/

จากอ่าวไทยจรดอันดามัน: 5 บทเรียนการพัฒนาจาก EEC ถึง SEC ในวันที่ตัวเลขไม่มีชีวิตคน ธรรมชาติ และคลื่นทะเลอยู่ในนั้น 

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา รายงานตัวเลขมหาศาลจากการพัฒนาในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โผล่มาคู่กับข่าวความเจ็บปวดของชาวบ้านในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ 

 

ขณะที่ ครม.เตรียมประกาศเพิ่มการลงทุน 2.1 แสนล้านบาทใน EEC เรือหาปลาลำน้อยในอ่าวไทยต้องเดินทางไกลจากจุดหาปลาดั้งเดิม เพราะสัตว์น้ำอพยพหนีการก่อสร้างท่าเรือใกล้ชายฝั่ง

ขณะที่ บริษัทจากอีกซีกโลกเซ็นลงทุนมหาศาล กลุ่มประมงใน จ.ระยองกำลังรอข่าวเงินเยียวยาจากเหตุน้ำมันรั่วปี 2565 

ขณะที่ ที่ประชุมในห้องแอร์ปรบมือให้กับรายงานผลประกอบการปีล่าสุด ชาวบ้านใน อ.เเปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรากำลังโอดครวญกับกลิ่นฉุนจากการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม

ไม่ผิดนักที่จะสรุปว่า เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคตะวันออกครั้งนี้ มีชีวิตคนที่ยุ่งเหยิง เปราะบาง และแหลกสลายซ่อนอยู่ด้านใน 

แต่ไม่ทันที่ปัญหาในภาคตะวันออกจะถูกแก้อย่าง “ยั่งยืน” ก็มีข่าว ครม.ประชุมพิจารณาวาระ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่มีโครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกเชื่อม ทะเลอันดามัน – อ่าวไทย เป็นพระเอกในโครงการนี้

โดยไม่ต้องสงสัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนย่อหน้าข้างบน จะเกิดขึ้นอีกครั้งกับประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ระนอง, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช) ที่มีวิถีชีวิตและอาชีพหลักพึ่งพิงธรรมชาติไม่ต่างกัน

หากอ้างอิงจากรายงาน  ‘Land Bridge Effect: ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร – ระนอง’ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลต่อผู้ที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งอย่างน้อย 44,000 คน พวกเขาจะหาปลายากขึ้น จะต้องไปไกลจากชายฝั่งมากขึ้น อาจต้องแก่งแย่งปลากับเรือใหญ่ และร้ายที่สุดอาจต้องสมัครเป็นคนงานในโรงงานแทนอาชีพประมง

ยังไม่นับผลกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองริ่ว จ.ชุมพร พื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำบนเกาะพิทักษ์ และความเสี่ยงต่อชีวิตสัตว์น้ำนับร้อยชนิดตั้งแต่ เต่าตนุ, ฉลาม, โลมา, ม้าน้ำ, แมงกะพรุน 

และไม่นับน้ำตาอีกหลายล้านลิตรที่จะเกิดขึ้นจากการเวียนคืนที่ดิน การสูญสลายของวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มอร์แกน และความเย็นชาของเมืองอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นของลมทะเล

“เราคิดว่าบทเรียนจาก EEC มันเห็นชัดเจนว่าโครงการแบบนี้ ภายใต้กฎหมายแบบนี้ จะทำให้เกิดหายนะด้านสิ่งแวดล้อมขนาดไหน” อภิศักดิ์ ทัศนี ผู้ร่วมก่อตั้ง Beach for Life กล่าว

EPIGRAM พูดคุยกับผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ก่อนกลั่นออกมาเป็นบทเรียน 5 ข้อที่รัฐควรสดับรับฟังก่อนดำเนินโครงการ SEC เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยและ “ยั่งยืน” อย่างที่ชอบกันนักหนา 

บทเรียนที่หนึ่ง: อย่าใช้ Super Law อีก

สารตั้งต้นประการแรกที่ทำให้ EEC มีปัญหาคือ ตัวกฎหมายของมันเอง หรือ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการ ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเว้นกฎหมายและระเบียบใดก็ได้ที่ขัดต่อการพัฒนาของโครงการ และหากนำกฎหมาย EEC (พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561) มาวางเทียบกับร่างกฎหมาย SEC จะพบว่ากฎหมายสองฉบับเหมือนกันแทบทั้งหมด 

ที่ผ่านมา การออกแบบกฎหมายดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาในพื้นที่ EEC หลายประการ เช่น การเปลี่ยนผังเมืองโดยไม่คำนึงถึงสภาพพื้นที่อย่างที่เกิดขึ้นใน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ระบบนิเวศแบบ 3 น้ำ (น้ำเค็ม, น้ำกร่อย, น้ำจืด) เหมาะแก่การเกษตรกรรม แต่กลับถูกเปลี่ยนให้เป็นผังเมืองที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานได้ 

หรือการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติในการเข้ามาอยู่อาศัย, เช่าที่ดิน ตลอดจนภาษีนำไปสู่ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม, การกว้านซื้อที่ดินปลูกทุเรียน การเปลี่ยนคอนโดเป็นโรงแรมเถื่อน, หรือการเปิดธุรกิจภายใต้นอมินีคนไทย 

“สิ่งที่กังวลที่สุดในร่างกฎหมาย SEC คือ เราจะสูญเสียอธิปไตยในดินแดนของตัวเอง เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้อย่างน้อย 99 ปี มีคณะกรรมการที่ยกเว้นกฎหมายได้ เปลี่ยนผังเมืองได้ เวียนคืนที่ดินได้ และยังนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ทั้งหมด มีองค์ประกอบแห่งความเป็นรัฐชาติครบหมดเลย แล้วคนไทยจะมีสิทธิอะไรในพื้นที่นี้” เจกะพันธ์ พรหมมงคล เครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษแสดงความกังวล

ขณะที่ทางด้าน อภิศักดิ์ ทัศนี ผู้ร่วมก่อตั้ง Beach for Life ตั้งคำถามต่อร่างกฎหมาย SEC ไปไกลกว่านั้นว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษจริงหรือ 

“คำถามคือเราต้องมีกฎหมายพิเศษในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ไหม เราเดินไปตามขั้นตอนปกติไม่ได้หรือ แค่ใช้หน่วยงานที่มี กฎหมายที่มี แล้วออกแบบแผนพัฒนาดีกว่าไหม”  อภิศักดิ์กล่าว

บทเรียนที่สอง: พึงระวังปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 

25 มกราคม พ.ศ.2565 เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วอย่างน้อย 47,000 ลิตร จากทุ่นขนถ่ายของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด มหาชน (SPRC) 

3 กันยายน พ.ศ. 2566 เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วอย่างน้อย 45,000 ลิตร ขณะขนถ่ายน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 

ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC และเป็นไปได้เช่นกันว่าจะเกิดในพื้นที่ SEC เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าโครงการชูโรงของเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้คือ แลนด์บริดจ์ 

โดยไม่เพียงแต่รายงานที่ขัดแย้งกันระหว่างสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.) และศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อความคุ้มค่าของโครงการนี้ ในรายงานศึกษา ‘Land Bridge Effect: ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร – ระนอง’ ยังระบุว่า การถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมริ่ว จ.ชุมพร และ ท่าเรืออ่าวอ่าง จ.ระนอง จะต้องใช้พื้นที่รวมกันกว่า 12,700 ไร่ หรือคิดเป็นขนาดใหญ่กว่าเกาะหลีเป๊ะ 6 แห่ง 

ภาพจาก รายงาน Land Bridge Effect

 

ในรายงานระบุว่าผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้อาจสูงถึง 44,600 คน และกระทบต่อพื้นสำคัญของชุมชน เช่น โรงเรียน, รพ.สต. และโรงพยาบาลรวม 16 แห่ง

ในด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างท่าเรือจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและชาวประมงพื้นบ้านเป็นสำคัญ เช่น สัตว์น้ำลดลง, การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและการกัดเซาะชายฝั่ง, มลพิษจากการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ ตลอดจนผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือ 

อภิศักดิ์แสดงความกังวลว่าโครงการนี้อาจกระทบกับวิถีชีวิตชุมชนและพื้นที่ทำมาหากินอย่างรุนแรง และผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นการถ่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้นไปอีก 

“คำถามคือโครงการเหล่านี้ใครได้ประโยชน์ ใช่คนในพื้นที่ไหม ใช่ชาวมอร์แกน 300 – 400 คนใน จ.ระนองไหม  การแลกทรัพยากรที่คนใช้เป็นแสนเป็นล้านคนกับเรื่องนี้ มันคุ้มค่าจริงหรือ” อภิศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย 

บทเรียนที่สาม: ราคาของการพัฒนาต้องชำระด้วยความรอบคอบและจริงใจ

การลงทุนขนาดยักษ์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษย่อมตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงมหาศาล หนึ่งในนั้นคือ วิถีชุมชนและชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปของคนตัวเล็กตัวน้อย ชาวประมงจะหาปูปลาได้อยู่ไหม? เกษตรกรจะมีน้ำเพียงพอเพาะปลูกไหม? แล้วถ้าไม่ จะให้พวกเขาทำอะไรต่อไป? 

เมื่อปี 2566 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. จ่ายเยียวยาชาวประมงพื้นบ้าน 939 ราย จากการก่อสร้างส่วนต่อขยายท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง รวม 93.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100,000 บาท/ ราย 

ในรายงานถอดบทเรียน EEC ถึง SEC ระบุว่า เงินชดเชยจำนวนดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริงมาก แถมมีการระบุว่าชาวประมงที่รับเงินไปแล้วห้ามฟ้องร้องคดีความต่อศาล ส่วนสาเหตุที่เงินชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะภาครัฐทำรายงาน EHIA อย่างไม่รอบคอบและตกสำรวจ 

เหตุการณ์น้ำมันรั่วใน จ.ระยอง เมื่อปี 2565 ยังคาราคาซัง การเยียวยาชาวประมงยังไม่เคยเกิดขึ้น ชาวประมงต้องรวมตัวกันเองยื่นฟ้องบริษัท เรียกร้องเงินเยียวยาและให้ตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อ่าวระยอง 

“สิ่งที่เราเจอจากการเก็บข้อมูลคือ การขยายตัวของอุตสาหกรรมที่กระทบต่อแหล่งทำมาหากินของพี่น้องชาวประมง การถมทะเล การทำท่าเรือ ทรัพยากรถูกทำลายและการชดเชยก็ไม่เพียงพอช่วยให้เขาฟื้นฟูชีวิตตัวเอง” มานพ สนิท เครือข่ายภาคตะวันออกกล่าว

มานพเสริมว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่ชาวประมงต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันฟ้องร้องด้วยตัวเอง ก็เป็นอีกภาพที่สะท้อนว่า EEC ยังคิดถึงปัญหาของคนตัวเล็กตัวน้อยไม่เท่าที่ที่ควร “นี่เป็นบทเรียนสำคัญของการใช้กฎหมายที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ข้างบน คนด้านล่างไม่มีสิทธิลุกขึ้นมาโต้แย้ง คำถามคือเรายังจะใช้กฎหมายแบบนี้ต่อไปในพื้นที่อื่นอีกหรือเปล่า” 

มีเคสให้ศึกษาแล้ว แต่ภาครัฐจะป้องกันอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร จะช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร.. ถ้าขืนทำแบบเดิม ประชาชนในพื้นที่ SEC รวมตัวรอยื่นฟ้องได้เลย

บทเรียนที่สี่: GDP โต แล้วลดความเหลื่อมล้ำล่ะ? 

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก, ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3, ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 1, อุตสาหกรรมทันสมัยตั้งแต่รถยนต์ยันการแพทย์, .. 

ภาพฝันชวนเคลิบเคลิ้มจากโครงการในพื้นที่ EEC หลับตาฟังดูก็หวานหูดี แต่โครงการทันสมัยทั้งหลายหากไล่ดูรายชื่อบริษัทลงทุนก็ล้วนเป็นกลุ่มเจ้าสัวในประเทศเป็นหลักทั้งนั้น 

ถึงแม้รายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจะบ่งชี้ว่าสัมประสิทธิ์ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ EEC และอัตราว่างงานจะน้อยกว่าพื้นที่อื่น แต่คนในพื้นที่กลับให้ข้อมูลต่างออกไป 

”คนพื้นถิ่นเข้าถึงแหล่งงานน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นประชากรเคลื่อนย้าย ปัญหานี้มาจากสาเหตุข้อแรก คนในพื้นถิ่นมีทางเลือกในการทำงาน จึงเปลี่ยนงานบ่อย ข้อสอง คนในพื้นที่ไม่ได้มีทักษะที่สอดรับกับอุตสาหกรรม สัดส่วนการจ้างงานที่ออกมาจึงเป็นแค่วาทกรรม“ มานพ สนิท เครือข่ายภาคตะวันออกกล่าว 

“ถ้าจะพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องทำให้มีกองทุนที่คนเข้าถึงได้ ไม่ว่ากองทุนพัฒนาอาชีพ, คุณภาพชีวิต, ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าให้บริษัทที่มาลงทุนทำแต่ CSR มันไม่เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขว่า GDP ระยองโต แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนยังดิ้นรน” มานพทิ้งท้าย

บทเรียนที่ห้า: คิดจากล่างขึ้นบนเสียบ้าง

ทั้งนโยบาย EEC และ SEC ต่างเป็นนโยบายที่ถูกคิดจากหัวลงสู่ล่าง กล่าวคือปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ คนคิดไม่ได้อยู่ คนอยู่ไม่ได้คิด จึงไม่แปลกที่โครงการลักษณะนี้จะทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลังและผิดฝาผิดตัวจากลักษณะของพื้นที่ 

เจกะพันธุ์และอภิศักดิ์ยืนยันว่าไม่มีใครที่คัดค้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่พัฒนาอย่างไรและใครมีส่วนร่วมบ้างต่างหาก คือคำถามที่ต้องหาคำตอบ 

“ภาคประชาชนควรมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักการพัฒนา หนึ่ง กระจายรายได้และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สอง เน้นการเติบโตพร้อมกันทุกภาคส่วน สาม เป็นธรรมต่อคนและทรัพยากร สี่ มีความยั่งยืน และห้า เป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของภูมิภาคนั้นๆ” เจกะพันธุ์กล่าว 

“เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่มันควรสอดคล้องกับบริบท วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ชุมชน สอดคล้องกับฐานทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่สร้างโรงงานไฟฟ้าหรือท่าเรือน้ำลึก” อภิศักดิ์กล่าว 

ข้อเสนอที่น่าสนใจอีกประการมาจากรายงาน จาก EEC ถึง SEC โดยด้านในบรรจุ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ฉบับประชาชน โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้ 

  • เสนอให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้านโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ
  • ขยายครอบเขตการพัฒนาให้ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ 
  • มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจตามศักยภาพพื้นที่และต้องสอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน
  • จำกัดพื้นที่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม 
  • จัดตั้งกองทุนระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้
  • จัดตั้งสถาบันวิจัยระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้
  • ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่และให้อำนาจประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม 

ไม่มีคนปกติที่ไหนปฏิเสธการพัฒนา แต่บทเรียนจาก EEC ก็ทำให้เห็นแล้วว่า การพัฒนาต้องถามต่อด้วยว่าอย่างไร ทิศทางไหน ใครได้ประโยชน์ และมันโอบอุ้มทุกคนเอาไว้จริงหรือเปล่า 

สุดท้ายแล้วหากจะเร่งทำ SEC เพียงเพื่อกระตุ้น GDP เสียงคนในพื้นที่ก็พร่ำบอกว่าอย่าทำเลย

เพราะตัวเลขไม่มีชีวิตคน ธรรมชาติ และคลื่นทะเลอยู่ในนั้น 

 

หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจอ่าน ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ฉบับประชาชน สามารถอ่านได้ที่: ถอดบทเรียน-EEC-สู่-SEC-2567 .pdf

 

บทความโดย สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR