/

มีโรงไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศ แต่ไม่มีใครมารับฟัง : ปัญหาของกระบวนการรับฟังของ PDP 2024

รู้หรือไม่ว่าค่าไฟจะแพงหรือไม่แพง คนไทยต้องแบกต้นทุนโรงไฟฟ้าแค่ไหน เราจะช่วยให้โลกหายเดือดได้ยังไง หรือแม้แต่จะเกิดโรงไฟฟ้าหน้าบ้านเราหรือไม่ ส่วนหนึ่งคือการออกแบบแผนพลังงานของประเทศ หรือที่มีชื่อเรียกว่า แผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan)

 

เรื่องเหล่านี้ ในอดีตอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวพวกเรามากๆ แต่ตอนนี้หลายๆ คนก็อาจจะพอรู้กันแล้วว่าปัญหาค่าไฟแพง มาจากการวางแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งข่าวดีก็คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ปล่อยแผน PDP 2024 ออกมาแล้ว หลังจากไม่ได้อัพเดตมาหลายปี

แต่ข่าวร้ายก็คือกระบวนการรับฟังที่หากว่ากันตามตัวบทกฎหมาของรัฐธรรมนูญไทยแล้ว คนไทยมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ แต่กลับมีกระบวนการที่ไม่ชัดเจน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ ภาคตะวันออก ในฐานะภูมิภาคที่มีโรงไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศ และยังเป็นแหล่งท่าเทียบเรือนำเข้าก๊าซ LNG ที่ส่วนหนึ่งเอามาผลิตไฟฟ้า กลับไม่ถูกมองเห็น

เราชวนไปขยายความเรื่องนี้ และชวนทุกคนตั้งคำถามกันว่าในภูมิภาคที่มีโรงไฟฟ้ามากที่สุด คนตะวันออกอยู่ตรงไหนในสมการนี้

PDP คืออะไร

เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยได้เห็นตัวอักษรย่อ PDP กันผ่านๆ ตามาบ้าง แต่อาจจะยังสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่

แผน PDP ย่อมาจาก Power Development Plan หรือแผนการพัฒนากำลัง ผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ที่เอาไว้ใช้เป็นแผนแม่บทในการกำหนดทิศทางการจัดหา และผลิตพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศครอบคลุมทั้งไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและการนําเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า เป็นแผนที่ใช้กำหนดว่า ในอีก 20 ปี ข้างหน้าประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นกี่โรง ตั้งอยู่ที่ไหน และเป็นโรงไฟฟ้าประเภทไหนใช้เชื้อเพลิงอะไร

โดยหากว่ากันตามหลักการแล้วแผน PDP ควรวางอยู่บน 3 หลักการสำคัญคือ การมีไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการ ในราคาที่เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หากอธิบายลงลึกกันอีกหน่อย แผน PDP นับเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนพลังงานชาติ” หรือ NEP (National Energy Plan)  ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของแผนแม่บทด้านพลังงานของประเทศไทย ที่ประกอบด้วยแผนย่อย 5 แผน ก็คือ

1. แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan หรือ PDP) เป็นแผนหลักด้านพลังงานไฟฟ้าที่ว่าด้วยการผลิตและจัดหา ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนพลังงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า

2. แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) เป็นแผนที่ว่าด้วยการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ใช้ในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ  ใช้ในภาคการขนส่ง และใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยการจัดหาก๊าซธรรมชาติมีทั้งการขุดเจาะในประเทศ นำเข้าจากพม่า และนำเข้า LNG จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

3. แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan หรือ EEP) เป็นแผนที่ว่าด้วยการจัดการด้านความต้องการใช้พลังงาน (Demand Side Management) เพื่อลดความต้องการใช้พลังงาน โดยกำหนดแนวทาง มาตรการด้านนโยบาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

4. แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan หรือ AEDP) เป็นแผนที่ว่าด้วยการจัดหาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งรวมถึงพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำขนาดเล็ก ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการใช้แหล่งวัตถุดิบพลังงานในประเทศเพื่อลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

5. แผนบริหารจัดการน้ํามันเชื้อเพลิง (Oil Plan) เป็นแผนที่ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายภายใต้แผนพลังงานอื่น ๆ โดยเฉพาะแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

โดยแผน PDP จัดทำครั้งแรกในปี พ.ศ.2530 เมื่อประเทศไทยมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ขายไฟฟ้าเจ้าเดียวในตอนนั้นจึงได้จัดทํา แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าขึ้นในปี พ.ศ.2530 ซึ่งถือเป็นแผน PDP ฉบับแรก ของประเทศไทย โดยในขณะนั้นใช้ชื่อว่า แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.

ต่อมาหลังจากเริ่มเปิดให้เอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าและขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ได้ ก็เริ่มออกแบบการซื้อไฟฟ้าในรูปแบบของ โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ Small Power Producer (SPP) ในปี พ.ศ.2535 และในรูปโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ หรือ Independent Power Producer (IPP) ในปี พ.ศ.2537 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เอกชนเข้ามามีบทบาท ในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ทำให้จากเดิมที่ กฟผ. เป็นคนเขียนแผน ได้เปลี่ยนมือไปสู่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สนพ.)

จนต่อมาในปี พ.ศ.2545 มีการตั้งกระทรวงพลังงาน เพื่อบริหารกิจการที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานของประเทศไทย แผนพัฒนาพลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.(ชื่อเดิม) จึงได้ เปลี่ยนเป็นแผนพัฒนากําลังไฟฟ้าของประเทศไทย (แผน PDP)

เนื้อหาของ PDP คืออะไร

ในแผน PDP นั้นก็จะมีการนำเสนอเป้าหมายของการจัดทำแผนพัฒนากําลังไฟฟ้า รวมไปถึงการคาดการณ์และพยากรณ์ความต้องการการใช้ไฟฟ้า และการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับตัวเลขที่คาดการณ์

สำหรับการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าก็จะมีการจัดทำโดยคณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน  โดยคณะอนุกรรมการฯ จะพยากรณ์ตามแนวโน้มการเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลง ของจํานวนประชากรในประเทศ รวมถึงการขยายตัวของเมือง เพื่อคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากแค่ไหน ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้ใช้ไฟ เพื่อนำไปวางแผนการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พยากรณ์ไว้

หลังจากจัดทำแผนแล้วก็จะมีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคประชาชน ก่อนให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

หากนับตั้งแต่การปล่อยแผน PDP ครั้งแรกจนถึงตอนนี้ ประเทศไทยมีแผน PDP รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับรวมฉบับปรับปรุง (และกำลังจะมีฉบับที่ 11 คือ PDP 2024) ผสิ่งที่เห็นได้จากแผน PDP เกือบทุกฉบับคือความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มมากขึ้นแทบจะในทุกฉบับ ซึ่งเป็นผลมาจากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง ทั้งที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศนั้นต่ำกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีในระบบอย่างมากแม้จะรวมกำลังผลิตสำรองอีก 15%ไปด้วยแล้วก็ตาม

และแน่นอนว่าการสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้นหมายถึงค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีประชาชนเป็นผู้แบกรับ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของรัฐกับผู้ผลิตเอกชน ที่กำหนดให้รัฐต้องจ่ายเงินที่เรียกว่า ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ให้กับโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเดินเครื่องหรือไม่ก็ตาม ซึ่งคำว่ารัฐจ่ายเงินในที่นี้ก็มาจากเงินบนบิลค่าไฟที่ทุกคนต้องจ่ายทุกเดือนนั่นเอง

หรือปัญหาของเรื่องนี้จะอยู่ที่กระบวนการรับฟัง

จากเรื่องราวข้างหมดด้านบนนี้ ก็อาจจะทำให้เห็นว่าแผน PDP นั้นมีผลกระทบต่อชีวิตของคนในประเทศ กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือท้องถิ่น ดังนั้นกระบวนการรับฟังจึงควรเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ หลังจากทำแผนเสร็จเรียบร้อย

โดยหากว่ากันตามกฎหมายแล้ว การจัดทำแผนใดๆ จำเป็นต้องประกาศแผนการดำเนินการล่วงหน้า และเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่น้อยกว่า 15 วัน และสรุปผลต่อประชาชนภายใน 15 วัน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548

จากข้อมูลของ JustPow ได้สำรวจกระบวนการรับฟังแผน PDP และพบว่า PDP 2004 กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กำหนดแผนและอนุมัติให้ กฟผ. หรือเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าก่อน แล้วจึงให้เจ้าของโครงการเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่หลัง

หรือ PDP 2010 ที่ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็ยังมีการกำหนดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพียง 2 วัน ก่อน กพช.จะลงนามเห็นชอบในระยะเวลาเพียง 4 วันหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็น ยิ่งในฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างฯ แต่อย่างใด

ส่วน PDP 2015 ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นเพียง 2 วันเมื่อวันที่ 8 และ 28 เมษายน 2558 ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ และเพียง 2 สัปดาห์หลังจากวันที่มีการรับฟังความคิดเห็น กพช. ก็มีมติเห็นชอบ

ในขณะที่ PDP 2018 ก็เริ่มมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีการจัด Open Forum กับกลุ่มต่างๆ 10 ครั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกและก้าวใหญ่ของกระบวนการฯ โดยคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้ประกาศให้สาธารณะรับทราบเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊กและแจ้งว่าจะเปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น 4 ครั้ง 4 ภาค ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2561 ช่วง 9:30 น. – 12:00 น. อย่างไรก็ตามกระบวนการประกาศก็ยังไม่ครบ 15 วัน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ดี

และ PDP 2024 ที่กำลังอยู่ในช่วงกระบวนการรับฟัง ก็ดูเหมือนจะถอยหลังไปอีกครั้ง เนื่องจากมีการประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 ล่วงหน้าไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยจะเป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะในกลุ่มราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน โดยที่ปล่อยเอกสารในรูปแบบสไลด์บรรยายมาล่วงหน้าไม่ถึง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังลดขั้นตอนในส่วนของประชาชน โดยมีการกำหนดผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในแต่ละภูมิภาคผ่านการเชิญเข้าร่วมรับฟังทางออนไลน์ จึงไม่ใช่ว่าประชาชนคนไหนจะได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการรับฟังเพียง 4 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยภาคตะวันออกถูกยุบรวมไปอยู่กับภาคกลาง แม้ว่าจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ตาม

สำหรับประชาชนทั่วไปเอง หากต้องการแสดงความคิดเห็น ทางสนพ. ก็ได้ชี้แจงว่าจะเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กเพจ EPPO Thailand และเว็บไซต์ของ www.eppo.go.th เท่านั้น

เรียกว่าเป็นกระบวนการรับฟังที่ประชาชนทั่วไปแทบไม่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะกับคนในภาคตะวันออกที่ต้องแบกรับค่าไฟแพง และความเสียหายของสิ่งแวดล้อม จากการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้กับคนทั้งประเทศ

ภาพจาก : energy news center

เมื่อ PDP ไม่มีคนตะวันออกในสมการ

หากสำรวจวิธีการรับฟังแผน PDP แล้วก็นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าเศร้าที่คนตะวันออก ในฐานะภูมิภาคที่เต็มไปด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน กลับกลายเป็นผู้ที่ถูกลืม และถูกมัดรวมให้กลายเป็นภาคกลางไป ทั้งๆ ที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับทะเลตะวันออก แผ่นดินตะวันออก ชีวิตคนตะวันออก

ซึ่งต้องไม่ลืมว่าภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่แทบจะมากที่สุดในประเทศไทย อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ภาคตะวันออกมีจำนวนโรงไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 379 โรง ซึ่งเป็นจำนวนโรงไฟฟ้าที่มีการจำหน่ายเข้าระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. หรือ กฟภ. ทั้งประเภท IPP และ SPP โดยยังไม่รวมกับโรงไฟฟ้าที่มีผู้ขอรับใบอนุญาต ในการผลิตและจำหน่ายเพื่อการใช้งานภายในองค์กร หรือจำหน่ายให้ผู้อื่นโดยตรง

ซึ่งหมายความว่า นอกจากชาวตะวันออกจะต้องแบกภาระค่าไฟที่แพง และไม่เป็นธรรมที่ขึ้นอยู่กับแผน PDP ไม่ต่างกับประชาชนในภาคต่างๆ ของประเทศแล้ว คนตะวันออกยังแบกความเสี่ยงทั้งทางสุขภาพ ทั้งทางตรงทางอ้อมที่มีโรงไฟฟ้ามาตั้งอยู่ใกล้ชุมชนซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแผน PDP ที่ไม่รู้ว่าจะมีการเพิ่มการสร้างหรือปลดระวางโรงไฟฟ้าในพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ภาคตะวันออกยังสูญเสียพื้นที่ทางทะเลกว่า 4,000 ไร่ ตลอดระยะเวลา 10 ปี ผ่านท่าเรือ LNG ระยะ 1, 2 ,และ 3 ไปกับการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือขนก๊าซธรรมชาติเหลว ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ชาวประมงชายฝั่งซึ่งต้องสูญเสียพื้นที่ประกอบอาชีพไปตลอดชีวิต แต่การถมทะเลยังส่งผลต่อพลวัตรการพัดพาทราย ซึ่งส่งผลให้เกิดการเกาะเซาะชายฝั่งตลอดแนวชายหาดใกล้เคียงอย่างรุนแรง ทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งของจังหวัดที่เคยอุดมสมบูรณ์เปลี่ยนไปตลอดกาล

แผน PDP จึงเป็นอีกหนึ่งแผนจากรัฐที่กำหนดและชี้ชะตาชีวิตโดยเฉพาะกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนตะวันออก ซึ่งปัญหานั้นมาจากกระบวนการรับฟังที่ไม่เคยมีเสียงคนตะวันออกอยู่

 

ดังนั้นแล้วถึงเวลาหรือยังที่ แผน PDP 2024 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการรับฟังจะต้อง คิด ทบทวน และนึกถึงหัวใจคนตะวันออก ในฐานะพื้นที่ที่เสียสละไปมากมายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อการเติบโต เพื่อความก้าวหน้าของประเทศ

LNG ระยอง

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR