/

หลังบ้าน EEC : ไปต่อหรือพอแค่นี้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ สรุปเสวนา ‘ถอดบทเรียน EEC’ อนาคตทิศทางเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย

คุณคิดว่า EEC ให้ประโยชน์อะไรกับคุณบ้าง?

นี่อาจเป็นคำถามที่คนตะวันออกหลายคนเฝ้าถามมาเป็นเวลามากกว่า 6 ปี

เป็นเวลา 6 ปี แล้วนับตั้งแต่มี ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก’ และมีการออก ‘พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561’ หรือ ‘พรบ. EEC’ ที่เรารู้จักกัน ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นนโยบายการพัฒนาที่ต่อยอด ‘ความสำเร็จ’ มาจาก Eastern Seaboard และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ 

จากข้อมูลโดยกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch Thai) ได้ระบุถึงพื้นที่ปัญหา ได้แก่ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 การถมทะเลสร้างท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา Terminal 3  ศูนย์ซ่อมบำรุงสนามบินอู่ตะเภา โครงการสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งในบรรดาโครงการทั้งหลาย มีทั้งที่เริ่มดำเนินโครงการไปแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และโครงการที่ดูท่าจะล้มเหลวตั้งแต่ต้น 

แต่ที่เหนืออื่นใดคือ ไม่ว่าโครงการจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและส่งผลทันทีคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นซึ่งประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) เป็นผู้แบกรับ 

Land Watch,  EEC Watch ร่วมกับ Enlaw, Thai PBS และ Epigramจัดเวทีเสวนาฟังเสียงประเทศไทย ‘ถอดบทเรียน EEC’ อนาคตทิศทางเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย 

ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ เพื่อถอดบทเรียน พรบ. EEC สรุปข้อค้นพบและบทเรียนที่ได้จากการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC ร่วมถึงเสนอฉากทัศน์ความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) อย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมเพื่อจะเป็นกำลังสำคัญที่คอยขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตต่อไป 

และเราสรุปมาให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจไปด้วยกัน

ถ้าจะถามว่าความผิดปกติของ ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC’ เริ่มจากตรงไหน ดร. สมนึก จงมีวศิน จาก EEC Watch ให้ความเห็นว่า ผิดมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ลอกเลียนมาจากแนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต ที่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าล้มเหลว จนเกิดมาเป็นแนวคิดเรื่องระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในราวปี พ.ศ.2560

ตามมาด้วยการออกคำสั่ง 47/2560 ของคสช. ซึ่งเป็นคำสั่งให้ยกเว้นผังเมืองที่ใช้อยู่เดิมชั่วคร่าว จนกระทั่งมีการแปลงคำสั่งคสช. ให้กลายเป็น ‘พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ พรบ EEC’ ในปี  2561 ตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ  EEC ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา กินพื้นที่กว่า 8.29 ล้านไร่ 

ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ  เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ประกาศใหม่กลายไปเป็นเขตเศรษฐกิจที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และเอาผลประโยชน์ทางการเมืองมาซ้อนทับกับผลประโยชน์ประเทศโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ซึ่งเดิมก็ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเรื้อรังจาก Eastern Eeaboard  มาก่อนแล้ว ซึ่ง 7 ปีที่ผ่านมาเพียงพอแล้วที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ EEC และเราควรหยุดเพื่อทบทวน หรือยกเลิก พรบ. EEC ต่อไป

 

#เสียงคนหลังบ้านEEC ต่อจิ๊กซอว์สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนภาคตะวันออก

อู้ด – อมรศักดิ์ ปัญญาเจริญศรี นายกสมาคมประมงพื้นบ้าน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ผ่านมาชลบุรีมีการถมทะเลทำท่าเรือทั้งหมด 31 ท่า  หนึ่งในนั้นคือ ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เกิดจาก EEC ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ อู้ดเล่าว่า ท่าเรือแหลมฉบังเฟสสามมีความคืบหน้า เพียงสามสิบเปอร์เซ็น และดูไม่มีท่าที่จะเสร็จ นอกจากความล่าช้าแล้ว ทุนจีนที่ประมูลก่อสร้างได้ไม่มีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่อ่อนไหวเช่น ชายฝั่งทะเล โดยไม่สามารถก่อสร้างตามแบบส่งผลให้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และระบบนิเวศทางทะเลเปลี่ยนไป ทำตะกอนเลนฟุ้งกระจาย ออกซิเจนในน้ำลดลง

