ท่ามกลางการสู้รบในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่เริ่มขยายความรุนแรงในระดับที่มีการเสียชีวิตของทั้งทหารและประชาชนในทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังมีรายงานความเคลื่อนไหวของกองกำลังทั้งสองฝ่ายอยู่เรื่อยๆ
แม้แนวปะทะหลักของสงครามครั้งนี้จะเกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ภาคตะวันออกเองก็มีชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชาในอาณาเขตไม่น้อย และประชาชนในพื้นที่ยังต้องตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวจากความไม่แน่ไม่นอนของสงครามครั้งนี้ว่าจะขยายตัวมาจนถึงภาคตะวันออกอย่างจริงจังไหม ไม่ว่าจะเป็นข่าวการปะทะกันระหว่างทหารเรือไทยและทหารกัมพูชาที่จังหวัดตราด ข่าวการสะสมขีปนาวุธ PHL-03 ของฝั่งกองทัพกัมพูชา จนทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกเองก็ตกเป็นจุดเสี่ยงหนึ่งที่ยังไม่แน่นอนและอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นได้
ภายใต้ความไม่แน่นอนของภาคตะวันออก เราพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ อาจารย์ประจำหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี อาจารย์และนักวิชาการผู้ศึกษาเกี่ยวกับประเทศกัมพูชา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และแรงงานกัมพูชาในไทย รวมถึงยังมีโอกาสได้ทำงานในพื้นที่กัมพูชาและชายแดนมาเป็นเวลานาน
อาจารย์ชัยยนต์เล่าให้เราฟังถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่าแม้ทั้งสองประเทศจะได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อาจารย์ชัยยนต์ ยังมองว่าการลงนามนี้ยังไม่นำมาซึ่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะภายใต้ความสงบนี้ยังมีความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่พร้อมปะทุอยู่
“มันมีความตึงเครียดที่พร้อมจะปะทุ การหยุดยิงคือว่ามันเป็นเกมของกัมพูชา คือหนึ่ง ประโยชน์ที่เขาจะต้องทำตามสหรัฐอเมริกา”
อาจารย์ชัยยนต์ ชี้ให้เห็นว่าสถานะของกัมพูชาในปัจจุบันอยู่ระหว่าง ‘เขาควาย’ ทั้งสองอัน คือการต้องรับมือทางความสัมพันธ์ระหว่างทั้งจีนและอเมริกา ด้านจีนเองมีส่วนที่ลงทุนในประเทศกัมพูชาไว้ไม่น้อย อีกทั้งจีนยังถือครองสถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่อกัมพูชา กระนั้นเอง ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชาที่รัฐบาลกัมพูชาไม่ปราบปรามอย่างจริงจังเป็นสาเหตุของความไม่ลงรอยระหว่างกัมพูชาและจีน เป็นโอกาสให้สหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาสร้างอิทธิพลต่อกัมพูชาอีกครั้ง เป็นผลให้กัมพูชาในเวลานี้อยู่ระหว่างสภาวะยากลำบาก (Dilemma) ระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์ของคนตะวันออกกับชาว ‘เกาะกง’
เมื่อพูดถึงพื้นที่ระหว่างไทยและกัมพูชาในบริเวณภาคตะวันออก ชื่อหนึ่งที่นิยมพูดถึงขึ้นมาคือ ‘เกาะกง’ โดยเกาะกงคือจังหวัดหนึ่งของประเทศกัมพูชาที่มีอาณาเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดตราดของประเทศไทย แต่โดยแรกเริ่มเดิมทีแล้ว เกาะกงคือพื้นที่หนึ่งของประเทศไทย แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชานับตั้งแต่ปี 2449 หรือช่วงเหตุการณ์ ร.ศ.112 ที่สยามได้ทำข้อตกลงกับฝรั่งเศสในชื่อว่า หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส จึงทำให้คนไทยในพื้นที่เกาะกงจำต้องพลัดถิ่นเป็นคนกัมพูชานับตั้งแต่เวลานั้นด้วย
อาจารย์ชัยยนต์แสดงความเห็นอย่างหนักแน่นว่าพื้นที่เกาะกงเคยเป็นพื้นที่ของประเทศไทยมาแต่เดิม มีสถานะต่างจากศรีโสภณ พระตะบอง เสียมราฐ ที่เคยเป็นเพียงเขตขัณฑสีมาหรือพื้นที่ประเทศราชของไทย แต่เกาะกงนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่อย่างจริงจัง และชาวเกาะกงแต่เดิมจนถึงทุกวันนี้เองก็ยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น หรือที่เรียกว่า ‘นับญาติ’ กับคนไทยในจังหวัดตราดอยู่สม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกาะกงเป็นจังหวัดหนึ่งของกัมพูชาที่มีความสำคัญต่อฮุน เซน เป็นอย่างมาก อาจารย์ชัยยนต์เล่าเพิ่มเติมว่ามีชาวเกาะกงหลายคนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีอิทธิพลของกัมพูชาได้ และบางส่วนยังมีบทบาทให้ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งในอดีตด้วย เช่น ใส่ ภูทอง ชาวเกาะกงที่ได้ดำรงตำแหน่งกรมการเมืองเป็นผู้เสนอฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2528 และเตีย บัญ ผู้บริหารคนสำคัญของพรรคประชาชนกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบันเองยังได้รับการแนะนำจาก ใส่ ภูทอง ในอดีตให้เข้าสู่วงการการเมือง อีกทั้ง เศรษฐีชาวเกาะกงหลายคน เช่น ก๊ก อาน หรือ พัด สุภาภา ยังเป็น ‘กระเป๋าเงิน’ ให้กับฮุน เซน จึงเป็นเหตุผลให้เกาะกงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อฮุน เซน และได้รับอภิสิทธิ์ให้ ‘ปกครองตนเอง’
อย่างไรก็ตาม เรื่องพื้นฐานที่สุดที่อาจารย์ชัยยนต์เน้นย้ำคือ เกาะกงเป็นแผ่นดินของไทยที่ชาวเกาะกงเองยังคงมีความสัมพันธ์ที่แน้นแฟ้นกับคนตราด และในช่วงการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ว่าฯ ของเกาะกงเองก็เดินทางข้ามมาเข้าร่วมพิธีสวรรคตที่จังหวัดตราด สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสองพื้นที่และความสัมพันธ์ต่อประเทศไทย ดังนั้นหากทลายความเป็นแผนที่ นี่คือความสัมพันธ์ของคนตะวันออกกับจังหวัดชายแดนในกัมพูชาที่เป็นมาโดยตลอด

หรือ ‘ระบอบฮุน เซน’ คือต้นตอสงครามกับสารพัดปัญหาในประเทศ?
การก้าวขึ้นมาสู่บทบาทผู้นำประเทศของฮุน เซน มีเบื้องหลังที่โยงใยกับผู้มีอำนาจ-เส้นสาย-เงินทอง-กระเป๋าเงิน อย่างเที่เราได้กล่าวไป แต่เบื้องหลังนั้นเองก็ไม่ได้มีอยู่แค่เพียงในพื้นที่เกาะกง แต่กลับเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศกัมพูชาที่อาจารย์ชัยยนต์เรียกว่า ‘ระบอบฮุนเซน’ อันเป็นต้นเหตุของสงคราม ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ด้วย
“ส่วนใหญ่หลายคนก็พูดกันหลายประเด็นนะ เช่นเรื่องความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับฮุนเซน อันนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก แม้ว่าจะเป็นประเด็นที่มีผล”
อาจารย์ชัยยนต์ ให้ความเห็นว่าใจความหลักของสงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่า
ตระกูลชินวัตรและตระกูลฮุนเท่านั้น แต่ประเด็นหลักของสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นจาก ‘ระบอบฮุน เซน’ ภายในประเทศกัมพูชา “ระบอบฮุน เซน เขาเรียกว่ามันเป็นระบอบที่ฮุน เซน มีอำนาจสูงสุด ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือโดยทางการ”
เขาอธิบายว่าระบอบฮุน เซน ที่ว่าคือระบอบที่ฮุน เซน มีอำนาจสูงสุดในประเทศ นำมาสู่อีกสองประเด็น ประเด็นที่หนึ่งคือความชอบธรรมของผู้นำ (Legetimation) ที่ระบอบฮุน เซน เองยังขาดความชอบธรรม ไร้การยอมรับจากผู้คน เนื่องจากระบอบฮุน เซน เองได้ขูดรีดพื้นที่เกษตรกรรมของชาวไร่ ชาวนา และค่าแรงของกลุ่มกรรมกรไปเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองทุนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ ฮุน เซน
อีกประเด็นหนึ่งคือ รัฐกัมพูชาปัจจุบันมีสถานะเป็นรัฐส่วนตัวของฮุน เซน และครอบครัว หรือ Patrimonial State อาจารย์ชัยยนต์ขยายความว่าไม่ต่างจากรัฐไทยในสมัยศักดินาที่มีเจ้าของคือชนชั้นศักดินาของไทย ทั้งสองประเด็นนี้จึงเป็นเหตุผลให้ฮุน เซน พยายามสร้างความชอบธรรมของระบอบตนเองด้วยการกระตุ้นความรู้สึกรักชาติและกระแสชาตินิยมของผู้คนในประเทศขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งผ่านสงครามกับประเทศไทย

เมื่อมองลึกลงไปถึงสงครามครั้งนี้ อาจารย์ชัยยนต์ แสดงความเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่มี ‘เนื้อนาบุญ’ อยู่เดิมแล้ว จึงไม่ยากที่จะทำให้เกิดสงคราม อีกทั้งเขายังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าฮุน เซน คือบุคคลประเภทนักปฏิบัตินิยมแบบมาเคียเวลเลียน (Machiavellianism) กล่าวคือ สามารถปฏิบัติได้ทุกทางอย่างไร้ข้อจำกัดเพื่อให้ตนเองได้ในสิ่งที่ต้องการได้
ทั้งนี้ เมื่อสงครามได้เกิดขึ้น อาจารย์ชัยยนต์มองว่าสถานการณ์หลังจากนี้ของกัมพูชาอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะมีความตึงเครียด (Social Tension) ในหลายทางที่รอวันยกระดับกลายเป็นความขัดแย้ง (Social Conflict)
ทางแรกคือ กลุ่มแรงงานในกัมพูชาได้รับเงินเดือนน้อย ถูกกดค่าแรงโดยทุนต่างชาติ และทุนต่างชาติเหล่านี้เองก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่ของสหรัฐอเมริกาซ้ำลงไปอีก
ทางที่สองคือ กลุ่มชาวนาชาวไร่ ที่ได้ผลกระทบจากการยึดพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับทุนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ ชาวนาชาวไร่เหล่านี้เองก็ยังไม่สามารถจัดตั้งอย่างเป็นทางการได้
ทางที่สามคือ กลุ่มการเมืองอื่นๆ ในกัมพูชา แต่ในเวลานี้ยังไม่มีพลังอะไร เนื่องจากทางฝั่งราชวงศ์เองก็เป็นพันธมิตรกับฮุน เซน และฝ่ายค้านอย่างสม รังสี เองที่เวลานี้มีท่าทีเป็นพัธมิตรกับฮุน เซน เช่นเดียวกันจากแนวคิดชาตินิยมของเขาที่ต้องการต่อต้านไทยในฐานะต่างชาติ
ทางที่สี่ คือ ความเสียหายต่อประชาชนกัมพูชาที่ถูกโจมตีจากประเทศไทย จึงมีโอกาสสร้างความโกรธแค้นจากประชาชนต่อผู้นำและระบอบฮุน เซน ได้ในอนาคต
ทางที่ห้า คือ แรงงานกัมพูชาที่ถูกบังคับให้กลับประเทศไทย จากเดิมที่ได้รับค่าแรงสูง ได้รับสวัสดิการที่ครบถ้วนในประเทศไทย เมื่อกลับมาที่ประเทศกัมพูชาแล้ว อาจต้องเสียค่าแรงและสวัสดิการที่เคยได้รับ
จากทั้งหมดนี้จะเห็นว่าระบอบฮุน เซน ที่เริ่มสั่นคลอนคือปัญหาในประเทศที่ฮุน เซน มองว่าทางออกคือการปลุกกระแสชาตินิยมด้วยการก่อสงครามกับประเทศไทย เรื่องนี้คือสิ่งที่ชัยยนต์วิเคราะห์

การปะทะอาจสงบ แต่ความเกลียดชังก่อตัว และประชาธิปไตยสูญหาย
นอกจากความตึงเครียดภายในประเทศกัมพูชาแล้ว ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเองก็มีความตึงเครียดที่ถูกซ่อนอยู่เช่นกัน โดยความตึงเครียดลักษณะนี้อยู่ในรูปแบบ ‘ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง’
อาจารย์ชัยยนต์ แสดงความเห็นว่า แม้การหยุดยิงจะเกิดขึ้นจากการลงนามในข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) ที่ประเทศไทยและกัมพูชาได้ลงนามไปแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เราสามารถยุติความรุนแรงเชิงกายภาพได้ แต่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างคือสิ่งที่ยังคงอยู่
“ปัญหาความรุนแรง สงคราม การรบก็ยังมีอยู่ต่อไป ถ้ายังมีความรุนแรงในเชิงโครงสร้างอยู่ ปัญหาคือเราจะทำยังไงเพื่อลดหรือจัดการความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” อาจารย์ชัยยนต์นำเสนอทางออกผ่านโจทย์ที่ต้องแก้ไขที่จะนำไปสู่สันติภาพของทั้งสองประเทศ
ลำดับแรก เราจะเปลี่ยนระบอบฮุน เซน เป็นระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร
ลำดับสอง การสร้างความเข้าใจระหว่างคนสองชาติ ทางด้านกัมพูชาเองยังมีบทเรียนที่ยังสอนให้สร้างความเกลียดชังต่อคนไทย ขณะเดียวกัน คนไทยเองก็ยังมองคนกัมพูชาในลักษณะของการเหยียด ดูถูกอยู่ เป็นโจทย์ที่ต้องทำให้ประชาชนสองชาตินี้เข้าใจกันผ่านกระบวนการสุนทรียสนทนาหรือ Dialogue ซึ่งคือกระบวนการสนทนาที่ผู้สนทนาเน้นการคิดร่วมกันอย่างเสมอภาคและการรับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งโดยถอดชุดความคิดเดิม เช่น เชื้อชาติ คุณวุฒิ วัยวุฒิ อำนาจ ยศ และตัวตนของผู้สนทนาทุกคนออก เปลี่ยนให้ความสำคัญกับคำถามและบทสนทนาแทน

ลำดับสาม ต้องอาศัยจุดร่วมระหว่างวัฒนธรรมคือพระพุทธศาสนาที่ทั้งสองประเทศนี้ยังมีร่วมกัน พระสงฆ์ทั้งสองประเทศเองยังจำเป็นต้องไปมาหาสู่กัน และพระสงฆ์ของกัมพูชาเองก็ยังเข้ามาเรียนสถาบันสงฆ์ในประเทศไทยเช่นกัน
อาจารย์ชัยยนต์นำเสนอว่าทั้งสามประเด็นนี้คือสิ่งที่จะนำไปสู่สันติภาพได้ ขณะเดียวกัน จากสงครามครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่าประเทศไทยเองก็ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม คือการยกระดับบทบาทของ ‘ทหารอาชีพ’ ที่ทำหน้าที่ด้วยเกียรติ รักท้องถิ่น ปกป้องคนที่รัก ให้มีบทบาทมากกว่าทหารการเมืองและทหารผลประโยชน์ และต้องพัฒนาประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้น
อาจารย์ชัยยนต์มองว่า ประเทศไทยทุกวันนี้เป็นเพียงระบอบการเลือกตั้งของนายทุนสายสามานย์และนักธุรกิจการเมือง ที่ฉายภาพให้เห็นชัดเจนแล้วว่าระบอบเหล่านี้มีประสิทธิภาพต่ำในการปกป้องประเทศ จึงเป็นโอกาสดีเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้มากขึ้น
“สำหรับผมประชาธิปไตยมันยังไม่มี มันอยู่ในขั้นการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะงั้นสิ่งที่อยู่ในประเทศไทยเราเรียกว่าระบอบการเลือกตั้งของนายทุนสายสามานย์ ธุรกิจการเมือง”
เห็นได้ชัดว่าระบอบฮุน เซน คือตอสำคัญที่เป็นทั้งต้นเหตุของสงคราม และยังเป็นอุปสรรคสู่ระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชาและสันติภาพระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็ยังมีอุปสรรคของระบอบประชาธิปไตยที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน
จนถึงวันนี้ เราสามารถแน่ใจได้แล้วว่าการมอบอำนาจให้กับประชาชนตามวิถีประชาธิปไตยคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ
ระบอบนี้นำไปสู่กระบวนการสร้างความสมานฉันท์ของประชาชนสองสัญชาติโดยปราศจากแนวคิดชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ยิ่งประชาชนมีอำนาจมาก ยิ่งเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้น ยิ่งห่างไกลจากความรุนแรงและสงครามมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไทยและกัมพูชากำลังเดินสวนทางกับเส้นทางสู่สันติภาพอยู่หรือไม่ ?



