‘สะหงาด’ คำแปลกๆ ที่อาจไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่สำหรับคนตราด สะหงาด มีความหมายว่า ‘มาก’ และยังเป็นภาษาถิ่นที่สื่อว่าจังหวัดเล็กๆ สุดปลายเขตแดนบูรพานี้ มีรากฐานวัฒนธรรมของตัวเองไม่ต่างจากจังหวัดในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย
และสำหรับ ออม – ศวัสกร สุวรรณพิพัฒน์ สะหงาดไม่ได้เป็นเพียงภาษาถิ่นจากบ้านเกิด แต่ยังเป็นชื่อแบรนด์เสื้อผ้าที่ ‘เด็กตราด’ อย่างเขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นด้วยตัวเอง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ คือความน้อยใจที่ว่าทำไมบ้านเกิดของตัวเองไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังซ่อนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของจังหวัดเอาไว้ในลวดลาย
“ผมอยากให้วันหนึ่ง เมื่อพูดถึงตราด คนจะไม่ได้คิดถึงแค่เกาะช้างหรือเกาะกูด แต่จะนึกถึง สะหงาด ด้วย”
ศวัสกรบอกด้วยรอยยิ้มและความหวัง
เราขอชวนอ่านบทสนทนาที่เต็มไปด้วยพลังใจของ สะหงาด แบรนด์ของเด็กตราดที่มีความฝันเล็กๆ คืออยากทำให้จังหวัดบ้านเกิดเป็นที่รู้จักมากขึ้น
.
ในนามของเด็กตราด
ศวัสกร สุวรรณ์พิพัฒน์ วัย 24 ปี แนะนำตัวเองกับเราอย่างเรียบง่ายว่าเขาเป็นผู้ช่วยวิทยากร อินฟลูเอนเซอร์ และเป็นเจ้าของกางเกงหมาหลังอานสุดฮิตภายใต้แบรนด์ที่ชื่อ ‘Sa – Ngad สะหงาด’

แต่เบื้องหลังบทบาทที่หลากหลายของศวัสกรคือ เรื่องราวของ ‘เด็กตราดคนหนึ่ง’ ที่เติบโตมากับครอบครัวร้านวัสดุก่อสร้างและโรงเลื่อยไม้ ก่อนที่จะย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนมาเรียนด้านนันทนาการที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์สะหงาด แบรนด์ที่ใช้เสื้อผ้าเล่าในการบอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดตราดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
“ผมเป็นคนตราดตั้งแต่เกิด เรียนที่นี่จนถึงมัธยม พอจบก็เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ผมจะกลับบ้านทุกเทศกาล อย่างปีใหม่ สงกรานต์ หรือไม่ก็สองเดือนครั้ง เพื่อกลับไปขายของแล้วก็กลับไปหาครอบครัว” ศวัสกรเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลังจากเรียนจบศวัสกรเข้าทำงานประจำได้ไม่นาน ประมาณปีเศษ ก่อนจะตัดสินใจออกจากงานเพราะเป้าหมายที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงหันมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองผ่านคำแนะนำของพี่สาว ผู้เห็นว่ากระแสกางเกงอัตลักษณ์จังหวัดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกางเกงช้างกำลังมาแรงและยังไม่มีของจังหวัดตราด
ศวัสกรเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้นว่า “กระแสกางเกงจังหวัดเริ่มต้นจากกางเกงโอ่งราชบุรี ต่อมาก็เป็นกางเกงแมวโคราชที่ทำให้คนทั่วประเทศหันมาสนใจ จนหลายจังหวัดลุกขึ้นมาสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างจันทบุรีก็ทำเป็นลายหอนาฬิกา”
ต่อมาเขาจึงตัดสินใจทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง และตั้งชื่อว่า ‘สะหงาด’ ก่อนจะเปิดตัวสินค้าชิ้นแรกเป็น ‘กางเกงไพลินบูรพา จังหวัดตราด’ กางเกงสีฟ้าสดใสที่มาพร้อมกับลวดลายวาดมือซึ่งรวบรวมของดีของจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ไว้หลายอย่าง เช่น หมาหลังอาน งอบบ้านน้ำเชี่ยว สัปปะรดตราดสีทอง และเกาะช้าง

ไม่ใช่ตรัง ไม่ใช่ตาก แต่คือตราด
ความตั้งใจอันแรงกล้าที่อยากให้จังหวัดบ้านเกิดเป็นที่รู้จักมากขึ้นของศวัสกรเกิดมาจากความรู้สึกน้อยใจเมื่อเขาได้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านเกิด เพราะมีหลายครั้งในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่เพื่อนๆ มักถามเขาถามว่า “ตราดอยู่ที่ไหน?”
“หลายคนไม่รู้จัก บางครั้งออกไปนำเสนอผลงาน เพื่อนก็แซวว่ามาจากภาคใต้ (ตรัง) ทำไมไม่พูดภาษาใต้ ทั้งที่จริงๆ เราเป็นคนตะวันออกและผมพูดใต้ไม่ได้ หรือบางทีก็เข้าใจผิดว่าตราดคือ ภาคเหนือ เพราะชื่อมันใกล้เคียงกับตาก ผมเลยรู้สึกน้อยใจว่าทำไมจังหวัดเราไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทั้งที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ มีทั้งเกาะช้าง เกาะกูด แต่กลับเหมือนจังหวัดตราดไม่มีตัวตน”
ศวัสกรมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตราดไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คือ ความห่างไกล และระยะทาง
“มันเป็นจังหวัดชายแดน คนกรุงเทพฯ เลยอาจจะมองตราดเหมือนปัตตานีหรือยะลา ต้องตั้งใจจริงถึงจะไปถึง ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงตราด คนส่วนใหญ่ยังนึกถึงเพียงเกาะช้าง หรือเกาะกูด และหลายครั้งตัวเมืองตราดก็เป็นเพียงทางผ่านที่นักท่องเที่ยวขับรถเลี้ยวตรงไปขึ้นเรือเฟอร์รี่เท่านั้น เอาจริงๆ ผมอยู่ตราด ไม่มีแม้แต่โรงหนังให้ดู เวลาอยากดูหนังเราก็ต้องนั่งรถไปจันทบุรีเป็นชั่วโมง แล้วยังต้องรีบหาตั๋วหนังให้ทันรอบรถกลับ ไม่อย่างนั้นก็จะกลับลำบาก มันทำให้รู้สึกว่าอยากเห็นความเจริญเข้ามาในบ้านเราบ้าง”
ภายใต้ความสับสนเรื่องชื่อจังหวัด ตราด ตรัง ตาก อาจดูเป็นเรื่องขำขัน แต่มันได้สะท้อนให้เห็นการถูกมองข้ามของพื้นที่ชายแดนตะวันออก และนั่นก็คือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ความเจริญไม่เคยเดินทางมาถึงดินแดนปลายสุดแดนบูรพาแห่งนี้ในมุมมองของศวัสกร และนั่นก็ทำให้ความน้อยใจของเขาไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่คืออีกหนึ่งเสียงสะท้อนของคนท้องถิ่นที่ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเห็นบ้านเกิดของตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สำหรับบางคนความเจริญอาจฟังดูน่ากลัว เพราะวิถีชีวิตที่คุ้นชินไม่เปลี่ยนแปลงมานาน 10 – 20 ปี แต่สำหรับศวัสกร ความเจริญหมายถึงโอกาสที่มากขึ้น
“อย่างน้อยมันก็ทำให้คนมีงานทำ ลูกหลานได้กลับมาอยู่บ้าน พ่อแม่ไม่ต้องอยู่ลำพัง ผม เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องไม่ต้องดิ้นรนไปหางานที่กรุงเทพฯ ถ้าตราดเจริญพอที่จะรองรับคนรุ่นใหม่ ครอบครัวก็คงได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยได้ เช่น การมีห้างใหญ่ๆ หรือมหาวิทยาลัย เพราะตราดไม่มีเลย ทั้งที่จริงๆ ทรัพยากรในจังหวัดเรามีมากพอ”
ในสายตาของศวัสกร เขาขอเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของความเจริญในจันทบุรีหรือระยองก็น่าจะเพียงพอแล้ว แม้ตราดจะมีผลไม้ดังอย่างทุเรียน หรือสัปปะรดตราดสีทอง มีเอกลักษณ์อย่างหมาหลังอาน ขนมบันดุกที่หาทานยาก แต่กิจกรรมและงานเทศกาลกลับยังไม่สามารถดึงดูดคนภายนอกได้ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีการจัดบูธนำเสนอสินค้าท้องถิ่นในงานใหญ่ๆ ที่กรุงเทพฯ แต่เขาแทบไม่เคยเห็นตราดปรากฏในภาพนั้น หรือการมาจัดงานเทศกาลดนตรีหรืออีเวนต์ต่างๆ ตราดก็ไม่เคยเป็นตัวเลือก
“งานผลไม้ทุกปี ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนตราดมาร่วม หรือแม้แต่ ‘งานหมาหลังอาน’ ที่ควรโปรโมตให้เป็น Soft Power ของจังหวัด กลับจัดเล็กๆ เฉพาะวงใน ไม่ต่างจาก ‘งานตราดรำลึก’ ที่คนรู้จักอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ถูกต่อยอดจริงจัง” ถ้าเราสามารถทำให้ของดีเหล่านี้มีตัวตน คนก็จะมองจังหวัดเราไม่เหมือนเดิม”
ศวัสกรสรุปว่าสิ่งสำคัญที่ตราดยังขาดไปคือการนำเสนอและขับเคลื่อน และความคิดนี้เองที่ค่อยๆ ผลักดันเขาให้ลุกขึ้นมาลองทำอะไรบางอย่างที่อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่สามารถสร้างความน่าสนใจและเปลี่ยนภาพจำของบ้านเกิดได้ และก้าวนั้นเริ่มต้นขึ้นในลวดลายในเสื้อผ้าที่เล่าเรื่องตราดให้คนรู้จัก

สะหงาดที่ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์ แต่ยังเป็นการเล่าเรื่องจังหวัดตราดผ่านเสื้อผ้า
ศวัสกรมองว่า สะหงาด เป็นคำที่น่าจดจำ ทั้งยังฟังเพียงครั้งเดียวก็ติดหูแม้ไม่ใช่คนตราด และยังสร้างความสนใจให้แก่คนทั่วไปที่ต่างก็อยากรู้ว่าสะหงาดแปลว่าอะไร ยิ่งกว่านั้นการเลือกใช้คำนี้ยังเป็นการชูให้เห็นว่าตราด จังหวัดเล็กๆ ที่สุดปลายเขตแดนของภาคตะวันออกนี้มีภาษาและสำเนียงท้องถิ่นเป็นของตัวเอง
“บางคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงตั้งชื่อแบรนด์ว่าสะหงาด สะหงาดในภาษาตราดแปลว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพูดว่า กางเกงสวยสะหงาด ก็แปลว่ากางเกงสวยมาก หรือถ้าพูดว่า ช่วงนี้ดังสะหงาด ก็คือดังมาก” ศวัสกรกล่าว
แม้จากจุดเริ่มต้นของสะหงาดจะมาจากการทำแบรนด์ตามกระแสกางเกงประจำจังหวัด แต่ความนิยมของสะหงาดไปไกลกว่านั้นมาก การเปิดตัวกางเกงไพลินบูรพาได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยยอดสั่งซื้อที่สูงถึง 1,600 ตัว ได้กลายเป็นไวรัล ได้ออกรายการ ‘กรรมกรข่าว’ ของพิธีกรข่าวชื่อดัง ได้ลงข่าวไทยรัฐ และได้รับเชิญไปงาน ‘Thai festival in Tokyo’ ณ ประเทศญี่ปุ่น
และจากการตอบรับที่ดีเช่นนี้ แบรนด์สะหงาดก็ได้กลายมาเป็นความฝันเล็กๆ ของศวัสกรที่อยากจะทำให้จังหวัดสุดเขตชายแดนเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านการนำเสนอเรื่องราวของจังหวัดตราดในนามของเด็กตราดคนหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น แต่คือกระบอกเสียงจากจังหวัดเล็ก ๆ ที่อยากบอกให้โลกรับรู้ว่าบ้านเกิดของเขามีตัวตน
จุดเริ่มต้นของสะหงาดก็สะท้อนได้ว่าการเปลี่ยนภาพจำของเมืองไม่ได้ต้องมาจากโครงการใหญ่เสมอไป เพราะบางครั้งก็อาจเริ่มมาจากกางเกงหนึ่งตัวผสมเข้ากับความกล้าของคนตัวเล็กๆ

ปัจจุบันแบรนด์สะหงาดมีสินค้าอยู่หลายอย่าง เช่น กางเกงไพลินบูรพา เสื้อลายการ์ตูน ชุดเช็ท กระเป๋า แต่ที่ขายจริงจังคือ กางเกงไพลินบูรพาและเสื้อยืดลายการ์ตูน โดยที่กางเกงไพลินบูรพายังคงเป็นไฮไลท์ที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์มากที่สุด และสำหรับศวัสกร ไพลินบูรพาไม่ได้เป็นเพียงกางเกง แต่คือพื้นที่เล่าเรื่องราวของบ้านเกิด
ศวัสกรเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดตราด ‘เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา’ แล้วต่อยอดให้ลึกและไปไกลกว่านั้น
“อย่าง งอบน้ำเชี่ยว ที่คนตราดใช้ทำสวนทำไร่ มันเป็น OTOP ที่คนทำเป็นอาชีพ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ผมก็อยากเอามาใส่ในงานออกแบบ หรือ สับปะรดตราดสีทองผลไม้ที่ปลูกมากและส่งออกไปหลายจังหวัด แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึง แม้แต่หมาหลังอาน หลายคนก็ไม่รู้ว่านี่คือสุนัขช่วยล่าสัตว์พันธุ์ไทยที่มีจุดกำเนิดจากตราดและจันทบุรี ผมเลยอยากให้คนรู้ตรงนี้ด้วย”
ส่วนสินค้าอีกชิ้นที่ขณะนี้กำลังได้รับความสนใจคือ เสื้อยืดที่รวบรวมลายของที่น่าสนใจในจังหวัดมาถ่ายทอดลงบนเนื้อผ้า เช่น รถมาสด้า ขนมบันดุก หอนาฬิกา ดอกกฤษณา ซึ่งศวัสกรทยอยเล่าให้ฟังว่า รถมาสด้า คือ รถโดยสารท้องถิ่นที่เขารู้สึกว่า นี่คือเสน่ห์ของตราด
“รสมาสด้าก็คือ คล้าย ๆ กับรถแดงเชียงใหม่ ถึงวันนี้แทบไม่มีแล้ว ผมเองนั่งไม่ถึงสิบครั้งในชีวิต แต่คิดว่ามันเป็นวัฒนธรรมการเดินทางที่ควรฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง”

นอกจากนั้นศวัสกรยังออกแบบลายดอกกฤษณา ซึ่งเป็นไม้หอมที่พบในตราด และหยิบเรื่องเล่าเก่าๆ เช่น หอนาฬิกากลางเมืองที่ปัจจุบันหายไปแล้ว แต่นับเป็นภาพจำในความทรงจำของคนรุ่นก่อนมาใส่ลงในเสื้อผ้าด้วย
“ตราดยังมีขนมจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่ผสมผสานอยู่ บางอย่างหากินไม่ได้ทั่วไปในไทย” ศวัสกรกล่าว ซึ่งขนมที่ว่าก็คือ ขนมบันดุกหรือบันดุ๊ก อีกหนึ่งของดีเมืองตราดที่ศวัสกรอยากนำเสนอเป็นพิเศษ เพราะ สื่อถึงมิติความหลากหลายทางวัฒนธรรมของตราดได้
ศวัสกรเล่าว่าขนมบันดุกเป็นขนมเวียดนามที่อาจมาจากชาวญวนที่อพยพผ่านกัมพูมาอีกทอดหนึ่ง ด้วยความที่ตราดอยู่ติดชายแดน ความสัมพันธ์กับกัมพูชาจึงแน่นแฟ้น โดยเฉพาะแถบคลองใหญ่และหาดเล็กที่มีญาติพี่น้องอยู่ฝั่งเกาะกง ทำให้ได้รับอิทธิพลด้านขนมและอาหารมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสเข้ามายึดตราดในรัชกาลที่ 5 ก่อนจะแลกดินแดนคืน
สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ตราดมีรสชาติและอัตลักษณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนที่ไหน ซึ่งศวัสกรแอบกระซิบว่ากำลังจะมีสินค้าใหม่ที่เป็นลวดลายนี้โดยเฉพาะ และจากการเล่าเรื่องผ่านลายผ้าเหล่านี้ เสื้อผ้าของแบรนสะหงาดก็ค่อยๆ เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘ภาษาท้องถิ่น’ ที่ถูกถักทอขึ้นใหม่
“ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมพยายามถ่ายทอดลงในเสื้อผ้า เพราะมันไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือเรื่องเล่าของจังหวัดตราดด้วย”
เติบโตไปเป็นเสื้อผ้าที่คนตราดภาคภูมิใจ
สำหรับศวัสกรหัวใจของการทำแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ช่วงกระแสกำลังมาแรง แต่กลับชัดที่สุดในวันที่กระแสเริ่มจาง
“ช่วงมีกระแส เราจะทำอะไรก็ขายง่ายอยู่แล้วครับ แต่พอไม่มีแล้วอะไรหล่ะจะทำให้สะหงาดยืนระยะได้”
ศวัสกรมองว่า สิ่งนั้นคือ การสร้าง personal branding ที่ทำให้คนรู้จักทั้งตัวเขาในฐานะเด็กตราดที่เล่าเรื่องตราดควบคู่ไปกับการทำเสื้อผ้า
หลังจากเริ่มต้นด้วยกางเกง ศวัสกรค่อยๆ ขยับขยายบทบาทของแบรนด์ให้กลายเป็นมากกว่าแฟชั่น เพจและติ๊กต๊อกของเขากลายเป็นเหมือนสื่อเล็กๆ ที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวตราด ผ่านคลิปพาไปกิน ไปเที่ยว ไปสัมภาษณ์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนเลี้ยงหมา คนทำงอบ หรือร้านอาหารท้องถิ่น เพื่อสื่อสารว่า ‘นี่คือตราด’ ในมุมที่ลึกกว่าที่หลายคนเคยรู้จัก
แรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้ศวัสกรก้าวต่อไปมาจากช่วงเวลาเล็กๆ ที่เขาได้เห็นคนใส่กางเกงของตัวเอง
“ผมเคยกลับบ้านแล้วเห็นคนใส่กางเกงสะหงาดเต็มเมือง มันทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่แค่เราที่ภูมิใจ แต่คนตราดเองก็ภูมิใจไปด้วย”

ศวัสกรเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาดีใจมากๆ คือ กลุ่มวัยกลางคน และผู้สูงอายุในจังหวัดตราดเองเป็นกลุ่มลูกค้าแรกๆ ซึ่งช่วยกันสนับสนุนแบรนด์สะหงาดและส่งต่อแบรนด์นี้
“ส่วนใหญ่คนตราดชื่นชอบที่มีแบรนด์ที่ช่วยนำเสนอจังหวัดให้คนอื่นรู้จักครับ หลายคนเลยช่วยโปรโมทปากต่อปาก เวลาเจอนักท่องเที่ยวก็มักแนะนำว่าของฝากต้องซื้อกางเกงสะหงาด” นั่นทำให้กางเกงของเขากลายเป็นของฝากอีกชิ้นหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเมืองได้พอๆ กับผลไม้หรืออาหารทะเล สิ่งสำคัญที่สุดที่สะหงาดมอบให้เขา คือ การเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนในบ้านเกิดภูมิใจ และได้สร้าง ‘พื้นที่ความภาคภูมิใจร่วม’ ของคนทั้งจังหวัด
ศวัสกรเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับข้อความจากลูกค้าที่บอกเล่าประสบการณ์ว่าใส่แบรนด์สะหงาดไปพัทยาแล้วมีคนเดินเข้ามาถาม ซึ่งก็ภูมิใจมากที่ได้บอกกับคนอื่นไปว่านี่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าจากบ้านเกิด
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในตราด กางเกงสะหงาดค่อยๆ ขยายการรับรู้ไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่างจันทบุรี ระยอง และสระแก้ว ศวัสกรหัวเราะพลางเล่าต่อถึงอีกเหตุการณ์ที่ยังจำไม่ลืม
“ครั้งหนึ่งผมไปกินข้าวแถวพีเอ็มวายที่ระยอง แล้วบังเอิญเห็นคนใส่กางเกงสะหงาด ตอนนั้นแทบไม่เชื่อสายตา ภูมิใจจนอยากเปิดกระจกทัก แต่ก็เขิน มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ ว่าเราก็สามารถสร้างสิ่งที่คนเอาไปใช้จนเห็นได้ทั่วเมือง”
และสะหงาดก็ก้าวไกลออกไปเมื่อศวัสกรเริ่มทำคลิปเล่าเรื่องราวจากลวดลายในเสื้อผ้าของเขา
“เพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเคยดูคลิปผม เวลาไปตราดก็มักจะพูดว่า นึกถึงสะหงาดเลย ทำให้เห็นว่าแบรนด์เริ่มสร้างอิทธิพลได้จริง”

ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องราวที่ทำให้เขายิ่งมั่นใจก็คือ กางเกงสะหงาดมีโอกาสเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศเพราะไม่นานมานี้ มีกรรมการประกวดหมาระดับโลกคนหนึ่งจากประเทศรัสเซียที่ได้เห็นกางเกงของเขา แล้วก็สั่งซื้อเข้ามา นั่นทำให้กางเกงของสะหงาดได้ไปไกลถึงรัสเซีย
“ทุกวันนี้มีคนโทรมาถามตลอดว่า มีหน้าร้านที่ตราดไหม อยากซื้อกางเกง บางคนมาจากกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เพราะเห็นคลิปเกี่ยวกับหมาแล้วอยากมาเยี่ยมชม”
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าสะหงาดได้กลายเป็นประตูบานหนึ่ง ที่ทำให้คนนอกหันมาสนใจจังหวัดตราด และทำให้ศวัสกรบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่าสะหงาดเริ่มกลายเป็น Soft Power ของจังหวัดบ้านเกิดแล้ว
อนาคตจังหวัดที่เด็กตราดอยากลองสร้างขึ้นมา
เมื่อพูดถึงอนาคต ศวัสกรไม่ได้คิดถึงแค่เสื้อผ้า แต่ยังมองเห็นภาพแลนด์มาร์กที่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัด เพราะทุกวันนี้ตราดแทบไม่มีที่ให้คนวัย 20 – 25 ปี ได้ใช้ชีวิตหลังเลิกเรียน หรือเมื่อกลับมาจากมหาวิทยาลัยในเมือง เขายอมรับตรงไปตรงมาว่าเมืองตราดคือเมืองสำหรับวัยเรียนและผู้สูงอายุ แต่ขาดพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
“ถ้าเราสร้างพื้นที่แบบนั้นได้ มันจะกลายเป็นทั้งที่เที่ยว ที่กิน และยังเชื่อมกับเสื้อผ้าแบรนด์สะหงาดได้ด้วย ผมอาจจะทำร้านขนมที่ไม่เหมือนร้านทั่วไป เหมือนร้านขนมในกรุงเทพฯ ที่มีคอนเซ็ปต์สร้างสรรค์ที่ตราดยังไม่เคยมี”

ศวัสกรฝันถึงร้านที่มีมุมให้น้องๆ มาเล่นดนตรี ทำพาร์ทไทม์ หรือแม้แต่ทีมคอนเทนต์ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริงๆ กลายเป็นพื้นที่ที่เป็นทั้งเวทีสร้างสรรค์และพื้นที่ทำงานไปพร้อมกันแต่ศวัสกรก็รู้ดีว่าความฝันนี้ยังต้องการเวลาและความมั่นคงมากกว่าที่เป็นอยู่
“ผมต้องเติบโตเป็นบริษัทจริงๆ ก่อน ถึงจะก้าวไปถึงตรงนั้นได้”
เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้เห็นทั้ง “สะหงาด” และจังหวัดตราด ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน แล้วสะหงาดก็จะไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เสื้อผ้า แต่ได้กลายเป็นพลังเล็กๆ ที่ทำให้เมืองชายแดนปลายสุดเขตบูรภาพแห่งนี้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
และนี่เรื่องราวของศวัสกรสะท้อนพลังที่ชัดเจนว่า Soft Power ไม่ได้อยู่ไกลจากเราเลย แต่มันเริ่มจากการที่ใครสักคนลุกขึ้นมาเชื่อในบ้านเกิดของตัวเอง


