คำเตือน : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ DUNE ทั้งสองภาค
บทความนี้จะพูดถึงเรื่องราวของ บ้านใหญ่ สงครามแย่งชิงทรัพยากร และการใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือ…
ซึ่งฟังแล้วก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยสัมผัสได้จากแห่งไหน แต่ที่กำลังจะเอ่ยถึงนั้นคือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้
และภาพยนต์ที่ว่าก็คือ DUNE : Part two ที่นับเป็นภาพยนต์ชุด(ที่กำลังจะเป็น)ไตรภาคแห่งยุค โดยเล่าเรื่องราวการหักเหลี่ยมชิงชัย และสงครามจากผลพวงทางการเมือง ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความรู้สึกของ ‘มนุษย์’ ใน 20,000 ปีข้างหน้า ผ่านเรื่องเล่าทางความเชื่อ ศาสนา พิธีกรรม และการวางแผนอย่างแยบยล บนพื้นหลังการขยายตัวและตั้งถิ่นฐานบนดวงดาวของผู้คนในอนาคต
ภาพยนต์เรื่องนี้ สร้างขึ้นจากนวนิยายคลาสสิคที่ชื่อ DUNE โดย แฟรงค์ เฮอร์เบิร์ต (Frank Herbert) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1965 ซึ่งในอดีตนั้น ได้มีการผลิตเป็นภาพยนต์หรือซีรีส์มาแล้ว ก่อนที่ผู้กำกับชาวแคนาดาเชื่อสายฝรั่งเศสอย่าง เดอนี วีลเนิฟว์ (Denis Villeneuve) ที่สร้างชื่อจากหนังแอคชั่นแนวจารชนอย่าง Sicario และหนัง Sci-fi ชวนขบคิดเชิงปรัชญาอย่าง Arrival และ Blade Runner 2049 จะมาเริ่มตำนานแห่งมหากาพย์ดาวทะเลทรายนี้อีกครั้งหนึ่งในปัจจุบัน
โดยได้นักแสดงรุ่นใหม่แห่งยุคอย่าง ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) และ เซนเดย์อา (Zendaya) ร่วมแสดงนำในบท พอล อเทรดีส (Paul Atreides) หนุ่มผู้ดีจากตระกูลชนชั้นนำ ดยุคแห่งดาว คาลาดาน ผู้ต้องมาตกระกำลำบากจากสถานการณ์ทางการเมืองแห่งจักรวาลในภาคที่แล้ว และ ชานิ (Chani) สาวนักสู้หัวก้าวหน้าชาว เฟรเมน (Freman) แห่งดาวทะเลทราย อาร์ราคิส ผู้มีความขบถต่อขนบธรรมเนียมของเผ่า และเชื่อว่าทุกคนเท่ากัน พร้อมกับนักแสดงแถวหน้าของ Hollywood อีกมากมาย เช่น ฮาเวียร์ บาเดม (Javier Bardem), รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) หรือ ฟลอเรนซ์ พิว (Florence Pugh) เรียกได้ว่าเป็นภาพยนต์มหากาพย์ที่รวบรวมนักแสดง A-list ไว้อย่างคับคั่ง

พื้นหลังเรื่องราวของสงครามแห่งดวงดาว
ใน Dune ภาคต้นนั้น เล่าถึงตระกูล อะเทรดีส (Atreides) ตระกูลของดยุคแห่งดาวคาลาดาน (Caladan) ที่ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิให้ไปปกครองดาว อาร์ราคิส (Arrakis) แทนที่ตระกูล ฮาร์คอแนน (Harkonnen) จนส่งผลให้เกิดความบาดหมางต่อทั้ง 2 ตระกูล และเป็นแผนการที่องค์จักรรพรรดิได้วางไว้ ซึ่งความสำคัญของดาวอาร์ราคิสนี้คือ การมีทรัพยากรหายากและมีอยู่ที่เดียวในจักรวาลอย่าง สไปซ์ (Spice) ที่ใช้ในการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ด้านการคิดและคำนวณ จนไปถึงการใช้สไปซ์เพื่อการคำนวณเส้นทางของยานอวกาศในการข้ามจักรวาล เนื่องจากในยุคอนาคตนั้น มีการแบนเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ AI เพื่อป้องกันสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ ส่งผลให้วิถีของมนุษย์นั้นเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
เท่านั้นยังไม่พอ ใต้พื้นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาของดาวแห่งนี้ยังมี หนอนยักษ์ทะเลทราย ที่พร้อม ‘สวบ’ ทุกคนที่ส่งเสียงและแรงสั่นสะเทือนรบกวนพื้นทรายของดวงดาวแห่งนี้ นับว่าเป็นศัตรูที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเก็บเกี่ยวสไปซ์มาโดยตลอด ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวสไปซ์ต้องทำโดยอย่างรวดเร็ว เพราะหนอนยักษ์เหล่านี้สามารถเข้าโจมตี สร้างความเสียหายได้ทุกเมื่อ ซึ่งสไปซ์เอง ก็ได้มาจากกระบวนการย่อยสลายอาหาร หรือ ‘มูล’ ของหนอนยักษ์นี้เช่นเดียวกัน

‘บ้านใหญ่’ แห่งจักรวาล DUNE
อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น เมื่อจักรพรรดิมีคำสั่งให้ตระกูลอะเทรดีส เข้าปกครองดวงดาวอาร์ราคิส และดูแลอุตสาหกรรมผลิตสไปซ์ทั้งหมด แทนที่ตระกูลฮาร์คอแนน ผู้ร่ำรวยขึ้นจากอุตสาหกกรรมผลิตสไปซ์กว่าชั่วอายุคน ส่งผลให้ความไม่พอใจระหว่างตระกูลเกิดขึ้น และอยู่ในแผนการ แบ่งแยกแล้วปกครอง (Divide and rule) ขององค์จักพรรดินี้เอง เพราะจักรพรรดิไม่สามารถรอให้เกิดความเสี่ยงต่อบัลลังค์ได้ จากการมีข้อเปรียบเทียบกับตระกูลอะเทรดีส ที่คนทั่วไปอาจรู้สึกได้ว่ามีคุณธรรมในการปกครองมากกว่า จึงได้เตรียมแผนการเพื่อให้ทั้ง 2 ตระกูลใหญ่นี้ห้ำหั่นกันเอง หากฝั่งใดฝั่งหนึ่งชนะ ก็เปรียบเสมือนศัตรูทางการเมืองได้หายไปแล้วพวกหนึ่ง และการจัดการกับพวกที่เหลือในขณะที่เพิ่งผ่านสงครามมาจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เมื่อพูดถึงบุคลิกภาพของทั้ง 2 ตระกูลคู่ขัดแย้งนี้ นับว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยตระกูลอะเทรดีส ดูจะเป็นตระกูลที่มีความเป็น ‘ผู้ดี’ มีวิถีและระเบียบปฏิบัติที่คล้ายกับราชวงศ์ในยุคเก่า ส่วนตระกูลฮาร์คอแนน นั้น ดูจะดุดันและมีความเป็นักสู้ในตัวค่อนข้างสูง ชื่นชอบการห้ำหั่นและมีความหิวกระหายในชัยชนะ จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตระกูลฮาร์คอแนน จึงมีความจงเกลียดจงชังตระกูลอะเทรดีสเป็นอย่างสูง หลังจากที่มีการ ‘เปลี่ยนตัว’ ผู้ปกครองดาวอาร์ราคิส เพราะในความเข้าใจของตระกูลฮาร์คอแนนนั้นคือ การที่พวกตนกลายเป็นผู้แแพ้ และต้องทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของตนกลับมา
ดูๆ แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้น อาจมาจากสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษยชาติมาโดยตลอด แม้นวนิยายเรื่องนี้จะถูกตีพิมพ์มาแล้วกว่าเกือบ 60 ปี แต่กลับกลายเป็นว่าในปัจจุบันนั้น สถานการณ์การหักเหลี่ยมชิงชัยทางการเมือง และสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งโดยคนไม่กี่คน ที่นำพาให้คนหลายคนต้องรับผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยังเกิดขึ้นตลอดมาและอาจจะตลอดไป แม้คนตัวเล็กตัวน้อยจะไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจเลยก็ตาม
หรือหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในภาคตะวันออก ตระกูลเหล่านี้อาจเปรียบได้กับ ‘บ้านใหญ่’ ที่รอวันขึ้นสู่อำนาจ และหากใครเป็นผู้แพ้จากสถานการณ์ทางการเมืองอันเข้มข้นนี้ ก็จะมีรูปแบบการรับมือเพื่อรอวันโต้กลับและกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งในอนาคต

ดาวอาร์ราคิส ดาวที่ถูกสูบทรัพยากรโดยจักรวรรดิ
ดาวอาร์ราคิสที่เป็นฐานอุตสาหกรรมผลิตสไปซ์นี้ ถูกรบกวนโดยคนต่างถิ่นมาโดยตลอด ที่แห่งนี้เปรียบเสมือน ‘กระโถน’ แห่งจักรวาล กล่าวคือ เมื่อทรัพยากรหายากมีอยู่ที่เดียวบนดาวดวงนี้ ผู้คนที่มีจุดประสงค์ในการใช้ทรัพยากรเหล่านี้มักจะเข้ามาเพื่อ ‘สูบ’ สิ่งต่างๆ ไปเป็นของตน โดยมองระบบนิเวศน์ (หนอนยักษ์) ของดวงดาวแห่งนี้เป็นอุปสรรค และพยายามจะใช้เครื่องจักรเอาชนะสิ่งเหล่านี้ โดยหลงลืมไปว่าเมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป หรือมีการใช้ทรัพยากรที่มากเกินพอดี ผลจากพฤติกรรมเหล่านี้ จะย้อนกลับมาทำร้ายผู้ที่กระทำสิ่งเหล่านี้เสียเอง
แต่ตัวภาพยนต์นั้น ได้สอดแทรกเรื่องราวการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและระบบนิเวศน์ที่มีความเฉพาะตัวนี้ ผ่านชนเผ่าทะเลทรายที่ชื่อว่า เฟรเมน (Freman) ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนที่ พอล และมารดาของตน ได้หลบลี้ภัยจนได้มาเจอกับ สติลการ์ ผู้เปรียบเสมือนผู้นำนักรบของเผ่า ที่มีความเชื่อในคำทำนายของผู้ที่จะมาปลดปล่อยชนเผ่าเฟรเมนและดวงดาวแห่งนี้ให้เป็นอิสระ
โดย พอล อะเทรดีส นั้น ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเฟรเมนโดยความช่วยเหลือของ ชานิ สาวนักรบผู้มีจิตใจแข็งแกร่ง ที่ไม่เชื่อในคำทำนายโบราณ และมีความคิดว่าคนเท่ากันไม่ว่าเพศใด ก่อนที่ทั้งคู่จะพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นคนรักในที่สุด

สิ่งที่พอลเรียนรู้จากชานิ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมที่มีความต่างจากพื้นหลังของตนเป็นอย่างมาก เพราะตระกูลอะเทรดีสนั้น มาจากดวงดาวที่เขียวชะอุ่มจากการที่มีฝนตกอุดมสมบูรณ์ ต่างกันกับอาร์ราคิสที่น้ำเป็นสิ่งหายาก ที่เมื่อหากมีคนตาย ร่างของผู้คนเหล่านั้นจะถูกนำไปผ่านกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘น้ำ’ ไว้ใช้เพื่อบริโภคต่อไป หรือแม้กระทั่ง การ ‘ว่ายน้ำ’ ก็ยังเป็นสิ่งที่ชาวพื้นเมืองไม่รู้จัก ทำให้พอลต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และรอวันเอาคืนผู้ที่ทำร้ายครอบครัวของตน ผ่านการให้คำแนะนำโดยมารดาผู้มีจิตหยั่งรู้ของตนอีกทีหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ชาวเฟรเมน ยังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากหนอนยักษ์ทะเลทราย กล่าวคือ แม้หนอนยักษ์นี้จะดูน่ากลัวและมีความอันตราย แต่ชนเผ่าเฟรเมนก็สามารถใช้ประโยชน์หนอนยักษ์นี้เป็น ‘ยานพาหนะ’ เพื่อเดินทางรอบดาวอาร์ราคิส อีกทั้งการ ‘ขี่’ หนอนยักษ์ ยังถูกใช้เป็นพิธีกรรมเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้มีความสามารถอีกด้วย เรียกได้ว่า หากกลับมุมมองเพียงนิดเดียว สิ่งที่เคยเป็นอุปสรรคที่มนุษย์ต้องเอาชนะ อาจไม่ใช่อุปสรรคอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพียงแต่มนุษย์ไม่ยอมทำความเข้าใจ และดึงดันที่จะ ‘เอาชนะ’ ธรรมชาติเหล่านี้ โดยลืมคำนึงถึงผลที่ตามมา แตกต่างกันกับคนท้องถิ่นที่เรียนรู้ที่จะปรับตัวและอยู่ร่วมกับระบบนิเวศน์ในพื้นที่ อีกทั้งยังมีนวัตกรรมท้องถิ่นไว้ใช้รับมือกับธรรมชาติอีกด้วย

‘ความเชื่อ’ ในฐานะเครื่องมือ
อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือเรื่องของความเชื่อที่ถูกผลิตซ้ำผ่านเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คำทำนาย เรื่องเล่า นิทานปรัมปรา ส่งผลให้ผู้คนมี ‘ความหวัง’ ท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในมุมหนึ่งอาจะเป็นการเติมเชื้อไฟให้มนุษย์ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่อีกมุมหนึ่ง ถ้าหากมีผู้ที่เข้าถึงความเชื่อเหล่านี้ และสามารถใช้ ‘เรื่องเล่า’ ให้เป็นประโยชน์ได้ ด้วยอาณุภาพของการใช้ ‘ความเชื่อ’ ผนวกรวมกับเรื่องราวเหล่านี้ มนุษย์ผู้นั้นก็จะกลายเป็น ‘ผู้มีอำนาจ’ ที่ทุกคนพร้อมก้มหัวให้ แม้ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องเล่าหรือคำทำนายเหล่านี้ อาจถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้บงการและจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เมื่อพอลนั้น ถูกสติลการ์เข้าใจว่า จะเป็นผู้มาปลดปล่อยให้ชาวเฟรเมนเป็นอิสระ จากการที่การกระทำต่างๆ ของพอลที่ตรงกับคำทำนายโบราณ ที่อาจเป็นไปเพราะความบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อคนที่มีเสียงดังอย่างสติลการ์ ที่มีศักดิ์เป็นผู้นำของชนเผ่า เชื่อคำทำนาย และรับรอง(ผลิตซ้ำ) ให้พอล หรือ มอดดีบ นั้น กลายเป็นผู้ที่จะมาปลดปล่อย คนที่เหลือก็ต่างเชื่อไปในทางเดียวกัน ประกอบกับการที่พอลมีความสามารถพิเศษ มีพลังจิตที่เห็นนิมิตในอนาคตได้ จากการส่งต่อความสามารถผ่านตระกูลของตน ทำให้การกระทำของพอลนั้น มีน้ำหนักและทำงานกับความคิดของผู้คนที่พร้อมจะเชื่อคำทำนายอยู่แล้ว ในจุดนั้นเองจึงส่งให้พอลกลายเป็น ‘ผู้ที่จะมาปลดปล่อย’ ผู้คนโดยปริยาย เรียกได้ว่าเรื่องเล่านั้น จะเป็นความจริงก็ต่อเมื่อสังคมรับรองให้เรื่องเหล่านั้นเป็น ‘ความจริง’
เว้นแต่ ชานิ ที่ยังตั้งคำถามต่อคำทำนายและการกระทำของพอล ที่อาจนำไปสู่อะไรบางอย่างในอนาคต ที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่าสถานการณ์ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่
เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร อาจต้องติดตามใน DUNE : Messiah ภาพยนต์ที่ปิดไตรภาคของสงครามศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงดาวต่อไป

เมื่อลองพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนต์ชุดเรื่อง DUNE นั้น ดูคับคล้ายคับคลาและอาจเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น การถูกวางให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม โดยที่คนพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม การที่ ‘รัฐ’ ละเลยองค์ความรู้ท้องถิ่นและพยายามจะใช้การพัฒนาเพื่อเอาชนะธรรมชาติและรีดศักยภาพของมนุษย์ หรือแม้แต่เรื่องราวทาง ‘การเมือง’ ในพื้นที่ ที่มีการหักเหลี่ยมชิงชัย และเป็นพื้นที่ที่การต่อสู่ทางการเมืองทั้งในระบบ และนอกระบบ ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ทำให้นึกถึงคำๆ หนึ่งที่อาจดูเชยไปแล้ว แต่อธิบายสถานการณ์นี้ได้ดีอย่าง ‘ดูละครแล้วย้อนดูตัว’ เพราะสื่อบันเทิงเหล่านี้ ย่อมมีที่มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นภาพสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราว หรือสถานการณ์ในความเป็นจริงได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
อ้างอิง
เจาะลึกหัวใจในจักรวาล Dune ผ่านหนอนทราย สไปซ์ วิถีแห่งเผ่าเฟรเมน และดาวอาร์ราคิส
15 เรื่องน่ารู้ก่อนไปดู Dune
เปิดเกร็ดน่าสนใจ Dune: Part Two การสานต่อเรื่องราวของหนังไซไฟฟอร์มยักษ์แห่งยุค



