเล่นแนวตัวเอง คือร็อก เมทัล ที่เป็นอะคูสติก ตัวเจ้าของร้านชอบมาก ตอนนั้นเราไม่สนลูกค้าว่าจะชอบหรือไม่ชอบ มันเกิดขึ้นเป็นคอมมูนิตี้ที่ทุกวันเสาร์ ชาวร็อกจะมารวมตัว ทุกคนที่มาส่วนมากจะอยู่หน้าบาร์ ถึงแม้จะไม่ได้แนวตรงกันทั้งหมด แต่ทุกคนจะชอบเพลงร็อก ตอนนั้นทำกันสนุกมาก แต่พอหลังจากร้านปิดไป ผมก็มาเล่นที่อื่น อยู่ๆ ไอ้อีโก้ตรงนั้นมันหายไป มันเปลี่ยนมุมมองเราเองที่มีต่อลูกค้าและต่อร้าน ผมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดรอปมาหลายอย่าง ทุกวันนี้ไม่หนักเท่าเมื่อก่อน”

“ส่วนในศิลปะ ด้วยความที่เราเรียนมา ผมรู้สึกว่าการประชาสัมพันธ์น้อยเกินไป ไม่ว่าจะเด็กในมหาวิทยา หรือว่าคณะ หรืออะไรก็ตาม ถ้าคนข้างนอกไม่รู้เรื่องว่ามีงานอะไร เขาก็จะไม่รู้ต่อไป ไม่มีทางเลยที่คนนอกวงจะเข้าไปรู้ว่ามีงานศิลปะที่บางแสนนะ ถ้าไม่เสิร์ชหาลึกๆ จริงๆ ก็พูดตรงๆ ว่า Government ต้องเป็นคนที่มาช่วยผลักดัน แม้แต่ตัวผมเอง ผมเลือกเรียนศิลปะเพราะอยากเป็นศิลปินวาดรูป แต่พอมารู้ Process กับทั้งหมด โอ้โห มันโหดร้ายมาก ไอ้คำว่า “ศิลปินไส้แห้ง” นี่ของจริง เป็นคำที่ไม่เกินเลยกับคนที่จบจิตกรรม ศิลปกรรม”

เต้น: “คือมันไม่อดตาย แต่ว่ามันไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้”

เส็ง: “มันทำได้ เพียงแค่เราใช้เวลานานกับมันเพื่อเติบโตได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ บางทีเราทำงาน 3 – 4 วันเพื่อให้จบ 1 เฟรม แต่พื้นที่การขายของเราล่ะ ขายที่ไหนได้บ้าง สมมุติเราไปตั้งร้านขาย คนเดินไปเดินมาก็ดี มีคนซื้อก็ดี ขายตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ขายได้มันก็ดี แต่มันจะดีกว่ามั้ยถ้ามันมี ตลาดกลาง สำหรับผมนะ ที่ที่ให้ทุกคนสามารถดูงานศิลปะ แน่นอนเรานึกถึงหอศิลป์ แต่เราก็รู้กันอยู่ดีว่าหอศิลป์ในบางแสนมันเป็นไง มันใช้งานอะไรไม่ค่อยได้ ผมค่อนข้างยอมแพ้กับคำว่า Fine Art ทุกวันนี้ที่วาดและทำ Artwork มันเป็น Digital Art หมดเลย”

อาร์ม: “ผมไม่ทันนะ กว่าผมจะมาเป็นนักดนตรีคือหลังจากโควิด เท่ากับว่าผมจะไม่ค่อยรู้กับการเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่าการเปิดกว้างของคนฟังดนตรีในชลบุรีมันขนาดนั้นมั้ย? มันก็พอมี แต่ว่ากำลังไม่ได้เยอะขนาดนั้น เท่าที่ผมสัมผัสในบางแสนหรือในชลบุรีนะ”

เส็ง: “คำว่า ‘กำลัง’ เนี่ยแหละ เป็นเหตุผลที่ต้องทำงานบัตรถูกกัน เพราะเราอยากให้คนมาเยอะๆ อยากให้คนรู้ว่ามีทีมเราอยู่และวงที่เอามาเขามีของนะ”

ในเรื่องของซีนดนตรี ถ้าเทียบบางแสนกับกรุงเทพฯ มองว่ามีความต่างกันขนาดไหน?