ตั้งแต่บางละมุง ไปจนถึงศรีราชาไม่มีพื้นที่สำหรับสัตว์น้ำอ่อนวัย สัตว์น้ำเจริญพันธ์ุ  ทำปะการังเสียหาย ตัวเลขการกัดเซาะเยอะขึ้น วิกฤตรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนในพื้นที่ต้องยอมรับชะตากรรม เสียสละอาชีพ แหล่งอาหาร ชีวิต ไม่มีพื้นที่ทำประมงในบ้านตัวเองอีกต่อไปจน ต้องไปแย่งชิงทรัพยากรหน้าบ้านคนอื่น แต่รัฐไม่เคยเหลียวแล EEC รับแต่ชอบ แต่ไม่เคยรับผิดชอบ มีการเรียกร้องให้มีเงินประกันสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงให้คนในพื้นที่ มีความจริงใจกับคน ทบทวน ฟังเสียง ให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันออกแบบท่าเรือ 

ละม่อม บุญยงค์ ประธานองค์กรประมงท้องถิ่นปากน้ำบ้านเรา อ.เมือง จ.ระยอง 

เรื่องน้ำมันรั่ว ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2556 และเกิดอีกครั้งในปี 2565 ละม่อนยืนยันว่า น้ำมันรั่วในระยองเกิดขึ้นย้ำๆ ซ้ำๆ แต่ตั้งแต่ Eastern Seaboard จวบจน EEC รัฐไม่เคยมีแผนในการตั้งรับ 

น้ำมันรั่วทำให้สัตว์น้ำหายไป และไม่กลับมาหลายชนิด อาชีพประมงพื้นบ้าน และอาชีพต่อเนื่องจากประมงเกิดวิกฤต สร้างเดือดร้อนทั่วจังหวัดระยองและกระจายไปทั่วทะเล แต่หน่อยงานภาครัฐกลับไม่เคยเรียกร้องแทนประชาชน ทั้งๆ ที่ประชาชนหาเช้ากินค่ำ เป็นผู้น้อย เป็นผู้เดือดร้อนได้รับผลกระทบ กลับต้องเป็นฝ่ายดิ้นรนหาทางเอง ต้องเป็นคนเก็บข้อมูลผลกระทบเอง รวมตัวกันฟ้องร้องเอง เป็นหนี้เป็นสิน แต่ก็ไม่เคยได้การเยียวยาที่ครอบคลุมความเสียหาย รวมถึงจำนนวนคน  

มากไปกว่านั้นการถมทะเลเพื่อทำท่าเรือมาบตาพุดเฟสสามตามนโยบาย EEC ที่ทำให้ชาวประมงพื้นที่บ้านเสี่ยงที่จะสูญเสียอาชีพไปตลอดชีวิต กลับได้รับการเยียวยาแค่รายละ 100,000 บาท ดังนั้นเขาจึงตั้งคำถามว่า “การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ EEC พัฒนาเพื่อให้ใครกันแน่ ทำไมการจะเยียวยาแต่ละครั้งถึงยากเย็น แต่เปลี่ยนผังเมืองกลับแค่แป๊บเดียว”

สรายุทธ สนรักษา ภาคประชาสังคม อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา    

นาขาวัง คือ ภูมิปัญาของโลกใบนี้ คือ นาข้าวที่มีปูม้า มีกุ้ง มีปลาหมึก มีปูทะเลอยู่ในนาข้าว เพราะพื้นที่นาเขาวังพิเศษที่มีน้ำสามน้ำ แต่ผลจากการเปลี่ยนแปลงผังเมือง คือ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ พื้นเกษตรชั้นดี พื้นที่ประมง กลายเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม 

พื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำบางปะกง เป็นพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวที่ดีที่สุดในประเทศ แต่ตอนนี้ในดินกลับพบสารปรอท สารตะกั่วเกินมาตรฐาน ศรีเทพ บ่อทอง หนองใหญ่ บ้านบึง กลายเป็นพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่อุตสาหกรรม จังหวัดไม่เคยขุดขึ้นมาตรวจ 

ซึ่งเป็นผลมาจากม.44 ของคสช. ออกคำสั่งที่ 44/2559 ยกเลิกผังเมืองรวมในภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา,ชลบุรี,ระยอง) เปิดช่องให้ มีการเปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชนบทไปเป็นสีม่วง ที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และเพิ่มผังเมืองสีไข่ไก่ที่อนุญาตให้สร้าง โรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท  แม้ต่อมาจะมีการประกาศใช้ผังเมืองแล้ว แต่ไม่บังคับใช้ นอกจากนั้นกระบวนการออกแบบผังเมือง ยังเต็มไปด้วยกระบวนฉ่อฉล ขาดการออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันกับคนในพื้นที่

สรายุทธอธิบายเพิ่มเติมว่า ผังเมืองหรือที่เราเลือกว่าผังนโยบายประเทศ หรือแม้แต่ผังอนุภาคแบบผังเมือง EEC เป็นผังเมืองที่สเกลใหญ่มากๆ จนไม่สามารถออกแบบการใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ การเอาผังนโยบายมากำหนดชะตากรรมชาวบ้านทั้งที่ควรใช้ผังเมืองระดับชุมชนที่ออกแบบร่วมกันเป็นความตั้งใจที่จะเอื้อผลประโยชน์โดยรัฐ รัฐมนตรีคุ้มครองนายทุนต่างชาติ 

สำหรับคนตะวันออกผังเมือง EEC คือ การฉกฉวยที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้สรายุทธเหนื่อยที่พูดแล้ว เพราะพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จนเขาอยากหนีจากประเทศนี้

ปลา – นภัสวรรณ มณีรัตน์โรจน์ ภาคประชาสังคม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ปลาเล่าว่าเดิม 1 กิโลครึ่งจากโรงงานทิ้งกากแคดเมียมเป็นพื้นที่เกษตร และเลี้ยงสัตว์ สิ่งที่เธอตั้งคำถามคือ ทำไมโรงงานขนาด 88 ไร่ ถึงมาตั้งใจกลางพื้นที่เกษตรได้ และแม้โรงงานจะบอกว่าตัวเองเป็นเพียงโรงงานรีไซเคิลขยะพลาสติก แต่ในทุกวันเธอและชาวบ้านในพื้นที่กลับได้กลิ่นเผาไหม้ของโลหะชนิดใดชนิดหนึ่ง 

จนกระทั่งชาวบ้านที่อยู่ติดกับโรงงาน เอาดิน และน้ำในพื้นที่ไปตรวจ ซึ่งผลออกมาพบว่า ดินเค็มมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน จนมีการใช้กลไกของสภาผู้แทนฯ เข้าตรวจสอบพร้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ และของเสียจากการเผาไหม้ภายในโกดังจำนวนกว่า 30 โกดังในดรงงานดังกล่าว

นอกจากนั้น การพัฒนา EEC ที่รัฐบอกว่าต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ ในพื้นที่ตะวันออก แต่ในโครงงานแหล่งนี้กลับไม่มีแรงงานไทยเลย ซึ่งชัดเจนว่ามันเกิดจากผังเมืองที่เอื้อให้ ปลาจึงเรียกร้องให้มีตรวจสอบโรงงานที่ได้ใบอนุญาตในช่วง คสช. ซึ่งเธอเชื่อเกิน 50% ไม่ได้ประกอบการตามที่ขออนุญาต 

 

ปัญหา EEC สิ่งที่ถอดบทเรียนได้แล้ววันนี้

กุ้ง – พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการ Land Watch Thai กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน ได้นำเสนอสิ่งที่พวกเขาทำการศึกษาและออกมาเป็นหนังสือ “บทเรียนการพัฒนา ผ่านแนวนโยบายและกฎหมาย เขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย: กรณีการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2560 – 2567” ซึ่งร่วมเขียนกับ ดร. สมนึก จงมีวศิน สรุปใจความสำคัญคือ

  1. การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ในปัจจุบันเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอู่ตะเภา ซึ่งหลายโครงการพบว่าไม่มีผู้ลงทุน หรือลงทุนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และอาจจะเกิดการยกเลิกสัญญา
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เหล่านั้นไม่ได้ เขียนการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตไว้  นอกจากนั้นยังพบว่ามีการเร่งรัดกระบวนการทำ EIA และEHIA รวมถึงขาดเงินกองทุนประกันความเสี่ยง และชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ
  3. ผัง EEC ขาดการจัดทำผังเมืองอย่างยั่งยืนที่คำนึงถึงการตั้งถิ่นฐาน ภูมินิเวศ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม และไม่พูดถึงศักยภาพเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่เช่น นาเขาวัง 
  4. พบการเปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีไข่ไก่ซึ่งแทนที่ดินประเภทชนบทโดยมีซ่อนข้อกำหนดอนุญาตให้ใช้ที่ดินประกอบกิจการอุตสาหกรรม บางประเภทเอาไว้เช่นประเภท 101 105 106 โรงไฟฟ้าจากขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นต้น
  5. ไม่เพียงเท่านั้นยังมีคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 กดทับไว้ด้วย โดยอาศัยช่วงสูญญากาศระหว่างที่ผังเมืองรวมยังไม่บังคับใช้ โดย ผังเมือง EEC ประกาศใช้ปี พ.ศ. 2562 แต่ปรากฎว่าปี พ.ศ. 2563 คำสั่ง คสช. ยังยกเว้นกิจการจัดการของเสียรวม คัดแยกกาก รีไซเคิลกาก ให้สามารถอยู่ในพื้นที่ EEC ได้ทั้งที่ผังเมืองรวมประกาศใช้แล้ว 
  6. สรุปว่า พรบ. EEC ที่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่ได้คิดท้องถิ่น จำเป็นต้องแก้ไขโครงสร้าง ถ่วงดุล ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

กฎหมาย ทรัพยากร และการตรวจสอบ : 3 มิติที่ต้องจับตาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

 

สำหรับ หนู – สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ชวนมองปัญหา EEC ในมิติกฎหมายกับการพัฒนาผ่านเรื่องผังเมือง ที่ต้องย้อนกลับไปที่การบังคับใช้ผังเมืองเดิมในสามจังหวัดภาคตะวันออกเป็น การใช้ผังเมืองระดับจังหวัดและผังเมืองระดับชุมชนที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกแบบ จนกระทั่งมีการประกาศใช้ผังเมือง EEC โดยในระยะเวลา 3 ปี (2562 – 2565) ผังเมือง EEC มีการแก้ไขสองครั้ง ซึ่งพบว่า มีการเปลี่ยนสีผังจากเดิมม่วงจุดสีขาวเป็นม่วงทึบ ซึ่งหมายถึงสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบมากขึ้นได้  

นอกจากนั้นผัง EEC ที่ประกาศใช้ ปี พ.ศ. 2565 กรมโยธาธิการและผังเมืองยังบอกว่า ในพื้นที่สีไข่ไก่ เข้าข่ายที่ทำนิคมอุตสาหกรรมได้โดยให้ปฏิบัติตามประกาศนิคมอุตสาหกรรม 14 กันยายน 2552 ที่ระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งไม่ได้ คือ นิคมอุตสาหกรรมที่ผลิตเหล็กขั้นต้น หรือนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นถึงขั้นกลางที่ขนาดกำหนดไว้ หมายความว่า พื้นที่สีไข่ไก่ทั้งหมดสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆที่เหลือนอกจากนี้ได้ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับพื้นที่สีไข่ไก่ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่สีม่วง

และในพื้นที่สีไข่ไก่มีการเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีก 27 เขตกระจายอยู่ใน 3 จังหวัด โดยในเขตดังกล่าวมีโรงงานที่เกี่ยวกับขยะประเภท 105 106 101 อยู่จำนวนทั้งสิ้น 1034 โรงงาน 

ต่อมาเรื่องอุบัติภัยในพื้นที่ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างที่เราเห็นในปัจุบัน เห็นชัดเจนว่า รัฐไทยในขณะนี้ไม่มีศักยภาพที่จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีมาตรการรับมือ ร่วมถึงไม่มีมาตรการเยียวยา รัฐจะต้องทบทวนประสิทธิผลหรือสำเร็จของ EEC ก่อนเดินหน้าต่อ 

ในส่วนของ กุ้ง – พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch  Thai) ที่มองในมิติการรักษาฐานทรัพยากรโดยเฉพาะการจัดการที่ดิน ซึ่งที่ผ่านมาเธอพบว่าพรบ. EEC ถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้นจากบทเรียนความยุ่งยากของการเข้าถึงที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน นอกจากนั้นยังมีการ แก้กฎหมายการเวนคืนที่ดิน เพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษนับเป็นกิจการสาธารณะ ซึ่งทำให้เวนคืนได้ง่ายขึ้น สรุปว่าผังเมือง EEC ทำให้การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานง่ายขึ้น เช่นเปลี่ยนสีม่วงจุดขาวเป็นม่วงเข้ม การเกิดขึ้นใหม่ของผังสีเหลืองไข่ไก่ที่เดิมควรเป็นสีเขียว 

และมากไปกว่านั้นตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หากเทียบจากปี 2560 ไปถึงปี 2580 พื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นถึง 64% แม้รัฐจะออกมาบอกว่าเพิ่มขึ้นเพียง 2 % เท่านั้นโดยคิดจากการนำไปเฉลี่ยกับพื้นที่ทั้งสามจังหวัด

และแม้จะใช้ตัวเลข 2% ก็ไม่ได้ทำให้ผลกระทบที่ตามมาน้อยตามลงไปด้วย โดยถ้าหากการยกเลิก พรบ. EEC เป็นได้ยากสิ่งแรกที่เริ่มทำได้คือ ให้กลับไปเริ่มใช้ผังเมืองเดิมก่อนที่จะมีผัง EEC 

ขณะที่ เขียว – ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC Watch ชวนมองกันต่อในมิติการตรวจสอบและควบคุมดูแลผลกระทบ ที่แม้ว่าในหลักการและเหตุผล แผน EEC มีการพูดถึงมิติการตรวจสอบ ควบคุมและดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ทั้งหมดอยู่แค่ในกระดาษ

ดร.สมนึกยกตัวอย่างหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่พูดถึงการปกป้อง เคารพสิทธิมนุษยชน ที่มีอยู่ในแผน EEC แต่การกระทำกลับตรงข้าม เมื่อพูดในเรื่องการปกป้อง ถ้ารัฐจะปกป้องคนในพื้นที่จริง ทำไมกลับเลือกพื้นที่ที่มีคนอ่อนแอที่สุดในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น พื้นที่ที่โฉนดที่ดินไม่ชัดเจน ไม่มีโฉนดที่ดิน ที่ดินเช่า ประชาชนในพื้นที่ขาดความเข้าใจ หรือไม่มีบัตรประชาชน   

หากจริงใจและเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับ 17 เป้า SDGs (Sustainable Development Goals) ของ UN แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่ไหนเริ่มจากการถมทะเล หรือเอาพื้นที่นาเขาวังไปทำพื้นที่อุตสาหกรรม

ส่วนในเรื่องของการชดเชยเยียวยา แม้มีการตั้งกองทุน EEC แต่กองทุน EEC ไม่เคยนำมาชดเชยเยียวยาคนที่เดือดร้อนจาก EEC เลยนับตั้งแต่มี EEC มา โดยรัฐอ้างว่า เป็นเพราะผู้ลงทุนยังไม่มีมากพอ การลงทุนยังไม่เติบโตก้าวหน้าพอ ยังไม่สร้างกำไร จึงทำให้ไม่มีเงินในกองทุน  

และนับตั้งแต่มี Eastern Seaboard ในปี พ.ศ. 2525 – 2529 ซึ่งเป็นระยะแรกและระยะเดียวที่เขตเศรษฐกิจพิเศษผลักดัน GDP ของประเทศไทย แต่นับตั้งแต่นั้น GDP ของประเทศก็ยังลดลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันทั้งที่มี EEC ย้ำให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นนี้ดร.เขียว สรุปว่า แม้จะเรียกว่าเป็นความล้มเหลวไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่การประสบความสำเร็จเช่นกัน 

สำหรับการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ SEC และ NEC อาจารย์เขียวให้กลับไปดูที่วัตถุประสงค์ของการใช้นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วโลก ซึ่งวัดผลสำเร็จจากผลประโยชน์ระยะสั้น ได้แก่ การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ การได้เงินลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน ได้รายได้และกำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา และผลประโยชน์ระยะยาว อย่างเช่นเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย  เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิตให้กลับประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือ

จะต้องไม่สร้างปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีใน EEC และนี่คือความล้มเหลวของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะ ไม่เกิดกระบวนการออกแบบร่วมกัน ไม่เกิดการออกแบบนโยบายจากฐานราก ที่รู้ว่าฐานทรัพยากรของตนมีอะไร แล้วพัฒนาไปสู่จังหวัด ระดับประเทศ  เป็นคำตอบว่าทำไมถึงไม่ควรมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ไหนขึ้นอีกแล้ว 

ซึ่งทั้ง 3 ท่าน เห็นตรงกันที่จะ ‘ยกเลิก พรบ EEC’ โดย สุภาพรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มว่านอกจากพรบ EEC แล้วเรายังจำเป็นต้องมีการแก้ไข พรบ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ พรบ. ที่เกี่ยวกับดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ โดยเห็นได้จากในหลายโครงการหลายกรณีที่แม้จะมีการประเมิน EIA หรือ EHIA แต่เมื่อเกิดเหตุอุบัติภัยก็ยังไม่มีหลักการให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือยังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนที่ออกมารับผิดชอบ ติดตาม เยียวยา ชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่รายเดียว ร่วมไปถึงหลักการการฟื้นฟูการปนเปื้อนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ 

ในขณะเดียวกันเธอกับทีมก็กำลังผลักดันกฎหมาย PRTR  เพื่อเปิดเผยการครอบครองและเคลื่อนย้ายมลพิษที่ควรมีมานานแล้ว เพื่อให้มีข้อมูลในการจัดทำแนวทางป้องกันและแก้ไข ร่วมถึงต้อง พรบ. เฉพาะ มีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลเรื่องฟื้นฟูการปนเปื้อน สุดท้ายยังจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ริดรอนสิทธิในการอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีออกไป จำเป็นต้องเขียนสิทธิการอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

จากปรากฎการณ์ที่กล่าวไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันรั่ว ถมทะเล โรงงานระเบิดและไฟไหม้ กฎหมายกลายเป็นกฎที่ใช้กดขี่และละเมิดสิทธิของประชาชน เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทบทวน แก้ไข หรือถ้าเป็นไปได้คือ ยกเลิก พรบ. EEC และไม่ปล่อยให้เกิด SEC และ NEC ต่อไป   

 

ซึ่งทำได้โดยเริ่มจากการทำผังชุมชนโดยชุมชนมีส่วนร่วม ให้เกิดการพัฒนาแบบฐานล่างขึ้นไปข้างบน ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดทิศทางการพัฒนาได้เอง เปลี่ยนการเมืองเป็นการเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน การเขียนรัฐธรรมมูญใหม่ และกระจายอำนาจจึงเป็นคำตอบ 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR