/

“ตายไปอย่างรู้อยู่เต็มหัวใจว่าได้ทำประโยชน์” สิ่งที่ ‘สมิทธิ์ เย็นสบาย’ ได้วางรากฐานจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้คนสระแก้ว

ในวันที่ปัญหาในสังคมเกิดขึ้นมากมาย อะไรทำให้คนคนนึงเลือกทำงานเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม เรียกร้องเพื่อสิ่งแวดล้อมชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ และเดินหน้าผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่

สำหรับ สมิทธิ์ เย็นสบาย คำตอบอาจจะอยู่ที่ “ตายไปอย่างรู้อยู่เต็มหัวใจว่าเราได้ทำประโยชน์” แบบที่เขาเคยบอกกับเราผ่านบทสัมภาษณ์ที่กำลังจะได้อ่านต่อไปนี้
เมื่อพูดถึงจังหวัดสระแก้วหลายคนอาจแทบจะลืมไปแล้วว่าสระแก้วเองก็เป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันออก เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นจุดเชื่อมต่อชายแดนและพื้นที่สำคัญอย่างตลาดโรงเกลือ แต่ในอีกด้านสระแก้วก็เผชิญปัญหาการบุกรุกที่ดิน การพยายามผลักดันสร้างนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบจากเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว สารเคมีในพื้นที่ และการเป็นพื้นที่ฝังกลบกากอุตสหากรรมไม่น้อย
เพราะหลายครั้งเรื่องราวในจังหวัดสระแก้วไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้างในสื่อระดับต่างๆ และในทุกวันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ก็เรื่องเกษตรกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา นั่นทำให้ สมิทธิ์ เย็นสบาย ได้เริ่มเข้ามาทำงานในฐานะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสระแก้วสีเขียว โดยการทำงานนี้เขามองว่าเป็นความท้ายทายใหญ่ของจังหวัด
มีการต่อสู้มากมายเกิดขึ้นและเป็นบทเรียนสำคัญให้กับคนในรุ่นถัดไปได้เห็น สิ่งที่สมิทธิ์ลงมือทำ สร้างการรับรู้ถึงปัญหาและการต่อสู้ของคนสระแก้วให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทำให้ดีที่สุดเท่าที่แรงของคนวัยเขาจะทำไหว
ชวนรำลึกถึง สมิทธิ์ เย็นสบาย ชายผู้วางรากฐานจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมที่ยั่งยืนให้จังหวัดสระแก้ว ชายที่เชื่อในการทำประโยชน์เพื่อสังคมและธรรมชาติ ชายที่มีหัวใจที่เต็มไปด้วยความปราถนาดีต่อสังคม

 

เมื่อจุดจบคือจุดเริ่มต้นใหม่

สมิทธิ์ เย็นสบาย เป็นเกิดและเติบโตที่จังหวัดนครปฐม สมิทธิ์บอกกับเราอย่างติดตลกว่าที่เขามาตั้งมูลนิธิสระแก้วสีเขียวได้เพราะ มาจากครอบครัวที่มีอันจะกิน ซึ่งสะท้อนว่าการตั้งมูลนิธิไม่ใช่เรื่องง่าย โดยตอนนั้นเขาทำธุรกิจส่วนตัวและดำรงตำแหน่งเป็นถึงกรรมการผู้จักการบริษัท นำเข้าสารเคมีเกี่ยวกับการผลิตกระดาษ  แต่โชคไม่ดีเช่นเดียวกันกับนักธุรกิจหลายคนในช่วงปี พ.ศ. 2540 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งขึ้น ธุรกิจของเขาจึงจบลง สมิทธิ์เล่าว่า 

“ธุรกิจของตัวเองล่ม เหมือนจบชีวิตเลย แฟนก็เลิก คุณเข้าใจไหม? เวลามามันมา มันมาครบวงจรชีวิตเลย เราก็งงๆ ว่าจะไปทำอะไรต่อดี” 

แต่ในความโชคไม่ดีก็มีความโชคดี เพราะขณะที่สมิทธิ์กำลังงงๆ ไม่รู้จะเอายังไงต่อกับชีวิตอยู่นั้น รุ่นพี่ของเขาที่อยู่ปราจีนบุรีติดต่อมา ว่าให้ไปช่วยดูกิจการรับซื้อพืชผลทางการเกษตรให้หน่อย เนื่องจากเจ้าตัวจะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งสมิทธิ์ตอบรับในทันทีเพราะตอนนั้นเขานึกในใจว่า ‘ไปไหนก็ไป’ เพราะ 

“เราเคยอยู่ในจุดที่เจริญ มีตังค์ มีสเตตัส พอธุรกิจล่ม เราก็ไม่อยากเจอใคร เราก็เลยอยากมาอยู่ต่างจังหวัด ที่ไม่ต้องรู้จักใครก็ได้”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นให้เขาได้เดินทางและมาใช้ชีวิตในภาคตะวันออก

สมิทธิ์ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ปราจีนบุรี โดยเขาได้ไปช่วยในธุรกิจแปรรูปพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หลังจากสมิทธิ์ย้ายมาอยู่ที่ปราจีนได้สองสามปี เขาก็ต้องโยกย้ายอีกครั้ง โดยครั้งนี้สมิทธิ์กย้ายมาสระแก้วเพราะหุ้นส่วนธุรกิจของรุ่นพี่ที่สระแก้วต้องการคนช่วยเหลือ 

และนี่คือ จุดเริ่มต้นชีวิตของสมิทธิ์ เย็นสบาย จากการโดนพายุแห่งวิกฤตทางเศรษฐกิจพัดพาให้นักธุรกิจคนหนึ่งกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิสระแก้วสีเขียว มูลนิธิที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน มูลนิธิที่เลือกลุกขึ้นสู้กับปัญหาไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือทุน และกลายเป็นตำนานนักเคลื่อนไหวผู้ปกป้องสระแก้วจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

จังหวัดติดชายแดน กับอำนาจมืด และมือที่มองไม่เห็น   

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สมิทธิ์ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดสระแก้วมาแล้ว 28 ปีเต็ม สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ คือ เพราะจังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดน เลยมีปัญหาชายแดนเยอะ แล้วก็เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจต่ำที่สุดในภาคตะวันนออก โดยเขาเสริมว่า “ว่าก็ว่านะ สระแก้วเป็นเมืองเหงาๆ ผับ เทค โรงหนังไม่มี  ห้างก็ไม่มี ความเจริญก็ไม่ค่อยมี นึกภาพออกไหม?”  

โดยปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสระแก้วที่สมิทธิ์เจอ คือ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งสระแก้วมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณสี่ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมประมาณสองล้านกว่าไร่ นับเป็นพื้นที่ประมาณ 50% และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่สปก. ที่เหลือก็จะเป็นที่ราชพัสดุแล้วก็ทหารขอใช้ 

ดังนั้นพื้นที่ที่สามารถพัฒนาที่สระแก้วจึงมีเพียง 17.5% คล้ายๆ แม่ฮ่องสอน นำมาซึ่งปัญหาที่ดินทับซ้อน ปัญหาบุกรุกที่ดิน นอกจากนั้น เนื่องจากตัวเขามีพื้นฐานจากการทำธุรกิจกระดาษที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายมาก่อน สมิทธิ์จึงพบว่าโรงงานต่างๆ ในสระแก้วสมัยนั้นมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ มีการใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งทำให้สมิทธิ์รู้สึกว่า “เห้ย! ที่ต่างจังหวัดเนี่ยโครงสร้างเหลี่ยมล้ำมากเลย ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เขารู้สึกอยากทำอะไรเพื่อชาวบ้านบ้าง สมิทธิ์เลยเริ่มต้นทำงานเกี่ยวกับเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่ตัวเขามองว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านมากที่สุดและเป็นเรื่องที่ตัวเขาเองรู้สึกถนัดมือมากที่สุดด้วย

แน่นอนว่าหลังจากสมิทธิ์หันมาสนใจปัญหาชาวบ้านมากขึ้น เขาก็พบว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของจังหวัด เกษตรจังหวัดที่เป็นหน่วยราชการโดยตรง ต่างก็ไม่ได้ทำเพื่อดูแลผลประโยชน์และแก้ปัญหาชาวบ้านอย่างจริงจัง เพียงแค่ทำตามนโยบายเท่านั้น โดยสมิทธิ์บอกว่า   

“เราก็เลยนึกว่า น่าจะต้องมีองค์กรอะไรที่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ขอทุนเอง ไม่ต้องไปทำตามที่หน่วยงานราชการกำหนด เราก็เลยได้ประสานกับภาคีที่เป็นทั้งภาครัฐที่เห็นด้วยกับเรา ภาคเอกชน แล้วก็มาทำงานกับภาคประชาชน จนก่อตั้ง มูลนิธิสระแก้วสีเขียว ขึ้น”

เมืองเกษตรกรรม เมืองชายแดน และเมืองหลุมฝังกลบขยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

มูลนิธิสระแก้วสีเขียวถือกำเนิดขึ้นมา โดยมีตัวแทนภาครัฐคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วในขณะนั้นมาเป็นกรรมการมูลนิธิ ส่วนภาคเอกชนฯ เนื่องจากตอนนั้นสมิทธิ์และเกษตรกรชาวไร่อ้อยกำลังร่วมกันต่อสู้ต้านเกษตรพันธะสัญญาและเรียกร้องให้ยกเลิกการผูกขาดทางการเกษตรอยู่ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยจึงได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของมูลนิธิสระแก้วสีเขียว และทำให้มูลนิธิสระแก้วสีเขียวก่อตั้งได้อย่างมั่นคงขึ้น 

นอกจากนั้นยังมีภาคเอกชนที่ทำอุตสาหกรรมสีเขียวในสระแก้วเข้ามาสนุบสนุนเพราะมูลนิธิฯ สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว ส่วนตัวสมิทธิ์ เขาจำกัดความอย่างติดตลกว่า ตัวเองอยู่ในภาคประชาสังคม เรียกว่า NGI (I ที่ย่อมาจาก I’am) ที่ล้อเลียนมาจาก NGO หรือ non goverment organizetion ก็คือ ฉันเนี่ยอยากทำอย่างนี้ 

โดยสมิทธิ์เล่าว่าที่มาของ สีเขียวในชื่อมูลนิธิสระแก้วสีเขียว มาจากสอง กรณีที่เขาและสมาชิกกลุ่มกำลังเผชิญหน้า หนึ่ง คือ การเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรและการส่งเสริมให้เกษตรปลูก ดูแลและเก็บเกี่ยวพืชปลอดสารพิษ สองคือ ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสมิทธิ์และชาวบ้านกำลังเจอและต่อสู้กับโรงงานกำจัดขยะที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศไทยที่เข้ามาขุดบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในจังหวัดสระแก้ว สมิทธิ์เล่าว่า “ดูให้ดีนะ มันแยกกันไม่ออก เมืองเกษตรกรรม เมืองชายแดน เมืองที่มีพืชไร่อันดับหนึ่งของภาคตะวันออก แต่เป็นหลุมฝังกลบขยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ” 

นอกจากเรื่องการลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมที่รุนแรงและอันตรายเป็นอันดับที่หนึ่งแล้ว มูลนิธิสระแก้วสีเขียวยังมีการต่อสู้เรียกร้องให้โรงงานน้ำตาลไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำและลดการปลดควันจากการเผาอ้อยปล่องควัน รวมถึงร่วมรณรงค์ให้ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างยูคาลิปตัสที่ทำให้เกิดผลเสียในดินแล้วก็ในแหล่งน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนปรับตัวในเรื่องการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอีกด้วย 

การเดินทางผลักดันสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมในมุมของสมิทธิ์เองก็เพียงเพราะเขาเห็นปัญหาว่า “มนุษย์ไม่เข้าใจว่าโลกไม่ได้เป็นของมนุษย์ มนุษย์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลก”

เมื่อประชาชนสระแก้วได้มีส่วนร่วมออกแบบอุตสาหกรรมที่อยากได้

หลังจากการเปิดตัวของมูลนิธิสระแก้วสีเขียวอย่างเป็นทางการ สมิทธิ์และกลุ่มก็ได้เริ่มการต่อสู้แรกๆ ในนามมูลนิธิฯ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2558 เมื่อรัฐบาล คสช. ใช้ ม. 44 ประกาศเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั่วประเทศ 4 แห่ง ซึ่งหนึ่งในสี่พื้นที่นั้นมีพื้นที่ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วรวมอยู่ด้วย แต่ปรากฎว่า ประชาชนตำบลป่าไร่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ไม่เอาอุตสาหกรรมอันตราย เช่น โรงพลาสติก โรงไฟฟ้าขยะ โรงถลุงเหล็ก และเรียกร้องขอให้จังหวัดสระแก้วประกาศเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว 

เนื่องจากพื้นที่ที่รัฐบาลจะนำไปทำนิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ป่าชุมชนขนาด 600 ไร่ ในโครงการพระราชดำริ ซึ่งชาวบ้านได้เข้าไปเก็บเห็ด เก็บผักป่า หาของป่า และช่วยกันดูแลพื้นที่มาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของพวกเขา พอชาวบ้านรวมตัวกัน สมิทธิ์และมูลนิธิฯ ก็เลยจัดทีมเข้าไปอบรมให้ชาวบ้านทำ รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งตอนนั้นผู้ว่าฯ จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นกรรมการมูลนิธิฯ เห็นด้วยตามที่ชาวบ้านต้องการ ซึ่งสมิทธิ์บอกว่า 

“ก็ไปเอาป่าของเขามาแล้วคุณจะไปตั้งโรงงานเหล็ก ก็คงต้องมีเรื่องกัน นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวถือเป็นการพบกันครึ่งทางแล้ว” 

สมิทธิ์บอกว่า EIA ฉบับที่ทางมูลนิธิฯ รวมกับจังหวัดและชาวบ้านป่าไร่ร่วมกันทำอาจจะเป็น EIA ฉบับเดียวในประเทศไทยที่ออกมาแล้วคุ้มครองพื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อมสีเขียว แล้วก็อุตสาหกรรมสีเขียวไปพร้อมๆ กัน  

ต่อมา ประมาณปี พ.ศ. 2565 ปรากฎว่านิคมอุตสาหกรรมป่าไร่ขาดทุนและไม่มีวี่แววว่าจะมีคนเข้าไปเช่า หรือใช้พื้นที่ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมชายแดนอื่นๆ ที่นับว่าไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน  โดยสมิทธิ์ให้ความเห็นว่า เหตุผลที่นิคมอุตสาหกรรมป่าไร่ไม่สำเร็จ ข้อที่หนึ่ง คือ รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงสิทธิ์พิเศษในนิคมฯ ป่าไร่ที่ไม่ดีเท่า EEC จึงไม่มีคนอยากเข้ามาลงทุน 

สองคือในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านจัดทำได้กำหนดประเภทอุตสหกรรมไว้ชัดเจนอยู่แล้ว โรงงานที่ไม่เข้ากับเงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่สามารถเข้ามาตั้งได้ นับเป็นความสำเร็จแรกๆ ของมูลนิธิสระแก้วสีเขียวและสมิทธิ์ ซึ่งเขาสรุปกับตัวเองและแชร์ว่า เงื่อนไขที่ทำให้การต่อสู้ที่นิคมอุตสาหกรรมป่าไร่ประสบความสำเร็จ คือ ประชาชนต้องแทรกตัวเข้าไปตั้งแต่การทำ EIA ในช่วงเริ่มต้นให้ได้ 

เครดิตภาพ : เฟซบุ๊ก Smith Yen

ความวัว (นิคมอุตสาหกรรม) ไม่ทันหาย  ความควาย (ฝังกลบกากอุตสาหกรรม) เข้ามาแทรก 

แต่การต่อสู้ของสมิทธิ์และชาวสระแก้วยังไม่จบแค่นั้น เนื่องมาจาก ปี พ.ศ. 2564 – 2565 หลังปรากฎว่านิคมอุตสาหกรรมป่าไร่ขาดทุนยับเยิบ บริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจฝังกลบกากอุตสหกรรมในจังหวัดราชบุรี จังหวัดสระบุรี รวมถึงที่สระแก้วได้มาขอใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมป่าไร่เพื่อสร้างเป็นโรงไฟฟ้าขยะ และขอแก้ไข EIA (เงื่อนไขนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว) ทางมูลนิธิฯ และชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง โดยการล่ารายชื่อประชาชนมาได้พันกว่ารายชื่อ และยื่นขอคัดค้านการแก้ไข EIA  เข้าไปเพื่อยับยั้งการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ

นอกจากนั้นทางสมิทธิ์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ ในนามมูลนิธิฯ พร้อมควบตำแหน่งคณะกรรมาการธรรมาภิบาลจังหวัดสระแก้ว ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯ จึงขอเข้าไปตรวจสอบบริษัทดังกล่าว ซึ่งพบว่า 

  1. บริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) ที่สระแก้วได้มีการเปลี่ยนถนนทางเข้าใหม่ ซึ่งมีการรั่วไหลของสารอันตราย รวมถึงการปนเปื้อนออกสู่พื้นที่ภายนอกจากเส้นทางนั้น โดยที่การทำถนนเส้นใหม่ก็ไม่ได้ทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
  2. มีการเปลี่ยนแปลงผังภายในโรงงาน ซึ่งบริษัทอ้างว่ามีใบขออนุญาตแต่ไม่ให้ตรวจสอบ 
  3. บริษัทไม่มีเงินกองทุนที่โรงงานต้องเตรียมเพื่อชดเชย เยียวยาหลังปิดกิจการ ประมาณ 300 กว่าล้านบาท ซึ่งหมายความว่าถ้าบริษัทปิดกิจการไป จะไม่มีเงินเยียวยา ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมสำหรับชาวบ้านโนนหมากเค็งสักบาทเดียว  

ซึ่งจากการตรวจสอบและต่อสู้ครั้งนี้เขาและชาวบ้านสามารถทำให้บริษัทยุติกิจการได้ในที่สุด โดยสมิทธิ์ยังเสริมอีกว่า  สืบเนื่องมาจากคดีความที่เกิดขึ้นกับบริษัทเจ้าเดียวกันที่ราชบุรี มีการพยายามที่จะย้ายกากสารเคมีอันตรายจำนวน 2000 ตัน จากบ่อฝังกลบราชบุรีมาที่จังหวัดสระแก้ว ที่เดิมภายในหลุมฝังกลบที่สระแก้ว  (ที่ไม่ถูกต้องตามแบบมาตรฐาน) ก็มีกากอุตสาหกรรมอันตรายกว่าล้านตัน   ทั้งบางส่วนก็ถูกกองไว้อย่างอีเหละเขะขะอยู่แล้ว ซึ่งทางมูลนิธิและชาวบ้านก็ร่วมกันต่อต้านได้สำเร็จ 

แต่ปัญหาที่เหลือทิ้งไว้ ทั้งที่หลุมฝังกลบที่ราชบุรีและที่สระแก้ว คือ กากอุตสาหกรรมอันตรายที่เหลือกองทิ้งไว้ที่หลุมฝังกลบของบริษัทที่ปิดตัวลง ใครจะรับผิดชอบ 

ซึ่งล่าสุด (มกราคม 2566) ทางมูลนิธิสระแก้วสีเขียวและชาวบ้านได้ส่งหนังสือไปที่กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อขอให้แก้ปัญหากองขยะของบริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ ฯ อย่างยั่งยืน และทำเป็นโมเดลในการแก้ปัญหาต่อไปในจังหวัดอื่นอีกทั่วประเทศที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2566 จนกระทั่งกันยายน พ.ศ. 2566 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังไม่ตอบกลับมา

ถ้าคุณยังมีกำลังก็ทำต่อไปเถอะ” 

นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิสระแก้วสีเขียวขึ้น เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่สมิทธิ์และชาวบ้านชาวสระแก้วอยู่เบื้องหลังการต่อต้านนิคมอุตสาหกรรม การต่อต้านโรงไฟฟ้าจากขยะ การต่อต้านการขนกากอุตสาหกรรมอันตรายเข้ามาในพื้นที่ ตลอดจนการต่อสู้เพื่อประโยชน์ของชาวสระแก้วในอีกหลายๆ เรื่อง และหลายๆ ด้าน สิ่งที่สมิทธิ์บอกว่าเป็นความสำเร็จที่สุด คือ “ใครจะมาสร้างโรงงานอะไรซี้ซั้วที่สระแก้วไม่ได้แล้วนะ เพราะประชาชนไม่ยอม” 

โดยสมิทธิ์มองว่าสิ่งที่มูลนิธิทำอาจวัดปริมาณกันได้ยาก แต่เชื่อว่าความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่สระแก้ว ซึ่งเขาบอกว่า

“นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิสระแก้วสีเขียว ถ้าวัดเป็นเปอร์เซ็นว่าเกษตร หรืออุตสาหกรรมสีเขียวที่มีคนไปทำเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นเท่าไหร่ ก้ต้องยอมรับว่ามันแทบไม่กระเตื้องเลย แต่ถ้าวัดในด้านจิตสำนึก สำนึกในเรื่องการดูแลป่า หรือสิ่งแวดล้อมเนี่ยมันวัดเป็นเปอร์เซ็นยาก แต่มันพบว่ามีการตื่นตัวในเรื่องเกษตรสีเขียว หรืออุตสาหกรรมสีเขียว หลากหลายมากขึ้น”

แต่เมื่อมีความสำเร็จก็ย่อมมีความท้าทาย ซึ่งความท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งของชาวสระแก้วและมูลนิธิฯ คือเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่สระแก้วแทบไม่มีข่าว สมิทธิ์บอกด้วยความทอดถอนใจว่า  “แทบไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเราทำอะไร เพราะข่าวท้องถิ่นก็ถูกจ้างให้อยู่เฉยๆ ส่วนข่าวส่วนกลางก็ถูกบิดเบือนเพราะ ข่าวท้องถิ่นบิดเบือนมาตั้งแต่ต้น” 

นอกจากนั้นอีกหนึ่งความท้าทายของมูลนิธิ คือ การต่อสู้กับปัญหาที่ต้องยอมรับว่าใหญ่เกินกว่าระดับจังหวัดจะสามารถจัดการเอง รวมถึงจนปัจจุบันก็ยังไม่มีรัฐบาล กระทรวงหรือหน่วยงานไหนที่มีอำนาจในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องการฝังกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างยั่งยืนเลย 

ยิ่งไปกว่านั้น สมิทธิ์ก็ยอมรับว่าการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมูลนิธิที่ต่อต้านโรงงานอุตสาหกรรม มีปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘เงินทุน’ สิ่งเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ มูลนิธิ สำหรับมูลนิธิสระแก้วสีเขียวของสมิทธิ์ก็เช่นกัน สมิทธิ์บอกเราว่า 

“ผมมองอนาคตมูลนิธิสระแก้วสีเขียวว่า ไปไม่รอด มันก็เหมือนแสงเทียนที่จุดสว่างแค่ในที่มืด ในที่สุดก็จะมลายไป เพราะการต่อสู้ของเราเนี่ย ส.ส. ยังไม่คิดจะมาคุยเลย ราชการต่างๆ ก็มองเราว่าเป็นตัวการที่สร้างปัญหา”  