เต้น: “ต้องบอกก่อนว่าผมชอบกินเหล้า แล้วการมาร้าน อย่างแรกคือดนตรีต้องดี พอเราได้เที่ยว พอเรามีกำลังซื้อมากขึ้น เราก็ไล่เที่ยวทั้งบางแสน เจอแต่ดนตรีแนวกระแสของสังคมตอนนั้น ไม่มีความแตกต่าง ไม่มีอะไรเลย ไปที่ไหนก็มันเหมือนกัน เป็นวงเดิมๆ สับไปสับมา ยิ่งวันนึงเรามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น พอไปเที่ยวกรุงเทพฯ โอ้โห กูจะไปบาร์ธรรมดา Mutual Bar หรือจะไป Rock Pub มันมีทางเลือกให้ วันไหนอยากพาแฟนไปเดทหรือวันไหนอยากจะเอนจอยก็มีทางเลือก พอกลับมาที่บางแสน เราเห็นแต่ภาพจำเดิมๆ”

“แต่พอได้เข้ามาทำงานกับเส็ง เรารู้จักกลุ่มนักดนตรีเพิ่มขึ้น บางคนที่เราเห็นเขาเล่นตามร้าน เล่นแบบวาไรตี้ เล่นแนวกระแสหลัก แต่จริงๆ แล้วเขาอาจไม่ได้ชอบแบบนั้น แต่เล่นเพราะปากท้อง มันต้องกินต้องใช้ พอคุยกัน นักดนตรีระดับท็อปเทียร์ของแนวนั้นๆ อยู่ที่บางแสนเยอะนะสำหรับผม แต่แค่ไม่มีพื้นที่ให้โชว์ศักยภาพ การจะโชว์ของก็คือต้องรอคนจากกรุงเทพฯ มาเปิดเฟสติวัลหรือจะต้องถีบตัวเองขึ้นไปโชว์หรือไปหาร้านที่กรุงเทพฯ ซึ่งสุดท้ายบวกลบคูณหารแล้วไม่คุ้มกัน”

เส็ง: “ผมว่าพฤติกรรมผู้ฟังมีส่วนทำให้ร้านเป็นอย่างนี้นะ กำลังก็ส่วนนึง วิธีคิดของคนฟังก็ส่วนนึง เด็กเจนใหม่ไม่ชอบนั่งร้านเหล้าก็ส่วนนึง มันหลายอย่างจนทำให้ร้านต้องหน้าตาคล้ายๆ กัน เขาไม่สามารถยูนีคได้ เพราะยูนีคแล้วกินไม่ได้ เท่าที่ผมเห็นนะ”

 เต้น: “ส่วนพัทยาจะไปเวย์ของเขา แต่ถ้าเป็นกรุงเทพฯ สมมุติอยากไปเข้า Rock Pub หรืออยากไป Jazz Pub คนจะไม่แคร์ คือเขาไม่แคร์หรอกว่าคนอื่นจะมองยังไง เขาอยากไป เขาแฮปปี้ เขาไปเลย ใส่บูทเสริมมา 3 นิ้ว 4 นิ้ว ประมาณนี้”

เส็ง: “ใช่ ถ้าไป Rock Pub คนส่วนใหญ่ใส่ชุดดำแน่นอน แต่มีล่าสุด เหมือนเขาเพิ่งเลิกงาน เขาก็ใส่ชุดพนักงานกันมา เขาไม่สนใจเลย”

เต้น: “(กรุงเทพฯ) มันกว้างกว่าเยอะ ต่อให้คนไทยไม่ฟัง ก็ยังมีต่างชาติ ต่างชาติไม่ฟังก็ยังมีคนไทย ตลาดตรงนั้นมันกว้างมาก”

เส็ง: “ที่นี่ (บางแสน) เมื่อก่อนมีร้าน Old School ร้านเล่นเพลงร็อกเกือบ 80% ที่เหลือมันก็จะมีปนๆ มาบ้าง ผมชอบร้านนี้มาก แต่ร้านแตกระเบิดไปก่อนโควิด ผมเสียดายมาก เมื่อก่อนมันเป็นแลนด์มาร์กของชาวร็อกเลย”

เต้น: “มันเป็นเรื่องกำลังซื้อ ช่วงเศรษฐกิจ เรื่องเจเนอเรชั่น มันเปลี่ยนวงจร Cycle”

อาร์ม: “เทรนด์ด้วย คนที่มากันเยอะๆ เมื่อก่อน เขาก็เติบโตแล้ว เปลี่ยนรุ่นไป”

คิดว่าใครบ้างที่จะสามารถช่วยผลักดันซีนดนตรีหรือซีนศิลปะอื่นๆ ให้มีความหลากหลายได้?

เส็ง: “พูดง่ายมาก ทุกคน”

อาร์ม: “ทุกคนจริง”

เส็ง: “เราไม่สามารถเอาคนตัวใหญ่หนึ่งคนมานั่งผลักได้หรอก คือการที่ผมจัดงาน แน่นอนผมอยากได้ชื่อเสียง แต่ผมอยากให้มีทีมที่เพิ่มขึ้นอีกหลายๆ ทีม สมมุติเราจัดงานใหญ่เราร่วมงานกันได้ก็ดี หรือต่อให้เราไม่ต้องจัดงานใหญ่ มันก็จะมีหลายๆ งาน คนมันจะได้มีงานให้เที่ยวมากขึ้น คนจะได้รู้ว่าบางแสนมีงานตลอด”

เต้น: “แม้แต่วงที่เรารู้จักกันอย่าง Linkin Park ซึ่งเขามีวัน ‘Chester Day’ หรือวันที่เชสเตอร์เสียชีวิต เราก็ไม่มี แต่มีในจังหวัดเชียงใหม่ หัวหิน กรุงเทพฯ เขามีทุกที่ยกเว้นชลบุรี พัทยายังมีบ้าง ใช้คำว่า ‘บ้าง’ เพราะก็ไม่ใช่ Chester Day เหมือนเล่นทริบิวต์ให้ Linkin Park ซึ่งก็ไม่ได้เล่นทั้ง 3-4 เบรก”

เส็ง: “ต้องแยกกันแหละ เพราะว่าตลาดพัทยากับตลาดบางแสนไม่เหมือนกัน พัทยากำลังซื้อเยอะกว่าและมีความหลากหลายกว่า พัทยากับกรุงเทพฯ มีความใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันในเชิงพื้นที่และคุณภาพ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาใครมาผลักดัน แต่ต้องไปส่งเสริมเรื่องการตื่นตัวและการรับรู้ เพื่อให้คนอยากมาดู อยากมาซื้อ อยากจะสนใจเรื่องพวกนี้มากกว่า แต่เท่าที่ผมประเมิน มันก็พูดได้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องรองจากการหากินในชีวิต คนจะมาสนใจเรื่องความวิจิตรหรือความสุนทรีย์ทำไม ในเมื่อยังไม่สามารถหาเงินไปเลี้ยงลูกได้ สุดท้ายมันก็ไปจบที่รัฐอีก”

เต้น: “อันนั้นคือภาพใหญ่ แต่ภาพตรงนี้ก็ต้องยอมรับ มันเป็นวัฏจักรนะ คนดนตรีช่วงนั้นมันพีคและโตแล้ว สื่อแต่ก่อนก็น้อย เดี๋ยวนี้มันกว้างขึ้น แต่ว่ามันก็เพิ่งกว้าง ถ้ามันกว้างมาตั้งแต่เมื่อก่อน คนก็อาจรู้ว่ามันมีทางเลือกแบบนี้นะ”

เส็ง: “แต่ก็ควรโทษอัลกอริธึมด้วย เพราะเราอยู่กับอะไรมันก็เจออย่างนั้น แทบจะไม่มีทางที่แนวอื่นจะขึ้นมาให้เราดูในฟีด ไม่มีเลย กลายเป็นว่าโซเชียลมีเดียที่ควรจะเป็นเส้นทางปลดปล่อย กลับนำไปสู่ทางตัน เพราะอัลกอริธึมกับ AI”

แล้วมองว่าหน่วยงานท้องถิ่นควรช่วยผลักดันอีเวนต์ทางเลือกบ้างไหม?

เต้น: “ผมเข้าใจว่าเวลาที่เราโยนงบลงไปเพื่อจัดงานขึ้นมา ถ้าผลตอบรับไม่ได้บูมหรือคนมาเยอะพอเราเก็บรายงานทีหลัง เขาก็รู้สึกว่าจัดสรรงบไปลงอย่างอื่นดีกว่า เช่น งานเคาท์ดาวน์ ก็ต้องเป็นศิลปินที่ดึงดูดคนมาได้ ถ้าเป็นศิลปินที่กำลังโตหรือแบ่งเวทีเยอะๆ พอเราไม่ได้มีเงินขนาดนั้นและคนมันน้อย แล้วต้องมาโชว์รายงานตอนจบ มันก็เกิดคำถามกับเขาแหละว่า ‘ผมโยนเงินลงไปจัดงานปีใหม่ ทำไมกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่นี้? ทำไมเป็นแบบนั้น?’ ซึ่งหน้าที่หลักของเขาก็คือการพัฒนาการท่องเที่ยวแหละ”

อาร์ม: “ผมขอตอบตามโมเดลเชียงใหม่ เขาจะมีช่วง High ช่วง Low อย่างช่วง Low เขาก็พยายามใช้ดนตรีดึงดูดคนเนี่ยแหละ เขาเอาดนตรีเรียกนักท่องเที่ยวมา แล้วเขาก็ร่วมมือกับเทศบาล ก็คือพวกนักดนตรีไปเสนอกับเทศบาล เอาข้อมูลมาดีเบทกันว่าสามารถไปในทิศทางไหนได้ ซึ่งเชียงใหม่ก็พอทำได้อยู่ แต่ในบางแสน ถามว่าทำได้มั้ย เราก็ไม่รู้”

เส็ง: “(บางแสน) เป็นคำว่าศุกร์ – เสาร์ วันธรรมดา วันเงินเดือนออก และวันหยุดยาว ไม่มีคำว่า High หรือ Low เราไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ เราก็ไม่รู้หรอก นี่คือภาพที่โตมา แต่เขาอาจสนับสนุน มันอาจจะเป็นปัญหาของทีมที่เราไม่รู้ไง”

ที่ว่าซีนดนตรีของบางแสนในตอนนี้ไม่หลากหลาย คิดว่าเกี่ยวกับพื้นที่เชิงกายภาพที่ยึดโยงเฉพาะกับร้านเหล้าด้วยรึเปล่า?

เส็ง: “ใช่ ที่นี่ไม่มี Live House เลย สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มี จริงๆ เราสามารถใช้พื้นที่ใน มหาวิทยาลัยให้กลายเป็น Live House ได้แหละ แต่มันก็ยุ่งยาก ไม่เต็มระบบ”

เราจะเห็นงานอะไรอีกบ้างจากทีมไม่มีอะไรทำ?

เส็ง: “ที่แน่ๆ คืองาน ‘เล่าเรื่องผี’ และไอเดียเรามีอีกเยอะ ส่วนมวยปล้ำก็อยากทำมากๆ อาจมีทั้งโชว์มวยปล้ำแล้วก็มีดนตรีอยู่ด้วย ถามว่าจัดงานดนตรีเฉยๆ ได้มั้ย จัดได้ แต่เราอยากให้มีอะไเพิ่มเติม อาร์มเคยเสนองานหัวล้านชนกัน เราอาจทำจริงจัง ทำเป็นทัวร์นาเมนต์เลย สมมุติทำ 8 คู่ หัวล้าน 16 คนมาชนกัน ประมาณนี้ แล้วผสมดนตรีไป มันก็น่าสนุกดี”

อาร์ม: “บางทีก็นึกถึงเรื่องของละครด้วย อย่างงาน ‘ยาเสน่ห์’ เรามีกลุ่ม ติสตะวันออก มาเพอร์ฟอร์ม ส่วนในพาร์ทดนตรี เราอยากลองทำดนตรีเอาบรรยากาศ Ambience อย่างเดียว ซึ่งมันคือดนตรีที่อาจจัดที่ ‘หาดลับ’ เรารู้สึกว่าดนตรีแบบนี้ บวกกับสิ่งแวดล้อมประมาณนั้น มันค่อนข้างแมชกัน เพราะเราติดตามพี่หริด Mahaheretonight ซึ่งทีมนั้นเคยมามาจัดงานที่บางพระ ชื่อว่างาน ‘ไพร’ เราไปแล้วเรารู้สึกว่าฟีลโคตรดี เขาเอาดนตรีกับสภาพแวดล้อมประมาณนั้นมาเล่นกัน งานนั้นจัดในชลบุรีนะ แต่คนชลบุรีค่อนข้างน้อย เราไม่เจอคนรู้จักเลย”

เส็ง: “ในงานที่อยากจัดที่หาดลับ ผมอาจใช้งานจากเด็กศิลปกรรม ไปสัก 2 – 3 งาน ไปเป็นแบคกราวน์ ไปโชว์ หรือได้ไปพรีเซนต์งานก็ยังดี คืองานมันอาจเป็นงานระยะสั้น”

อาร์ม: “ใช่ๆ อาจเป็นงาน Pop-up ขึ้นมาแป๊บเดียวแล้วก็ไป มีคนมาสัก 10 – 30 คน ด้วยความที่มันเป็น Pop-up ผมคิดว่ากำลังโอเค”

ภาพโปสเตอร์งาน ‘อยากฟังเรื่องผี’ หนึ่งในอีเวนต์ที่จัดโดยทีมไม่มีไรทำ

ที่มาภาพ: Maimeearaitam : ไม่มีอะไรทำ

เส็ง: “เพราะถ้าเป็น Digital Art มันยังง่าย เพราะสามารถทำชิ้นเล็กมาก็ได้ ขนาดมันไม่ตายตัว แต่อย่าง Fine Art ที่ทำใน 1 เฟรม บางคนอาจทำมา 2 เมตร การเซตงานมันตายตัว และยังไม่รวมขาเฟรมนะ ถ้าเป็นงานห้อยก็ดีหน่อย ถ้าห้อยกำแพงได้ก็ดี ติดกำแพงได้ก็ดี ซึ่งนี่เป็นปัญหาสถานที่หอศิลป์ก็ยักแย่ยักยัน”

อาร์ม: “ขนาดในสวนสาธารณะที่เคยทำเมื่อประมาณ 1 – 2 ปีก่อน เราเคยจัดงาน ซึ่งตรงสวนสาธารณะตรงนั้นขอโคตรยาก ขอยากมาก ส่งจดหมายไปประมาณ 4 – 5 ครั้ง ไม่ตอบ ต้องเข้าไปเอง”

เส็ง: “เดี๋ยวเอา ‘เล่าเรื่องผี’ จบก่อน แล้วมันจะค่อยเรียงๆ มาเรื่อยๆ มันน่าจะดีแหละถ้าเป็นไปตามแพลนทุกอย่าง” 

คิดว่าคนที่ไม่มีอะไรทำ เขาอยากทำอะไรกันบ้าง?

เต้น: “พอไม่มีอะไรทำมันฟุ้งซ่าน สุดท้ายก็ทำไปเรื่อย คนที่ไม่มีอะไรทำเป็นอย่างงั้นแหละ”

ท้ายสุดแล้ว ช่วยแนะนำวงดนตรีสัญชาติชลบุรีหน่อย

อาร์ม: “Fung Her และ Sleep in the Class”

เต้น: “Rumos และ Lactobacilluz”

เส็ง: “Fortamaya, Solid Waste และ Acid Altar”

.

.

.

เขียนโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR