สำหรับ พ.ศ. นี้ อีกหนึ่งเทรนด์สุขภาพที่มาแรงแซงทางโค้ง คือ การวิ่งหรือเดินเทรล และถ้าพูดถึงการวิ่งหรือเดินเทรลในระยองแล้ว ภูเขาที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นที่แรกๆ ก็คงจะไม่พ้น ‘เขายายดา’
เขายายดาเป็นภูเขาที่ไม่สูงมากนัก ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทำให้บางช่วงของเส้นทางสามารถเห็นวิวทะเลได้ อีกทั้งยังอยู่ไม่ใกล้จากตัวเมือง เดินทางได้สะดวก มีที่จอดรถ มีร้านค้าชาวบ้านขายน้ำ อาหาร และมีห้องอาบน้ำให้บริการ พื้นที่แห่งนี้เปิดรับนักเดินเทรลและนักวิ่งเทรลในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นดูแลสุขภาพ ไปจนถึงสายแอดเวนเจอร์ตัวจริง และกิจกรรมที่ทำได้ก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานบนถนนลาดยาง ไปจนถึงการวิ่ง เดิน หรือขี่มอเตอร์ไซค์วิบากบนเส้นทางเทรล

จุดเด่นของเขายายดา คือความหลากหลายของเส้นทางเทรล ที่มีให้เลือกหลายระยะทาง หลายระดับความยากง่าย และเต็มไปด้วยระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ตั้งแต่รูทยอดนิยมอย่างเส้นน้ำตก เส้นบ้านไม้ (อดีตจุดซิปไลน์) ไปจนถึงเส้นทางระยะไกล 21 – 22 กิโลเมตร ที่ขึ้นจากฝั่งมาบจันทน์และมาลงที่ฝั่งยายดา
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเส้นทางเทรลเกือบ 20 เส้นบนเขายายดาที่ค่อยๆ ได้รับการบุกเบิกขึ้นด้วยสองมือ สองเท้า และหนึ่งหัวใจของ ลุงเหวย – ธนพล พรหมจินดา อดีตผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์และโรคหัวใจ และเคยอยู่ในจุดที่แทบพาตัวเองไปไหนไม่ได้
สำหรับลุงเหวยเขายายดาไม่ได้เป็นเพียงภูเขาที่เหมาะสำหรับออกกำลังกาย แต่ยังเป็นหลักฐานของการไม่ยอมแพ้ การลุกขึ้นสู้ และเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของลุงเหวยไปตลอดกาล
ปัจจุบันลุงเหวยเป็นนักวิ่งเทรลเต็มตัว และไม่ว่าใครที่สนใจจะมาเดินเทรลบนเขายายดา ชื่อของลุงเหวยจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ถูกคนระยองแนะนำ ในฐานะผู้นำทางผู้รู้จักภูเขาลูกนี้ดีที่สุด และเป็นตำนานที่มีชีวิตของเขายายดา
เมื่อการเดินเทรลช่วยเยียวยา
หกโมงเช้าในหน้าหนาว บริเวณเชิงเขายายดายังคงมืดสลัว แต่ท้องฟ้าก็เริ่มมีแสงเรื่อๆ ของพระอาทิตย์ฉายขึ้นมาตามแนวสันเขา ทำให้พอมองเห็นรูปทรงของภูเขาที่ไม่สูงนัก และเนินเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ สุมทุ่มพุ่มไม้เบียดเสียดกันแน่น เงาดำของป่าที่ซ้อนทับกันในยามเช้า บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย
น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เช้าวันอังคารซึ่งเป็นวันทำงาน ที่จอดรถบริเวณเชิงเขายายดายังมีรถจอดเรียงอยู่สี่ห้าคัน และหากมองขึ้นไปตามทางเดิน เราก็จะเห็นเงาคนหลายคนกำลังไต่ระดับขึ้นเขาอย่างเงียบๆ ภาพตรงหน้าทำให้การเดินขึ้นเขาเช้าวันนี้ไม่น่าจะเงียบเหงา และย้ำชัดว่าเขายายดาไม่ได้เป็นเพียงภูเขา แต่เป็นพื้นที่ออกกำลังกายที่คนระยองผูกพันและใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ
เรามาถึงตามเวลานัด และลุงเหวยเองก็มาถึงแล้วเช่นกัน ครั้งแรกที่ได้เห็น ลุงเหวยไม่ได้แตกต่างจากภาพที่จินตนาการไว้มากนัก ร่างเล็ก ผอมเพรียว แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าความเพรียวนั้นอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่ผ่านการใช้งานมาอย่างสม่ำเสมอ ความทะมัดทะแมงที่ฉายออกมา ทำให้ลุงเหวยดูอ่อนกว่าวัย และแข็งแรงกว่าคนอายุ 65 ปีทั่วไปอย่างชัดเจน

ระหว่างรอสมาชิกในกลุ่มมาครบ ลุงเหวยเล่าว่าแกไม่ได้เป็นคนแถวเขายายดามาแต่เดิม แต่เพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อราวสิบปีก่อน และการมาอยู่ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตบทใหม่ของแก
ลุงเหวยเล่าถึงอดีตของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ปนหัวเราะแห้งๆ ว่า “เมื่อก่อนเหล้าก็ยังไม่เลิกกิน บุหรี่ก็สูบ ทีแรกเลยเป็นอัมพฤกษ์ก่อน ครึ่งซีกเลย ซีกขวาเนี่ย แล้วพอเกือบหายดี ก็มาเจอเส้นเลือดหัวใจตันอีกสองเส้น คนเขาบอกว่า ลุงตายกันหมดแล้ว พอหายขึ้นมาก็เหมือนคนติดเตียง เดินไม่ได้”
แต่หลังย้ายมาอยู่ใกล้เขายายดา แรงฮึดเดียวที่ลุงเหวยมีในตอนนั้นคือความอยากมีแรงและอยากเดินได้อีกครั้ง แกจึงเริ่มต้นฟื้นฟูร่างกายด้วยการเดินออกกำลังกายอย่างช้าๆ
“รู้สึกว่าออกกำลังกายแล้วร่างกายมันดีขึ้น ก็เลยเริ่มเดิน เริ่มจากเดินรอบบ่อน้ำ รอบหนึ่งหยุดตั้งสิบครั้งได้ แล้วค่อยขยับจากรอบบ่อน้ำมาเดินขึ้นเขายายดา ครั้งแรกที่เดินขึ้นได้แค่ 900 เมตร ก็ไม่ไหวแล้ว” ลุงเหวยเล่า
จากนั้นจาก 900 เมตร ระยะทางก็ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร พร้อมกับร่างกายที่ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาอย่างช้าๆ จนในที่สุด ลุงเหวยสามารถวิ่งขึ้นจุดสูงสุดของเขายายดาได้ภายในเวลา 53 นาที และลงแข่งวิ่งเทรลระยะ 25 กิโลเมตรของเขายายดา โดยเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 11 ยิ่งไปกว่านั้น ระยะฝึกซ้อมประจำของแกยังเคยขยับไปถึง 40 กิโลเมตร สุขภาพที่เคยอยู่คนละฝั่งกับคำว่าแข็งแรงก็กลับพลิกฟื้นขึ้นมาราวปาฏิหารย์

สำหรับลุงเหวยแล้ว เขายายดาจึงไม่ใช่แค่ภูเขา แต่คือบ้านที่คลุกคลี และคือ ‘ผู้ชุบชีวิต’ ที่พาให้แกกลับมายืน เดิน และวิ่งได้อีกครั้ง
และทั้งหมดนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น เขายายดายังได้เปลี่ยนชีวิตของลุงเหวยไปตลอดกาล
เส้นทางเขายายดา
คุยกันได้สักพัก สมาชิกในกลุ่มก็มาครบพอดีกับจังหวะที่ฟ้าเริ่มสว่าง พวกเราจึงได้ฤกษ์ออกเดิน เส้นทางเริ่มต้นด้วยทางลาดยางสบายๆ ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับความชันขึ้นทีละน้อย ระหว่างทาง ลุงเหวยหยุดชี้ให้ดูต้นไม้ ใบหญ้า และรายละเอียดเล็กๆ ในป่าที่หลายคนอาจเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต พร้อมเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเขายายดาเคยเป็นพื้นที่สัมปทานปลูกยางพารา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้ามาดูแลและยกเลิกสัมปทานไป ปัจจุบัน พื้นป่าของเขายายดาจึงยังคงมีพันธุ์ไม้ป่าพื้นถิ่นของภาคตะวันออกอยู่อย่างหลากหลาย ขณะเดียวกัน บางโซนก็ได้รับการฟื้นฟูเพิ่มเติมจากชุมชนโดยรอบ ที่เข้ามาช่วยกันปลูกป่าและดูแลพื้นที่ร่วมกัน

นอกจากความหลากหลายของพืชพรรณแล้ว ลุงเหวยยังเล่าให้ฟังถึงสัตว์ป่าที่ตนเคยพบเห็นระหว่างการเดินเทรล ไม่ว่าจะเป็นนกหลายชนิด ไก่ป่า ร่องรอยของกระจงที่แม้ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ งูจงอาง เรื่อยไปจนถึงหมีที่เคยพบเมื่อหลายปีก่อน
เดินมาได้ราวกิโลกว่าๆ เราก็มาถึงทางแยกเข้าสู่เส้นทางเทรล ซึ่งเป็นรูทไปยังน้ำตกเขายายดาอันโด่งดัง พวกเราจึงเลือกเลี้ยวเข้าสู่เส้นเทรลอย่างไม่ลังเล ให้สมกับที่วันนี้มากับลุงเหวย
ช่วงแรกของการเดินยังไม่ยากนัก เส้นทางพาเราผ่านบ้านของชาวบ้าน และสวนยางพาราที่ผสมผสานกับไม้ผลหลายชนิด ซึ่งลุงเหวยบอกว่าสามารถเก็บกินได้ตามฤดูกาล ความร่มครึ้มของต้นไม้สองข้างทางทำให้อากาศในเส้นเทรลเย็นกว่าด้านนอกมาก

ระหว่างเดิน ลุงเหวยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินเทรลในเขายายดาของเขา ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราวหกถึงเจ็ดปีก่อน จากการแข่งขันวิ่งเทรลรายการหนึ่งที่จัดขึ้น
“ตอนนั้นไม่ได้หวังผลการแข่งขัน แค่อยากทดสอบร่างกายตัวเอง” ลุงเหวยบอก “มันทำให้รู้สึกภูมิใจ ที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวเองได้”
หลังจากนั้น ลุงเหวยก็ผันตัวจากนักวิ่งเทรล มาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ช่วยสำรวจและบุกเบิกเส้นทางเทรลใหม่ๆ ร่วมกับเพื่อนอีก 4 – 5 คน เหตุผลที่แกหลงรักเส้นทางเทรลนั้นเรียบง่ายแต่ชัดเจน ซึ่งนั่นคือ “การได้สัมผัสธรรมชาติตัวจริง” ซึ่งเป็นประโยคที่พวกเราเห็นด้วยอย่างไม่ต้องคิดนาน
เมื่อพ้นแนวสวนยาง สมาชิกของกลุ่มเราก็เพิ่มขึ้นอีก 1 ตัว นั่นคือ ‘เจ้าเก้ง’ สุนัขไทยพันธุ์ของบ้านชาวบ้านที่อาสาร่วมทางไปด้วยกัน เส้นทางเริ่มเลียบไปตามลำธารของน้ำตก

และความท้าทายก็เริ่มขึ้น เราต้องใช้สกิลปีนป่ายไปตามโขดหินมากขึ้น พร้อมๆ กับเสียงน้ำที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราใจเต้นด้วยความคาดหวัง เพราะก่อนหน้านี้ลุงเหวยเกริ่นไว้ว่า “พ้นหน้าฝนมาสักพัก น้ำตกอาจจะแห้งไปแล้ว” แต่ดูเหมือนพวกเราจะพกความโชคดีมาด้วย เพราะตลอดเส้นทางข้ามลำธารนี้ยังมีน้ำไหลให้เห็นเป็นระยะ ราวกับเขายายดาต้อนรับการมาเยือนของเราอย่างใจดี
ความสนุกของการเดินเทรล คือ การบุกเบิก
และแล้วความสนุกปนทุลักทุเลก็เริ่มขึ้น และยาวนานต่อกันไปอีกพักใหญ่ ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมาเราเดินฝ่าเถาวัลย์ ลุยน้ำ ข้ามก้อนหินก้อนเล็กสลับก้อนใหญ่ ไต่เชือกปีนผาหิน จนในที่สุดก็มาพบกับผาน้ำตกชั้นที่เป็นไฮไลท์ของน้ำตกเขายายดา ภาพที่เราเห็นคือ ผาน้ำตกสูงชันเกือบ 90 องศา สายน้ำใสไหลตกลงสู่แอ่งตรงกลางที่ขนาดพอเหมาะ ซึ่งหากเราเข้าใกล้มากพอคงได้สัมผัสละอองน้ำเย็นๆ ที่กระเด็นมากระทบผิว และสิ่งที่ช่วยเติมเต็มภาพให้สวยงามยิ่งขึ้น คือต้นยางนาสามต้นที่ยืนต้นเด่นอยู่ด้านบนของผา ยามใบไม้สะท้อนแสงแดดราวแปดโมงเช้า จนเปล่งประกายเป็นสีทอง
ถึงแม้น้ำในช่วงที่เรามาจะน้อยแต่น้ำตกเขายายดาก็ยังคงตระการตา สง่างามไม่แพ้น้ำตกไหนๆ ในระยอง และคุ้มค่ากับการเดินฝ่าป่ามาเกือบสี่กิโลเมตร ที่จุดนี้เราได้นั่งพัก ซึ่งลุงเหวยเล่าต่อว่า สำหรับแกความสนุกของการเดินเทรล เริ่มตั้งแต่การบุกเบิกเส้นทาง
ปัจจุบันลุงเหวยรู้จักเส้นทางเดินเทรลทุกเส้นในเขายายดา ตั้งแต่เส้นที่ง่ายที่สุดไปจนถึงเส้นที่โหดที่สุด “เส้นที่เราเดินกันวันนี้ความโหดอยู่ที่ระดับ 5 – 6 เต็ม 10” ลุงเหวยว่า
เราเลยถามต่อว่าแล้วตอนนี้ในเขายายดามีเส้นทางเทรลที่ลุงเหวยบุกเบิกกี่เส้น
“น่าจะได้ซักเกือบ 20 เส้น” ลุงเหวยตอบเนิบๆ ในขณะที่พวกเราตาโต ก่อนที่จะเสริมว่าเส้นทาง 25 กิโลเมตร ที่วิ่งอ้อมเขาทั้งลูกเป็นเส้นทางที่ตนชื่นชอบเป็นพิเศษ

หลังจากพักจนหายเหนื่อย ลุงเหวยก็นำเดินต่อ และตั้งแต่วินาทีนั้น ทริปนี้ก็ยกระดับความน่าจดจำขึ้นไปอีกขั้น เพราะเพียงไม่กี่ก้าวจากผาน้ำตก ลุงเหวยก็พบว่า เส้นทางปกติที่ควรจะเดินได้ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางอยู่ แกจึงตัดสินใจบุกเบิกเส้นทางใหม่ตรงนั้นทันที
เส้นทางเฉพาะหน้าพาเราไต่ขึ้นเนินดินสลับโขดหินโดยไม่มีเชือกช่วยยึด ก่อนจะไปเจอทางตันที่ดงไม้เลื้อยสานกันแน่นจนแทบมองไม่เห็นช่องให้มุดผ่าน
ในขณะที่ลุงเหวยใช้มือเปล่าแหวกไม้เลื้อยเหล่านั้นอย่างใจเย็น พวกเราที่เหลือได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านหลัง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนเราเริ่มถอดใจและบอกลุงเหวยว่า หากไปต่อไม่ได้จริง ๆ เรายอมเดินย้อนกลับและจบทริปเพียงเท่านี้ก็ได้แต่ลุงเหวยยังไม่ถอย สมกับเป็นคนที่เคยฟื้นฟูร่างกายจากจุดที่แทบเดินไม่ได้ กลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้อีกครั้ง

สุดท้าย ลุงเหวยก็ใช้เพียงสองมือและประสบการณ์ สร้างทางใหม่พาพวกเราที่แทบไร้ประโยชน์ในสถานการณ์นั้น กลับเข้าสู่เส้นทางหลักที่ควรจะเดินได้สำเร็จ
ช่วงเวลานี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของทริปยิ่งกว่าผาน้ำตกที่เพิ่งนั่งชมไปก่อนหน้า เพราะมันทำให้เราได้สัมผัสความสนุกของการบุกเบิกเส้นทางเทรลตามที่ลงเหวยบอกอย่างไม่คาดฝัน
อยากถูกจดจำในฐานะ ‘ตำนาน’
สำหรับช่วงสุดท้ายของการเดินเทรลก่อนกลับเข้าสู่ทางลาดยาง เป็นทางดินชันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเราต้องขอลุงเหวยพักเป็นระยะ ในช่วงเวลาพักหัวข้อที่เราได้คุยกับลุงเหวย คือแล้วตอนไหนที่บทบาทของลุงเหวยเปลี่ยนจากผู้บุกเบิกเส้นทางเทรลในเขายายดามาเป็นนักนำทางอย่างทุกวันนี้ ลุงเหวยนึกย้อนอยู่พักใหญ่ก่อนบอกว่า
มันเริ่มมาจาก แกได้มีโอกาสนำทางให้นักวิ่งเทรลระดับ 100 กิโลเมตร ที่มาฝึกวิ่งเทรลในเขายายดา และจากการก็มีรายการโทรทัศน์ลุยไม่รู้โรยมาถ่ายทำ ก่อนจะตามมาด้วยการเกิดเพจเฟซบุ๊ก สนามวิ่งเทรลเขายายดา ที่น้องๆ รุ่นบุกเบิกเส้นทางกับแกสร้างขึ้น

นับจากตรงนั้นก็เกิดปรากฎการณ์ที่ว่า ไม่ว่าใครจะมาเดินหรือวิ่งเทรลที่เขายายดา ลุงเหวยจะเป็นชื่อๆ แรกๆ ที่ถูกแนะนำ ลุงเหวยบอกว่า เขายายดาเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วง 5 ปี หลังโควิด ที่จำนวนผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จากป่ารกที่มีแค่คนบริเวณใกล้เคียงมาออกกำลังกาย ปัจจุบันเขายายดากลายเป็นสถานที่ยอดนิยมที่มีคนมาเดินหรือวิ่งจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และช่วงหน้าฝนที่มีน้ำตก
“ช่วงหน้าฝนที่ผ่านมาลุงนำคนเดินเทรลสูงสุด 5 รอบ มีคนมาเดินทุกวัน ไม่มีวันไหนว่างเลยตลอด 2 – 3 เดือน” ลุงเหวยเล่าปนภูมิใจ
การเพิ่มขึ้นของผู้คนทำให้มีกิจกรรมและงานแข่งขันวิ่งเทรลเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งตรงนี้มีส่วนทำให้ชาวบ้านรอบๆ เขายายดา มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการมาตั้งร้านขายของ ที่ลุงเหวยบอกว่าในช่วงสุดสัปดาห์เหมือนมีตลาดนัดหย่อมๆ และก็เป็นลุงเหวยอีกเช่นกันที่เป็นคนแรกที่ริเริ่มเอาของมาขาย โดยแกเอาน้ำส้มที่ลูกสาวทำมาจอดรถขายบริเวณตีนเขา ก่อนจะมีร้านค้าอื่นๆ เปิดตามมา
ทุกวันนี้หากวันไหนไม่มีคนจ้างวานให้นำทาง ลุงเหวยก็จะเดินขึ้นเขายายดาคนเดียว โดยจอดรถขายน้ำส้มของแกไว้ข้างล่างพร้อมป้าย QR Code สำหรับจ่ายเงิน และปล่อยให้ลูกค้าบริการตัวเอง
บางวันลุงเหวยเลือกวิ่งเส้นลาดยาง บางวันวิ่งเข้าทางเทรล แต่ส่วนใหญ่ลุงเหวยมักเลือกเส้นทางเทรลเนื่องจากคนน้อยและสงบกว่า
“ต้องเดินทุกวัน เพราะหากหยุด 4 – 5 วัน จะรู้สึกเหมือนป่วยอีกครั้ง” ลุงเหวยว่า

นอกจากนั้นในฐานะที่เคยเป็นคนป่วยมาก่อน เขาเลยมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยเหมือนกันมาเดินออกกำลังกายโดยเฉพาะเดินเทรล ซึ่งหลายคนที่ลุงเหวยแนะนำก็มีสุขภาพดีขึ้นและแข็งแรงขึ้นจริง
พักจนพอหายหอบเราก็เดินต่อ จนในที่สุดพวกเราก็กลับเข้าสู่ทางลาดยางสำเร็จ เหลืออีกเพียง 3 กิโลเมตร เราก็จะกลับลงสู่จุดเริ่มต้นที่ตีนเขาได้ ระหว่างเดินลงเขาตามทางลาดยาง เราเจอเพื่อนรวมทางมากขึ้น และหลายคนในนั้นล้วนทักทายลุงเหวยอย่างสนิทสนม บางคนเป็นเจ้าประจำที่ลุงเหวยลุ้นหน้าคุ้นตากันดี บางคนก็เป็นมือใหม่ที่เพิ่งมาเริ่มเดิน แต่เคยได้ยินชื่อลุงเหวยมาบ้าง และเมื่อได้เจอกับลุงเหวยก็เป็นอันต้องขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ เพื่อให้แกนำทางเดินเทรลในครั้งต่อไป
แม้จะเหนื่อยและผ่านการเดินมากว่า 7 กิโลเมตร แต่ลุงเหวยก็ยังยิ้มแย้มทักทายทุกคนไปตลอดทาง เห็นได้ชัดว่าลุงเหวยรู้สึกดีใจและมีความสุขอย่างแท้จริงทุกครั้งเมื่อมีคนมาหาและขอคำแนะนำในการเดินเทรล
วันนี้ ในวัย 65 ปี ลุงเหวยยังคงหวังว่าจะสามารถขึ้นเขายายดาได้ต่อไป ได้นำทางผู้คนไปเรื่อย ๆ อย่างที่ทำมาตลอด
และหากวันหนึ่งจะมีใครจดจำชื่อของเขาไว้ ลุงเหวยก็อยากถูกจดจำ ในฐานะ ‘ตำนาน’ ที่เกิดจากหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ แม้ร่างกายแทบขยับไม่ได้ และขอกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้นักวิ่งเทรลอีกหลายคนเห็นว่า
“ถ้าเขาทำได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน”