โดยเขายกตัวอย่างว่า “เวลามูลนิธิฯ จะพาชาวบ้านไปรัฐสภาฯ จะเอาเงินที่ไหนไป ถึงเป็นมูลนิธิฯ เราก็ไม่ได้ใช้รถตู้ฟรีนะ เราเหมือนหมู่บ้านบางระจัน เราก็ต้องตายอยู่แล้วแหละ บางระจันตายเพราะอะไร เราก็ตายเพราะอย่างนั้นแหละ 

ก็คือ ไม่มีเงิน เงินรัฐก็ไม่ให้เราอยู่แล้ว ไม่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ที่มีก็หมดแรงไปเรื่อยๆ อย่างนายกสมาคมไร่อ้อยที่เคยสนับสนุนเราปัจจุบันก็ป่วย ไม่มีแรง บริษัทเอกชนที่เคยมาร่วมกับเราเป็นกรรมการ เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งไปแล้ว ผู้ว่าราชการฯ สระแก้วที่เคยสู้กับเรามาเมื่อปี พ.ศ. 2558 ก็ย้ายไปที่อื่น” 

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีมูลนิธิสระแก้วสีเขียว หรือสมมติว่าสมิทธิ์ไม่ได้ไปยุ่งประเด็นร้อนอะไรแล้ว เขาก็ยังอยากขับเคลื่อนในเรื่องเกี่ยวกับเกษตรและสิ่งแวดล้อมสีเขียวตามความตั้งใจเดิมจากชื่อของมูลนิธิ โดยสมิทธิ์ตั้งใจว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับมงคล ละบุญเรือง จากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และทำงานในเรื่องการพัฒนากลุ่มเกษตรกรต่อไป โดยสมิทธิ์บอกว่า เพราะ

“มันเป็นแพสชั่นของผมกับมงคล เขาดูด้วง ผมดูพยากรณ์อากาศ ซึ่งไม่ต้องใช้อำนาจอะไรเลยนอกจากความรู้ที่เราสะสมมา” สมิทธิ์บอกว่าเพราะโลกรวนเป็นปัญหาใหญ่สุด การเจอกับปัญหาความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่จะเกิดแค่ที่สระแก้ว เพราะฉะนั้นในตอนที่เขายังมีแรงเหลือ เขาก็อยากจะทำเรื่องการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อต่อสู้กับโลกรวนให้ได้ก่อประโยชน์สูงสุดอย่างที่เขาทำมาตลอด 

สุดท้ายสมิทธิ์บอกกับเราว่า “อย่างมากพี่ก็คงทำอีก 5-6 ปี มันก็สู้ไม่ไหว ที่ทำมาคิดว่าสู้ไหวเหรอกับทั้งนายทุน และรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ พี่แพ้บอกได้เลย แต่ก็ทำเท่าที่ทำได้ ให้อย่างน้อยในใจพี่ก็รู้ว่าทำประโยชน์อะไรให้โลกใบนี้ มันจะไม่มีคำสรรเสริญ ไม่มีโล่ ไม่มีชื่อเสียง หรือแทบไม่มีคนจดจำเลย แต่รู้ไว้ว่าเรามันเป็นคนส่วนน้อย มีน้อยคนที่จะมาทำ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์กับตัวเอง แต่ในหัวใจมันเต็มตื้น ตายไปอย่างรู้อยู่เต็มหัวใจว่าเราได้ทำประโยชน์ ถ้าคุณยังมีกำลังก็ทำต่อไปเถอะ”

แม้วันนี้สมิทธิ์จะจากผู้คนอันเป็นที่รักไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ลงมือทำยังคงเป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันให้คนที่เชื่อมั่นในวิธีคิดแบบเดียวกับเขาลุกขึ้นสู้ เดินหน้าแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมในพื้นที่สระแก้วและภาคตะวันออก รวมถึงคนทำงานทั่วประเทศที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“ผมก็ทำดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้แล้ว ผมก็ไม่ละอายใจแล้วนะ” นี่คือสิ่งที่สมิทธิ์พูดย้ำเสมอมา

 


บทสัมภาษณ์นี้ สัมภาษณ์เมื่อกันยายน 2566 
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR