ที่ผ่านมาในอดีต เรารู้จักใครบ้างในฐานะ นายก อบจ. ของบ้านเรา?
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของชาวภาคตะวันออก รวมไปถึงภูมิภาคอื่นๆ จากการที่ในวันนี้ ถูกกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สเตตัสของ ‘บ้านใหญ่’ ในภาคตะวันออก นั้น ถือว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูง จากการที่ทุกจังหวัดมีตระกูลทางการเมืองที่ถือครองทรัพยากรและตำแหน่งแห่งที่ในการเมืองท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องการผูกขาดตำแหน่งทางการเมืองได้ แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง
ชวนทุกคนไปสำรวจว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น กลุ่มก้อนการเมืองใด ได้ถือครอง ‘เก้าอี้’ ของ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกบ้างไปด้วยกัน
การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ผ่านมา
หากย้อนหลังไป 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มาแล้วทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน (ไม่นับรวมการเลือกตั้งซ่อม จากการลาออก หรือเหตุสุดวิสัยทางการเมืองอื่นๆ) ซึ่งการเลือกตั้งที่กล่าวมานั้น จะเป็นการเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหารตามลำดับ
ทั้งนี้ เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในปี พ.ศ.2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้เกิด การงดเว้นการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งในต่างจังหวัดและในกรุงเทพมหานคร โดยในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 85/2557 ได้กำหนดว่า “ในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดำรงตำแหน่งครบวาระหรือพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ ให้งดการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นไปก่อน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง…”
ประกาศดังกล่าวทำให้ผู้ครองเก้าอี้นายกอบจ. มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ได้ครองตำแหน่งนานถึง 8 ปี สิ่งนี้อาจแสดงให้เห็นถึงความพยายามควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากในขณะนั้นมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระในช่วงเวลานั้น 255 แห่ง (พ.ศ.2557) ซึ่งต้องจัดการเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้น จะทำให้นักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นฐานเสียงของนักการเมืองระดับชาติสามารถเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจได้กลับเข้าไปเป็นผู้บริหาร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งส่งผลต่อการจัดการโครงสร้างอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ ก่อนที่ในปี พ.ศ.2563 จะกลับมามีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง

20 ปี ที่ผ่านมา ใครครองเก้าอี้ นายก อบจ. ในภาคตะวันออกบ้าง?
ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นการรวบรวมสถิติการชนะการเลือกตั้งของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใน 8 จังหวัดของภาคตะวันออก ประกอบไปด้วย จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครนายก ซึ่งสามารถจำแนกเป็นรายจังหวัดได้ ดังนี้;
ปราจีนบุรี
-
นางบังอร วิลาวัลย์ 2547-2563
น้องสาวของนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้ครองเก้าอี้ นายก อบจ.ปราจีนบุรี มากว่า 4 สมัย และเป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ.2555 ปปช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้แถลงข่าวว่า ในขณะที่นางบังอร ปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ. นั้น ได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างของ อบจ.ปราจีนบุรี 15 โครงการ เมื่อปี พ.ศ.2555 วงเงิน 52,522,000 บาท โดยพบว่ามีการฮั้วประมูลเรียกรับเงิน 8-9% ของโครงการ และกีดกันขัดขวางบริษัทอื่นที่ไม่ได้ตกลงจะฮั้วประมูลไม่ให้เข้าซื้อเอกสารประกวดราคา
ป.ป.ช.มีมติว่าการกระทำของนางบังอรมีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีมูลความผิดฐานปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 79 ก่อนที่ในเวลาต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จะมีคำพิพากษายกฟ้อง นางบังอร วิลาวัลย์ อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี กับพวกรวม 21 คน ดังกล่าว
-
นายสุนทร วิลาวัลย์ 2563-2567
หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า ‘โกทร’ นักการเมืองที่เปรียบเสมือนหัวเรือของ ‘วิลาวัลย์’ ตระกูลนักการเมืองท้องถิ่นแห่งจังหวัดปราจีนบุรี ผู้เป็นบิดาของนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ที่ผ่านมาชื่อของ ‘สุนทร’ ไปปรากฎอยู่ในข่าวใหญ่ จากกรณีที่มีการบุกยิงสังหาร ‘สจ.โต้ง’ ชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ ผู้เป็นบุตรบุญธรรม อย่างอุกอาจภายในบ้านพักของนายสุนทรเอง ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าชนวนเหตุดังกล่าว มีที่มาจากการที่ สจ.โต้ง พยายามผลักดันให้ภรรยาของตนลงสมัคร นายก อบจ. หลังจากที่นายสุนทร จะตัดสินใจวางมือ
ฉะเชิงเทรา
-
กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ 2547-2567
อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.บางแก้ว อ.เมืองฉะเชิงเทรา ก้าวสู่การเมืองท้องถิ่นด้วยการเป็น ส.อบจ.ฉะเชิงเทรา ต่อมา ในปี 2547 ก็ได้รับชัยชนะในการลงสมัคร นายก อบจ. สมัยแรก
ตระกูลเป้าเปี่ยมทรัพย์ นั้น ถือเป็นตระกูลทางการเมืองหน้าใหม่ในพื้นที่ เพราะแต่เดิมนั้น ตระกูลที่มีอิทธิพลและเป็นที่รู้จักนั้นคือ ‘ฉายแสง’ นำโดยหัวเรือใหญ่อย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง และตระกูล ‘ตันเจริญ’ ของนายสุชาติ บิดาของพิธีกรดังอย่าง ‘มดดำ’ แต่เนื่องจากการที่นายกิตติ มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นในหลายอำเภอ และจากความยาวนานในการดำรงตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองขึ้น
โดยสรุป กิตติ สร้างฐานคะแนนทางการเมืองในพื้นที่ จากการเป็นพันธมิตรกับ “สุชาติ ตันเจริญ” บ้านใหญ่พนมสารคาม และ “จินดา มะลิผล” พี่สาวสุชาติ (ภรรยา รส มะลิผล อดีต ส.ส.แปดริ้ว) ซึ่งเป็นบ้านใหญ่สนามชัยเขต แม้ว่าในช่วงหลัง ตระกูลเป้าเปี่ยมทรัพย์จะมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเลือกเดินคนละเส้นทางกับตระกูลตันเจริญแล้วก็ตาม
ชลบุรี
-
ภิญโญ ตั๊นวิเศษ 2547-2551
ภิญโญ ตั๊นวิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มาตั้งแต่ปี 2540 อีกทั้งยังดำรงตำแหน่ง ‘นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย’ ตั้งแต่ปี 2545 – 2547
ภิญโญ เสียชีวิตไปเมื่อปี 2564 จากอาการหมดสติกระทันหัน ในขณะที่ก่อนหน้านั้น ถูกทาบทามให้ลงสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย
-
วิทยา คุณปลื้ม 2551-2567
‘บ้านใหญ่’ แห่งจังหวัดชลบุรีอย่างตระกูล ‘คุณปลื้ม’ ตระกูลที่ส่งบุคลากรในครอบครัวไปดำรงตำแหน่งในการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดชลบุรี และยังถือครองอำนาจได้มาจนถึงปัจจุบัน
วิทยา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี 5 สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปี พ.ศ. 2549 และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นต้น
ต่อมาจึงได้หันเหมาทำงานการเมืองท้องถิ่น โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปี 2551 และได้รับเลือกตั้งในครั้งนั้นเป็นสมัยแรก ต่อมาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2555 และในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปี 2563 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ชลบุรี อีกสมัย
ระยอง
-
พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร กฤษณะราช 2547-2549
พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร เคยเป็น ส.ส. 3 สมัย ต่อมา ได้ลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ซึ่งชนะในครั้งแรก แต่ถูกตัดสิทธิ์ และเมื่อหันไปทำงานการเมืองภาพใหญ่กับพรรคไทยรักไทยก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้น หลังจากนั้นจึงวางมือจากวงการการเมือง
-
สิน กุมภะ 2549-2550
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง 5 สมัยและอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง อีกทั้งเป็นอดีตผู้ประสานงานพรรคไทยรักษาชาติ
หลังการรัฐประหารในปี 2549 สิน จึงหันไปทำงานการเมืองท้องถิ่น โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 แทน พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร กฤษณะราช ที่ลาออกจากตำแหน่ง แต่ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียง 5 เดือน ก่อนจะถูกใบเหลืองจากการฟ้องร้องเรื่องระเบียบการเลือกตั้ง และมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2550 แต่ก็แพ้ให้กับ ปิยะ ปิตุเตชะ
-
ปิยะ ปิตุเตชะ 2550-2567
หรือในอีกชื่อคือ ‘อาช้าง’ แห่งนครระยองที่เกือบทุกคนรู้จัก จากบ้านใหญ่ ตระกูล ‘ปิตุเตชะ’ ตระกูลที่เป็นที่เลื่องลือมาตั้งแต่รุ่นพ่ออย่าง ‘กำนันสาคร ปิตุเตชะ’
ปิยะ เริ่มเป็น ส.ส.ระยอง สมัยแรกในปี 2538 ในนามพรรคชาติพัฒนา ในปี 2544 ปิยะ ย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ระยอง เขต 3
ปี 2548 ปิยะ เบนเข็มไปสนามท้องถิ่น ซึ่งคาดหวังในตำแหน่ง นายก อบจ.ระยอง ก่อนที่ การเลือกตั้ง นายก อบจ.ระยอง ในปี 2550 จากประเด็น สิน กุมภะ ถูกใบเหลืองจากการฟ้องร้องเรื่องระเบียบการเลือกตั้ง ทำให้ปิยะได้รับชัยชนะ และครองตำแหน่งนายก อบจ. มากว่า 4 สมัย
จันทบุรี
-
ธนภณ กิจกาญจน์ 2547-2567
‘นายกโจ้’ ธนภณ กิจกาญจน์ เติบโตมาจากตระกูลนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่ง ฤทธี กิจกาญน์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าใหม่ บิดาของนายกโจ้ ก็เป็นผู้มากบารมีที่ชาว อ.ท่าใหม่ ให้ความเคารพนับถือ และปัจจุบัน ‘ตระกูลกิจกาญจน์’ ก็ครองตำแหน่งนายกเทศบาลเมืองท่าใหม่
ธนภณ ลงสู่สนามเลือกท้องถิ่น เป็น ส.อบจ.จันทบุรี เขต อ.ท่าใหม่ หลังจากนั้น เขาได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายก อบจ.จันทบุรี ด้วยการโหวตจากเพื่อน ส.จ. ก่อนที่จะมีการแก้ ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง
ตราด
-
วิเชียร ทรัพย์เจริญ 2547-2567
วิเชียร เป็นนายก อบจ.ตราด มากว่า 5 สมัย เป็นหัวหน้ากลุ่ม ‘ลูกเมืองตราด’ มีคู่แข่งคนสำคัญคือ กลุ่มของนายธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.ตราด หลายสมัย ซึ่งสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ดีในระดับท้องถิ่น วิเชียร ได้รับชัยชนะมาโดยตลอด ส่วนงานการเมืองระดับชาติกลุ่ม ‘ลูกเมืองตราด’ เปิดตัวสนับสนุนพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย จนกระทั่งพรรคไทยรักษาชาติ ต่อมาเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ และเคยเชิญนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ไปจัดเสวนาเรื่องอนาคตประมงที่ จ.ตราด ด้วย
สระแก้ว
-
ทรงยศ เทียนทอง 2547-2563
นายทรงยศ เทียนทอง เป็นบุตรชายคนโตของนายวิทยา เทียนทอง น้องชายนายเสนาะ เทียนทอง อีกทั้งยังเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ติดต่อกัน 4 สมัย และครั้งล่าสุดที่มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ได้สละสิทธิไม่ลงรับสมัคร
ทั้งนี้ ทรงยศ ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเมื่อปี 2565 จากการถูกเฉี่ยวชนโดยรถยนต์ขณะข้ามถนนที่จังหวัดสระแก้ว
-
ขวัญเรือน เทียนทอง 2563-2566
ขวัญเรือน เคยดำรงตำแหน่งเป็นกำนันตำบลวัฒนานคร ในปี พ.ศ. 2535 ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสระแก้ว ในปี พ.ศ. 2549 และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ในช่วง พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 ก่อนที่จะลาออกในเวลาต่อมาเพื่อลงสู่การเมืองสนามใหญ่
ต่อมา ขวัญเรือน ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ
-
ฐานิสร์ เทียนทอง 2566-ปัจจุบัน
ฐานิสร์ เทียนทอง เป็นนักธุรกิจจากตระกูลบ้านใหญ่ในจังหวัดสระแก้ว เคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้วระหว่างปี 2538-2539 จากนั้นจึงได้เข้ามาทำงานการเมือง โดยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว ในสังกัดพรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาราชตามลำดับ
ต่อมาในปี 2554 ได้ย้ายไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย พร้อมกับ ตรีนุช เทียนทอง สรวงศ์ เทียนทอง และสมาชิกพรรคประชาราชอีกจำนวนหนึ่ง
ในปี 2561 ฐานิสร์ได้ย้ายมาร่วมงานกับ พรรคพลังประชารัฐ และปี 2566 ชนะเลือกตั้งได้รับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว
นครนายก
-
นรเศรษฐ์ เอี่ยมอาจหาญ 2547-2551
ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.นครนายก 1 สมัย จากการสืบค้น พบว่ามีการกล่าวถึง นรเศรษฐ์ ในฐานะ นายก อบจ.นครนายก น้อยมาก พบเพียงแต่การกล่าวถึงในข่าวบุกยิงถล่มรถยนต์ นายก อบต.บางสมบูรณ์ จ.นครนายก เท่านั้น
โดยในเนื้อหาที่มีการกล่าวถึง ได้ระบุไว้ว่า นายสุรเดช โท้ประยูร พ่อนายก อบต.บางสมบูรณ์ บอกว่า “ตั้งแต่เล่นการเมืองมา ตนก็อยู่กับท่านนรเศรษฐ์ เอี่ยมอาจหาญ อดีตนายก อบจ.นครนายก ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริต ไม่มีการคอร์รัปชันหรือเรื่องผิดกฎหมายเลย ซึ่งเหตุการณ์ก็ไม่ได้โทษอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ตนบอกว่าเรามีเพียงแค่ฝ่ายการเมืองแค่คนละฝ่ายเท่านั้น”
-
สัญญา บุญ-หลง 2551-2563
ทายาทนัการเมืองสาย ‘ราชครู’ บุตรชายของ ‘เดช บุญ-หลง’ นักธุรกิจสายการเมือง ผู้มีสัมพันธ์อันดีกับ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร บ้านใหญ่สระบุรี
หลังการเสียชีวิตของ เดช บุญ-หลง ผู้เป็นพ่อ สัญญา ได้สานต่องานการเมืองในพื้นที่จังหวัดนครนายก และได้รับเลือกเป็น นายก อบจ.นครนายกกว่า 3 สมัย ก่อนที่ในปี 2563 สัญญา เลือกที่จะลงสมัคร นายก อบจ.สระบุรี และดำรงตำแหน่งเป็น นายก อบจ.สระบุรี จนถึงปี พ.ศ.2567
-
จักรพันธ์ จินตนาพากานนท์ 2563-2567
‘เสี่ยจิม’ จักรพันธ์ จินตนาพากานนท์ ครองตำแหน่ง นายก อบจ.มาแล้ว 1 สมัย ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ลงสมัครภายใต้ ‘พรรคประชาชน’
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 สัญญา บุญ-หลง อดีตนายก อบจ.นครนายก 2 สมัย ได้ย้ายไปสมัคร นายก อบจ.สระบุรี ทำให้ จักรพันธ์ อดีตเลขานุการนายก อบจ.นครนายก ในสมัยนั้น ตัดสินใจลงสนามในนามผู้สมัครอิสระ
จักกรพันธ์ เป็นหลานชายฝั่งมารดา ของ ‘เสี่ยอ๋า’ วุฒิชัย กิติธเนศวร อดีต ส.ส.นครนายก กว่า 5 สมัย ซึ่งตระกูลกิติธเนศวร ก็ถูกขนานนามว่าเป็น ‘บ้านใหญ่’ แห่งนครนายก


